เครือข่ายผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์ แห่งประเทศไทยแถลงข่าวที่รัฐสภา 29 มกราคม 52
 (25/2/2552)

เครือข่ายผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์ แห่งประเทศไทยแถลงข่าวที่รัฐสภา 29 มกราคม 52
 (29/1/2552)


ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา หลังจากคณะเข้าชี้แจงแล้ว ก็ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนรัฐสภา โดย สว.วรสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ วุฒิสภาฯ ร่วมแถลงข่าวกับ คุณสุรศักดิ์ นิตติวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจอุปกรณืใช้ก๊าซสำหรับยายนต์ คุณรุ่งชัย จันทสิงห์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้ก๊าซ LPG แห่งประเทศไทย และคุณสามารถ ทรัพย์พจน์ ตัวแทนชมรมผู้ประกอบการปั้มก๊าซ LPG

 

รัฐสภาในที่ประชุม คณะอนุกรรมาธิการศึกษากรณีทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้เชิญ 3 องค์กรที่เกี่ยวกับพลังงานทางเลือก คือ LPG/NGV เพื่อไปให้ข้อมูลสถานการณ์ทั่วไปและหารือร่วมกันด้านต่างๆโดยมีรายละเอียดดังสรุปดังต่อไปนี้ ประกอบด้วย
1. เครือข่ายผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย (ในภาคผู้บริโภค) โดยนายรุ่งชัย จันทสิงห์ และ นายอภิชาต เอี่ยมสกุล ตัวแทนเครือข่ายฯ เข้าให้ข้อมูลพร้อมเสนอกฏหมายต่อที่ประชุม
2. สมาคมธุรกิจอุปกรณ์ใช้ก๊าซสำหรับยานยนต์ (ในภาคผู้ประกอบการ)โดยมีนายสุรศักดิ์ นิตติวัฒน์ นายกสมาคมและ นายทวีศักดิ์ ควรประดิษฐ์ เลขาธิการสมาคม เข้าให้ข้อมูลด้านเทคนิคและความปลอดภัยระหว่าง รถยนต์ที่ติดตั้งอุปกรณ์ใช้ก๊าซ LPG และ NGV และได้ให้ข้อคิดเห็นว่า การปรับโครงสร้างราคาพลังงานใดๆควรจะมีองค์กรกลาง ที่มาจาก ภาครัฐ ภาคเอกชนผู้ประกอบการ ภาคประชาชนผู้ผู้บริโภค เข้ามามีส่วนร่วมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และ มีองค์กรกลางอิสระ อีกองค์กรหนึ่งเข้ามาตรวจสอบการปรับขึ้น ลง ราคาพลังงานโดยรวม
3. ชมรมผู้ประกอบการปั้มก๊าซ LPG (ในภาคผู้ให้บริการปั้มก๊าซ LPG) โดยนายสามารถ ทรัพย์พจน์ ตัวแทนชมรมผู้ประกอบการปั้มก๊าซ LPG เข้าให้ข้อมูลด้านสถานการณ์การทำธุรกิจปั้มก๊าซโดยทั่วไปว่าได้รับผลกระทบใดบ้าง และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากภาคราชการใดบ้าง รวมทั้งความเป็นไม่ธรรมจากผู้ค้าก๊าซอย่างไร และ กำไรของปั้มก๊าซ นั้นจากที่แสดงในโครงสร้างราคาก๊าซ LPG ตามที่แสดงในสำนักแผนนโยบายพลังงานนั้นในส่วนค่าการตลาดเกือบ 4 บาท ต่อกิโลกรัมของผู้ค้ามาตรา 7 นั้นปั้มก๊าซ LPG สำหรับรถยนต์มีส่วนได้ตรงนี้หรือไม่ และราคาที่สูงขึ้นเมื่อขายที่หน้าปั้มก๊าซ สำหรับบริการรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นจาก ราคาในตารางนั้น เกิดจากอะไร

 


 

ห้องประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษากรณีทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ผู้เข้าร่วมให้ข้อมูลและชี้แจงประกอบด้วย ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย (ในภาคผู้บริโภค) คณะกรรมการสมาคมธุรกิจอุปกรณ์ใช้ก๊าซสำหรับยานยนต์ (ในภาคผู้ประกอบการ) ตัวแทนชมรมผู้ประกอบการปั้มก๊าซ LPG (ในภาคผู้ให้บริการปั้มก๊าซ LPG)

 


 

