จาก detail
อังคาร, 1/7/2551
เวลา : 11:44
IP :
58.8.221.124
แจ้งลบคำตอบ |
คำตอบที่ 36
พี่ที่ESSOส่งมาให้ครับ (ทำไมรัฐต้องพยายามหาทางขั้นราคา LPG
พี่ที่ESSOส่งมาให้ครับ (ทำไมรัฐต้องพยายามหาทางขั้นราคา LPG)
-
เรื่องของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย ไม่ว่าเป็น ดีเซล
เบนซิน แก๊สโซฮอล NGV หรือ LPG ต่างก็ยังไม่ได้ลอยตัวครับ
ถ้าให้ลอยตัวเหมือนกันหมดราคาเชื้อเพลิงที่กล่าวถึงก็คงจะขึ้นราคา
แต่คงไม่เกิน 3 บาทต่อลิตรครับ แต่ที่ ปตท.
ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ เป็นบริษัทเอกชน เช่น เอสโซ เชลล์
มาออกข่าวว่าต้องขึ้นราคาแก๊ส LPG อีก 11 บาทนั้น
เขาอ้างอิงจากราคาตลาดโลก
แต่ประเทศไทยผลิตได้เองส่วนหนึ่งจากแหล่งผลิตในประเทศ และจากการกลั่นน้ำมันดิบ
ประเทศในยุโรป ไต้หวัน เกาหลี อินเดีย และอีกหลายประเทศ
รัฐบาลเขามีนโยบายสนันสนุนผู้ใช้แก๊ส ทั้ง NGV และ LPG
ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม
ในครัวเรือน หรือในการขนส่ง ด้วยสาเหตุที่ว่า แก๊ส LPG และ NGV
เป็นเชื้อเพลิงสะอาด (clean fuel) หรือพลังงานสะอาด (clean energy)
ลดมลภาวะในอากาศที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงประเภทเบนซินหรือดีเซล
ประโยชน์ที่ได้รับจากการสนับสนุนตรงนี้คุ้มกว่าผลเสียที่ก่อให้เกิดทางสังคม
เช่นโรคทางเดินหายใจ หรือโรคอื่นๆ มากหลายประเทศ
รัฐบาลเขาออกมาประกันราคา NGV และ LPG
ว่าจะไม่ขึ้นภายในเวลาหนึ่ง
เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเขาลงทุนติดตั้งระบบแก๊สในรถยนต์
ในประเทศไทย การใช้แก๊ส LPG ในรถยนต์มีมามากกว่า 20
ปีเท่าทีผมจำความได้ หรือมากกว่านั้น
ถ้าจำไม่ผิดรัฐบาลเองในยุคก่อนมีนโยบายส่งเสริมการใช้
LPG เหมือนกับประเทศอื่นๆ ด้วยซ้ำ
แต่มาในยุค ปตท.
แปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติของคนทั้งประเทศไปเป็นบริษัทเอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์
(ด้วยการขายหุ้นราคาถูกกว่าราคาจริงเบื้องต้น
เปรียบเสมือนเอาสมบัติของประเทศมาขายในราคาต่ำกว่าราคาจริง
ให้กับพวกพ้องคนรวยไม่กี่ตระกูล) รัฐบาลกลับมีนโยบายสนับสนุนการใช้ NGV ในรถยนต์
โดยให้คำมั่นว่าจะคงราคา NGV ไว้ที่ กก. ละ 8.50 บาท ส่วน LPG
ที่เคยส่งเสริมนั้นไม่พูดถึง แต่มาเร็วๆ นี้ ปตท. และ รัฐบาล
ออกมาอ้างว่าต้องขึ้นราคา LPG
เพราะอุ้มสุดตัว และบีบผ่านทาง ปตท. ไม่ให้เกิดปั้มแก๊ส LPG หรือด้วยวิธีการอื่นๆ
และจะขึ้นราคา NGV อีก
... ทีนี้มาตอบข้อสงสัยว่าทำไม ปตท. หรือรัฐบาล ผ่านกระทรวงพลังงาน
สนับสนุนการใช้ NGV สุดตัว และพยายามบีบให้เลิกใช้ LPG มีดังนี้
1. ปตท. เป็นผู้ผูกขาดธุรกิจ NGV แต่ผู้เดียวในประเทศไทย ไม่มีการแข่งขัน
2. ปตท. รับซื้อแก๊สธรรมชาติ (natural gas)
จากพม่าผ่านทางท่อส่งมายังราชบุรี
ซึ่งการวางท่อส่งแก๊สนี้ทำให้เกิดปัญหากระทบกระเทือนสภาพแวดล้อม
ซึ่งเป็นการลงทุนของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ปตท.
