| |
คำตอบที่ 17
มาร์ค 1หล่อมั่กๆ..
วันนี้ผู้รักประชาธิปไตยทุกคนคงขมขื่นไม่แพ้กับผม เพราะประชาธิปไตยของประเทศไทยถูกคุกคามทุกรูปแบบ มีการทำทุกวิถีทาง มีการตีกรอบกฎหมาย เพื่อให้มีการเปลี่ยนขั้วเพียงอย่างเดียว แม้การเลือกตั้งประชาชนจะเลือกขั้วเดิมก็ยังไม่พอใจ และใช้ทุกอย่างเพื่อให้มีการเปลี่ยนขั้ว ใช้ทั้งทหาร ศาล องค์กรอิสระ และพรรคประชาธิปัตย์ จนวันนี้ไม่มีคนไทยคนไหนโง่ที่จะไม่รู้เรื่อง รวมถึงต่างประเทศที่รู้เป็นอย่างดี ซึ่งได้ทำลายความเชื่อถือของระบบในประเทศไทยจนไม่เหลือ อันจะเป็นหายนะเศรษฐกิจของประเทศ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์เข้ามายังพิธีกรบนเวทีในงานเลี้ยงระดมทุนของรายการ ความจริงวันนี้" ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา
ในวันเดียวกันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ก็ยืนยันว่ามาตามวิถีทางประชาธิปไตย
เมื่อเสียงข้างมากซึ่งเป็นเสียงข้างหนึ่งในสภามีปัญหา และ ส.ส.ส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจสนับสนุนผมขึ้นมาตามหลักประชาธิปไตยและตามวิถีทางกระบวนการรัฐสภา
หมาหอนทั้งคืน
แต่บรรยากาศทั้งก่อนและในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 235 เสียง ส่วน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ 198 เสียง โดยงดออกเสียง 3 เสียงนั้น เต็มไปด้วยข่าวฉาวและการตีราคา ส.ส. เยี่ยงวัวเยี่ยงควาย ที่มีข่าวสะพัดว่าต้องจ่ายถึงคนละ 25 ล้านบาท
อย่างนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เปิดเผยว่า วันที่ 14 ธันวาคม ก่อนวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 15 ธันวาคมนั้นหมาหอนทั้งคืน
"ผมอายุขนาดนี้ ผมรู้ถึงความรู้สึกของประชาชนว่าเป็นอย่างไร การเลือกนายกฯวันนี้เหมือนเป็นการการปล้นความรู้สึกของประชาชน ดังนั้น ที่เขาด่านักการเมืองเหลวแหลก จริงครับ ผมยอมรับ แต่อย่าเหมาเข่ง
นายเสนาะยังฝากถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่า แม้จะชนะศึก แต่จะต้องแพ้สงคราม เพราะเป็นชัยชนะที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง
หักหลังและทรยศ
ยอมเสียเพื่อน เสียพรรค เสียนาย มาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์
คำพูดอมตะของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล และนายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ หลังจากที่อกหักมาแล้วถึง 3 ครั้งนั้น ก็ต้องให้เครดิตกับอดีตพรรคร่วมรัฐบาลเดิมด้วยที่พร้อมใจกันหักหลังพรรคเพื่อไทย แม้เกือบทุกพรรคจะเสียงแตกก็คาม
โดยเฉพาะ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ 2 อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่จับมือกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ วางแผนและคุมเสียง ส.ส. ของพรรคต่างๆแบบต้องลุ้นกันวันต่อวัน
ตำหนิยุคเสื่อมกองทัพ
แต่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้คืออิทธิพลของผู้นำกองทัพที่มีส่วนอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งลาสิกขา ยังยอมรับว่าไม่สบายใจและเป็นห่วงประเทศชาติกับบทบาทของกองทัพที่เข้าไปแทรกแซงการเมือง ซึ่งยิ่งทำให้ภาพของกองทัพเสื่อมเสียต่อสายตาประชาชน เพราะกองทัพต้องมีจุดยืนที่เข้มแข็งและเป็นกลาง
เช่นเดียวกับ พล.ท.พิรัช สวามิวัศดิ์ นายทหารคนสนิท พล.อ.ชวลิต ที่ตำหนิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ว่ารู้สึกเสียใจ เพราะกองทัพถือเป็นเสาหลักประเทศชาติและราชบัลลังก์ กองทัพต้องใสสะอาด ไม่มีเรื่องมัวหมองใดๆ การที่ผู้บัญชาการทหารบกเข้าไปยุ่งถึงขั้นช่วยจัดตั้งรัฐบาลนั้นหนักหนาสาหัสเกินไป เพราะวิธีการเช่นนี้ทำให้กองทัพหมดศักดิ์ศรี ไม่เป็นเสาหลักของชาติอีกต่อไป หนำซ้ำยังเป็นผู้ที่ทำลายความน่าเชื่อถือ และทำให้กองทัพตกต่ำในความศรัทธาของประชาชน
มาร์ค จริยธรรมติดลบ