สำหรับประเด็มสำคัญของการแถลงข่าวในวันนี้ คุณรุ่งชัย จันทสิงห์ (นินจาฯ เวบมาสเตอร์ GasThai.Com) ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้ก๊าซ LPG แห่งประเทศไทย ได้เสนอต่อ คณะอนุกรรมาธิการศึกษากรณีทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภาดังนี้
1. ให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตรวจสอบ เอกสาร หลักฐาน การนำเข้า LPG ปี 2551 ก่อนที่จะชำระเงินกองทุนกว่า 8900 ล้านบาทโดยให้แสดงเอกสารการซื้อ ขาย จากแหล่งซื้อก๊าซ LPG พร้อมแสดงหลักฐานการนำเข้าและเสียภาษีที่ด่านศุลกากร หากไม่สามารถชี้แจงได้ ก็ให้ รัฐบาลดำเนินการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องที่แจ้งความเท็จเพื่อขอรับเงินกองทุน
2. ให้ออกกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือข้อกำหนดห้ามมิให้ ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดหรือที่ปรึกษาในนิติบุคคลเอกชนหรือองค์กรเอกชนทุกองค์กรแบบเด็ดขาด แม้รัฐมนตรีก็ไม่อาจอนุมัติได้ โดยเฉพาะนิติบุคคลด้านพลังงาน เพราะข้าราชการเป็นผู้กำหนดนโยบายและควบคุมนโยบายของรัฐอยู่แล้ว วัตถุประสงค์แห่งการจ้างที่ข้าราชการตามระเบียบข้าราชการพลเรือนไม่ว่าระดับใด ไม่ปรากฏว่าไม่ต้องมาทำงานเต็มเวลา ในปัจจุบันมีข้าราชการแทบทุกกระทรวง ทุกกรมในหน่วยงานราชการโดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง ใช้เวลาราชการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของนิติบุคคลเอกชน ซึ่งนอกจากจะทำให้เสียเวลากับการปฏิบัติงานในหน้าที่ข้าราชการในส่วนราชการ ในหน่วยงานของรัฐและการให้บริการแก่ประชาชนแล้ว การไปนั่งเป็นกรรมการ อนุกรรมการ หรือเป็นบอร์ดในนิติบุคคลบางแห่ง อาจถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษ เอื้อประโยชน์แก่องค์กรนั้นๆได้ ถึงแม้ว่านิติบุคคลนั้นๆรัฐจะเข้าไปถือหุ้นก็ตาม ดังนั้นนิติบุคคลเอกชน หรือองค์กรภาคเอกชนควรจะสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถด้านนั้นๆที่เป็นเอกชนและมีความเป็นกลาง ที่มิใช่ข้าราชการ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการและการดำเนินการของภาครัฐไปเป็นตัวแทนของรัฐและประชาชน ซึ่งต้องเป็นผู้มีความเป็นธรรมและมองเห็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าผลกำไรผู้ถือหุ้น
3. จัดให้มีองค์กรกลาง ที่มาจาก ภาครัฐ ภาคเอกชนผู้ประกอบการ ภาคประชาชนผู้ผู้บริโภค เข้ามามีส่วนร่วมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และ มีองค์กรกลางอิสระ อีกองค์กรหนึ่งเข้ามาตรวจสอบการปรับขึ้น ลง ราคาพลังงานโดยรวม

 

สำหรับ Modem Hi Speed 256 Kbps ขึ้นไปเท่านั้น
Click

 

 

 


จดหมายที่ส่งถึงประธานกรรมาธิการศึกษากรณีทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา

 

 


 

 

29 มกราคม 2552
เรื่อง ขอเสนอให้ศึกษาและออกกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้อบังคับหรือข้อกำหนดห้ามมิให้ ข้าราชการ ทุก กระทรวง ทบวง กรม เข้าไปเป็นกรรมการ หรือที่ปรึกษาในนิติบุคคลเอกชนหรือ องค์กรเอกชนทุกองค์กร รวมถึงองค์กรเอกชนที่รัฐเข้าไปถือครองหุ้นทุกองค์กร

เรียน ท่านสมาชิกวุฒิสภา นางสาวรสนา โตสิตระกูล
( ประธานกรรมาธิการศึกษากรณีทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา)

สิ่งที่ส่งมาด้วย
1. สำเนาหนังสือที่เคยยื่นต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552
2. ข้อมูลเรื่องโครงสร้างราคาพลังงานปัจจุบัน
3. ข้อมูลการผลิตและการใช้ แก๊ส LPG (มกราคม 2551 - พฤศจิกายน 2551)