ที่เรารู้กันอยู่ ปตท. จำเป็นต้องขาย NGV
ให้มากที่สุดเพื่อคุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายให้พม่าเป็นค่าแก๊ส
3. ปตท. ต้องแสดงผลประกอบการเป็นกำไร เพื่อให้ผู้ถือหุ้น (ใหญ่)
พอใจ เพื่อให้ผู้บริหาร ปตท. ได้อยู่ในตำแหน่ง
ได้รับผลประโยชน์เป็นเงินเดือนค่าจ้างสวัสดิการ ที่สูงลิ่ว
4. นักการเมืองที่ดูแลกระทรวงพลังงาน เป็นอดีตพนักงานระดับสูงของ ปตท.
5. ปตท. สนับสนุนการใช้ NGV ด้วยการโฆษณา ประชาสัมพันธ์
และการสนับสนุนราคาถังแก๊ส NGV จำนวนหนึ่ง แต่ไม่ยอมลงทุนสร้างปั้มแก๊ส NGV
ให้ทั่วประเทศ และระบบส่งแก๊ส NGV ไม่สามารถหาผู้ร่วมลงทุนจากเอกชนรายอื่นๆ ได้
เพราะเขารู้ว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
เป็นเหตุผลทางการเมืองและผลประโยชน์ของ ปตท. เอง
(ขอย้ำว่าไม่ใช่ผลประโยชน์ต่อสังคม)
อีกทั้งข้อจำกัดทางเทคนิคไม่เป็นที่นิยมของผู้ใช้รถยนต์เท่า LPG ปตท.
จึงต้องหามาตรการอื่นมาบีบ การที่ ปตท. ทำอย่างนี้
เป็นเรื่องที่เข้าใจเพราะเป็นบริษัทเอกชน ย่อมหาหนทางใดๆ
ก็ได้เพื่อให้ได้กำไรสูงสุดเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น (ขอย้ำอีกครั้งว่า
ไม่ใช่ผลประโยชน์ของสังคม)
แต่การที่ภาครัฐผ่านทางกระทรวงพลังงานเลือกปฏิบัติโดยสนับสนุนการใช้ NGV
ในรถยนต์สุดตัว โดยไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ เช่น
ระบบการส่งแก้ส NGV ปั้มแก๊ส NGV และบีบการใช้ LPG ในรถยนต์ ถือว่าไม่เหมาะสม
รัฐบาลควรให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างถูกต้องถึงผลได้ผลเสียต่อสังคมของการใช้พลังงานทางเลือก
และควรกำกับดูแลไม่ให้บริษัทเอกชนบริษัทใดบริษัทหนึ่งเอาเปรียบสังคม
เรื่อง ปตท. บีบไม่ให้ตั้งปั้มแก๊ส LPG เป็นเรื่องจริงครับ เมื่อ
26 ธ.ค. 48 ผมคุยกับเจ้าของกิจการโรงบรรจุแก๊สแห่งหนึ่งในภาคเหนือ
เขาบอกว่าค่าการตลาดจากการขายแก๊ส LPG
สูงคุ้มค่ากับการลงทุนเปิดปั้มแก๊สเติมรถยนต์มากกว่าการเปิดปั้มเบนซิน
ดีเซล
