จาก ปากเกร็ดไดรเวอร์TAC#29
ศุกร์ที่ , 25/7/2551
เวลา : 11:06
อ่านแล้ว = 873 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
เหตุการณ์นี้เกิดในปี พ.ศ. 2459 ตอนนั้นสวนพลู ยังเป็นซอยลูกรังเล็ก ๆ ทอดยาวมาชนคลองสาธร
คลองพระราม 4 คู่ขนานกับถนนพระราม 4 จากทุ่งวัวลำพอง(หัวลำโพง)ตรงไปคลองเตย โดยตัดกับคลองสาธร ซึ่งเลยจุดตัดนี้ไปเรียกว่า ศาลาแดง ซึ่งเพิ่งจะมีการทดลองส่งวิทยุกระจายเสียงของทหาร และเพิ่งมีชุมชนเป็นเรือนแถวไม้ชั้นเดียวไม่ถึง 20 คูหา
แสงมาจากทุ่งสองห้องไปเยี่ยม ชุบซึ่งเป็นเพื่อนตอนเกณฑ์ทหาร โดยนั่งเรือจ้างจากปากคลองสาธรไปขึ้นที่ซอยสวนพลูตอน4โมงเย็นเศษ ตอนนั้นปลายเดือน พฤษภาคม ซึ่งเพิ่งผ่านฤดูร้อนอันสุดจะวิปโยค เนื่องจากปีนั้นอหิวาตกโรคระบาดในพระนครธนบุรี ผู้คนตายเกือบแปดพันคน เฉพาะย่านสวนพลู-ศาลาแดงก็นับได้เกือบพันศพ กว่าโรคระบาดจะสงบลงและจัดการศพที่ค้างคาไว้ก็เข้าต้นเดือนพฤษภาคม เพราะเหตุที่ย่านนี้ใกล้กับโรงพยาบาลเปิดใหม่ในขณะนั้นคือ รพ.จุฬา ศพที่ออกจากรพ. จึงถูกนำไปฝังในทุ่งว่างที่สุดซอยสวนพลูจำนวนหลายร้อยศพเพราะวัดเผาไม่ทัน
แสงเดิน ไปพักหนึ่งก็ถึงบ้านของชุบ ละแวกนั้นมีบ้านหลายหลังแต่ไม่มีคนอยู่เลย แสงยืนหน้าบ้านชุบอยู่กว่าชั่วโมงก็ยังไม่เห็นใคร ซึ่งแสงต้องการมาเยี่ยมและนอนค้างที่บ้านของชุบซัก 1 คืนก่อนจะเดินทางกลับใวันรุ่งขึ้น แสงเดินต่อไปอีกก็พบกระท่อมอยู่กลางทุ่งโดยมีคุณลุงคนหนึ่งกำลังทานอาหารเย็น เมื่อทักทายแนะนำตัวกันแล้วคุณลุงก็ชวนแสงทานอาหารเย็น จากนั้นจะพาไปตามหาชุบซึ่งคาดว่าไปช่วยงานฝังศพที่สุดซอยสวนพลู
หลังอาหารเย็นประมาณ 1 ทุ่มกว่า คุณลุงจุดตะเกียงพาแสงเดินลึกเข้าไปในซอยจนถึงทุ่งกว้าง และเดินไปอีกพักใหญ่ ก็ถึงแนวต้นกล้วยพอพ้นแนวต้นกล้วยก็พบชาย 3 คนนั่งพักอยู่ในลานกว้างซึ่งมองไปเห็นเป็นเนินดินเล็ก ๆ นับร้อยซึ่งมันก็คือหลุมศพนั่นเอง แล้ว 1 ใน 3 ก็คือ ชุบ แสงดีใจทักทายคุยกันด้วยความคิดถึง เมื่อแสงถามว่ามืดแล้วทำไมไม่กลับบ้าน ชุบตอบว่า ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่บ้านนั้นแล้ว แต่มานอนที่นี่แทน แสงจึงถามต่อว่าแล้วบ้านใหม่อยู่ไหน ซึ่งชุบได้ชี้ไปที่เนินดินเนินหนึ่ง เท่านั้นเองแสงก็รู้ตัวทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ในขณะเดียวกันหน้าตาชายทั้ง 3 ก็เปลี่ยนไปเป็นหน้าตาของคนที่ตายมาแล้ว 2 เดือน ลุงพาแสงวิ่งหนีไปตามทุ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ท้องฟ้ามีแต่เมฆหนาม้วนเป็นลอนทั่วทั้งทุ่ง เสียงฟ้าคะนองดังติดต่อกันไม่ขาดระยะ วิ่งกันมานานนับชั่วโมง แสงเริ่มรู้สึกว่าเหมือนไม่ได้ออกจากทุ่งที่มีเนินดินนั่นคือยังคงเห็นหลุมศพอยู่ และที่สำคัญ ชุบและชายอีก 2 คนกำลังกวักมือเรียก ทั้ง 2 แม้จะเหนื่อยก็ออกวิ่งต่อ แสงเอามือจับตะกรุดที่เอวแล้วภาวนาขอให้วิ่งไปไห้ถูกทาง ซึ่งคราวนี้แสงคุณลุงเป็นฝ่ายวิ่งตามแสง ไปอีกนานนับชั่วโมง จนหมดแรง
แสงถามคุณลุงว่า แถวนี้ตายกันเยอะหรือ คุณลุงตอบว่าคนท้ายซอยสวนพลูนี่ก็ตายทั้งหมดนั่นแหละ โรคห่าปีนี้มันร้ายแรงมาก แสงถามว่าแล้วแถวนี้เขาเรียกว่าอะไร ทำไมเมฆมันจึงหนาและเต็มท้องฟ้าแบบนี้ คุณลุงตอบว่า ทุ่งมหาเมฆ ถ้าคนแถวนี้ตายกันหมดแล้วลุงรอดมาได้ยังไง ลุงจึงตอบว่า แล้วใครว่าลุงรอดหล่ะ ไอ้ชุบมันเป็นคนฝังศพลุงเองแล้วมันก็ตายเพราะโรคห่าเหมือนกัน พูดจบหน้าตาลุงก็เปลี่ยนไปแบบน่ากลัวกว่าชุบอีก แสงรวบรวมกำลังทั้งหมดวิ่งไม่คิดชีวิต ไกลเท่าไหร่ นานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่วิ่งจน ล้มลงหมดสติ
เมื่อแสงได้สติ มองขึ้นฟ้า เมฆที่เคยหนาก็จางลง แสงเดินอย่างไม่มีจุดหมาย จนเห็นแสงจากตะเกียง 2-3 ดวงไกล ๆ แสงเดินไปตามนั้นก็พบเรือนแถวไม้ชั้นเดียว 10 กว่าคูหา มีอาแป๊ะชาวจีน คนหนึ่งเตรียมของขายโจ๊ก อีกคนหนึ่งเตรียมขายกาแฟ พอเดินเข้าไปถามก็ได้รับคำตอบว่า ที่นี่คือศาลาแดง และตอนนี้เวลาประมาณตี 5 แล้วอาแป๊ะคนขายโจ๊กก็บอกว่า ลื้ออย่าเข้าไปซอยสวนพลูถึงทุ่งมหาเมฆเชียวนา ไปกลางคืนรับรองลื้อไม่ได้กลับมาแน่
|