ด้วยข้าพเจ้า ในฐานะตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์ทั่วประเทศ ซึ่งผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์ถือเป็นผู้บริโภคและเป็นผู้ใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการนำเข้าหรือลดการใช้แก๊สโซลินหรือน้ำมันเบนซิน เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงแก๊สโซลินหรือน้ำมันเบนซินมีราคาผันผวนที่สูงมาก แต่รถยนต์เป็นยานพาหนะที่จำเป็นสำหรับการประกอบสัมมาอาชีพและการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั่วประเทศมีผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์ส่วนบุคคลประมาณหนึ่งล้านคัน ทั้งนี้ยังไม่รวมรถรับจ้างสาธารณะและรถบรรทุกเล็กอีกประมาณหนึ่งแสนคัน
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. เดิมเป็นรัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรที่ไม่มุ่งแสวงหากำไร มีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการแสวงหาและดำเนินกิจการพลังงานของประเทศไทย แต่มาภายหลังมีการผลักดันและเปลี่ยนแปลงให้ ปตท.เป็นบริษัทมหาชน นอกจาก ปตท.จะเป็นองค์กรที่ผูกขาดพลังงานในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียวแล้ว ปัจจุบัน ปตท.กลายเป็นองค์กรที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจอย่างเต็มตัว

 

กลับนิ่งเฉย เช่นการระดมเสนอผลดีของการใช้ก๊าซธรรมชาติอัด CNG โดยไม่เสนอผลเสีย ผลร้ายของ CNG แต่กลับนำเสนอผลร้ายของก๊าซ LPG เพียงด้านเดียว ทำให้ประชาชนจำนวนมากรวมไปถึงสื่อสารมวลชนรับข้อมูลไม่ครบถ้วน มองภาพผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์เป็นผู้ร้ายตลอดมา
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก LPG ในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ผ่านมา มีดังนี้
1. โครงสร้างการผลิต นำเข้า ส่งออก ปริมาณการใช้ของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ชัดเจน มีการหมกเม็ดข้อมูลที่แท้จริงมาตลอด ปตท.ไม่สามารถชี้แจง หรือ หาหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริงการนำเข้า ส่งออกที่แท้จริงได้
2. การกำหนดนโยบายพลังงานทางเลือก LPG และพลังงานทางเลือกอื่นๆ สังคมและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสรับรู้และมีส่วนแสดงความคิดเห็นน้อยมาก ถูกกำหนดโดยหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชนที่มีผลประโยชน์จากนโยบายโครงสร้างการกำหนดราคาพลังงานทางเลือก LPG และพลังงานทางเลือกอื่นๆ
3. ผู้ที่ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์มีจำนวนเพียง 16% ส่วน ครัวเรือน 43.6 % และภาคอุตสาหกรรม 47.2% ของปริมาณการใช้ก๊าซ LPG ทั่วประเทศ แต่ผู้ใช้รถยนต์มักจะถูก ผู้บริหารระดับสูงจากปตท.บางคนและข้าราชการกระทรวงพลังงานบางคนให้ร้ายว่า เป็นผู้ใช้พลังงานผิดประเภททั้งๆที่ ประชาชนได้มีการใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์มาตั้งแต่ปี 1986 และรัฐบาลสมัยนั้น ยังสนับสนุนให้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์โดยให้ราคาครัวเรือนสูงกว่า จนมีเหตุการณ์ที่ ครัวเรือนนำถังบ้านมาเติมตามปั้มแก๊ส LPG สร้างความไม่ปลอดภัย ให้กลุ่มผู้ใช้มาตลอด แม้ยามแก๊สLPG ขาดตลาดผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์กลับต้องก็มักจะเป็นจำเลยของสังคม อันที่จริง แก๊ส LPG ถือเป็นพลังงานทางเลือกชนิดหนึ่งวัตถุประสงค์ของการใช้เป็นพลังงานหาได้ต่างจากเชื่อเพลิงอื่นๆไม่ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบทวีปยุโรป และออสเตรเลีย รัฐจะผลักดันและสนับสนุนให้ประชาชนที่ใช้ยานพาหนะขนาดเล็กที่มีเครื่องยนต์ต่ำกว่า3600 ซีซี ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์ เพราะอุปกรณ์ติดตั้งราคาถูกกว่าและถังก๊าซมีน้ำหนักที่เบากว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงอัดในถังก๊าซที่มีแรงดันน้อยกว่า CNG หลายสิบเท่าตัว อีกทั้งการขนส่งเนื้อก๊าซไปสู่สถานีจ่ายยังทำได้ง่าย ประหยัดถูกกว่าการขนส่ง CNG ที่เหมาะสมจะต้องส่งตามท่อมากกว่า รัฐในประเทศที่เจริญแล้วเหล่านั้นสนับสนุนให้รถขนส่งมวลชน รถขนส่งสินค้า รถลาก หรือรถขนาดใหญ่ที่วิ่งระยะทางไกลๆใช้ก๊าซธรรมชาติอัด หรือ CNG เพราะอุปกรณ์บรรจุก๊าซที่มีน้ำหนักมหาศาลเมื่อเทียบกับอุปกรณ์บรรจุก๊าซ LPG เนื่องจากจำเป็นต้องสร้างถังเก็บก๊าซที่หนามากเพราะก๊าซ CNG มีแรงดันหลายพันปอนด์ต่อตารางนิ้ว โครงสร้างรถบรรทุกมีโครงสร้างที่เหมาะสมกับการรับน้ำหนักบรรทุกมากๆเช่นถังเก็บก๊าซ CNG ที่มีน้ำหนักมากอยู่แล้ว การขนส่งก๊าซ CNG จะส่งตามท่อเป็นระยะ