แต่ ปตท. บีบไม่ให้ตั้ง มิฉะนั้นจะไม่ส่งแก๊ส LPG ให้
และแก๊สที่มาส่งก็มาจากแหล่งผลิตในประเทศที่ลานกระบือนี่เอง
ส่วนการตั้งปั้มแก๊ส NGV เขาไม่กล้าลงทุนเพราะแพงมาก
มีรถยนต์ใช้น้อยไม่คุ้ม และมีอุปสรรคเรื่องระบบขนส่งแก๊ส NGV
... ทีนี้มาตอบข้อสงสัยว่าทำไม ปตท. หรือรัฐบาล ผ่านกระทรวงพลังงานสนับสนุน
การใช้ NGV สุดตัว และพยายามบีบให้เลิกใช้ LPG
LPG สามารถกลั่นจาก น้ำมัน(ซึ่งมีต้นทุนสูงนำเข้า)
และก๊าซธรรมชาติ (ซึ่งมาจากอ่าวไทยของเราเอง)
NGV (ก๊าซมีเทน)ได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติซึ่งมีอยู่ประมาณ 66 mol% LPG
(c3+c4) 6 mol% แล้วทำไมจะไม่ควรสนับสนุนการใช้ NGV
จะซื้อน้ำมันต่างชาติมากลั่นทำไม
อ้างอิงข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่เป็นข้อมูลราชการ ที่
http://www.eppo.go.th/info/T25.html
เรานำเข้า natural gas ปี 2005 156,733 bbl/day จากปริมาณการใช้
568,742 bbl/day หรือ 27.55 % ของการใช้ในประเทศไทย
ซึ่งก็คือนำเข้าจากพม่า เสียเงินตราต่างประเทศให้พม่า
ข้อมูลการส่งออก LPG ครับ จากกระทรวงพลังงาน ตาราง 34 ที่
http://www.eppo.go.th/info/T34.html
ไทยส่งออก LPG ปี 2005 เฉลี่ยเดือนละ 150 ล้านลิตร
เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น 8.5 %
จากปี 2004 (นั่นคือส่งออก LPG มากขึ้น) ขณะที่ปริมาณแก้ส LPG
ที่ใช้ในรถยนต์ของ
ไทยประมาณปีละ 100 ล้านลิตร หรือแค่ 10% ของแก้ส LPG ที่ส่งออกทั้งปี
ยังมีเหลืออีกมากสำหรับสนองความต้องการในประเทศซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในครัวเรือนและอุตสาหกรรม
LPG ได้มาจากสามแหล่งครับ คือ
หนึ่งเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันดิบทำเบนซิน ดีเซล ถ้าไม่ใช้ก็ต้องเผาทิ้ง
สองปนมากับน้ำมันดิบที่ขุดได้จากบ่อน้ำมันหรือแก้ส ถ้าไม่ใช้ก็ต้องเผาทิ้ง
สาม กลั่นจากแก้สธรรมชาติ (natural gas) ส่วน NGV
ได้มาจากการกลั่นจากแก้สธรรมชาติ NGV
