เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net


ประกันภัยรถยนต์ เริ่มที่ 490 บาท โดยตัวแทนแต่งตั้งตรงจาก บ. ประกันภัย
memo
จาก ประเสริฐ
พุธที่ , 8/4/2552
เวลา : 18:49
 IP:

125.24.8.157
อ่านแล้ว = 2088 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       ...






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin



memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 พุธ, 8/4/2552
 เวลา :
18:51
 IP:
125.24.8.157

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       *************************************************************************************

.......................ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยรถยนต์ คุณอาจเคยมีคำถามที่เหล่านี้.....................

# ทำไม?...เบี้ยประกันปีนี้สูงขึ้น ทั้งที่ไม่มีเคลม ต้องการส่วนลดเพิ่มเติม หาได้ที่ไหน?
# รถมีเคลมเป็นฝ่ายผิด(ไม่ตั้งใจ) เบี้ยประกันภัยปรับขึ้นสูงลิบลิ่ว จะทำไงดี?
# มีหรือ?... ตัวแทนที่ไว้ใจได้(แต่งตั้งตรงจากบริษัทประกัน) แต่ราคามิตรภาพจริง ๆ ?
# รถเกิดเหตุ คุยกับบริษัทประกันไม่ค่อยเข้าใจ ตัวแทนพอจะช่วยทำอะไรให้ได้บ้าง?
# แบบประกันเหมาะที่สุดหรือ? บริษัทประกันดีที่สุดหรือ? ราคาสมเหตุสมผลแล้วหรือ?


*************************************************************************************

เรามีทุกคำตอบ ยินดีทำข้อเสนอ ให้เปรียบเทียบ ก่อนตัดสินใจ
ยิงฝากเบอร์โทรกลับ ได้ตลอด 24 ชม. ที่ 083-887-9989 (ตอบกลับเวลาทำการ)


*************************************************************************************
ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.thaimazda3.com/forum/index.php?showtopic=21419&st=0&gopid=880180&

*************************************************************************************

Q: Mr.Prakanpai คือใคร?
A: * คือ สำนักงานนายประเสริฐ เกียรติวีรภัทร ทะเบียเลขที่ 5104000004 และ 5104002059
....* เป็นตัวแทนแต่งตั้งตรง และเป็นสำนักงาน Online ตรงกับบริษัทประกัน ออกกรมธรรม์ได้ทันที
....* เป็นสำนักงานแห่งเดียว ที่เปิดข้อมูลส่วนตัวชัดเจน และบริการลูกค้าด้วยราคาที่ดีที่สุด

Q: ซื้อประกันภัยกับ Mr.Prakanpai ดีอย่างไร?
A: * ประเภท1 รับส่วนลด 30-60%(10ปีก็รับ) พรบ.เริ่มที่ 490. ประกัน 3+ เริ่มที่ 4,300. ประเภท 3 แค่ 1,750
....* มั่นใจได้ 100% จัดส่งกรมธรรม์จริง พร้อมใบเสร็จรับเงินจริง เราไม่เคยเสียประวัติด้านการเงิน
....* ปกป้องดูแลผลประโยชย์แทนลูกค้า ด้วยตัวแทนมืออาชีพ มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

Q: ต้องการทำประกันภัย มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?
A: * อ้างใบเสนอราคา หรือแบบประกัน ระบุวันที่คุ้มครอง เบอร์ติดต่อกลับ ส่งมาทางแฟ็กซ์ หรือ E-mail
....* เราติดต่อกลับ เพื่อยืนยันข้อมูล และประสานต่อบริษัทประกันภัย เพื่อให้เกิดการคุ้มครองตามเงื่อนไข
....* เลือกแบ่งชำระเบี้ยประกันเป็นงวดได้ นัดจัดส่งกรมธรรม์ ด้วยพนักงาน และทางไปรษณีย์ทั่วประเทศ

*************************************************************************************

สำนักงานตัวแทนนายประเสริฐ เกียรติวีรภัทร ทะเบียเลขที่ 5104000004 และ 5104002059
เลขที่ 88/145 ม.7 ถ.กาญจนาภิเษก ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี (ใกล้โลตัสบางใหญ่)
โทร: 081-631-9989,02-459-2218 แฟ็กซ์: 02-459-2223 E-mail: mr.prakanpai@gmail.com


*************************************************************************************


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 พฤหัสบดี, 9/4/2552
 เวลา :
12:38
 IP:
125.24.24.166

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       อลิอันซ์สบช่อง ศก.ซบ หั่นเบี้ย - คุมค่าใช้จ่าย

นายปกิต เอี่ยมโอภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันภัย จำกัด เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเป็นระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น บริษัทจึงได้ออกแบบประกันราคาประหยัดเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ทั้งประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยที่อยู่อาศัย หรือประกันภัยในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) นอกจากนี้ยังเพิ่มแบบประกันพีเอจากเดิมมี 2 แบบ เพิ่มเป็น 7 แบบ โดยมีค่าเบี้ยประกันเริ่มต้นที่ปีละ 600 บาท ทุนประกัน 2 แสนบาท หรือเบี้ยประกันชั้น 3 พิเศษ จากเดิมค่าเบี้ยที่ 6.8 พันบาท ปรับใหม่เป็นเบี้ยเริ่มต้นที่ 6.5 พันบาท

ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันปีนี้ที่ 2.3 พันล้านบาท หรือเติบโต 10% จากปีที่ผ่านมาที่มีเบี้ย 2.1 พันล้านบาท และมีเป้าหมายว่าภายใน 2 ปีนี้ต้องหาเบี้ยให้ได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2.5 พันล้านบาท โดยดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับการรักษาฐานลูกค้าเก่าและเบี้ยต่ออายุ ซึ่งปีที่ผ่านมามีสัดส่วนเบี้ยต่ออายุ 80-85%

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเน้นการบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเน้นการพัฒนาระบบการให้บริการ โดยเฉพาะด้านสินไหมทดแทน ซึ่งจะมีการนำระบบ Call Center ที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาทดแทนระบบเดิม โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ระบบนี้ได้ในต้นไตรมาสที่ 2 อีกทั้งบริษัทจะเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร และพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงให้ดียิ่งขึ้น

www.banmuang.co.th

ที่มาของข่าว :: นสพ. บ้านเมือง ประจำวันพุธที่ 8 เมษายน 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 ศุกร์, 10/4/2552
 เวลา :
10:58
 IP:
125.24.46.6

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       เลือกตั้งวินาศภัย

‘จีรพันธ์’ นั่งนายก

นายกสมาคมวินาศภัยคนใหม่ โผไม่พลิก “จีรพันธ์ อัศวะธนกุล” ซีอีโอประกันภัยไทยวิวัฒน์ยึดเก้าอี้นายก คนที่ 22 สำเร็จ เผยนโยบายเร่งด่วนสานต่องานใหญ่ทั้ง ทำคลอดกรอบบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM) ให้เป็นมาตรฐานสากลควบคู่เร่งโมเดล RBC ให้แล้วเสร็จ พร้อมลุยต่อภาษี

ที่ขอไว้กับกรมสรรพากรรวมถึงพัฒนาประกัน พ.ร.บ. ส่งเสริมแคช บีฟอร์ โคเวอร์ ยอมรับหนักใจสุดคือให้ผู้บริหารระดับสูงตระหนักถึงสถานการณ์ทั้งหมดที่เปลี่ยนไปทั้งกฎคปภ.สภาพธุรกิจ ผลักดันให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันมากขึ้น

เป็นไปตามโผกับผลการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมประกันวินาศภัย (บอร์ด) ชุดใหม่ที่จะทำหน้าที่ในช่วงปี 2552-2554 ซึ่งมีการเลือกตั้งกันเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2552 ณ สมาคมประกันวินาศภัย โดยตำแหน่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือนายกสมาคมฯ ซึ่งก็เป็นไปตามที่เก็งกันไว้ผู้ที่รับเลือกตั้งคือนายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะเป็นนายกสมาคมฯคนที่ 22 ต่อจากนายสุจินต์ หวั่งหลี ที่เพิ่งหมดวาระไปก่อนหน้า

สำหรับตำแหน่งสำคัญอื่นๆ เริ่มจากอุปนายกสมาคมฯ มี 2 คนได้แก่นายสุขเทพ จันทร์ศรีชวาลา จากบริษัท มิตรแท้ประกันภัย จำกัด นายณัฐดนัย อินทรสุขศรี จากบริษัท สยามซิตี้ประกันภัย จำกัด, เลขาธิการ ได้แก่ นายอานนท์ วังวสุ จากบริษัท กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน), รองเลขาธิการได้แก่ นายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ จากบริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน)

ส่วนตำแหน่งประธานคณะกรรมการประกันภัยทรัพย์สินยังเป็นคนเดิมคือนายอานนท์ โอภาสพิมลธรรม จากบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด เช่นเดียวกับประธานคณะกรรมการประกันภัยทางทะเลและลอจิสติกส์ ที่ยังคงเป็นนายอรรณพ พรธิติ จากบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงประธานคณะกรรมการประกันภัยเบ็ดเตล็ด อุบัติเหตุและสุขภาพที่ยังคงเป็นนายถนัด จีรชัยไพศาล จากบริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)

ประธานคณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีสำคัญอีกปีหนึ่งเพราะจะมีงานใหญ่รออยู่คือการปรับปรุงพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเนื่องจากครบรอบ 3 ปี ที่ต้องการทบทวนใหม่พอดีรวมถึงประกันภัยตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ.2535 ที่จะมีการทบทวนทั้งเงื่อนไขความคุ้มครองและเบี้ยประกันภัยกันใหม่ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับเลือกเป็นคนใหม่แต่หน้าเก่า คือนายนพดล สันติภากรณ์ จากบริษัท ไอโออิ กรุงเทพประกันภัย จำกัด ซึ่งเคยรับตำแหน่งนี้มาแล้วในอดีต ขณะที่คณะกรรมการพัฒนาธุรกิจและประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่รวมอนุกรรมการ 2 ชุดเดิมเข้าไว้ด้วยกันคืออนุกรรมการส่งสริมการประกันภัยและอนุกรรมการประกันภัยสัมพันธ์ ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธาน คือนายชูชัย วชิรบรรจง จากบริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)

ส่วนคณะกรรมการใหม่อีก 2 ชุด ที่เพิ่งตั้งเพิ่มขึ้นมาในเทอมนี้ คือคณะกรรมการบัญชีการเงินและการลงทุนผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธานคือ นายปกิต เอี่ยมโอภาส จากบริษัท อลิอันซ์ ซี.พี.ประกันภัย จำกัด ขณะที่คณะกรรมการกฎหมายและกฎระเบียบผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธานคือนายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต จากบริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)

สำหรับอีก 2 ตำแหน่งที่เหลือคือ เหรัญญิกได้แก่ นายหลักชัย สุทธิชูจิต จากบริษัท ประกันภัยศรีเมือง จำกัด และนายทะเบียนได้แก่ นายปิยัพะฒน์ วนอุกกฤษฎ์ จาก บริษัท แอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด

ด้านนายจีรพันธ์เปิดใจกับ “สยามธุรกิจ”ภายหลังได้รับเลือกว่า นโยบายที่ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการเป็นลำดับแรกๆจะเป็นการสานต่อเรื่องเก่าที่ยังคั่งค้างอยู่เริ่มจากการจัดทำกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management : ERM) ที่จะใช้ควบคู่กับกฎการดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Risk based Capital : RBC) แต่ ERM จะใหญ่กว่า RBC เพราะ ERM เป็นการจัดทำแผนความเสี่ยงทั้งหมดขององค์กรให้มีมาตรฐานสากล ขณะที่ RBC เน้นเฉพาะความเสี่ยงด้านฐานะการเงินเท่านั้น โดยการบริหารความเสี่ยงองค์กร อาทิ หากมีอุบัติภัยใหญ่เกิดขึ้นในประเทศไทยบริษัทประกันภัยจะรับมืออย่างไร บุคลากรจะปรับตัวอย่างไร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง RBC ที่จะต้องดำเนินการจัดทำโมเดลที่ยังค้างอยู่ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะเริ่มใช้ในปี 2553 หรือ 2554 นี้, การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินใหม่ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับ RBC, ประเด็นภาษีต่างๆ ที่ยื่นขอกับกรมสรรพากรไว้เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจ รวมถึงเรื่องใหม่ อาทิ การพัฒนาประกันภัยพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่ต้องทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), กติกาจ่ายเบี้ยประกันภัยก่อนคุ้มครอง (Cash Before Cover : CBC) ต้องดำเนินการให้ใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบโดยเฉพาะการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจ

สำหรับปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขยายตัวของธุรกิจ นายจีรพันธ์กล่าวว่าเป็นเรื่องปกติที่เศรษฐกิจจะมีขึ้นๆ ลงๆ ตามเศรษฐกิจโลก ตนไม่หนักใจเพราะเชื่อว่าบริษัทสมาชิกจะสามารถปรับตัวและฟันฝ่าไปได้ โดยสิ่งที่สมาคมฯทำอยู่ในขณะนี้คือเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลให้กับสมาชิกเพื่อให้รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างและจะป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างไร รวมถึงให้สมาชิกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันมากขึ้น