ทางไกลและสร้างสถานีเติมก๊าซตามเส้นทางที่ท่อก๊าซส่งไปถึง จึงเหมาะสมและช่วยอำนวยด้านขนส่งมวลชนและการขนส่งสินค้าในระยะทางไกลๆมากกว่า ซึ่งการกล่าวหาว่าผู้ใช้ก๊าซ LPG เป็นการใช้ก๊าซหุงต้มมาใช้ในรถยนต์ซึ่งเป็นการใช้พลังงานผิดประเภทนั้น หากจะมองเช่นดังว่า การใช้น้ำมันพืชซึ่งน้ำมันพืชเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นน้ำมันประกอบอาหารในครัวเรือน แต่ก็ได้มีการนำน้ำมันพืชมาใช้เป็นส่วนผสมในเชื้อเพลิงรถยนต์จนทำให้ราคาน้ำมันพืชสูงมากกว่า 100% กรณีนี้ ไม่มีผู้ใดยกเป็นประเด็นขึ้นกล่าวอ้าง ติเตียน ทั้งที่เป็นกรณีที่ไม่แตกต่างกัน
4. ก๊าซ LPG นั้น เราสามารถผลิตเองได้ในประเทศ จากทรัพยากรธรรมชาติ บ่อก๊าซในอ่าวไทย ของคนไทย และมีการส่งขายต่างประเทศมายาวนานนับ 10 ปี รวมถึงในปีที่แล้วซึ่งเป็นปีที่ขาดแคลน ผู้ผลิตก็ยังส่งออกก๊าซ LPG ไปขายต่างประเทศถึง 2 หมื่นตัน ก๊าซ LPG กว่าครึ่งผลิตจากโรงแยกก๊าซของ ปตท. LPG ส่วนที่เหลือมาจากผลิตภัณฑ์ของโรงกลั่นน้ำมัน วัตถุดิบในการผลิตก๊าซ LPG ของโรงแยกก๊าซ ปตท. คือ ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีก๊าซธรรมชาติขึ้นมาจากอ่าวไทยวันละประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ซึ่งเป็นปริมาณที่เยอะมาก) การผลิตก๊าซ LPG นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อมีการกลั่นน้ำมันก็จะได้ ก๊าซ LPG ตามมาด้วย ถือว่า ก๊าซ LPG เป็นผลพลอยได้ จากการกลั่น ซึ่งทราบว่าต้นทุนการผลิตในประเทศนั้นอยู่ที่ 320 เหรียญสหรัฐต่อตัน ดังนั้น คนไทย จะต้องมีสิทธิ์ใช้ในราคาที่ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรมไม่ใช่อิงราคาตลาดโลกเสมอไป โดยปี 2551 มีปริมาณที่ผลิตได้เองในประเทศ 54.73 % จากการกลั่นน้ำมัน 35.17% นำเข้า 10% เครือข่าย ผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย ขอสนับสนุนให้ควบคุมราคาแก๊ส LPG ในภาคครัวเรือนแบบคงที่ต่อไป ส่วนภาคอุตสาหกรรมและขนส่งนั้นหากจำเป็นต้องพิจารณา ปรับโครงสร้าง ก็ขอให้ปรับโครงสร้างแบบ กึ่งลอยตัว โดยนำปริมาณที่ผลิตได้ในประเทศทั้งจากอ่าวไทยและการกลั่นน้ำมัน มาหาค่าเฉลี่ยกับราคาน้ำเข้า หากต้องมีการนำเข้าจริง ไม่ใช่ผลิตได้แล้วทำการส่งออกในราคาตลาดโลกแล้วกลับสั่งซื้อ เข้ามา เป็นลักษณะอัฐยายซื้อขนมยาย ทั้งนี้ต้องมีองค์กรกลางที่ประกอบด้วยผู้แทนจากหลายภาคส่วน มาควบคุมด้านราคา โดยห้ามมิให้เอกชนผู้ประกอบการ ขึ้น ลงราคาตามอิสระ การขาดแคลนก๊าซ LPG ของไทย จะเกิดจากปัญหาที่ ปตท.สร้างโรงแยกก๊าซไม่เพียงพอหรือไม่ หรือเพียงพอแต่หาเหตุหยุดการแยกก๊าซเป็นครั้งคราวอ้างว่าเป็นการซ่อม ทำให้ปริมาณการผลิตไม่เพียงพอชั่วคราวหรือไม่ ทำให้ต้องสูญเสียก๊าซธรรมชาติที่มีคุณค่าวันละกว่า 600-700 ล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งหากนำก๊าซธรรมชาติทั้งหมดมาผ่านโรงแยกก๊าซได้ ประเทศไทยคงมีก๊าซใช้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ปัญหานี้ทำให้ไทยต้องเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าก๊าซ LPG ส่วนที่ขาดอยู่ประมาณ 10% ของปริมาณการใช้ในปี 2551 ซึ่งความพยายามปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG ของกระทรวงพลังงานที่ผ่านมามีเหตุที่น่าสงสัยดังนี้