แต่ก็ไม่มีปาฏิหาริย์สำหรับยุทธการ ทรยศนายเพื่อชาติ และ รวมหัวกันปล้น ของพรรคการเมืองและผู้อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่ามาตามวิถีทางประชาธิปไตย แม้มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับและตำหนิถึงความสง่างามที่ไม่เป็นไปตามมารยาททางการเมือง และการใช้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนอย่างโจ๋งครึม
"ผมคิดว่านายอภิสิทธิ์ติดลบจริยธรรมจากพฤติกรรมที่ผ่านมา สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าเสื้อแดงคือเสื้อเหลือง อนาคตอาจเกิดการตีกันเองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะกลุ่มพันธมิตรฯมีธงของตนเอง นอกจากนี้แนวนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ยังมีความสมัยใหม่มากกว่ากลุ่มพันธมิตรฯมาก
นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า รัฐบาลขั้วใหม่ที่แลกมาด้วยผลประโยชน์ ไม่ต่างกับรัฐบาลผสมในอดีตที่ทำให้ฝ่ายบริหารอ่อนแอ และชี้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะกติกาทุกอย่างเข้าข้าง คู่ต่อสู้ก็ถูกมัดมือมัดเท้า หากทำขนาดนี้แล้วไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน มีกองทัพอุ้มเข้าประตูหลัง ระบบตุลาการทำได้เพียงปฏิเสธผู้ที่ไม่ต้องการคนเป็นรัฐบาล และสร้างเงื่อนไขตามเสียงกรรโชกของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กาลียุคแก๊งการเมือง
"ไม่มีทางที่นายอภิสิทธิ์จะอยู่ได้นาน เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนกลาง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง เป็นแก๊งทางการเมืองจากพรรคขั้วเดิม ทหาร และนายทุนนักธุรกิจ ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้ภาพนายอภิสิทธิ์ยอมเข้าไปจับมือกับบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองต่อหน้าสาธารณะ ยิ่งเป็นการย้ำให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย"
นายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นและไม่เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจได้ เพราะที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีนโยบายจะแก้วิกฤติเศรษฐกิจได้จริง
ขณะที่นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าการเมืองหลังตั้งรัฐบาลจะเป็นการกลับไปสู่การเมืองเก่า หรือวังน้ำวนของคณาธิปไตยอันเป็นการปกครองของอภิชนโดยอภิชนและเพื่ออภิชน ซึ่งรัฐบาลผสมในสูตรใหม่ที่ได้เชื้อเติมพลังจากกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ จะอยู่บริหารบ้านเมืองไปได้อย่างราบรื่นในชั่วเวลาหนึ่งสั้นๆ ถือเป็นการพักรบและเกี๊ยะเซียะระหว่างเงินเก่ากับเงินใหม่ชั่วคราวในระยะเวลาสั้น แต่ในที่สุดก็จะไปสู่การนองเลือดเป็น กาลียุค ที่รุนแรงกว่า กลียุค
อำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"ขณะนี้มีข้อสงสัยว่า ส.ส. ที่พรรคถูกยุบจะสามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนได้เป็นรัฐบาลก็ล้วนมีปัญหาเสถียรภาพ ถ้าได้นายกรัฐมนตรีที่กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ต้องการก็จะมีการยื่นตีความทางกฎหมายเพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง และรัฐบาลต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่ยังไม่หมดไป ขณะนี้ที่เห็นว่าสงบเป็นเพียงความสงบก่อนที่จะเกิดพายุใหญ่ ถ้ายังยึดติดตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ปัญหาก็ไม่จบ การต่อสู้ทางการเมืองจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือมากขึ้น โดยรัฐธรรมนูญจะเป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งครั้งใหม่ ดังนั้น การบริหารในภาวการณ์เช่นนี้มีความยากลำบาก โดยเฉพาะหากรัฐบาลไม่มีเสียงที่มากพอในสภาทำให้ยากที่จะผลักดันกฎหมายหรือนโยบาย ส่งผลต่อการสูญเสียความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศ
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตือนพายุใหญ่ที่จะมา เพราะการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีคำขอของบุคคลที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เป็นการแสดงให้เห็นอำนาจที่เป็นจริงที่สามารถกำหนดทิศทางทางการเมืองของไทย รวมถึงความพยายามเอาการเมืองนอกระบบเข้ามาแทนที่การเมืองในระบบ โดยใช้เงื่อนไขการตีความกฎหมายหลายเรื่องที่ไม่ตีความให้ระบบเดินหน้า แต่ตีความให้เกิดภาวะสุญญากาศ ดังนั้น หลังได้รัฐบาลใหม่รัฐธรรมนูญจะเป็นสนามประลองกำลังกันในทางการเมือง ในอนาคตกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆจะพยายามใช้รัฐธรรมนูญให้เกิดสุญญากาศให้ได้
มาร์ค 1 ในร่าง เนวิน
แต่ปมการเมืองนอกจากประเด็นการตีความกฎหมายแล้ว เสียงของรัฐบาลก็ถือว่าไม่มีเสถียรภาพ แม้นายสุเทพจะมั่นใจว่ารัฐบาลจะอยู่นาน แต่นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำกลุ่มโคราช เตือนว่า
สถานการณ์ขณะนี้แสดงให้เห็นถึงความผิดปรกติ และความขัดแย้งในหลายพรรค ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ เพราะในวันนี้นายอภิสิทธิ์ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 235 เสียง ต่อไปต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เข้ามาอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้ได้ ส.ส. ครบทั้ง 480 ที่นั่ง ฉะนั้นครึ่งหนึ่งของ ส.ส. ทั้งหมดควรจะเป็น 240 เสียง และหากรัฐบาลจะมีเสถียรภาพจริงๆอย่างน้อยต้องมีเสียงที่พร้อมสนับสนุน 270-280 เสียง แต่เสียงที่พรรคประชาธิปัตย์มีอยู่ขณะนี้ถือว่ายังไม่พอเพียง"
ยิ่งรัฐบาลมีเสียงที่คาบลูกคาบดอก อำนาจการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลก็จะมีสูง โดยเฉพาะกลุ่มเนวินที่มีประมาณ 33 คน และล่าสุดมีข่าวว่ามีการหารือเพื่อจะรวมกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา ก็จะทำให้เป็นกลุ่มหรือพรรคที่มี ส.ส. มากเป็นอันดับสอง และจะมีอำนาจในการต่อรองและชี้เป็นชี้ตายพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตรงกับการวิเคราะห์ของหลายฝ่ายที่เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ยากที่จะทำงานได้อย่างอิสระหรือหลุดพ้นจากการครอบงำของนายเนวิน แม้แต่นายสุเทพก็ตาม
เนวิน-สุเทพ ครอบงำ
โดยเฉพาะ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ยังเชื่อว่านายอภิสิทธิ์บารมียังไม่มากพอ จึงจะถูกครอบโดยนายสุเทพและนายเนวิน ซึ่งนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่สามารถช่วยได้ แม้นายอภิสิทธิ์ก็ตอบสั้นๆว่า คงไม่มี
ขณะที่นายสุเทพยังพูดแบบนักการเมืองว่า ขอบคุณปลัดกระทรวงกลาโหมที่ออกมาเตือน แต่ไม่มีนิสัยที่จะไปครอบงำใคร วันนี้เป็นเลขาธิการพรรค ทำงานรับใช้และเป็นลูกน้องนายอภิสิทธิ์ ไม่ครอบงำนายอภิสิทธิ์ ขอให้สบายใจ และต่อไปจะได้ระวังบทบาทของตัวเองเพื่อความสำรวมให้มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาพการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามทำให้เร็วที่สุด แต่เห็นชัดเจนถึงการต่อรองของพรรคต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มนายเนวินที่มีมากที่สุด และบทบาทของนายสุเทพไม่ใช่นายอภิสิทธิ์
ดังความเห็นของ พล.อ.อภิชาตที่ยังวิตกเรื่องการยอมรับรัฐบาลใหม่ว่า อาจมีปัญหาซ้ำเหมือนที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ซึ่งคงแก้อะไรไม่ได้ แต่ถ้าทีมเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งพออาจจะช่วยได้บ้าง
มาร์ค 1 หล่อตามสภาพ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาล มาร์ค 1 ที่มีรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการออกมาทั้งหมดแล้วนั้น นายสุเทพยอมรับเหมือนทุกรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมว่า ได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว และพร้อมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่จะเกิดขึ้น