อาทิ การปรับปรุงวิธีการรับประกันภัย (อันเดอร์ไรท์) กฎระเบียบใหม่ๆ ที่คปภ.นำออก มาบังคับใช้จะมีผลกระทบอย่างไรบ้างต่อบริษัทและต้องปรับตัวอย่างไร เป็นต้น ขณะที่ประเด็นการส่งเสริมฐานะการเงินบริษัทประกันภัยให้แข็งแกร่งโดยเฉพาะการควบรวมกิจการกันต้องหารือกับทางคปภ.จะมีมาตรการจูงใจให้ควบรวมกันอย่างไรบ้างเพราะที่ผ่านมายังไม่มีมาตรการจูงใจ

“ถามว่าเรื่องไหนที่หนักใจที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการสร้างการตระหนักหรือการรับรู้ถึงสถานการณ์ต่างๆ ในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง และให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันมากขึ้นเพราะที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเท่าที่ควร ในจุดนี้คงจะต้องทำผ่าน CEO Lunch Talk ซึ่งจะต้องจัดให้บ่อยขึ้น โดยในวันที่ 24 เมษายนนี้บอร์ดชุดใหม่จะประชุมกันเพื่อร่างนโยบายดำเนินงานของสมาคมฯ ในช่วง 2 ปีนี้”

นายจีรพันธ์วัย 49 ย่าง 50 ปีถือเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ได้รับการวางตัวเป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้วโดย ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบิ๊กในสมาคมฯ โดยเฉพาะบริษัทประกันภัยไม่ใช่รถยนต์ (นอน มอเตอร์)

www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 987 ประจำวันที่ 8-10 เมษายน 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 พฤหัสบดี, 16/4/2552
 เวลา :
17:26
 IP:
125.26.225.24

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       คปภ.ยันไม่ปรับค่าเบี้ย ประกันรถภาคสมัครใจ

นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านสายด่วนประกันภัย 1186 มีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างโดยได้โทรศัพท์ไปยังเจ้าของรถยนต์ที่ได้ทำประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัยต่างๆ ว่าในเร็วๆ นี้ ทาง คปภ.จะมีการอนุมัติให้บริษัทประกันภัยปรับอัตราเบี้ยประกันภัย โดยเฉพาะเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทุกประเภท และมีการเร่งรัดให้ผู้เอาประกันภัยรีบทำประกันภัยล่วงหน้า รวมถึงเร่งให้ชำระค่าเบี้ยภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อใช้อัตราเบี้ยประกันภัยเดิมนั้น ซึ่ง คปภ.ขอชี้แจงว่า ขณะนี้สำนักงาน คปภ.ยังไม่มีนโยบายปรับปรุงพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์เพราะไม่ต้องการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม คปภ. ขอแนะนำผู้เอาประกันภัยควรมีการตรวจสอบความถูกต้องของเบี้ยประกันภัยว่าอยู่ในพิกัดอัตราที่สำนักงาน คปภ. กำหนดหรือไม่นั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. (www.oic.or.th) หัวข้อ e-service ทั้งนี้ ภายในเว็บไซต์ยังมีข่าวสารความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้สนใจมากมาย รวมทั้งผู้เอาประกันภัยยังสามารถตรวจสอบใบอนุญาตของผู้ขายประกันภัยว่าเป็นตัวแทน-นายหน้าประกันภัยที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ด้วย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนประกันภัย 1186 ได้

www.banmuang.co.th

ที่มาของข่าว :: นสพ. บ้านเมือง ฉบับประจำวันที่ 16 เมษายน 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 ศุกร์, 17/4/2552
 เวลา :
13:23
 IP:
125.26.225.65

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       สงกรานต์คึกคัก...ประกันแข่งลดสินไหม

ผุดสลอนโครงการลดอุบัติเหตุ - รณรงค์ทำประกัน

ประกันภัยแห่เปิดโครงการรณรงค์ลดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด ของปีกันอย่างคึกคัก เริ่มด้วยแอ็กชั่นของหน่วยงานกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กิจกรรมหลักในปีนี้ยังคงเป็นโครงการรณรงค์ประกันภัยพ.ร.บ.ป้องกันภัยก่อน 10 วันอันตรายระหว่างวันที่ 1-10 เมษายน 2552

นอกจากจะให้สำนักงาน คปภ. จังหวัดทุกแห่งเตรียมความพร้อมในการให้บริการประชาชนรับมือกับปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของรถตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัย พ.ร.บ. หมดอายุหรือยังก่อนเดินทาง รณรงค์ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกกันน็อก แล้วรวมถึงเตรียมเจ้าหน้าที่ประจำสายด่วนประกันภัย 1186 เพื่อบริการให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่ประชาชนในเรื่อง การประกันภัยตลอดวันหยุดยาวนี้แล้ว

ปีนี้ยังพิเศษกว่าทุกปีตรงที่จะ เพิ่มการรณรงค์ประชาสัมพันธ์กระตุ้นการทำประกันภัยพ.ร.บ.เป็นพิเศษใน 5 จังหวัดที่มีสถิติการรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจาก รถสูงสุดใน 2 กรณีคืออุบัติเหตุเกิดจากรถไม่ทำประกันภัยพ.ร.บ.และชนแล้วหนี โดยจังหวัดที่มีผู้ประสบภัยขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนฯ จาก 2 กรณีนี้มากที่สุดคือสกลนครในปี 2551 มีจำนวน 545 ราย รองลงมาคือ ชลบุรีจำนวน 422 ราย ระยอง จำนวน 159 ราย นครราชสีมาจำนวน 100 รายและสมุทรปราการ 86 ราย

เพราะหากรถที่เกิดอุบัติเหตุทำประกันภัยพ.ร.บ.จะทำให้ผู้ประสบภัย ได้รับเงินชดเชยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีบาดเจ็บจ่ายตามจริงไม่เกิน 15,000 บาท เสียชีวิต 35,000 บาท และกรณีบาดเจ็บต่อมาเสียชีวิตจ่ายรวมกันตามจริงไม่เกิน 50,000 บาท จะเพิ่มเป็น 50,000 บาทสำหรับกรณีบาดเจ็บและ 100,000 บาทกรณีเสียชีวิต

ส่วนความเคลื่อนไหวของบริษัทประกันภัยจากการตรวจสอบของ “สยามธุรกิจ” พบว่ามีหลายแห่งที่จัดทำโครงการ รณรงค์และกิจกรรมลดอุบัติเหตุขึ้นในช่วงนี้เช่นกัน เริ่มจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด ได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์รณรงค์ลดอุบัติเหตุเพื่อเตือนภัยให้ผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงการขับขี่รถอย่างปลอดภัยประกอบด้วย 1. โครงการ “ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน” โดยร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ให้บริการประชาชนในการตรวจสภาพรถยนต์ก่อนการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้บริการตรวจฟรี 20 รายการ ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.-10 เม.ย. 52 ณ ศูนย์ซ่อมมาตรฐานของวิริยะประกันภัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เข้าร่วมโครงการ

2.สนับสนุนกองบังคับการตำรวจทางหลวงลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลโดยมีโครงการทั้งสิ้น 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ “แสงสว่างแห่งความปลอดภัย น้ำใจตำรวจทางหลวงและวิริยะประกันภัย, โครงการ “พื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone), โครงการ “จุดแวะพัก ของนักเดินทาง” โดยเข้าร่วมพิธีปล่อยแถวรณรงค์การอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและรักษาความปลอดภัยในเทศกาลสงกรานต์ ในวันที่ 8 เม.ย. 52 เวลา ณ สโมสรตำรวจ

3.ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ รณรงค์ “สงกรานต์นี้ ปลอดเหล้า ปลอดภัย” ให้กับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์ 4. ร่วมกับกองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่รณรงค์ รดน้ำดำหัว สบายใจ ปลอดอุบัติภัยทั่วประเทศ ณ สถานีรถไฟฟ้าสยาม สยามพารากอน และทางด่วนดินแดง วันที่ 7 เม.ย. 52 5. ร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจรรณรงค์ประชาสัมพันธ์ลดอุบัติเหตุ ณ ทางด่วนยมราช วันที่ 9 เม.ย. 52 และ 6.ศูนย์/สาขา ตั้งจุดบริการประชาชนในช่วงเทศกาลทั้งบริการน้ำดื่ม/ผ้าเย็นให้กับประชาชนบริเวณจุดพักรถ

ส่วน “เจ้ากิจกรรม” อย่าง บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด โดยนายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัด การ เปิดเผยว่า บริษัทกลางฯ ได้ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก จัดกิจกรรม “ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน” โดยจัดให้มีการให้บริการเปลี่ยนหลอดไฟรถจักรยานยนต์ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้ จ่าย ทั้งไฟท้าย ไฟหน้าและไฟเลี้ยว โดยจุดให้บริการจะมีสติกเกอร์พร้อมป้ายสัญลักษณ์ที่ร้านจำหน่ายจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมโครงการ มากกว่า 280 จุดในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2552 นี้

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมร่วมกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน จัดทำ “โครงการป้ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุ เหยื่อผู้ประสบภัยจากรถ” ขึ้น เพื่อทำให้ผู้ขับขี่รถเกิดความกลัวจะเป็นเหมือนเหยื่อ มีความตระหนักและมีความระมัดระวังในการขับขี่ให้ปลอดภัยระหว่างการเดินทางเพื่อเป็นการป้องกันหรือลดอุบัติเหตุทางถนนได้อีกทางหนึ่ง โดยบริษัทได้จัดทำป้ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุ เหยื่อผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยจากรถที่ถูกผู้ที่เมาแล้วขับขี่มาทำ ให้พวกเขาเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อกลายเป็นผู้พิการโดยป้ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุ ดำเนินการติดตั้งป้ายบนถนนทางหลักที่เป็นเส้นทางมุ่งสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

บริษัท ลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด โดยนายพงศ์ธร ศิริพรประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการกล่าวว่า บริษัจะจัดกิจกรรม Liberty Day รณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ร่วมกับคณะวิศวกรรม เครื่องกล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเตรียมความพร้อมของรถยนต์ในการเดินทางให้กับลูกค้าลิเบอร์ตี้ และบุคคลทั่วไป โดยจะตั้งจุดบริการตรวจสภาพรถยนต์ 20 รายการ อาทิ ตรวจสอบระบบน้ำมันเครื่องระบบแอร์ และ

ตรวจสอบระบบ LPG หรือNGV และมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านเครื่องยนต์ตลอดวันที่ 8-10 เม.ย 52 นี้ ณ สำนักงานใหญ่ ถ.พัฒนาการ คาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ถือเป็น การทำกิจกรรมเพื่อคืนกำไรกลับสู่สังคมและกลุ่มลูกค้าของลิเบอร์ตี้ รวมถึงตอกย้ำนโยบายของบริษัท ที่เน้นให้ความสำคัญเรื่องการบริการ

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เตรียม จุดบริการพิเศษให้คำปรึกษา และ บริการด้านเคลมอุบัติเหตุรถยนต์ พร้อมบริการน้ำดื่มเย็นๆ ให้แก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปตามจุดพักและจุดบริการทางหลวงเส้นต่างๆ ทั่วประเทศ และที่พักมอเตอร์เวย์ อาทิ จุดบริการทางหลวงทับกวาง พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท นครสวรรค์ อ.ปากช่อง เขาย้อย หัวหิน และมอ เตอร์เวย์ นอกจากนี้ ยังให้บริการ ณ สาขาของบริษัทที่มีอยู่ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2552

บริษัท เอ.พี.เอฟ. อินเตอร์เนชั่น-แนลอินชัวร์รันส์ จำกัด โดยนายวรศักดิ์ เกรียงโกมล กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงถือเป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุในปริมาณมาก แม้จะมีการรณรงค์เมาไม่ขับของทางภาครัฐ ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง โดยบริษัทมีอู่พร้อมให้บริการกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีมากกว่า 100 อู่ มีร้านกระจกทั่วประเทศกว่า 100 ร้าน บริการรถยกลากทั่วประเทศ กว่า 150 ร้าน มีบริษัทสำรวจภัยพร้อมจุดบริการทั่วประเทศและมีสายด่วนให้บริการ 24 ชั่วโมงเชื่อว่าจะทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดี

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่องค์กรเป็น ส่วนหนึ่งของสังคม ทาง APF ประกันภัยจึงได้ร่วมกับกองบังคับการตำรวจทางหลวง จัดโครงการ “ซับเหงื่อตำรวจทางหลวง” โดยการจัดหมอนวดแผนโบราณจากศูนย์ฝึกอาชีพคนตาบอด มาให้บริการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ระหว่างวันที่ 10-11 เมษายน 52 เนื่องจากเป็นช่วงที่ประชาชนพากันออกเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังแจกถุงการบูรหอม ซึ่งมีสรรพคุณแก้เครียดให้กับผู้เดินทาง ภายใต้ชื่อโครงการ “ชื่นใจ ตำรวจทางหลวง” พร้อมกับทำโปรโมชั่นแจกกรมธรรม์ประกันภัยท่องเที่ยวให้ผู้ที่เดินทางต่างจังหวัด ให้อุ่นใจกับการเดินทางตลอดเส้นทางอีกด้วย

www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 988 ประจำวันที่ 11-17 เมษายน 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 จันทร์, 20/4/2552
 เวลา :
16:12
 IP:
125.24.48.175

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       ไทยวิวัฒน์ยันดูแลลูกค้าทุกราย

ประกันไทยวิวัฒน์ยันลูกค้าได้รับความคุ้มครอง หลังเจอเสื้อแดงปิดถนน ออกกรมธรรม์ไม่ได้

นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ เปิดเผยว่า บริษัทยืนยันว่าลูกค้าที่ซื้อประกันผ่าทุกช่องทางขายของบริษัทในช่วงที่เกิดเหตุการณ์จลาจลยังคงได้รับความคุ้มครองเหมือนเดิม เพียงแต่ให้เก็บใบเสร็จรับเงินไว้เป็นหลักฐาน โดยหลักจากที่เปิดทำงานอย่างเป็นทางการจะเร่งจัดทำกรมธรรม์เพื่อส่งถึงมือลูกค้าให้ได้โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงเวลาที่เกิดจลาจลวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ผ่านมา พนักงานของบริษัทไม่สามารถ เดินทางเข้าสำนักงานใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงได้ เพราะ ผู้ชุมนุมได้มีการปิดถนนโดยรอบ

“เรายังประเมินไม่ได้ว่ามีความเสียหายเท่าไหร่ แต่ในช่วง 2 วันดังกล่าวไม่สามารถออกกรมธรรม์ให้ลูกค้าได้เลย เพราะเราจะออกกรมธรรม์ที่สำนักงานใหญ่เท่านั้น แต่ลูกค้าที่มีการซื้อประกันกับบริษัทในวันดังกล่าวผ่านทางสาขา หากมีใบเสร็จรับเงินจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ทุกประการ” นายจีรพันธ์ กล่าว

นายจีรพันธ์ กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 20 เม.ย.นี้ จะต้องเพิ่มเวลาการทำงานเป็นสองเท่า เพื่อออกกรมธรรม์ย้อนหลังจากปกติทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เพิ่มเป็น 16 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การต้องหยุดทำงานกะทันหัน 2 วัน ไม่ส่งผลกระทบ ต่อแผนธุรกิจมากนัก โดยเร็วๆ นี้บริษัทจะร่วมกับธนาคารยูโอบีเพื่อออกกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าธนาคาร โดยเป็นสินค้าเกี่ยวกับการเงิน แตกต่างจากที่ผ่านมาที่เน้นการประกันสุขภาพและชดเชยรายได้

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต บริษัทมีแผนที่จะหาสำนักงานสำรองขึ้น โดยอยู่ระหว่างเจรจาเช่าพื้นที่กับบริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย และต้องตัดสินใจเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ จึงต้องป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า

สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา มีเบี้ยประกันภัยรับ 1,575 ล้านบาท มีกำไรจากการรับประกัน ภัย 361 ล้านบาท แต่ขาดทุนจาก การลงทุน 87 ล้านบาท ทำให้มีผล ขาดทุน 33 ล้านบาท

www.posttoday.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 พุธ, 22/4/2552
 เวลา :
12:19
 IP:
125.24.94.190

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       โฉมใหม่ใบอนุญาตตัวแทน - นายหน้า

แยก 4 สี ตามประเภทธุรกิจสะดวก - พกง่าย

คปภ. พัฒนารูปแบบใบอนุญาตตัวแทน - นายหน้าใหม่ให้มีขนาดมาตรฐาน พกง่าย แยกเป็น 4 สีตามประเภทธุรกิจ สีเขียว สัญลักษณ์ตัวแทนประกันชีวิต สีเหลืองเป็นวินาศภัย ส่วนสีม่วงเป็นนายหน้าประกันชีวิต และน้ำเงิน นายหน้าวินาศภัย

นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่จะกระทำการเป็นตัวแทนหรือนายหน้าต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนและต้องแสดงใบอนุญาตทุกครั้งที่มีการชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยหรือ รับเบี้ยประกันภัยในนามบริษัทนั้น ทางสำนักงาน คปภ. ได้พัฒนารูปแบบใบอนุญาตเป็นตัวแทน/นายหน้าประกันชีวิต ประกันวินาศภัยใหม่ให้มีขนาดมาตรฐาน สะดวกต่อการพกพา คงทนถาวร ซึ่งจะทำให้ผู้ถือใบอนุญาตมีความภาคภูมิใจ และพร้อมที่จะแสดงตนต่อผู้ที่ติดต่อหรือทำธุรกิจด้วย

รวมทั้งยังทำให้สังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้เป็นเจ้าของใบอนุญาตนั้นๆ อันจะส่งผลต่อการยกระดับมาตรฐานจรรยาบรรณให้สูงขึ้นอีกด้วย โดยรูปแบบใบอนุญาตใหม่จะมีแถบสีอยู่ที่ด้านบนเพื่อแสดงว่าเป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัยประเภทไหน เช่น แถบสีเขียว คือ ใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิต แถบสีเหลือง คือ ใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันวินาศภัย แถบสีม่วง คือ ใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิต แถบสีน้ำเงิน คือ ใบอนุญาต เป็นนายหน้าประกันวินาศภัย

นางจันทรา กล่าวว่า เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้องจากการซื้อประกันภัยจากตัวแทน/นายหน้าประกันภัยที่มีคุณภาพ ประชาชนควรจะตรวจสอบว่าเป็นตัวแทน/นายหน้าประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ขณะที่ตัวแทน/นายหน้าประกันภัยเองสามารถตรวจสอบสถานะใบอนุญาตที่จะต้องต่ออายุใบอนุญาตครั้งต่อไปเป็นครั้งที่เท่าไหร่เพื่อที่จะเตรียมตัวเข้ารับการอบรมให้สอดคล้องกับประกาศสำนักงาน คปภ. ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2551 โดยสามารถตรวจสอบสถานะตัวแทน/นายหน้าประกันภัยได้จากเว็บไซต์ของสำนัก งาน คปภ. www.oic.or.th หรือที่สายด่วนประกันภัย 1186

อนึ่ง กฎหมายประกันภัยฉบับใหม่กำหนดเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ต้องการเป็นตัวแทนประกันภัยนอกจากต้องยื่นขอรับใบอนุญาตเป็นตัวแทนแล้วยังต้องผ่านหลักสูตรการอบรมจากสำนักงานคปภ.หรือหน่วยงานที่ คปภ. เห็นชอบก่อน จึงจะขอรับหรือต่อใบอนุญาตได้เป็นการยกระดับวิชาชีพตัวแทนนายหน้าให้เป็นมืออาชีพ โดยหลักสูตรการอบรมที่สำนักงาน คปภ. ประกาศกำหนดเน้นหลักใหญ่ 3 ข้อ คือ 1.ความรู้เรื่องการประชีวิต ประกันวินาศภัย 2.ความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมาย แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง และ 3.จรรยาบรรณสำหรับอาชีพ ตัวแทน นายหน้าประกันภัย ซึ่งจะเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ตัวแทน นายหน้าควรรู้

สำหรับหลักสูตรการอบรมขอรับ/ต่ออายุใบอนุญาตเป็นตัวแทน นายหน้าประกันวินาศภัย มี 5 หลักสูตรประกอบด้วย 1.ขอรับใบอนุญาต 6 ชั่วโมง 2.ขอต่ออายุใบอนุญาตครั้งที่ 1 (ต่ออายุ 1 ปี) 6 ชั่วโมง 3.ขอต่ออายุใบอนุญาตครั้งที่ 2 (ต่ออายุ 1 ปี) 6 ชั่วโมง 4.ขอต่ออายุใบอนุญาตครั้งที่ 3 (ต่ออายุ 5 ปีครั้งแรก) 11 ชั่วโมง และ 5.ขอต่ออายุใบอนุญาตครั้งที่ 4 เป็นต้นไป 30 ชั่วโมง

ส่วนหลักสูตรการอบรมขอต่ออายุใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิตมี 4 หลักสูตร ประกอบด้วย 1 ขอต่ออายุใบอนุญาต ครั้งที่ 1 (ต่ออายุ 1 ปี) 10 ชั่วโมง 2. ขอต่ออายุใบอนุญาตครั้งที่ 2 (ต่ออายุ 1 ปี) 10 ชั่วโมง 3.ขอต่ออายุใบอนุญาตครั้งที่ 3. (ต่ออายุ 5 ปีครั้งแรก) 10 ชั่วโมง 4.ขอต่ออายุใบอนุญาตครั้งที่ 4 เป็นต้นไป 50 ชั่วโมง

สำหรับสถาบันที่จัดหลักสูตรอบรม นอกจากสำนักงานคปภ. แล้วในส่วนประกันชีวิตมี 16 แห่ง ได้แก่ บ. อเมริกัน อินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จก. (เอไอเอ), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเปิดอบรมทั้งตัวแทน และนายหน้าประกันชีวิต, สถาบันประกันภัยไทย เปิดอบรมทั้งตัวแทน และนายหน้าประกันชีวิต, บ. กรุงไทย แอกซ่า ประกันชีวิต จก., บ. แอ๊ดวานซ์ ไลฟ์ แอสชัวรันส์ จก., บมจ.อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.ประกันชีวิตจำกัด (เอเอซีพี), บ.เอซ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จก., บมจ.แมนูไลฟ์ประกันชีวิต (ประเทศไทย), สมาคมประกันชีวิตไทย,

บมจ.ไทยพาณิชย์ นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต ซึ่งเปิดอบรมทั้งตัวแทน และนายหน้าประกันชีวิต, บ. เมืองไทยประกันชีวิต จก. เปิดอบรมทั้งตัวแทน และนายหน้าประกันชีวิต, บ.ไอเอ็นจีประกันชีวิต จก., บ. ไทยประกันชีวิต จก., บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต ซึ่งเปิดอบรมทั้งตัวแทน และนายหน้าประกันชีวิต, บมจ. พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) และสมาคมนายหน้าประกันภัยไทยที่เปิดอบรมสำหรับนายหน้าประกันชีวิต

ส่วนประกันวินาศภัยมี 9 แห่ง ได้แก่ 1.บจ.มิตรแท้ประกันภัย 2.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3.สถาบันประกันภัยไทย 4.บจ.ทีอาร์ เทรนนิ่ง แอนค์คอนซัลติ้ง 5.บจ.วิริยะประกันภัย 6.บจ.เอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ 7.บจ.อาคเนย์ประกันภัย 8.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 9.สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย

ปี 2551 ธุรกิจประกันภัยมีคนกลางประกันภัยทั้งสิ้น 409,598 คนเพิ่มขึ้น 4.41% เทียบกับปี 2550 ที่มีจำนวน 392,287 คน แบ่งเป็นตัวแทนประกันชีวิต 339,750 คน เพิ่มขึ้น 4.58% เทียบกับปี 2550 ที่มีจำนวน 324,858 คน หรือคิดเป็น สัดส่วน 82.9% ของคนกลางทั้งหมดส่วนตัวแทนประกันวินาศภัยมีจำนวนทั้งสิ้น 26,882 คนเพิ่มขึ้น 1.08% เทียบกับปี 2550 ที่มีจำนวน 26,594 คน คิดเป็นสัดส่วน 6.56% ของคนกลางทั้งหมด

www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 989 ประจำวันที่ 18-21 เมษายน 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 พฤหัสบดี, 23/4/2552
 เวลา :
20:15
 IP:
125.24.55.143

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       ไทยวิวัฒน์ฯ เช่าออฟฟิศสำรอง ‘ไอบีเอ็ม’

> รับมือเหตุฉุกเฉินปิดบริษัทเพราะประท้วง

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ฯ ไทยวิวัฒน์ฯ ตื่นรับมือเหตุฉุกเฉินปิดบริษัทผลพวงประท้วง จับเข่าคุยไอบีเอ็มเช่าออฟฟิศสำรองให้ธุรกิจรันต่อเนื่องแม้ต้องจ่ายค่าเช่า 6.5 หมื่น/เดือน เข็ดประท้วงครั้งล่าสุดเจอแจ็กพอต! ปิดบริษัท 2 วันครั้งแรกในรอบเกือบ 60 ปี ธุรกิจชะงักเกือบหมดออกกรมธรรม์ไม่ได้บริการสินไหมได้อย่างเดียว

นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการ ผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตนและทีมผู้บริหารได้มีการพูดคุยกันถึงแผนรับมือกรณีบริษัทต้องปิดทำการ เนื่องจากเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ อาทิ การประท้วง เป็นต้น เพื่อหาแนวทางที่จะให้บริษัทดำเนินธุรกิจต่อไปได้เหมือนปกติ (Business Continue Plan) เพราะจากเหตุการณ์ประท้วงครั้งล่าสุด ซึ่งทางกลุ่มผู้ประท้วงปิดการจราจรบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทำให้บริษัทต้องหยุดทำการไปถึง 2 วัน คือวันที่ 9-10 เมษายนที่ผ่านมาเนื่องจากมีที่ตั้งอยู่ระหว่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกับสามเหลี่ยมดินแดงกระทบกับธุรกิจมากเพราะให้บริการลูกค้าได้เฉพาะสินไหมทดแทนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ขณะที่บริการอื่นๆ อาทิ ออกกรมธรรม์ไม่สามารถทำได้

สำหรับมาตรการรับมือหากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกได้หารือกับบริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัดเพื่อเช่าสถานที่ที่จะใช้เป็นออฟฟิศสำรอง โดยทางไอบีเอ็มจะมีระบบงาน ระบบคอมพิวเตอร์เตรียมไว้ให้ทุกอย่างสามารถทำ งานได้ทันทีเพราะฐานข้อมูล (ดาต้าเบส) ทั้งหมดบริษัทจัดเก็บไว้ที่ธนาคารอยู่แล้ว โดยไอบีเอ็มคิดค่าเช่าออฟฟิศสำรอง 65,000 บาทต่อเดือน

“ที่ผ่านมาเราไม่เคยทำแผนว่า ถ้าต้องปิดบริษัทตัวเองเนื่องจากการประท้วงจะทำอย่างไร เช่น มีออฟฟิศสำรองเผื่อไว้กรณีฉุกเฉินแบบนี้ ซึ่งก่อนที่จะเกิดการประท้วงและปิดการจราจรเรา มีการพูดคุยกันอยู่เหมือนกันว่าถ้าเกิดกรณี ฉุกเฉินแบบนี้จะรับมืออย่างไร จนกระทั่งมีเรื่องเกิดขึ้นและกระทบมาถึงเราต้องปิดบริษัทไป 2 วันถือเป็นการปิดบริษัทจากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงครั้งแรกในรอบเกือบ 60 ปีที่เปิดดำเนินธุรกิจมา”

นายจีรพันธ์กล่าวว่า ไม่สามารถประเมินค่าเสียหายจากการที่ต้องปิดบริษัทไป 2 วันได้ แต่ถือว่าโชคดีตรงที่รัฐบาลประกาศให้วันนั้นเป็นวันหยุด จึงไม่เสียหายมากเท่ากับวันทำงานปกติ ขณะที่ การออกกรมธรรม์แม้บริษัทจะสามารถออกย้อนหลังให้กับลูกค้าได้ แต่ทำให้พนักงานต้องทำงานเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี นายจีรพันธ์กล่าวว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ตื่นตัวและตระหนักถึงความเสี่ยงหากต้องปิดกิจการชั่วคราวเนื่องจากการประท้วงมากขึ้น ดังนั้นจะมีการซื้อประกันภัยคุ้มครองความเสี่ยงนี้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันภัยประเภทนี้รวมอยู่ในภัยจลาจลโดยลูกค้าสามารถขอซื้อความคุ้ม ครองในส่วนนี้เพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัยได้ แต่หากในอนาคตมีความต้องการภัยประเภทนี้มากขึ้นอาจจะถูกแยกออกมาจากภัยจราจลขายเป็นกรมธรรม์ต่างหากก็ได้

ปี 2551 ที่ผ่านมา ไทยวิวัฒน์มีเบี้ยรับทั้งสิ้น 1,575.7 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 12.32% เทียบกับปี 2550 ที่ทำได้ 1,402.9 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยประกันรถยนต์ 1,242.5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 78% ของเบี้ยทั้งหมด อีก 22% ที่เหลือเป็นเบี้ยประกันไม่ใช่รถยนต์ (นอน มอเตอร์)

โดยมีผลขาดทุน 33.36 ล้านบาท เทียบกับปี 2550 ที่มีกำไร 31.38 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากการลงทุนลดลงถึง 189.43 ล้านบาท คิดเป็น 184.59% เนื่องจากวิกฤติการเงินของโลกในปัจจุบัน และมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 36.41 ล้านบาท คิดเป็น 13.61% แม้จะมีรายได้จากการรับประกันภัยเพิ่มขึ้น 183.48 ล้านบาท คิดเป็น 16% แต่มีค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยเพิ่มขึ้น 39.08 ล้านบาท คิดเป็น 4.20%

www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 990 ประจำวันที่ 22-24 เมษายน 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 จันทร์, 27/4/2552
 เวลา :
17:07
 IP:
125.24.76.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       มิตรแท้ปรับกลยุทธ์ พัฒนาระบบจัดการรับมือความเสี่ยงในอนาคต

นายสุขเทพ จันทร์ศรีชวาลา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตรแท้ประกันภัย จำกัดกล่าวถึงแผนพัฒนาธุรกิจ 2552 ว่าบริษัทเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงดำเนินการตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)ทั้งเตรียมความพร้อมเรื่องการจัดการความเสี่ยงภัย (Enterprise risk management-ERM) ของทุกหน่วยงานในองค์กร โดยจัดหลักสูตรการอบรมสัมมนาอย่างต่อเนื่องให้กับผู้บริหารทุกหน่วยตั้งแต่ระดับต้นถึงระดับสูง

ปัจจุบันบริษัทยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงอัตราส่วนสภาพคล่องสูงถึง 226.15% สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ 100% และยังดำรงเงินกองทุนไว้ที่ 251.54% สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ 150% มีทุนจดทะเบียนชำระเต็ม 1,418,425,000 ล้านบาท

นอกจากนี้บริษัทได้ลงทุนระบบเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพสามารถ สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าอาทินำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (Personal Digital Assistant-PDA) มาใช้กับระบบการขายของตัวแทนบริการลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น การจัดระบบอู่ Online เชื่อมการติดต่อประสานงานกับบริษัท และอนาคตบริษัทมีนโยบายการนำเทคโนโลยีระบบบอกตำแหน่งบนพื้นโลก (Global Positioning System-GPS) เข้ามาพัฒนางานบริการทำให้ติดตามตรวจสอบและรายงานผลได้ทันสถานการณ์

จากกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัทโดยจะ เน้นทำกำไรจากการรับประกันภัยทดแทนปีที่ผ่านมาที่ขาดทุนจากการลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท ขณะที่ผลการประกอบการไตรมาสแรกบริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 517 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.03 % ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่อันดับที่ 19 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมสิ้นปี 2552 ไว้ที่ 2,009 ล้านบาท เติบโต 14.7%

www.naewna.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. แนวหน้า ฉบับประจำวันที่ 27 เมษายน 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 อังคาร, 28/4/2552
 เวลา :
14:42
 IP:
125.24.26.103

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       มิตรแท้ฯ ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับ 2,000 ล. เสริมไฮเทค 'PDS- GPS' ยกระดับบริการ

มิตรแท้ประกันภัยหันลงทุนเทคโนโลยียกระดับบริการและระบบจัดการความเสี่ยงภัย หวังปีนี้เห็นตัวเลขกำไรจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 16.5 ล้านบาท 'สุขเทพ' เผยรายได้ไตรมาสแรกเบี้ยรับยังโต 16.3% ตั้งเป้าทั้งปีเบี้ยรับรวมเพิ่ม 14.7% หรือคิดเป็นมูลค่าเบี้ย 2,009 ล้านบาท

นายสุขเทพ จันทร์ศรีชวาลา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตรแท้ประกันภัย จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโต 14.7 % เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือคิดเป็นมูลค่าเบี้ย 2,009 ล้านบาท จากเบี้ยประกันภัยรับรวมปีก่อนอยู่ที่ 1,751 ล้านบาท โดยเบี้ยประกันภัยปีนี้จะมาจากประกันภัยมอเตอร์เติบโต 14.9% คิดเป็นมูลค่า 1,927 ล้านบาท และ ประกันภัยนอนมอเตอร์ เติบโต 10% คิดเป็นมูลค่า 82 ล้านบาท

โดยที่ผลการประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 517 ล้านบาท คิดเป็นเบี้ยประกันมอเตอร์ 496 ล้านบาท แยกเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ 311 ล้านบาท และ เบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) 185 ล้านบาท และเบี้ยประกันนอนมอเตอร์ 21 ล้านบาท(แยกเป็นเบี้ยประกันอัคคีภัย 7.3 ล้านบาท ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 0.2 ล้านบาท และประกันภัยเบ็ดเตล็ด 13.2 ล้านบาท) ซึ่งเมื่อเทียบเบี้ยรับรวมไตรมาสแรกกับช่วงเดียวกันปีก่อนยังเติบโตเพิ่มขึ้น 16.03%

นายสุขเทพ กล่าวถึง แผนพัฒนาธุรกิจ เร่งเตรียมความพร้อมเพื่อบริหารความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงในอนาคต ซึ่งได้ดำเนินการตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบ ธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการเตรียมความพร้อมเรื่องการจัดการความเสี่ยงภัย (Enterprise risk management - ERM) ของทุกหน่วยงานทั้งองค์กร โดยมีการจัดหลักสูตรการอบรมสัมมนาอย่างต่อเนื่องให้กับผู้บริหารทุกหน่วยงาน ตั้งแต่ระดับต้นถึงระดับสูง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษาและวางแผนการจัดการทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2551 ที่ผ่านมา

ปัจจุบันบริษัทยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง อัตราส่วนสภาพคล่องสูงถึง 226.15% ซึ่งสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ 100% และยังดำรงเงินกองทุนไว้สูงถึง 251.54% สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ 150% และมีจดทะเบียนชำระเต็ม 1,418 ล้านบาท พร้อมกับมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของสำนักงานตัวแทนที่มากถึง 827 แห่ง กับจำนวนตัวแทนคุณภาพอีก 33,437 คนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยรูปแบบใหม่ อาทิ กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่ลูกค้าสามารถเลือกความคุ้มครองได้เอง และยังมีการขยายความคุ้มครองครอบคลุมไปถึงบุคคลที่ 3 อีกด้วย ซึ่งต่างจากประกันอัคคีภัยแบบมาตรฐานที่จะไม่คุ้มครองบุคคลที่ 3 กรมธรรม์ประกันภัยสุนัขที่เพิ่มความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีเกิดอุบัติเหตุและคุ้มครองความเสียหายของบุคคลภายนอกที่เกิดจากการกระทำของสุนัขที่ทำประกันภัยไว้อีกด้วย เป็นต้น

ขณะเดียวกันบริษัทได้ลงทุนระบบเทคโนโลยี เช่น การนำ PDA (Personal Digital Assistant) มาใช้กับระบบการขายของตัวแทน ซึ่งสามารถบริการลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การจัดระบบอู่ Online ที่สามารถเชื่อมการติดต่อประสานงานระหว่างบริษัท กับ อู่ซ่อมคุณภาพที่พร้อมบริการรวม 600 แห่งทั่วประเทศ และในอนาคตบริษัทมีนโยบายการนำเทคโนโลยี GPS เข้ามาพัฒนางานบริการเมื่อเกิดเหตุ ซึ่งสามารถติดตามตรวจสอบและรายงานผลได้อย่างทันสถานการณ์

โดยปีนี้ตั้งเป้าทำกำไรจากการรับประกันภัยจากปีก่อนที่ขาดทุนจากการลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท แต่ที่มีกำไรจากการรับประกันภัย 223 ล้านบาท ของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งหมด หรือ คิดเป็น 12.74% แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการบริหารงานและการสูญเสียรายได้จากการลงทุนทำให้ ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 16.5 ล้านบาท

www.thannews.th.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2421 ประจำวันที่ 26 - 29 เมษายน 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 พฤหัสบดี, 30/4/2552
 เวลา :
11:30
 IP:
125.24.52.171

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       ประกันแปลงเป็นมหาชน

สมาคมประกันฯ เดินหน้าผลักดันบริษัทสมาชิกยกระดับเทียบชั้นบริษัทจดทะเบียน

นายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต ประธานคณะกรรมการกฎหมายและกฎระเบียบ สมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกฎหมายและกฎระเบียบ มีมติร่วมเป็นเอกฉันท์ที่จะจัดทำคู่มือปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

อาทิ การปรับองค์กรเป็นบริษัทมหาชนภายใน 5 ปี ยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจให้มีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลที่ได้มาตรฐานเดียวกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยได้เชิญนายวิเชฐ ตันติวานิช รองกรรมการผู้จัดการตลท. มาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำด้านกฎหมายมหาชน แม้จะไม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้คำแนะนำการควบรวมกิจการ หรือการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ กรณีที่ต้องการเพิ่มทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนี้ ทางสมาคมจะจัดทำคู่มือขึ้นมาเพื่อให้บริษัทสมาชิกมีแนวทางในการปฏิบัติเดียวกัน จะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการไปว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษา ซึ่งอาจจะไม่เข้าใจในธุรกิจประกันภัย