ก) การผลักดันให้ขึ้นราคาสวนกระแสกับราคาก๊าซในตลาดโลกที่ร่วงลงมา 60% จากกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งการจะขึ้นราคาก๊าซ LPG หรือไม่ จะขึ้นมากน้อยเท่าใดนั้น จะต้องยึดหลัก และยืนอยู่บนเหตุผล3ประการคือ
1.ต้องมี "ความถูกต้อง เหมาะสม" ถ้าหากว่าการขึ้นราคามีหลักเกณฑ์ที่เป็นข้อเท็จจริงเหมาะสม มีราคาต้นทุนที่ผลิตในประเทศ มี่การกำหนดอัตราภาษี มีค่าการตลาดที่เหมาะสมโดยทุกขั้นตอนของโครงสร้างราคาไม่สูงเกินไปนัก ไม่เกินความจำเป็นที่ราคาควรจะเป็นไม่เป็นภาระกับประชาชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าวเกินสมควร
2. ต้อง"เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ" การกำหนดโครงสร้างและราคา ยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งความสุจริต บนพื้นฐานของความเป็นจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพราะปัจจุบันพลังงานที่ใช้ในรถยนต์ มิใช่มีแต่น้ำมันเชื้อเพลิงในลักษณะของแก๊สโซลินแต่เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันมีทั้ง แก๊สโซฮอลล์ ไบโอดีเซล ก๊าซ CNG และ ก๊าซ LPG ทุกอย่างที่กล่าวมาถือเป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ได้ทั้งสิ้น ดังนั้น นอกจากแก๊สโซลินแล้ว เชื้อเพลิงชนิดอื่นก็คือพลังงานทางเลือกได้เช่นกัน ดังนั้นการกำหนดโครงสร้างราคา ไม่ว่า โครงสร้างราคา CNG หรือโครงสร้าง LPG ก็ดี สมควรที่จะกำหนดโครงสร้างเหมือนหรือใกล้เคียงกัน นับจากต้นทุนผลิตในประเทศที่แท้จริง การกำหนดอัตราภาษีทุกชนิด ก็ควรจะกำหนดใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ CNG เก็บอัตราหนึ่ง LPG เก็บอีกอัตราหนึ่งที่สูงกว่า ประชาชนซึ่งถือว่าเป็นผู้บริโภคจะเป็นผู้เลือกใช้สินค้าด้วยตนเอง มิใช่กำหนดอัตราภาษีหรืออัตราค่าการตลาด เงินอุดหนุนกองทุนน้ำมัน ที่แตกต่างกันโดยเจตนาที่จะกำหนดให้อัตราภาษีหรือเงินอื่นของ LPG สูงขึ้นเพื่อจูงใจให้คนใช้ LPG น้อยลง อย่างนี้ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรม
3. ต้อง"ไม่มีพฤติการณ์หรือการกระทำใดๆที่ส่อเจตนาหรือเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ในทางการค้าของบุคคลหรือนิติบุคคลใด" สืบเนื่องจากข้อ 1และ ข้อ 2 การจะปรับราคาต้องมีเหตุผลที่เชื่อถือได้ รับฟังได้ มีเหตุผล ไม่มีนัยยะ ของการเกื้อหนุนผู้ประกอบการเอกชนแอบแฝง ข้อเท็จจริงปัจจุบัน ปตท. มิใช่รัฐวิสาหกิจเหมือนแต่ก่อน แต่ปตท. จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน ดังนั้น ปตท.คือนิติบุคคล เอกชนที่เป็นองค์กรแสวงหากำไร และไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ เมื่อปตท.เป็นนิติบุคคล ก็เป็นเหมือนบริษัทนิติบุคคล แต่เป็นนิติบุคคลมหาชน ที่ให้ประชาชนซื้อหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้ และเป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบัน ปตท. แบกรับภาระการอุดหนุนราคา ก๊าซ CNG ไว้ ราวๆ 2-3 บาท ต่อกิโลกรัม อีกทั้งแผนการลงทุนส่งเสริมให้ผู้คนไปใช้ CNG ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งที่ลงทุนไปมากแล้ว ปตท.จำเป็นที่จะต้องผลักดันให้มีการปรับราคา ก๊าซ CNG ขึ้นมาอย่างน้อยกิโลกรัมละ 2 บาทและต่อไปจะต้องปรับให้ได้ราคาขายอย่างน้อยที่ 12.50 บาทต่อกิโลกรัม