เหมาะสำหรับรถสาธารณะขนาดใหญ่เนื่องจากอุปกรณ์ยุ่งยากราคาสูงและต้องใช้ถังแก้สความดันสูงจำนวนมาก
จากการศึกษารายงานนโยบายการใช้พลังงานของ APEC
ที่ไทยเป็นสมาชิกหนึ่งในยี่สิบเอ็ดประเทศ
ไทยเป็นประเทศเดียวที่จำกัดการใช้ LPG และส่งเสริม NGV ในรถยนต์
ทั้งๆ ที่ผลิต LPG
ได้เกินความต้องการต้องส่งออกไปขายและยังต้องสั่งแก้สธรรมชาติ
จากพม่าเป็นปริมาณประมาณหนึ่งในสี่ของการใช้ในประเทศ ฮ่องกง
เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ออสเตรเลีย
ต่างส่งเสริมและสนับสนุนการใช้แก้ส LPG ในรถยนต์
ด้วยมาตรการทางภาษีและสนับสนุนราคา LPG ให้ต่ำกว่าเบนซิน
ดีเซล
ประมาณครึ่งหนึ่ง
ประเทศที่กล่าวมายกเว้นออสเตรเลียต่างต้องนำเข้า LPG
ไม่มีแหล่งเองเหมือนประเทศไทย
ฮ่องกงเอง ได้เปลี่ยนให้รถแท็กซี 90 เปอร์เซ็นต์มาใช้แก้ส LPG
ด้วยการให้เงินสนับสนุน และกำลังมีโปรแกรมใหม่ที่จะเปลี่ยนรถบัสเล็ก
5,000
คันมาใช้แก้ส LPG (ย้ำ LPG) ด้วยเงินสนับสนุนและมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล
เราผลิต LPG ได้ปีละประมาณ 3,200 ล้านลิตร ส่งออกประมาณ 800 ล้าน
(25%) ใช้กับยานยนต์ (แบบเว่อร์ๆ 2 เท่าเลย) 200 ล้านลิตร
ที่เหลืออีก 2,200 ล้านลิตร หายไปไหนครับ???
ไปอยู่ภาคครัวเรือน ให้ประชาชนใช้หุงต้ม 1,000 ล้าน
อยู่ภาคอุตสาหกรรม ทำอาหาร ทำแก้ว หลอมโลหะ ฯลฯ อีก 1,200 ล้าน
แล้วไอ้ที่มาโกหกปาวๆๆๆ ว่า
รถยนต์ใช้แกสทำให้โครงสร้างพลังงานเสียหาย เพราะรัฐฯ ต้องชดเชยถึงกิโลละ
11 บาท .. หรือลิตรละ 6 บาท
(มาได้งัยก็ไม่รู้) .. ชดเชยให้ใครกัน?
ชดเชยให้คนใช้รถ . 200x6 = 1,200 ล้าน
ชดเชยให้คนทำกับข้าวกิน . 1,000x6 = 6,000 ล้าน (สาธุ)
ชดเชยให้พ่อค้านายทุน ผลิตสินค้า = 1,200x6 = 7,200 ล้าน (ก็ ..
ยังดี.. ของจะได้ไม่แพง)
ชดเชย ((Embedded image moved to file: pic06840.gif)Huh!!!!?? ชดเชยทำไม)
ให้กับการส่งออก 800x6 = 4,800 ล้าน!!!!!
บ.น้ำมัน ไม่รวยพุงปลิ้นวันนี้ ก็ไม่รู้จะพูดงัยแล้ว...