ที่สำคัญการจัดสรรตำแหน่งต่างๆเป็นไปตามโควตาและการต่อรองของแต่ละพรรคหรือกลุ่มที่ร่วมรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปตามผลประโยชน์ของกลุ่ม ส.ส. นายทุนพรรค ไม่ใช่จัดสรรตัวบุคคลที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤตของบ้านเมืองขณะนี้
สถานการณ์ทางการเมืองจึงไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมามากนัก นอกจากการขานรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่หนุ่มและหล่อ แต่ปัญหาเดิมๆยังคงอยู่ โดยเฉพาะความขัดแย้งและการต่อต้านในรูปแบบต่างๆ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าในที่สุดรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะต้องยุบสภา เพราะรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพมากพอ หรือจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะถูกต่อต้านจากกลุ่มพันธมิตรฯ
มาร์ค 1 อยู่เกิน 1 ปีก็เก่ง
แม้แต่สื่อต่างประเทศอย่างบีบีซี นายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวประจำกรุงเทพฯ ยังวิเคราะห์ว่า แม้นายอภิสิทธิ์มีจุดแข็งมาก เช่น หนุ่มที่สุดในรอบกว่า 60 ปี สื่อสารได้เก่งที่สุด หล่อขึ้นกล้องมากที่สุดเท่าที่เมืองไทยเคยมีมา ทำงานการเมืองถึง 16 ปี โดยไม่มีความด่างพร้อยเรื่องคอร์รัปชันหรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งแทบจะไม่เคยได้ยินมาก่อนสำหรับการเมืองไทย
แต่ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ถือว่าเป็นนายกฯในสภาวะแวดล้อมทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวยมากที่สุดผู้หนึ่งเช่นเดียวกัน เนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายยากๆหลายอย่าง ได้แก่ 1.บรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศที่ตึงเครียด แตกแยก ข้อกล่าวหาว่าพรรคสมคบคิดกับทหาร พันธมิตรฯ และผู้มีอิทธิพลก่อรัฐประหารเงียบ 2.การสร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังดิ่งลงอย่างมาก และ 3.นายอภิสิทธิ์มีอำนาจสิทธิขาดจริงๆมากน้อยแค่ไหน ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังต่อรัฐบาลนี้ต่ำ หากอยู่รอดได้เกิน 1 ปี ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ
ส่วนหนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่นได้เสนอบทบรรณาธิการในวันเดียวกันเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่สร้างความชอบธรรมเต็มที่ด้วยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เพื่อให้ได้รับฉันทานุมัติโดยตรง ถ้ารัฐบาลไทยไม่สามารถฟื้นฟูศรัทธาและความไว้วางใจขึ้นมาใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ ธุรกิจของญี่ปุ่นในเมืองไทยก็จำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์ในระยะยาวเสียใหม่
มาร์ค หล่อมั่กๆ...
ผมทราบดีว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ไม่ปรกติและเป็นวิกฤต และประชาชนคนไทยมีความทุกข์ และผมถือว่าผมเป็นนักการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย ผมเป็นอาสาสมัคร และผมไม่มีสิทธิที่จะหนีปัญหา หรือปฏิเสธความรับผิดชอบ
เป็นคำแถลงอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีสุดหล่อที่ยืนยันว่าจะทำงานให้คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือกตน สนับสนุนหรือต่อต้าน จะเป็นใครก็ตาม โดยจะยุติการเมืองที่ล้มเหลว เพื่อนำความสามัคคีกลับมา โดยอาศัยความยุติธรรมนำหน้า ยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ เคารพความเสมอภาค และยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นหลักการที่สวยหรู แต่ในทางปฏิบัติจะทำได้จริงหรือไม่เท่านั้น
อย่างกรณีพันธมิตรฯยึดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งทั่วโลกต่างประณามว่าเข้าข่ายการกระทำการก่อการร้าย และรอดูว่ารัฐบาลใหม่จะดำเนินการอย่างไร ก็น่าจะเห็นจุดยืนของนายกรัฐมนตรีที่ หล่อมั่กๆ ได้แล้วว่าจะเป็น เปาปุ้นจิ้น หรือ ศรีธนญชัย?

|
| |