ซึ่งปัจจุบันขายอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม และหากจะปรับราคาขึ้นมาอีก 2 บาท เป็น 10.50 บาท ราคาก็จะมาใกล้เคียงกับราคา ก๊าซ LPG ที่ลิตรละ 11.35 บาท กรณีนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ในแง่ของการตลาดที่จะจูงใจให้ผู้คนมาเปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงเป็นรถ NGV เพราะการติดตั้งอุปกรณ์เป็น NGV เจ้าของรถต้องลงทุนสูงกว่า การติดตั้ง LPG 2-3 เท่าตัว แม้การลงทุนปั๊มก๊าซ CNG ก็เป็นเงินมหาศาลเมื่อเทียบกับการตั้งปั๊ม LPG จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้อง "เตะ" ราคา LPG ให้หนีราคา CNG ที่จะปรับขึ้นมา ดังนั้น หากเจตนาของการปรับราคา LPG เพียงเหตุผลที่แท้จริงเพื่อขยับราคาให้หนีราคา CNG เพื่อการค้าขายด้านการตลาดของผู้ค้าก๊าซ CNG ที่มี ปตท.เป็นนิติบุคคลเอกชนผูกขาดรายเดียวแล้ว นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า การผลักดันให้มีการขึ้นราคาของ LPG อาจมีเจตนาที่ไม่สุจริตหรืออาจมีนัยยะที่แอบแฝง รวมไปถึงอาจเป็นการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนผู้ผูกขาดการขายเพียงรายเดียวก็ได้ หากเป็นจริงและสามารถนำสืบได้ถึงนัยยะที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าวได้ คณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องภาครัฐที่มีส่วนรู้เห็นสนับสนุนอาจมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็ได้
ข) LPG ที่ขาดแคลนในปีที่แล้วก็เพียง 10% ของปริมาณการใช้ ดังนั้น การพยายามผลักดันให้มีการขึ้นราคาทำราวกับว่าไทยนำเข้าก๊าซLPGจากต่างประเทศมาทั้งหมดจึงดูไม่สมเหตุผลในสายตาผู้บริโภค
ค) การขาดแคลนนี้มีสาเหตุหลักมาจากการบริหารจัดการของภาคเอกชน ดังนั้น การลงโทษประชาชน 60 ล้านคน ด้วยการขึ้นราคา LPG อีก 2.70 บาท ทำให้ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายสูงถึง20.83ต่อกิโลกรัมเป็นสิ่งที่เป็นธรรมหรือไม่
ง) ขณะนี้ ราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลกช่วงนี้อยู่ที่ 380 ดอลลาร์ต่อตัน หรือ 13 บาทกว่าต่อกิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งราคานี้ได้รวมเอากำไรของผู้ผลิตเข้าไปแล้ว ดังนั้น ใครเป็นผู้รับผลประโยชน์จากส่วนต่างระหว่างราคาที่รัฐกำหนดกับราคาตลาดโลกอีก 7.50 บาทต่อกิโลกรัม รวมเป็นเงินกว่า3หมื่นล้านบาทต่อปีคงต้องมีคำตอบที่ชัดเจนต่อสังคม
จ) ปตท.มีต้นทุนคือก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่รับซื้อมาในราคาต่ำกว่าตลาดโลกมาก (ราคาเฉลี่ยก๊าซธรรมชาติของไทยตั้งแต่ปี 2542) ซึ่งอาจเกิดจากรัฐบาลในอดีตได้ให้สัมปทานราคาถูกต่อเอกชนในการขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียมเพื่อให้ประชาชนได้มีพลังงานใช้ในราคาที่ไม่สูงนัก ดังนั้น การตั้งธงในการกำหนดราคาพลังงานไทยที่อิงราคาตลาดโลกหรือสูงกว่าตลาดโลกทั้งที่ก๊าซส่วนใหญ่ก็ผลิตได้เองในประเทศ จึงน่ากังขาเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนเจ้าของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีแต่เสียกับเสีย ถ้า ปตท.และกระทรวงพลังงานอ้างว่าผู้ใช้ก๊าซในรถยนต์ทำให้ก๊าซ LPG ขาดแคลน จนต้องนำเข้า นั่นหมายถึงถ้าตัดปริมาณการใช้ 16% ของปริมาณการใช้มวลรวม จะทำให้ก๊าซพอใช้หรือ??? และการจะต้องอิงราคาก๊าซตามราคาตลาดโลกทั้งที่ต้นทุนที่ผลิตในประเทศมีตัวเลข

