จาก webmaster
อาทิตย์ที่ , 15/2/2552
เวลา : 02:58
IP: 61.90.103.104
อ่านแล้ว = 1825 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
http://www.gasthai.com/article/html/466.html
การบรรยายเมื่อ วันที่ 12 ก.พ. 52 ที่งานเสวนาวิชาการ รัฐศาตร์ จุฬาฯ
ทางด้านนายเทวินทร์ วงศ์วานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในช่วง 5ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันมีความผันผวนมาก ซึ่งLPG และ NGV มีส่วนสำคัญอย่างมากในการแบ่งเบาภาระของประชาชนในช่วงน้ำมันแพง โดยในปีที่แล้วช่วงที่LPGขาดแคลน หากไม่มีNGVมาช่วยไทยแบ่งเบาในภาคการขนส่ง ไทยจะต้องนำเข้าLPGเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านตัน จากตัวเลขการนำเข้าLPG 4.5 แสนตัน ซึ่งเป็นการนำเข้าในรูปโพรเพนและบิวเทน โดยราคาเฉลี่ยนำเข้าเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 825 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือประมาณ 27 บาท/กิโลกรัม (ไม่รวมภาษีต่างๆและเงินกองทุน) สูงกว่าราคาที่รัฐควบคุมไว้ 330 เหรียญสหรัฐ/ตัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคานำเข้าLPG ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 500 กว่าเหรียญสหรัฐ/ตัน สูงขึ้นกว่าเดือนม.ค. 2552 ที่ราคาตันละกว่า 300 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นราคา 13 บาท/กิโลกรัม (กก.) ซึ่งราคานำเข้าช่วงม.ค.นี้ เมื่อเทียบกับราคาหน้าโรงกลั่นที่รัฐควบคุมราคาอยู่ที่ 10.90 บาท/กก. (ยังไม่รวมภาษีสรรพสามิต VAT และกองทุนฯ) ขณะที่ราคาขายปลีกประมาณ 18 บาท/กก. ก็ยังถือว่ายังมีภาระส่วนต่างในการนำเข้าอยู่ เมื่อราคาLPGในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นก็จะยิ่งเป็นภาระให้ภาครัฐในการอุดหนุนมากยิ่งขึ้น ปริมาณการผลิตLPGในประเทศมาจากโรงแยกก๊าซฯ 60% ที่เหลือมาจากโรงกลั่น 40% โดยต้นทุนLPGจากโรงแยกก๊าซฯในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 200 กว่าเหรียญสหรัฐ/ตัน ต่ำกว่าต้นทุนLPG ที่ได้จากโรงกลั่นสูงถึง 600 กว่าเหรียญสหรัฐ/ตัน โดยยืนยันว่าราคาLPGที่ขายให้โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้นสูงกว่าราคาที่ประชาชนใช้อยู่ โดยโรงงานปิโตรเคมีซื้อLPGในราคาอิงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยปีที่แล้วซื้อในราคา 496 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือเฉลี่ยกก.ละ 16 บาท สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยกลายเป็นผู้นำเข้าLPGจากเดิมที่เคยเป็นผู้ส่งออกนั้น สืบเนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การใช้ LPG ในภาคยานยนต์ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาจาก 2 แสนตันเป็น 7 แสนตันภายใน 5 ปีนี้ โรงงานอุตสาหกรรมหันมาใช้LPG แทนน้ำมันเตา ขณะที่ภาคครัวเรือนเองก็มีการขยายตัวในระดับที่สูงถึง 10% สืบเนื่องจากมีการลักลอบนำถังแก๊สLPGไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว และเขมร ซึ่งราคาLPGที่ประเทศเหล่านั้นจำหน่ายในช่วงนั้นอยู่ที่กก.ละ 40 บาท เท่ากับรัฐต้องอุดหนุนราคาให้ประเทศเพื่อนบ้านด้วย ดังนั้น หากปล่อยให้ความต้องการใช้LPGเติบโตเช่นนี้ ต่อให้สร้างโรงแยกก๊าซฯใหม่เพิ่มขึ้นก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ไทยต้องนำเข้าเพิ่มมากขึ้น สำหรับในปีนี้ปตท.คาดว่าไทยจะต้องนำเข้าLPGประมาณ 1 ล้านตัน คิดเป็นภาระนำเข้ากว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยปตท.คงไม่สามารถสำรองจ่ายส่วนต่างราคาLPGนำเข้ากับขายในประเทศได้หากครบวงเงินที่บอร์ดฯอนุมัติไว้ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ทางภาครัฐต้องพิจารณาว่าจะนำเงินกองทุนฯน้ำมันมาอุดหนุนแทน โดยยืนยันว่าเงินที่กองทุนฯน้ำมันจะใช้นั้นไม่ได้มาจ่ายให้ปตท.ที่คั่งค้างอยู่แต่อย่างใด คำบรรยายตัดมาจาก ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000016528