นายพุทธิพงษ์ เปิดเผยว่า ผู้บริหารบริษัทประกันภัยหลายแห่งไม่มีเวลาในการติดตามกฎหมายใหม่ๆ ที่ออกมา เพราะต้องแข่งขันกันทำธุรกิจ ทำให้มีความเข้าใจกฎหมายผิดๆ จึงจำเป็นต้องรณรงค์ให้บริษัทสมาชิกเข้าใจอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการทำงาน และปรับตัวเองให้ทันกับกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เช่น การดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงที่จะเริ่มใช้ในปี 2553 โดยได้เชิญนายพรชัย วิวัฒน์ภัทรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี เข้ามาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการด้วย เพราะเป็นต้นตำรับของการนำกฎหมายด้านการกำกับดูแลจากประเทศอังกฤษมาปรับใช้ในประเทศไทย เพื่อให้ คำปรึกษาแก่บริษัทสมาชิก

สำหรับสาเหตุที่จะต้องทำตามกฎเกณฑ์ใหม่ๆ เพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในสังคมโลก รัฐบาลไทยได้ไปลงนามเปิดเสรีการค้ากับประเทศอื่นๆ และเกณฑ์ใหม่จะทำให้บริษัทประกันภัยมีความทันสมัย มีวินัยในการทำธุรกิจ มีความเข้มแข็งทางการเงิน สร้างความน่าเชื่อถือต่อประชาชน

www.posttoday.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 29 เมษายน 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 ศุกร์, 1/5/2552
 เวลา :
17:19
 IP:
125.24.94.12

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       คปภ. เปิดประชาพิจารณ์ RBC ผ่านเว็บ

คปภ. เปิดประชาพิจารณ์ ระบบ RBC หวังนำความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนไปปรับปรุงกรอบการกำกับ ผู้สนใจดาวน์โหลดข้อมูลประกอบได้ในเว็บไซต์ คปภ. www.doi.or.th พร้อมส่งความคิดเห็นภายใน 1 พ.ค.นี้ ก่อนนำความเห็นไปเสนอคณะทำงานรอบสอง

นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการสำนักงาน คปภ. เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่สำนักงาน คปภ. ได้จัดสัมมนาให้กับภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อให้ได้รับทราบและร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรายงานที่ปรึกษาครั้ง ที่ 1 (Risk Based Capital-First โครงการ Consultation Paper) ภายใต้โครงการ “Thailand: Enhancing Insurance Regulation and Supervision” ซึ่งเป็นโครงการที่สำนักงาน คปภ. ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก (World Bank) ในการจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาระบบการกำกับดูแลเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Capital) สำหรับประเทศไทย ซึ่งสำนักงาน คปภ. มีแผนจะเริ่มใช้กรอบการกำกับเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงในปี 2554

และก่อนที่การกำกับจะมีผลบังคับใช้สำนักงาน คปภ. จะร่วมกับที่ปรึกษาทำการทดสอบ (Market testing) บริษัทประกันภัยบางบริษัทที่ให้สมัครใจเข้าร่วมการทดสอบภายในปีนี้ เพื่อศึกษาและประเมินผลกระทบจากหลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงแนวใหม่ โดยผลจากการทดสอบจะถูกนำมาใช้ประกอบการปรับปรุงกรอบการกำกับ RBC

อย่างไรก็ดี ทางสำนักงาน คปภ. ได้เปิดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปที่สนใจเกี่ยวกับโครงการนี้ สามารถ Download รายงานที่ปรึกษา ครั้งที่ 1 และเอกสารประกอบการสัมมนาทั้งหมด ทางเว็บไซต์ สำนักงาน คปภ. www.oic.or.th และสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ e-mail address ของสำนักงาน คปภ. (rbc@oic.or.th) นับแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 เพื่อรวบรวม และนำเสนอลงในรายงานที่ปรึกษาครั้งที่ 2 ในโอกาสต่อไป

“สำนักงาน คปภ. มีนโยบายที่จะนำแนวทางในการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงมาปรับใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น เมื่อประกาศเกี่ยวกับการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงมีผลบังคับใช้จะมีการกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน เพื่อให้บริษัทประกันภัยมีเวลาในการปรับตัวให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของสำนักงาน คปภ. ได้อย่างราบรื่น”

www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 992 ประจำวันที่ 29 เม.ย. - 1 พ.ค. 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 จันทร์, 4/5/2552
 เวลา :
11:56
 IP:
125.24.77.111

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
       เปิดเสรี ‘เบี้ย-คอมมิสชั่น’

ป้ายสุดท้ายวินาศภัย

บิ๊กวินาศภัยกระทุ้งอีกครั้ง “เปิดเสรีเบี้ย-คอมมิสชั่น” ยันแม้มีราคาคุมอยู่บางบริษัทยังขายต่ำ จ่ายคอมมิสชั่นแพง ยันใช้ RBC ผู้บริหารรู้เองราคาเบี้ย-คอมมิสชั่นเหมาะหรือไม่ ถ้าเบี้ยต่ำแต่จ่ายคอมมิสชั่นสูง กองทุนขาดต้องเพิ่มทุนทันที เชื่อทุกคนต้องระวังบริหารต้นทุน คอมมิสชั่นลดอัตโนมัติ เล็งเริ่มรถยนต์ก่อน นายกส.วินาศภัยยอมรับเปิดเสรีเบี้ยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรับการ ค้าเสรีในอนาคต กูรูชี้หากเปิดเสรีทำให้การลงบัญชีถูกต้องไม่หมกเม็ด แต่อยู่ที่ความพร้อมสามัคคีบริษัทชี้ต้องสร้างวินัยทางการตลาด สเต็ปแรกทุกบริษัทต้องขายเบี้ยไม่ต่ำกว่าราคาขั้นต่ำก่อน

ประเด็น “เปิดเสรีเบี้ยประกันภัยเปิดเสรีค่าคอมมิสชั่น” ที่มีจุดโฟกัสอยู่ที่ประกันภัยรถยนต์ถูกหยิบยกมาพูดถึง

อีกครั้งในวงการประกันวินาศภัยในช่วงที่กรอบเวลาที่ประเทศไทยจะต้องเปิดเสรี ภาคการเงินบริการตามกรอบข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) รวมถึงอาเซียนใกล้เข้ามาทุกขณะหลังจากเคยมีการพูดถึงกันมาหลายครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยนายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายของสมาคมฯ ภายใต้การบริหารของบอร์ดชุดใหม่ในช่วง 2 ปีนี้ คือการเตรียมความพร้อมบริษัทสมาชิกรับการเปิดเสรีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะมีการเปิดเสรีเกี่ยวกับอะไรบ้าง ซึ่งเบี้ยประกันภัยและค่าคอมมิสชั่นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยข้อหนึ่งในนี้เท่านั้น

“ทางคุณสุขเทพเป็นผู้จุดประกายเรื่องการเปิดเสรีเบี้ยขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยแต่เรามองว่าการค้าเสรีเป็นภาพที่ใหญ่มากเกี่ยวกับทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นสินค้า การลงทุน กฎหมาย หรือแม้แต่บัญชี ไม่ใช่แค่เบี้ยประกันภัยหรือคอมมิสชั่นอย่างเดียว ซึ่งต้องมาตีความกันอีกอะไรที่ต้องเปิดเสรี โดยทางคณะกรรมการแต่ละชุดต้องไปศึกษารายละเอียดมาถ้าเปิดเสรีจะทำอย่างไร อย่างประกันทรัพย์สินหากมีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาเราจะทำอย่างไรจะพร้อมหรือไม่จะประกันต่ออย่างไร”

นายจีรพันธ์ กล่าวว่า อัตราเบี้ยประกันภัยที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อนุญาตให้บริษัทประกันภัยขายอยู่ในขณะนี้กึ่งเสรีโดยประกันภาคสมัครใจอย่างประกันรถยนต์กำหนดไว้เป็นอัตราช่วงต่ำ-สูงเปิดโอกาสให้บริษัท เลือกใช้ได้อย่างอิสระ ซึ่งการเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยขึ้นอยู่นโยบายของคปภ.

นายสุขเทพ จันทร์ศรีชวาลา อุปนายกสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้มีการหารือกันอย่างจริงจังในเรื่องของการเปิดเสรี ทั้งส่วนของค่าคอมมิสชั่นและเบี้ยประกันภัย โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาในเรื่องการเปิดเสรีทั้ง 2 ส่วนนี้ โดยเฉพาะเพราะเมื่อคปภ.นำกฎการดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Risk-based Capital: RBC ) มาใช้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยก็ไม่จำเป็นจะต้องมากำหนดเรื่องค่าคอมมิสชั่น เพราะเมื่อถึงตอนนั้นผู้บริหารสามารถจะรู้ได้ว่าบริษัทควรจะกำหนดค่าเบี้ยเท่าไร จ่ายค่าคอมมิสชั่นมากเกินไปหรือไม่เพราะถ้าเบี้ยต่ำเกินไปไม่พอกับค่าใช้จ่ายต้องเพิ่มทุน

“ขึ้นอยู่กับเงินกองทุนสามารถที่จะรับได้มากน้อยแค่ไหน บางบริษัทที่มีฟิกซ์คอสต์ต่ำสามารถที่จะจ่ายคอมมิสชั่นสูงได้ แต่มีบริษัทที่มีฟิกซ์คอสต์สูงก็ยังจ่ายคอมมิสชั่นสูงอยู่ ถ้า RBC มาเมื่อไหร่คุณสามารถที่จะบริหารความเสี่ยงได้ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเปิดเสรีเมื่อไร ผู้บริหารบริษัทประกันภัยจะต้องทำงานกันมากขึ้น เพื่อดูว่าควรจะจ่ายคอมมิสชั่นกันเท่าไร แต่ก็เชื่อว่าทุกบริษัทจะจ่ายน้อยลงแน่ เพราะเดิมมีอัตราคุมอยู่ แต่บางบริษัทยังจ่ายแพงกว่าเพื่อจะทำเบี้ย แต่เมื่อเปิดเสรีและมีการนำ RBC มาใช้ รวมทั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าหรือ Early Intervention ก็จะทำให้บริษัทต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ต้องเพิ่มทุน และควรจะจ่ายเท่าใด เพราะเดิมขายแบบไม่ดูต้นทุนจริง อาจจะเริ่มที่รถยนต์ก่อนตัวนอน มอเตอร์อาจจะยังไม่พร้อม”

นายสุขเทพ กล่าวว่า สำหรับมิตร แท้ประกันภัย ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้บ้างแล้ว โดยมีฝ่ายนำกฎหมายใหม่ๆ มาศึกษาเพื่อปฏิบัติ โดยเอาตัวเลขสถิติต่างๆ มาศึกษา รวมทั้งการร่วมมือกับสำนัก งานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย หรือ IPRB ในการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติต่างๆ ด้วย ขณะ เดียวกันก็เปิดเผยข้อมูลที่ทำนี้ให้กับบริษัท อื่นรู้ด้วยว่ามิตรแท้เป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้นำไปเป็นตัวอย่าง โดยบริษัทที่ไม่ดูข้อมูล ไม่เอานักคณิตศาสตร์ประกันภัยมาดู บริษัท นั้นปิดกิจการเร็วแน่นอน

นายกฤตวิทย์ ศรีพสุธา กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า เปิดเสรีเบี้ยประกันภัยดีในระยะยาวบริษัทสามารถลงบัญชีได้ตรงและถูกต้อง เพราะทุกวันนี้ลงบัญชีไม่ถูกต้องอย่างค่าใช้จ่ายทางการตลาด (ค่าคอมมิสชั่น) บาง บริษัทจ่ายมากกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยส่วนที่เกินนำไปลงไว้ในบัญชีอื่น เช่น สินไหมทดแทนทำให้ตัวเลขไม่ชัดเจนส่งผลมาถึงเบี้ยประกันภัยเพราะค่าสินไหมทดแทนเป็นองค์ประกอบในการคำนวณเบี้ยประกันภัย

“การเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยโดยเฉพาะรถยนต์มีการพูดกันมาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว แต่ที่ทำให้ไม่เกิดคือกลัวบริษัทต่างประเทศถล่มเบี้ยประกันภัยทำให้บริษัทไทยอยู่ไม่ได้เพราะต่างประเทศสายป่านยาวกว่า ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเป็นมืออาชีพเขาไม่ถล่มเบี้ยกันหรอก ถ้าถามเราสามารถเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยได้หรือไม่ต้องถามว่าบริษัทไทยแข็งแกร่งแค่ไหน และพร้อมแค่ไหนอันดับแรกต้องสามัคคีกันก่อน และแม้จะเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยต้องมีการคำนวณเบี้ยเพื่อขออนุมัติจากคปภ.อยู่ ดีโดยสูตรการคำนวณยังต้องอิง 4 ตัว คือ ค่าสินไหม ค่าใช้จ่ายทางการตลาด ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และผลประโยชน์จากการลงทุน”

