| |
คำตอบที่ 19
วิริยะฯ อัดฉีดอีกพันล. อุ้มกองทุน
นายกฤตวิทย์ ศรีพสุธา กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กล่าวถึง ทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2552 ว่า บริษัทเน้นการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินและการรับประกันภัยมากกว่ามุ่งทำกำไร ขณะเดียวกัน ผู้ถือหุ้นของบริษัทพร้อมเพิ่มทุนอีก 1,000 ล้านบาทหากสิ้นปี 2552 มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน อันเนื่องจากผลกำไรยังไม่เข้าเป้าจากผลกระทบเศรษฐกิจชะลอตัว และเพื่อรองรับแนวทางการกำกับดูแลเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง หรือ RBC (Risk-Based Capital) ในปี 2554 ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ 3 โมเดลได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และธนาคารแห่งประเทศไทย
ปีนี้บริษัทยังได้ปรับนโยบายการลงทุน หันมาเน้นการลงทุนที่สร้างกระแสเงินสด โดยเฉพาะเงินฝาก อาทิ เงินฝากระยะสั้นพร้อมถอนหรือ 3 เดือนและ 6 เดือน เพื่อรองรับการจ่ายสินไหมเป็นระยะเวลา 6 เดือน คิดเป็นมูลค่า 700-800 ล้านบาท นอกจากนี้อาจจะกลับเข้าไปลงทุนหุ้นในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เพราะเชื่อว่าภาวะตลาดหุ้นจะมีสัญญาณบวก ซึ่งให้ทีมงานด้านการลงทุนใหม่ ติดตามและประเมินสภาพตลาดแบบรายวัน
นายกฤตวิทย์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบขาดทุนจากการลงทุนถึง 900 ล้านบาท จากการลงทุนหุ้นประมาณ 30% ของเงินลงทุนทั้งสิ้น 12,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้บริษัทยังไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุน เนื่องจากระดับมาตรฐานเงินกองทุนของบริษัท ณ เดือนมกราคม 2551 ยังสูงเกินกว่า 150% ตามที่กฎหมายกำหนดหรือมากกว่า 300 ล้านบาท และยังมีหนี้สิ้นที่โบรกเกอร์จะต้องชำระคืนกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้สิ้นปีนี้บริษัทมีระดับมาตรฐานเงินทุนทุนเพิ่มเป็น 200%
ขณะที่ผลประกอบการสิ้นปี 2551 บริษัทยังคงรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 1 ในธุรกิจประกันภัย โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 15% จากปี 2550 อยู่ที่ 14% รวมถึงยังมีเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโตเพิ่มขึ้น 9.4% หรือมีมูลค่า 16,390 ล้านบาท แบ่งเป็นงานด้านประกันมอเตอร์ 15,486 ล้านบาท ได้แก่ ประกันภาคบังคับ(พ.ร.บ.) 2,451 ล้านบาทและประกันจากภาคสมัครใจอีก 13,035 ล้านบาท ส่วนงานด้านประกันนอนมอเตอร์อยู่ที่ 904 ล้านบาท ได้แก่ ประกันอัคคีภัย 204 ล้านบาท ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 83 ล้านบาท ประกันภัยเบ็ดเตล็ด 616 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมบริษัทมีกำไรสุทธิประมาณ 300 ล้านบาท ในส่วนของการบริหารความเสี่ยงงานรับประกันภัย เพื่อสนับสนุนเบี้ยประกันภัยรับรวมของสิ้นปี 2552 ตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 5% โดยที่ประกันภัยมอเตอร์จะเติบโต 2-3% และประกันนอนมอเตอร์เติบโต 15% นายกฤตวิทย์ กล่าวว่า บริษัทยังคงใช้แนวทางพิจารณาปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยในกลุ่มที่ไม่มีกำไร โดยเฉลี่ย 6 เดือนต่อครั้ง โดยปีก่อนเพิ่งปรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ทำให้บริษัทมีอัตราเบี้ยเฉลี่ยสูงสุดในตลาดหรือสูงกว่าบริษัทอื่นๆ ประมาณ 5-10% แต่ทำให้อัตราการสูญเสียของประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจลดลงไม่ถึง 60% จากปกติอยู่ที่ 70% หรือปี 2551 คิดเป็นมูลค่าจ่ายสินไหมประกันภัยรถยนต์เพียง 8,000 ล้านบาทจากเบี้ยรับรวม 16,390 ล้านบาทและจากฐานลูกค้าประกันภัยรถยนต์ทั้งสิ้น 4 ล้านกว่าคัน
นอกจากนี้ บริษัทจึงได้หันมามุ่งทำตลาดประกันภัยประเภท 2, 2 พิเศษ และ 3 พิเศษ เพิ่มเติม ด้วยการปรับปรุงแบบประกันใหม่ที่มีเบี้ยประกันถูกลงแทน
โดยได้ออกแบบประกันใหม่ที่เป็น "ประกันภัยรถยนต์เฉพาะภัย" 3 รูปแบบ ได้แก่ ประเภท 2 เพิ่มความคุ้มครองทรัพย์สินผู้เอาประกันในวงเงิน 200,000 และ 300,000 บาท เบี้ยประกัน 9,000-10,000 กว่าบาท, ประเภท 2 พิเศษ เพิ่มความคุ้มครองความเสียหายไม่ว่ากรณีใดๆ เบี้ยประกัน 10,000 บาทขึ้นไปแต่ไม่เกิน 12,000 บาท และประเภท 3 พิเศษ เพิ่มความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของผู้เอาประกันถึง 200,000 บาท เบี้ยประกันขั้นต่ำเริ่มที่ 7,000 บาท
www.thannews.th.com
ที่มาของข่าว :: นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2410 ประจำวันที่ 19 - 21 มีนาคม 2552
|
| |