พึ่งจะทราบกันครับ ผมก็ตกใจครับ ว่า ภาคปิโตรเคมี ซื้อราคา กก.ละ 16 บาท แต่สิ่งที่ผมลืมถามท่าน รองกรรมการผู้จัดการนั้นคือ ภาคปิโตรเคมี ได้เสียภาษีแบบ ภาคครัวเรือน ขนส่ง อุตสาหกรรมหรือไม่ เพราะตลอดเวลาที่ท่านบรรยาย ท่านมักจะเน้นคำว่า โรงงานปิโตรเคมีซื้อLPGในราคาอิงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยปีที่แล้วซื้อในราคา 496 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือเฉลี่ยกก.ละ 16 บาท แพงกว่าราคา เมื่อเทียบกับราคาหน้าโรงกลั่นที่รัฐควบคุมราคาอยู่ที่ 10.90 บาท/กก. แต่สิ่งที่ผมอยากทราบนั้นคือ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินนำเข้ากองทุนฯ เสียไหมครับ
แบ่งเป็น 2 ประเด็น ครับ
1. เป็นประเด็นที่ถ้าหากเสียด้วยก็ถือว่าภาคปิโตรเคมีเป็นผู้เสียสละครับ หาก ปตท.ขายบริษัทในเครือขนาดนั้น ยอดขายตั้ง 19% หรือ 9 แสนกว่าตัน (901,543,000 กก)มากกว่ายอดนำเข้าที่ 452,000 ตันนะครับ แล้วตรงนี้ หัก ลบ กลบกันไป ยังเหลือๆนะครับ จะมาเอาเงินกองทุนไปทำไมครับ (ประชาชนเห็นแก่ได้บ้างนะครับ) ราคาส่วนต่าง 5.01 คำนวณเป็นเงินที่ท่านขายแพงกว่า สามกลุ่ม ได้เงินมาเพิ่มตั้ง 4,516,730,430 บาท โดยราคาเฉลี่ยนำเข้าเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 825 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือประมาณ 27 บาท/กิโลกรัม แพงกว่าราคาขาย 16.01 บาทต่อ กก. ถ้านำไปคำนวณกับยอดนำเข้าที่ 452,000 ตัน ท่านจะแบกรับภาระจ่ายก่อนที่ 723,652,0000 บาท (การคิดราคาจริงคงจะคิดที่จำนวนที่นำเข้าและราคา ณ ที่นำเข้า ยอดชดเชนจึงมีถึง 8,900 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว) แล้วทำไมไม่นำไป หัก ลบ กับยอดส่งที่ท่านขายภาคปิโตรเคมีละครับ เหลือเท่าไหร่ ค่อยไปขอจากกองทุนจะได้ไม่ดูเหมือนท่าน เขี้ยวเกินไปในการค้าละครับ
2. เป็นการสมมุติ นะครับ ว่าราคาเฉลี่ยกก.ละ 16 บาท ดูว่าแพงกว่าราคา 10.99 บาทก็จริง แต่ถ้าไม่ได้เสีย ภาษีสรรพสามิต 2.1700 บาท ภาษีเทศบาล 0.2170 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 0.2280 และเงินนำเข้ากองทุนฯ 0.3033 รวม 2.918 บาทต่อ กก. ถ้าขายให้ภาคปิโตรเคมี ปี 2551 มียอดขาย 901,543 ตัน หรือ 901,543,000 กก. ถ้าตีเป็นภาษีเข้ารัฐก็ประมาณ 2,630,702,474 บาท ครับท่าน หมายความว่า ถ้าไม่ได้จ่ายภาษีด้วยมีรัฐธรรมกำหนดไว้ว่า เป็นธุรกิจของชนชั้นสูง ที่ควรส่งเสริม มากกว่าภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐธรรมนูนเขียนเอาไว้แบบนั้น หรือที่เรียกว่า สองมาตรฐาน รัฐก็จะศูนย์เสียรายได้ไป ตามนั้นครับ ในทางกลับกัน ถ้าผมเป็นเจ้าของก๊าซและมีบริษัทลูกในเครือ ผมก็คงไม่บ้าขายแพงกว่าคนนอกหรอกครับ นอกจากผมบ้าจริงๆ
สรุปว่า ตกลงจะไปขอเงินชดเชยกันหรือเปล่าครับ หรือ ต้องมาตั้งหลักกันใหม่ ว่าจะขอ หรือ ไม่ขอดี ถ้าขอจะขอเท่าไหร่ ผมได้นำเรียน ไปยัง คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบ เรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล แล้วครับว่าให้ช่วยกรุณาตรวจสอบกันใหม่ก่อนจะมีการนำเงินกองทุนน้ำมันของคนทั้งประเทศจ่ายเงินชดเชย โดยเชิญ กระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท และ บริษัทที่ทำธุรกิจด้านปิโตรเคมี มาให้ข้อมูล เพื่อความโปร่งใส ให้สมกับ ปตท ได้รับรางวัลที่ 1 ด้าน บริษัทธรรมาภิบาลสูงสุด ของประเทศ หากสามารถชี้แจงได้และแสดงให้เห็นว่า สามผู้เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท และ บริษัทที่ทำธุรกิจด้านปิโตรเคมี เป็นผู้รักชาติ เสียสละ ทำเพื่อชาติ (พลังงานไทย เพื่อไทย) กลุ่มเครือข่ายจะจัดคาราวาน รถยนต์ติดแก๊ส พร้อมกระเช้าดอกไม้(กุหลาบแดง) นำไปมอบและขอบคุณทุกๆท่านถึงที่ พร้อมจะยุติการติดตามเรื่องเงินกองทุนชดเชยนี้ทันที
ดูรายละเอียดที่นี่ครับ
http://www.gasthai.com/article/html/466.html

FwUTR5 wpfmszakvaoe, [url=http://bozffycmmrbv.com/]bozffycmmrbv[/url], [link=http://epcdmszyzqpn.com/]epcdmszyzqpn[/link], http://xgnzwvmhaxwq.com/
แสดงความคิดเห็นย่อย
|
|