นายกฤตวิทย์ กล่าวว่า ข้อดีของการเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยในแง่ประชาชนสามารถเลือกซื้อเฉพาะความคุ้มครองที่คิดว่าเสี่ยงและไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้ อะไรที่ไม่ต้องการหรือรับความเสี่ยงได้เองไม่ต้องซื้อเหมือนปัจจุบันที่ซื้อความคุ้มครองแบบเหมาโหลหรือผูกปิ่นโต ส่วนในแง่บริษัทถ้าใช้ RBC เมื่อไหร่ไม่มีใครเล่นราคาเบี้ยต่ำได้เพราะถ้าขาดทุนเงินกองทุนขาดต้องเพิ่มทุนทันที ซึ่งการได้เปรียบเสียเปรียบของบริษัทประกันภัยหากเปิดเสรีเบี้ยประกันถ้ามีตลาดเป้าหมายมีกลู่มลูกค้าชัดเจนหรือแตกต่างไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ถ้าไม่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายชัดเจนต้องสร้างความแตกต่างด้วยการแข่งราคาเบี้ย

อย่างไรก็ดี จุดที่เป็นปัญหาขณะนี้คือ ไทยขาดแคลนนักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่จะเป็นผู้กำหนดราคาเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม ถ้าสมาคมฯจะเดินหน้าเรื่องเปิดเสรีเบี้ยประกันภัย ควรจะจ้างนักคณิตศาสตร์ที่มีฝีมือมาเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจเพราะแต่ละบริษัทไม่มีนักคณิตศาสตร์หากให้ต่างคนต่างจ้างต้นทุนเพิ่มอีกเดือนละเป็นล้านบาท โดยธุรกิจประกันภัยตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 2 ประการคือ 1.ความมั่นคงของธุรกิจและผลประโยชน์ของประชาชน โดยการกำหนดราคาสินค้าประกันภัยแต่ละตัวต้องสร้างความมั่นคงให้กับบริษัทและไม่เอาเปรียบประชาชน

แหล่งข่าวจากสมาคมประกันวินาศภัยกล่าวว่า ไม่อยากบอกว่าการเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยเหมาะหรือไม่เหมาะ แต่สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือทุกคนต้องขายเบี้ยขั้นต่ำไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่คปภ.กำหนด โดยทางสมาคมฯ ต้องสร้างวินัยให้กับบริษัทสมาชิกก่อนหากทุกคนทำได้การเปิดเสรีเบี้ยจะเกิด เพราะถ้าแต่ละบริษัทเงินกองทุนไม่แข็งแรง สภาพคล่องไม่ชัดเจน ช่องทางจำหน่ายขาดความภักดีไม่ควรจะเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยเพราะตัวแทนจะมีการต่อรองค่าคอมมิสชั่น

“ถ้าเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยต้องคุมเงินกองทุน ต้องรู้เส้นแบ่งระหว่างกำไรและขาดทุน ขณะที่ตอนนี้บริษัทยังแข่งขันกันจ่ายคอมมิสชั่นอยู่ ถ้าเปิดเสรีในช่วงที่บริษัทยังไม่พร้อมเกิดภาวะแข่งขันกันไปตายแย่งแต่ตลาดเดิมๆ ที่แข่งกันอยู่ วินัยทางการตลาดจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเริ่มขายไพรซิ่งไม่ต่ำกว่าราคาขั้นต่ำ ซึ่งสมาคมฯ กำลังจะสร้างวินัยทางการตลาดตัวนี้ขึ้นโดยจะเริ่มจากประกันรถยนต์ก่อน” ก่อนหน้านี้นายชัย โสภณพนิช อดีตนายกสมาคมประกันวินาศภัยหลายสมัยเคยกล่าวถึงการเปิดเสรีค่าคอมมิสชั่นว่า ควรจะเปิดเสรีเบี้ยมากกว่า เพราะพิกัดเบี้ยเป็นตัวที่บริษัทนำมาเป็นส่วนลดอัดฉีดเป็นค่าคอมมิสชั่น เพิ่มให้กับตัวแทน นายหน้าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่ง แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ค่าคอมมิสชั่นแต่อยู่ที่พิกัดเบี้ยถ้าสูงเกินไปบริษัท มีกำไรพอสมควรสามารถนำกำไรในส่วนนี้ไปลดให้กับลูกค้าหรือจ่ายเป็นค่านายหน้า ได้ แต่คำถามคือถ้าจะยกเลิกพิกัดเบี้ยในตอนนี้บริษัทประกันภัยพร้อมหรือยัง คำตอบคือยังไม่พร้อมเพราะบริษัทส่วนใหญ่ในตลาดเป็นบริษัทขนาดเล็กและกลาง

www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 993 ประจำวันที่ 2-5 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 เสาร์, 9/5/2552
 เวลา :
14:24
 IP:
125.24.57.220

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 14
       สินทรัพย์ฯ ขึ้นเบี้ยชั้น 1 คุมต้นทุน คาดลูกค้าหดแต่ยังมีกำไรทั้งปี 60 ล้าน

สินทรัพย์ประกันภัย งัดกลยุทธ์เจาะตลาดพรีเมียม เพื่อคุมต้นทุนและความเสี่ยงต่อการสูญเสีย ปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 กลุ่มซ่อมห้างจาก 14,000 บาทต่อปี เป็น 17,000-19,000 บาทต่อปี และกลุ่มซ่อมอู่จาก 10,000 บาทต่อปี เป็น13,000 บาทต่อปี คาดลูกค้าหดจาก 80,000 ราย เหลือ 60,000 ราย แต่ยังมีกำไรเฉลี่ย 50-60 ล้านบาท และเบี้ยรวม 1,000 ล้านบาท

นายสมนึก สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินทรัพย์ประกันภัย จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ปรับขึ้นเบี้ยรับประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 กลุ่มซ่อมห้างในอัตราเบี้ยประกันต่อปีขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 14,000 บาทต่อปี เป็น 17,000-19,000 บาทต่อปี

ส่วนกลุ่มซ่อมอู่ปรับเบี้ยเพิ่มจาก 10,000 กว่าบาท เป็น 13,000 บาท ส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ปีนี้ มีกำไรอยู่ที่ 100 ล้านบาท และเบี้ยรับรวม 324 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งมีกำไร 70 ล้านบาท และเบี้ยรับรวม 260 ล้านบาท

สิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับรวมไว้ที่ 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนประกันมอเตอร์ 80% และ 20% เป็นประกันนอนมอเตอร์ จากปีก่อนมีเบี้ยประมาณ 900 กว่าล้านบาท และคาดว่าจะมีกำไรเฉลี่ยทั้งปีที่ 50-60 ล้านบาท จากที่จำนวนฐานลูกค้าที่อาจลดลงจาก 70,000- 80,000 ราย เหลือ 60,000 ราย เนื่องจากการปรับขึ้นเบี้ยประกันขั้นต่ำดังกล่าว

"ปีนี้จะใช้อัตราเบี้ยประกันขั้นต่ำเป็นเกณฑ์เพื่อควบคุมต้นทุนและไม่ให้สินค้าประกันภัยมีความเสี่ยงต่อการเกิดความสูญเสียภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ โดยเน้นจับกลุ่มตลาดพรีเมียมและพัฒนาบริการที่รวดเร็วครบวงจร ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะปรับขึ้นเบี้ยไปแล้ว แต่ก็ยังพบลูกค้าประจำที่บริษัทรับประกันมากกว่า 6 ปีจากช่องทางดีลเลอร์และไฟแนนซ์ ประมาณ 300 ราย ยังมีอัตราการต่ออายุเฉลี่ยอยู่ที่ 60-50% เพิ่มจากปีก่อน 30% รวมถึงสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่กลุ่มขับรถดี"

นอกจากนี้ด้านการบริหารต้นทุนของบริษัทยังดีขึ้น โดยในกลุ่มรถฮอนด้าและโตโยต้าซ่อมห้าง อัตราการสูญเสียเฉลี่ยลดจาก 80-90% มาอยู่ที่ 64-65% ดังนั้น จึงมั่นใจว่ากลยุทธ์นี้จะไม่กระทบกับการทำตลาด

พร้อมกันนี้ในช่องทางขายผ่านร้านค้าสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น จำนวน 5,000 สาขาทั่วประเทศ สำหรับขายประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับหรือ พ.ร.บ. นั้น

ยังคงสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและขณะนี้กำลังเตรียมความร่วมมือกับทางร้าน จัดโปรโมชันร่วมรายการแลกซื้อสินค้า จากที่เริ่มทำตลาดประมาณปีที่ผ่านมานั้น

ปัจจุบันมียอดขาย 5,000 กรมธรรม์ต่อปี แต่ยังต้องใช้เวลาสร้างแบรนด์ประมาณ 2-3 ปีถึงจะติดตลาด โดยบริษัทตั้งงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้ที่ 20-30 ล้านบาทต่อปี สามารถกระตุ้นยอดขายได้เพิ่มประมาณ 2-3%

www.thannews.th.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2424 ประจำวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 อังคาร, 12/5/2552
 เวลา :
12:30
 IP:
125.24.16.15

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 15
       กองทุนวินาศภัยควัก 100 ล้าน

กองทุนประกันวินาศภัย ประเดิมจ่าย 100 ล้านบาท อุ้มลูกค้าสัมพันธ์ประกันภัย

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้มีการตั้งกองทุนประกันวินาศภัยตั้งแต่ปี 2535 โดยเก็บเงินสมทบจากบริษัทประกันภัยในอัตราปีละ 0.1% ของเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง ซึ่งเงินนำส่งเข้ากองทุนจะเพิ่มขึ้นทุกปี สูงสุดคือ 0.25%

ขณะนี้กองทุนได้นำเงินออกมาใช้ 100 กว่าล้านบาท เพื่อชดเชยให้กับลูกค้าที่ได้รับความเสียหายจากกรณีคปภ.สั่งปิดบริษัท สัมพันธ์ประกันภัย ผู้เอาประกันและอู่ที่รับซ่อมรถจากบริษัทด้วย

“ตามหลักการกองทุนจะเริ่มจ่ายเงินให้กับเจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัย หลังจากทางผู้ชำระบัญชีได้เคลียร์หนี้สินให้กับเจ้าหนี้แล้ว แต่ยังไม่พอทางกองทุนจะเข้าไปจ่ายหนี้ส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ โดยมูลหนี้ที่จะจ่ายให้ทุกกรมธรรม์ รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ในกรณีที่ผู้เอาประกันมี 4 กรมธรรม์ กรมธรรม์ละ 1 ล้านบาท จะได้รับชำระหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยผู้ที่มีสิทธิรับชำระหนี้จากกองทุน รวมถึงผู้เอาประกันที่ไม่มีเคลม แต่ต้องการขอรับเบี้ยคืนด้วย” แหล่งข่าวระบุ

สำหรับการตั้งกองทุนประกันวินาศภัยนั้น ตามกฎหมายระบุเพื่อวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ คุ้มครองเจ้าหนี้ ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัยในกรณีบริษัทล้มละลาย หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต และพัฒนาธุรกิจประกันวินาศภัยให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ดี หากบริษัทประกันภัยไม่นำเงินส่งเข้ากองทุนหรือส่งไม่ครบ ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตรา 0.15% ต่อเดือนของจำนวนเงินที่บริษัทนำส่งไม่ครบถ้วนนั้น ส่วนกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่ามีเหตุสุดวิสัยทำให้บริษัทไม่สามารถนำเงินส่ง เข้ากองทุนตามระยะเวลาที่กำหนด และบริษัทได้นำเงินส่งเข้ากองทุนภายใน 7 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องเสียเงินเพิ่มในอัตรา 1% ต่อเดือนของเงินที่บริษัทนำส่งไม่ครบถ้วน

ทั้งนี้ ในระหว่างที่บริษัทไม่นำเงินส่งเข้ากองทุน หรือไม่ชำระเงินเพิ่มให้นายทะเบียน มีคำสั่งห้ามบริษัทนั้นดำเนินการขยายธุรกิจจนกว่าบริษัทจะนำเงินส่งเข้ากอง ทุน และชำระเงินเพิ่มให้ถูกต้องครบถ้วน และนายทะเบียนได้ยกเลิกคำสั่งห้ามบริษัทดำเนินการขยายธุรกิจ

www.posttoday.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 พุธ, 13/5/2552
 เวลา :
13:13
 IP:
125.24.34.239

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 16
       เริ่มแล้วประกันจลาจลนักท่องเที่ยว

1 พ.ค.-31 ต.ค. 52 / 32 บริษัทอ้าแขนรับ

ประกันจลาจลนักท่องเที่ยวเริ่มแล้วดีเดย์วันแรงงาน 1 พฤษภาคม- 31 ตุลาคม 52 รวม 6 เดือนตามนโยบายของรัฐบาล 32 บริษัทพร้อมรับความคุ้มครองเหมือนเดิมบาดเจ็บ-ตายหัวละไม่เกินหมื่นเหรียญ เบี้ยเหรียญเดียว ส่วนความคุ้มครองเดินทางหยุดชะงัก-เลื่อนเปลี่ยนใหม่จากเดิมหัวละ 100 เหรียญไม่เกิน 7 วันเป็นเหมาจ่ายทั้งโครงการไม่เกิน 100 ล้านเหรียญตัดกำหนดเวลา 7 วันออก

นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผย “สยาม ธุรกิจ” ว่า บริษัทประกันวินาศภัยได้เริ่มรับประกันภัยจลาจลนักท่องเที่ยวต่างประเทศแล้ว โดยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2552- 31 ตุลาคม 2552 รวมระยะเวลา 6 เดือน ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยกำหนดระยะเวลาโครงการไว้ 6 เดือน

ทั้งนี้ ภายใต้กรมธรรม์การประกันภัยนักท่องเที่ยวต่างชาติคุ้มครองกรณีจลาจลให้ความคุ้มครองกรณี บาดเจ็บและเสียชีวิตวงเงินไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ขณะที่ความคุ้มครองกรณีการเดินทางต้องเลื่อนออกไปหรือหยุดชะงักวงเงินคุ้ม ครอง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันต่อคน แต่ทั้งโครงการเฉพาะความคุ้มครองข้อ นี้สูงสุดไม่เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เบี้ยประกันภัย 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยให้นักท่องเที่ยว โดยจัดงบประมาณไว้รองรับ 200 ล้านบาท

“จริงๆ แล้ว ความคุ้มครองกรณีการเดินทางหยุดชะงักหรือต้องเลื่อนออกไปที่จ่ายให้วันละ 100 ดอลลาร์สหรัฐเดิมทีทางเราเสนอคุ้มครองให้ไม่เกิน 7 วัน แต่พอคุยกันแล้วเปลี่ยนใหม่ ตัดเงื่อนเวลา 7 วันออกไปแต่จำกัดวงเงินคุ้มครองทั้งโครงการไม่เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการรับประกันจะดูตามรายชื่อนักท่องเที่ยวที่ทางสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ประทับตรามา ซึ่งทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะส่งมาให้”

นายจีรพันธ์ กล่าวว่า มีบริษัทประกันภัยแจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมรับประกันในโครงการทั้งหมด 32 บริษัท เนื่องจากการรับประกันภัยโครงการนี้ไม่ได้ตั้งเป็นกองกลาง (พูล) แต่ให้บริษัทประกันภัยทุกแห่งแสดงความจำนงที่จะรับประกันภัยโดยความสมัครใจโดยให้แต่ละบริษัทกำหนดสัดส่วนที่จะรับประกันภัย โดยโครงการนี้เป็นโครงการเพื่อชาติเป็นโอกาสที่ธุรกิจประกันภัยจะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประเทศ โดยจะออกกรมธรรม์ฉบับเดียวพร้อมลงรายชื่อบริษัทที่ร่วมรับประกันภัยทั้งหมดเหมือนกับที่เคยรับประกันภัย

โครงการขนาดใหญ่เพื่อลดต้นทุนในการออกกรมธรรม์หากต้องให้ต่างคนต่างออก

นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมที่จะเข้าไปรับประกันภัยจลาจลนักท่องเที่ยวเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งถ้าถามว่าเบี้ยประกัน 1 ดอลลาร์สหรัฐความคุ้มครอง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐคุ้มหรือไม่พูดยากแต่โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะเกิดความเสียหายจากการจลาจลมีน้อย

อนึ่ง รัฐบาลประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยในช่วง 6 เดือนประมาณ 5.4 ล้าน คน เบี้ยประกัน 5.4 ล้านเหรียญ โดยโครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นมาตรการหนึ่งในการพื้นฟูและเยียวยาการท่องเที่ยวซึ่งรัฐบาลบรรจุเป็น “วาระแห่งชาติ” ภายหลังสถานการณ์ท่องเที่ยวอยู่ในขั้นวิกฤติเมื่อรัฐบาลหลายประเทศเตือนไม่ให้นักท่องเที่ยวของตนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพราะมองว่าไม่ปลอดภัยหลังจากกลุ่มเสื้อแดงก่อจลาจลจนรัฐบาลต้องประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินแม้ยกเลิกพ .ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้วยังไม่มั่นใจและมองว่าไม่ปลอดภัย

ขณะที่บริษัทประกันภัยต่างประเทศไม่รับประกันภัยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยหากเกิดปัญหาบาดเจ็บหรือเสียชีวิตโดยเฉพาะจากเหตุจลาจล ซึ่งปกติกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุการเดินทางพื้นฐานทั่วไปยกเว้นความคุ้มครองภัยจลาจลอยู่แล้วนอกจากนักท่องเที่ยวจะขอซื้อเพิ่มความคุ้มครองในส่วนนี้โดยต้องจ่ายเบี้ยเพิ่ม ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทประกันภัยอาจจะขายให้แต่พอเกิดเหตุการณ์รุนแรงอาจจะไม่ขายความคุ้มครองภัยจลาจล

www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 995 ประจำวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 เสาร์, 16/5/2552
 เวลา :
12:34
 IP:
125.24.25.128

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 17
       "เครือเมืองไทยฯ" อัดโปรดักต์ใหม่ ชูประกันสุขภาพ-ออมทรัพย์-ลงทุนลุยครึ่งปีหลัง

นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า เอ็ดเวิร์ด เอ็ม. ลิดดี้ ประธานบริษัทอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (เอไอจี) ระบุว่าอาจต้องใช้เวลา 3-5 ปี ในการปรับโครงสร้างองค์กรและจ่ายคืนหนี้ที่กู้รัฐบาลมาได้หมด

ทั้งนี้ เอไอจี ซึ่งเคยเป็นบริษัทประกันรายใหญ่สุดของสหรัฐ ได้ขอรับเงินกู้จากธนาคารกลางและกระทรวงการคลังสหรัฐมากกว่า 170 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นในบริษัทราว 80% ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด

"ลิดดี้" ระบุว่า บริษัทจัดทำแผนระยะยาวที่เรียกว่า Project Destiny ซึ่งจะขายหรือแยกบริษัทในเครือและหน่วยธุรกิจอื่นๆ โดยขณะนี้พยายามจะขายธุรกิจให้เช่าอากาศยาน "อินเตอร์เนชั่นแนล ลีส ไฟแนนซ์" หลังจากเมื่อไม่กีวันนี้เพิ่งขายอาคารสำนักงานใหญ่ของเอไอจีในญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าราว 1 พันล้านดอลลาร์

ลิดดี้กล่าวว่า แผนนี้อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี และต้องระวังภาวะเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบ รวมทั้งกังวลถึงมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่เอไอจีถืออยู่ในมือ ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่ากำลังเริ่มขาดทุน แต่เอไอจีก็จะไม่รีบขายธุรกิจในราคาต่ำๆ เพียงเพราะอยากได้เงินสดเร็วๆ

อย่างไรก็ตาม ซีเอ็นเอ็น มันนี่ รายงานว่า "อีโดลฟัส ทาวน์ส" ประธานคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งร่วมรับฟังแนวทางปรับโครงสร้างของเอไอจีที่ชี้แจงต่อสภาคองเกรส ให้ความเห็นว่า เราฟังคำว่า "เชื่อใจเรา" จากปากเอไอจี แต่เราจะไม่ยอมให้เงิน 180 พันล้านดอลลาร์เพียงเพราะคำว่าเชื่อใจ แต่เราต้องตั้งคำถาม ตรวจสอบ และพิสูจน์

www.matichon.co.th/prachachat

ที่มาของข่าว :: นสพ. ประชาชาติ ฉบับประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 พุธ, 20/5/2552
 เวลา :
12:04
 IP:
125.24.19.178

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 18
       คปภ.เร่งลูกค้าสัมพันธ์ฯ ยื่นทวงหนี้

คปภ.เตือนลูกค้าสัมพันธ์ฯ เร่งยื่นรับเงิน 1 มิ.ย.นี้

นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.จะเปิดให้ผู้ที่ยังไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 มิ.ย. 2552 เพื่อรักษาสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมาย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2552 จนถึงปัจจุบัน คปภ.ได้ประกาศแจ้งให้เจ้าหนี้บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย เข้ามาแจ้งยื่นขอรับชำระหนี้ต่อผู้ชำระบัญชีและกองทุนประกันวินาศภัย มีผู้มายื่นเรื่องอย่างต่อเนื่องส่วนใหญ่จะเป็นผู้เอาประกันภัย และส่วนที่เหลือเป็นอู่และบริษัทประกันภัยที่เป็นเจ้าหนี้ โดยการพิจารณาการจ่ายค่าสินไหมนั้น จะให้กับผู้เอาประกันภัยเป็นอันดับแรก

สำหรับสถิติคำขอรับชำระหนี้ของบริษัท สัมพันธ์ประกันภัย ในส่วนกลางจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 2552 สรุปยอดรวม 1,341 ราย เป็นเงิน 267.36 ล้านบาท ส่วนผู้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้จากกองทุนประกันวินาศภัยจำนวน 1,227 ราย เป็นเงิน 136.57 ล้านบาท

ทั้งนี้ แบ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาจำนวน 1,122 ราย เป็นจำนวนเงิน 137.73 ล้านบาท เจ้าหนี้คืนเบี้ยจำนวน 105 ราย เป็นจำนวนเงิน 7.89 แสนบาท และเจ้าหนี้ทั่วไปจำนวน 115 ราย เป็นจำนวนเงิน 128.83 ล้านบาท

สำหรับบริษัทที่มีปัญหาฐานะเงินกองทุนต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดในขณะนี้ประกอบด้วย บริษัท ฟีนิกซ์ประกันภัย (ประเทศไทย) และบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต ซึ่งทางคปภ.อยู่ระหว่างให้โอกาสบริษัททำการเพิ่มทุนให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 20 พฆษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 พุธ, 20/5/2552
 เวลา :
21:03
 IP:
125.25.193.198

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 19
       ‘กมล’ ชูธง! ขายประกันแท็กซี่ทำกำไรได้

บุกหนักใต้ - เพิ่มทีมตลาดชุดใหญ่ดันเบี้ยทะลุ 905 ล้าน

กมลประกันภัยบุกต่อรถแท็กซี่เพราะเป็นเจ้าตลาด ทำกำไรได้เหตุเบี้ยราคาแพงกว่าคู่แข่งแถมเก็บได้เต็มจำนวนไม่มีเบี้ยค้างรับ สินไหมไม่สูงมาก 60% ปีนี้ตั้งเป้าเบี้ยเท่าเดิม 905 ล้านบาท แต่กำไรเพิ่มเป็น 10 ล้านบาทจากสินไหมลดลง เร่งบาลานซ์พอร์ตลดรถยนต์เหลือ 70% เพิ่มนอน มอเตอร์แทนกำไรงาม เสริมทีมตลาดชุดใหม่ ออกสุขภาพใหม่ปั๊มยอดควบคู่สินค้าเก่า ควงแบงก์อิสลามบุกใต้กวาดเบี้ยปีนี้ 100 ล้าน ลั่นมิ.ย.เพิ่มทุนอีก 150 ล้าน ส่วนแผนเทรดตลาดเอ็ม เอ ไอเลื่อนยาว!