เบนซิน91 หรือเบนซิน95 ต้องนำเข้าน้ำมันดิบ 100 %
แก๊สโซฮอล นำเข้าเป็นน้ำมันดิบเพื่อกลั่นเป็นเบนซิน 90 %
และยังเป็นเอธานอลส่วน
หนึ่งที่เราผลิตไม่พอ ดังนั้นเท่ากับนำเข้ามากกว่า 90 %
แต่รัฐบาลโปรโมตสุดลิ่มทิ่มกบาล
LPG ไม่ต้องนำเข้าเพิ่มเติม
ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบส่วนหนึ่ง กับแยกจากแก๊ส
ธรรมชาติของไทยหรือพม่าอีกส่วนหนึ่ง มีเหลือขายต่างประเทศ
ลองใช้หัวแม่เท้าคิดดูก็แล้วกันครับ
ใช้เบนซิน 100 ล้านลิตร หรือแก๊สโซฮอล 90ล้านลิตร
ก็ต้องนำเข้าน้ำมันดิบในจำนวนที่มากกว่าใช้ LPG 100 ล้านลิตร
ไม่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเพราะจากกระบวนการกลั่นเหลือใช้จนต้องขายต่างประเทศ
การนำLPG 100 ล้านลิตรมาใช้แทนน้ำมัน เมื่อเทียบกับการใช้เบนซิน
90ล้านลิตร หรือเบนซินในแก๊สโซฮอล 80กว่าลิตรแบบไหนจะเสียเงินตราของชาติมากกว่ากัน
(ให้อัตราสิ้นเปลืองLPGมากกว่าประมาณ 10
%)แบบไหนประหยัดเงินตราของชาติมากกว่ากัน
ต่อให้คิดโดยเสมอภาคนั่นคือหากชดเชยก็ชดเชยเท่ากัน
หรือไม่ชดเชยก็ต้องไม่ชดเชยเหมือนกัน ค่าการตลาดต่อลิตรเท่ากัน
***จุดที่จะประหยัดเงินตราต่างประเทศมากที่สุดคือ
จุดที่มีจำนวนผู้ใช้ LPG มากขึ้นจนแทบไม่มีเหลือส่งออก
เพราะเราก็ไม่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าเดิม หากจำนวนคนที่ใช้ LPG
เพิ่มขึ้นจากเดิมจนถึงจุดที่เราแทบไม่เหลือ LPG ส่งออกนอกนั้น
ใช้เบนซินหรือโซล่า หรือแม้แต่แก๊สโซฮอลก็ตาม
จะต้องนำเข้าน้ำมันดิบอีกเท่าไหร่
อย่าเพิ่งไปกลัวเลยครับ ผมว่าที่ปตท ออกมาขู่เรื่องราคาแก๊ส lpg
ว่าราคาจะลอยตัว
ราคาที่แท้จริงต้องบวกเพิ่มอีก 9บาท ต่อลิตร ตกลิตรละ18บาท
สงสัยจะเป็นอุบายของปตท ที่จะทำให้คนที่คิดจะติดlpg ลังเลใจแล้วมาติด
ngvแทน
เพราะปัจจุบัน ngv ขายไม่ออก ที่เขาบอกว่าlpg ราคาขึ้นเป็น600ดอลล่า/ตัน
ถ้าวิเคราะห์ดูดีๆ ตันหนึ่งมี 1000 กก 1กกมี1.8ลิตร 1ตันเท่ากับ 1800ลิตร
600ดอลล่าเท่ากับ 24000บาท
คิดแล้วลิตรหนึ่งตก 13บาทกว่าเท่านั้นเอง
นี่ยังไม่รวมถึงแหล่งที่มาของราคาที่เขาใช้เป็นราคากลางด้วยว่า600ดอลล่า/ตัน
มาจากที่ไหน ที่อื่นที่ถูกกว่านี้ก็มี
เช่นซื้อมะม่วงแถวต่างจังหวัด ราคาย่อมถูกกว่าที่ไปซื้อที่สีลมอยู่ดี
อีกอย่างlpg เราก็ผลิตได้เองบางส่วน
จะมาอ้างราคาตลาดโลกได้อย่างไร ทำไมไม่ตั้งราคาขาย มะม่วงทุเรียน
และผลผลิตทางการเกษตร ที่เราผลิตได้ในประเทศ
ให้มีราคาสูงเหมือนที่ขายในญี่ปุน
ในอเมริกาละ โดยอ้างราคาตลาดโลกบ้าง ขายทุเรียนลูกละซัก2000บาทไปเลยซิ
คิดว่าประชาชนโง่เหมือนควายเหรอครับ
รัฐบาลอย่ามาขูดรีดขูดเนื้อประชาชนเลยครับ
นี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้
ขอให้ทุกท่านร่วมหาทางแก้ไขอีกทั้ง
รัฐบาลเราคงหวังเพิ่งพาอาศัยไม่ได้แล้ว
| |