ยืนยันชัดเจนอยู่แล้วจะเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคพลังงานทางเลือกกรณีนี้หรือ หากมิฉะนั้นแล้วประชาชนจะต้องซื้อข้าวสารในราคาตลาดโลกด้วยหรือไม่ ทั้งที่เราเป็นผู้ผลิตข้าวเปลือกและสีเป็นข้าวสารได้เองในประเทศ?????
ฉ) หากมีความจำเป็นต้องนำเข้าพลังงานทางเลือกในราคาตลาดโลก สมควรที่จะต้องแยกแยะว่าพลังงานที่นำเข้าในราคาตลาดโลกนั้น นำไปใช้ นำไปจำหน่ายในภาคส่วนใด ไม่ใช่นำเข้ามาตันละ 450 เหรียญ ในปริมาณ 10 % ส่วนปริมาณที่เหลืออีก 90 %สามารถผลิตได้เองในราคาต้นทุนที่ 320 เหรียญต่อตัน แต่กลับให้มีการผลักดันให้กำหนดราคาขาย เท่ากับ 450 เหรียญต่อตันทั้ง 100% ผลต่างของราคาที่เป็นกำไรมหาศาลตกอยู่ที่ใคร เป็นการสร้างภาระให้ประชาชนเกินสมควรหรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่
ดังนั้น เครือข่าย ผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องพลังงานทางเลือก LPG (ก๊าซปิโตรเลียมเหลว) เพื่อให้ท่านได้พิจารณาเพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการดำเนินการดังนี้
1. ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงานหรือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อเท็จจริงและมูลที่แท้จริงของโครงสร้างการผลิต การจำหน่าย การนำเข้า การส่งออก ปริมาณการใช้ และโครงสร้างราคา ของพลังงานทางเลือก LPG และCNG รวมไปถึงพลังงานทางเลือกอื่นๆ ต่อสาธารณะ โดยไม่มีการหมกเม็ดปิดบังข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริง หรือเสนอข้อเท็จจริงด้านเดียวดังเช่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะสื่อมวลชนและทางเวปไซท์ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สื่อต่างๆ เพื่อให้สาธารณชนได้ทราบและมีส่วนรับรู้ อันเป็นการสนับสนุนให้หน่วยงานได้มีการดำเนินการแบบธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง
2. การกำหนดนโยบายราคาพลังงานทางเลือก ต้องให้สาธารณชน องค์กรอิสระ ภาคส่วนของประชนที่มีส่วนได้เสีย ได้มีส่วนรับรู้และตัดสินใจ มิใช่ให้บริษัทเอกชน ร่วมกับข้าราชการกระทรวงพลังงาน ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมีอำนาจในการผลักดันนโยบายฯได้ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของสังคมแท้จริง สร้างระบบนายทุนคุมการเมืองแบบเดิมๆเข้ามาหาผลประโยชน์โดยการทุจริตทางนโยบาย สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติมหาศาล ส่วนภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ให้ใช้โครงสร้างกึ่งลอยตัว โดยเพิ่มราคา ขึ้นลง ตาม จำนวนที่นำเข้าจริงหากจะต้องมีการนำเข้าเพราะผลิตในประเทศไม่พอเพียงจริงๆ และเพิ่มเงินนำเข้ากองทุน LPG โดยตั้งเป็นกองทุนอิสระ แล้วนำเงินกองทุนนี้ไปชดเชย เอกชน ที่นำเข้าในแต่ละเดือน ต่อไป โดยให้เอกชนที่นำเข้า แสดงเอกสาร หลักฐาน การสั่งซื้อ นำเข้า การเสียภาษีศุลกากร มาแสดง เพื่อขอรับเงินชดเชยการนำเข้าต่อไป จัดตั้งให้มีองค์ร่วม 3 ภาค ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชนผู้ประกอบการ ภาคตัวแทนผู้บริโภค เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดโครงสร้างราคาและกำหนดราคาในแต่ละครั้ง

3. ให้ออกกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือข้อกำหนดห้ามมิให้ ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดหรือที่ปรึกษาในนิติบุคคลเอกชนหรือองค์กรเอกชนทุกองค์กรแบบเด็ดขาด แม้รัฐมนตรีก็ไม่อาจอนุมัติได้ โดยเฉพาะนิติบุคคลด้านพลังงาน เพราะข้าราชการเป็นผู้กำหนดนโยบายและควบคุมนโยบายของรัฐอยู่แล้ว วัตถุประสงค์แห่งการจ้างที่ข้าราชการตามระเบียบข้าราชการพลเรือนไม่ว่าระดับใด ไม่ปรากฏว่าไม่ต้องมาทำงานเต็มเวลา ในปัจจุบันมีข้าราชการแทบทุกกระทรวง ทุกกรมในหน่วยงานราชการโดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง ใช้เวลาราชการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของนิติบุคคลเอกชน ซึ่งนอกจากจะทำให้เสียเวลากับการปฏิบัติงานในหน้าที่ข้าราชการในส่วนราชการ ในหน่วยงานของรัฐและการให้บริการแก่ประชาชนแล้ว การไปนั่งเป็นกรรมการ อนุกรรมการ หรือเป็นบอร์ดในนิติบุคคลบางแห่ง อาจถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษ เอื้อประโยชน์แก่องค์กรนั้นๆได้ ถึงแม้ว่านิติบุคคลนั้นๆรัฐจะเข้าไปถือหุ้นก็ตาม ดังนั้นนิติบุคคลเอกชน หรือองค์กรภาคเอกชนควรจะสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถด้านนั้นๆที่เป็นเอกชนและมีความเป็นกลาง ที่มิใช่ข้าราชการ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการและการดำเนินการของภาครัฐไปเป็นตัวแทนของรัฐและประชาชน ซึ่งต้องเป็นผู้มีความเป็นธรรมและมองเห็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าผลกำไรผู้ถือหุ้น

4.ให้ตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาเพื่อ ตรวจสอบ เอกสาร หลักฐาน การนำเข้า LPG ปี 2551 ก่อนที่จะชำระเงินกองทุนกว่า 8900 ล้านบาทโดยให้แสดงเอกสารการซื้อ ขาย จากแหล่งซื้อก๊าซ LPG พร้อมแสดงหลักฐานการนำเข้าและเสียภาษีที่ด่านศุลกากร หากไม่สามารถชี้แจงได้ ก็ให้ รัฐบาลดำเนินการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องที่แจ้งความเท็จเพื่อขอรับเงินกองทุน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและเพื่อให้ท่านใช้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งจากภาคประชาชนผู้บริโภคโดยตรง ในการดำเนินการ ตามเห็นสมควรต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

นาย รุ่งชัย จันทสิงห์
ตัวแทนเครือข่าย ผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย
www.GasThai.com email : webmaster@gasthai.com Tel: 081-8328610

 

เครือข่าย ผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย ขอขอบคุณทุกท่านที่เชิญไปร่วมให้ข้อมูลในครั้งนี้
1. ท่านสมาชิกวุฒิสภา สว.วรสนา โตสิตระกูล ( ประธานกรรมาธิการศึกษากรณีทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา)
2. สมาคมธุรกิจอุปกรณ์ใช้ก๊าซสำหรับยานยนต์ (ในภาคผู้ประกอบการ) ที่ร่วมให้ข้อมูล
3. ชมรมผู้ประกอบการปั้มก๊าซ LPG (ในภาคผู้ให้บริการปั้มก๊าซ LPG) ที่ร่วมให้ข้อมูล
4. คุณอภิชาต เอี่ยมสกุล (เทอร์โบ บี14)ตัวแทนเครือข่ายฯ ผู้ร่างจดหมายในครั้งนี้
5. สื่อมวลชนทุกท่านที่มาร่วมฟังการแถลงข่าว ถึงแม้จะไม่นำไปลงในสื่อหรือลงก็ตาม เราก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง


 
สงวนลิขสิทธิ์ ข้อความ บทความ ภาพถ่าย โดย ThaiEnergys.Com คลิ๊กที่นี่เพื่อดูรายละเอียด
Copy Right © ThaiEnergys.com  :::  ไทยแลนด์เว็บออนไลน์ดอทคอม :::
Email : webmaster@gasthai.com
View My Stats ติดต่อโฆษณา