นายมนัส บินมะฮมุด กรรมการผู้จัดการ บริษัท กมลประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทยังมีนโยบายขยายการรับประกันภัยกลุ่มรถยนต์สาธารณะ ต่อเนื่องทั้ง รถแท็กซี่ รถสามล้อเครื่อง รถเมล์ รถบรรทุก รถตู้ รถรับจ้าง ทั่วไป โดยรถที่เน้นมากเป็นพิเศษคือรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นตลาดหลักและบริษัทเป็นจ้าวตลาดอยู่เพราะยังทำกำไรได้ดี อัตราสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ไม่สูงมากประมาณ 60% ขณะที่ราคาเบี้ยประกันภัยที่ขายอยู่ในปัจจุบัน หากเป็นประกันชั้น 3 เบี้ย 39,500 บาท/คัน แพงกว่าในท้องตลาดประมาณ 2,000 บาท

อีกทั้งบริษัทไม่มีเบี้ยประกันภัยค้างรับจากการขายประกันรถกลุ่มนี้เหมือนบริษัทอื่นทำให้เบี้ยเข้ามาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้ารถแท็กซี่ประมาณ 35,000 คัน โดยการทำตลาดจะดิวตรงเข้าไปยังสหกรณ์แท็กซี่ต่างๆ โดยรถแท็กซี่มีสัดส่วน 50% มากที่สุดในเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของบริษัท โดยเบี้ยรถยนต์มีสัดส่วนประมาณ 85% ของเบี้ยรวมทั้งหมด

ส่วนรถเมล์ซึ่งเป็นการรับประกันรถร่วมพอมีกำไรเช่นกันเพราะราคาเบี้ยประกันแพงกว่าคู่แข่ง โดยประกันชั้น 3 ราคาเบี้ย 34,000 บาท/คัน เทียบกับคู่แข่งขายในราคา 27,000 บาท ขณะที่อัตราสินไหมทดแทนประมาณ 65% โดยการรับประกันภัยรถทุกประเภทเน้นรถต่ออายุตั้งแต่ปีที่สองขึ้นไปไม่รับรถใหม่เพราะทำกำไรยากและต้องซ่อมห้าง

นายมนัส กล่าวว่า ปีนี้บริษัทยังจะมีลูกค้ารายใหม่เป็นกลุ่มรถตู้ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยซึ่งบริษัทเป็นหนึ่งในบริษัทประกันภัย 2 แห่ง ที่เข้าไปร่วมรับประกันภัยรถตู้ในโครงการนี้ โดยคาดว่าปีนี้จะได้ลูกค้ารถตู้จากโครงการนี้ประมาณ 70% จากจำนวนรถตู้ 1,000 คันที่ธนาคารตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อให้ในปีนี้

นายมนัส กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยรับรวมปีนี้เท่ากับปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 905.84 ล้านบาท สาเหตุที่ไม่เติบโตเพิ่มขึ้นเพราะมีการปรับพอร์ตการรับประกันภัยคัดลูกค้าบางกลุ่มที่มีอัตราสินไหมทดแทนสูงเกิน 75% ออก อาทิ รถหัวลาก Loss Ratio 100% ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไม่มีผลมากนักกับบริษัทเพราะเป็นบริษัทขนาดเล็ก โดย 3 เดือนแรกมีเบี้ยรับเข้ามาแล้วประมาณ 200 ล้านบาท เท่ากับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายกำไรเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 10 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 4 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเนื่องจากสินไหมลดลง

อย่างไรก็ดี บริษัทได้ปรับแผนการตลาดครั้งใหญ่รองรับการขยายงานในช่วงครึ่งปีหลังโดยจะมีทีมวางแผนด้านการตลาดชุดใหม่เข้ามาเสริมในช่วงหลังเดือนมิถุนายนนี้ โดยทีมที่เข้ามาแม้จะไม่มีความรู้ด้านประกันภัยก็ไม่มีปัญหาสามารถเรียนรู้ได้ ที่สำคัญเป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งตรงตามนโยบายของบริษัทอยู่แล้ว ซึ่งทีมใหม่ที่จะเข้ามาจะมีจำนวนกี่คนยังบอกไม่ได้เช่นเดียวกับแผนการตลาดใหม่ที่จะมีการปรับ

ยิ่งกว่านั้น บริษัทยังมีเป้าหมายลดสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรถยนต์เหลือ 70% ในปีนี้จาก 85% ในปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างสมดุลในการรับประกันภัยรวมถึงขยายประกันภัยไม่ใช่รถยนต์ (นอน มอเตอร์) มากกว่าเดิมให้มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 30% จาก 15% ในปัจจุบัน โดยสินค้าหลักที่จะนำออกทำตลาดยังคงเป็นสินค้าเดิม อาทิ กรมธรรม์มาย เวย์ (My Way) หรือแผนค้ำประกันภัยบุคคลเข้าทำงาน ซึ่งเป็นสินค้าเด่นตัวหนึ่งของบริษัทที่ยังคงได้รับการตอบรับดีจากตลาดโดยปีที่ผ่านมามียอดขาย 45 ล้านบาท จากฐานลูกค้าที่มีอยู่ประมาณ 90,000 คน เบี้ย 500 บาท/คน, กรมธรรม์ฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีค่าเบี้ยถูก 300 บาท/คน รวมถึงจะมีสินค้าใหม่กึ่งประกันสุขภาพออกมาเสริมด้วยในช่วงครึ่งปีหลัง

นายมนัส กล่าวว่า บริษัทยังจะขยายฐานลูกค้าในภาคใต้เพิ่มขึ้นผ่านทางเครือข่ายธนาคารอิสลามเป็นหลักทั้งสาขาและฐานลูกค้าธนาคารเพราะที่ผ่านมาบริษัทยังไม่รุกตลาดภาคใต้มากนักทั้งที่เป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก โดยบริษัทมีกรมธรรม์ตะกาฟุล อาทิ ประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยพร้อมที่จะขยายตลาดลูกค้ามุสลิมได้อยู่แล้ว ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภาคใต้ 100 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 30-40 ล้านบาท เป็นประกันรถยนต์และนอน มอเตอร์อย่างละครึ่ง

ในเดือนมิถุนายนนี้ กมลประกันภัยจะเพิ่มทุนใหม่อีก 150 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในปีนี้และเป็นไปตามกฎ ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งทางผู้ถือหุ้นอนุมัติแล้ว ทั้งนี้จาก กฎของคปภ.ทางบริษัทต้องเพิ่มทุนอีกในปีหน้า โดยปัจจุบัน บริษัทมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาทชำระเต็มจำนวน

สำหรับแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) นายมนัสกล่าวว่า ต้องรอดูสถาณการณ์ให้ดีขึ้นก่อน ยังบอกไม่ได้จะสามารถเข้าจดทะเบียนในปีนี้ได้หรือไม่ จนถึงตอนนี้การจดทะเบียน

เลื่อนจากกำหนดการเดิมมาครบปีแล้ว การเลื่อนจดทะเบียนไม่มีผลต่อการหาเงินมาเพิ่มทุนเพราะทางผู้ถือหุ้นเก่ายังสามารถเพิ่มทุนได้อยู่

www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. สยามธรุกิจ ฉบับที่ 998 ประจำวันที่ 20-22 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 พฤหัสบดี, 21/5/2552
 เวลา :
11:34
 IP:
125.24.95.163

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 20
       BKI ลั่นคุมอัตราการสูญเสียไม่ให้เกิน 50% เน้นทำตลาดทุกไตรมาสกันเบี้ยรับหด

กรุงเทพประกันภัย ประคองเบี้ยรับรวมปีนี้โต 5% แม้เศรษฐกิจชะลอตัว ยอมรับกำไรทั้งปีหดจากปีก่อน ยึดนโยบายคุมเข้มคุณภาพรับประกันพอร์ตรถยนต์-อัคคีภัย กดอัตราการสูญเสียไม่ให้เกิน 50% วางกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และเพิ่มความถี่ในการทำตลาดเพิ่มขึ้นทุกไตรมาส

นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI กล่าวว่า คาดว่าสิ้นปีนี้คงไม่สามารถทำกำไรได้เท่ากับปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่บริษัทยังไม่ปรับลดเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งปี โดยประคองอัตราการเติบโตไว้ที่ 5% หรือเพิ่มขึ้นจาก 7,800 ล้านบาท ในปีก่อนเป็น 8,300 ล้านบาท

ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสแรก มีกำไรสุทธิ 276.7 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 5.46 บาท จ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 2.75บาท มียอดเบี้ยประกันรับรวม 2,185.3 ล้านบาท เพิ่ม 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งกำไรส่วนใหญ่มาจากการรับประกันที่เพิ่ม 48.3% ขณะที่บริษัทยังคงตรวจสอบภัยและรับประกันภัยที่มีกำไรเท่านั้น โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์และอัคคีภัยซึ่งสามารถควบคุมอัตราการสูญเสียให้ต่ำกว่า 50% โดยที่อัตราการสูญเสียในไตรมาสแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 45% ลดจาก 48% เมื่อปีที่ผ่านมา

คาดว่าในช่วง 6 เดือนหลังจากนี้ เบี้ยรับจากประกันอัคคีภัยมีโอกาสโตติดลบ เพราะปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาปรับเพิ่มเบี้ยประกันอัคคีภัยใหม่จะส่งผลให้เบี้ยประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยลดลง ในเบื้องต้นคาดว่าจะลดลง 5-7% ประกอบกับปัจจัยที่ธนาคารพาณิชย์ควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Creative Thinking) เพื่อสร้างเบี้ยประกัน ซึ่งปีนี้ต้องอาศัยความถี่ทำตลาดเพิ่มขึ้นในทุกไตรมาส จากเดิมใช้เวลา 2-3 ปี ถึงเริ่มทำตลาดสินค้าใหม่ ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างทดลองขยายตลาดประกันสุขภาพครบวงจรเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยทำงาน และวัยเกษียณอายุ 65 ปี

พร้อมกันนี้ได้ปรับสัดส่วนกำไรจากการลงทุนกับกำไรจากการรับประกันภัยมาอยู่ในระดับ 50:50 ในขณะที่ปีก่อนกำไรจากการลงทุนคิดเป็น 60% และกำไรจากการรับประกัน 40% โดยยังคาดหวังว่าในอีก 3-4 เดือนหน้า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปที่ระดับ 600-650 จุด จะอาจช่วยให้ราคาหุ้นขึ้นไปได้ และมีผลตอบแทนชดเชยกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำในช่วงนี้ได้ ซึ่งปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของบริษัทโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 6,760 ล้านบาท เป็นการลงทุนในหุ้นทั้งในและนอกตลาดคิดเป็น 52% หรือแยกเป็นลงทุนในหุ้นในตลาดฯ 3,400 ล้านบาท หุ้นนอกตลาดฯ 500 ล้านบาท เงินฝาก 900 ล้านบาท พันธบัตรรัฐบาล 500 ล้านบาท ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ บี/อี 460 ล้านบาท และหน่วยลงทุน 1,000 ล้านบาท

www.thannews.th.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2428 ประจำวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin


memo
 จาก ประเสริฐ(memo)
 อังคาร, 26/5/2552
 เวลา :
12:48
 IP:
125.24.27.28

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 21
       ประกันจุกคปภ.หั่นเบี้ยอัคคีภัย

คปภ. เล็งปรับราคาเบี้ยประกันภัยใหม่ คาดถูกลง 5-7% ได้ข้อสรุปปลายปีนี้

นายพนัส ธีรวณิชย์กุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำลังพิจารณาปรับปรุงอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยใหม่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี 2552 นี้ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะลดลงได้อีกประมาณ 5-7% จากปัจจุบัน จะส่งผลดีต่อผู้บริโภค

นายพนัส กล่าวว่า อัตราเบี้ยใหม่อาจทำให้เบี้ยประกันอัคคีภัยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันก็ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคาร และสถาบันการเงินเข้มงวดด้านการปล่อยสินเชื่อซื้อบ้าน ส่งผลให้ลูกค้าประกันอัคคีภัยลดลง และเบี้ยประกันลดลงตามไปด้วย เนื่องจากการประกันอัคคีภัยส่วนใหญ่จะมาจากลูกค้าสินเชื่อเงินกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์

“ต้องระมัดระวังในการรับประกันอัคคีภัยมากขึ้น หากเป็นลูกค้ารายใหญ่จะต้องลงไปตรวจสอบถึงการติดตั้งระบบความปลอดภัย หากไม่ได้มาตรฐานก็ต้องให้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งในไตรมาสแรกค่าสินไหมทดแทนเรื่องไฟไหม้เพิ่มขึ้นจาก 16% มาอยู่ที่ 27% เพราะมีลูกค้ารายใหญ่ถูก ไฟไหม้เสียหายไป 128 ล้านบาท” นายพนัส กล่าว

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดกับลูกค้ารายใหญ่ไม่กระทบกับบริษัทเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีการทำประกันภัยต่อให้กับบริษัทอื่น แต่ที่เป็นห่วงในขณะนี้คือความเสียหายที่จะเกิดกับลูกค้าประกันอัคคีภัยรายย่อย โดยเฉพาะภัยจากพายุ น้ำท่วม ซึ่งปีนี้มีพายุค่อนข้างบ่อย ทำให้ป้ายโฆษณาล้ม ต้นไม้หักโค่น ทำให้บ้านเรือนของประชาชน เสียหาย รวมทั้งหน้าฝนมาเร็วกว่าปกติ หากได้รับความเสียหายจำนวนมากจะกระทบกับบริษัท เพราะบริษัทรับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด

สำหรับไตรมาสแรกของปี 2552 ธุรกิจประกันวินาศภัยทั้งระบบมีเบี้ยรับรวม 2.69 หมื่นล้านบาท ลดลง 0.74% โดยการประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเลได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมากที่สุด

“เบี้ยประกันภัยทางทะเลของบริษัทลดลง 15% ขณะที่บริษัทประกันภัยญี่ปุ่นมีสัดส่วนลดลงมากถึง 30% เนื่องจากธุรกิจของชาวญี่ปุ่นที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตมีการส่งออกลดลง โดยเฉพาะธุรกิจผลิตรถยนต์ รองลงมาคือเบี้ยประกันอัคคีภัย” นายพนัส กล่าว

www.posttoday.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin



 จาก ประเสริฐ
 ศุกร์, 29/5/2552
 เวลา :
11:16
 IP:
125.24.94.3

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 22
       สั่งประกันเก็บเทปขายผ่านฮัลโหล

คปภ. คุมเข้มขายประกันวินาศภัยทุกช่องทาง สั่งเก็บเสียงขายผ่านโทรศัพท์ตลอดสัญญา

นางคมคาย ธูสรานนท์รอง รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางคปภ.ได้ออกประกาศเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการออก การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยและการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันวินาศภัยและธนาคาร เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้ใช้บริการ และได้เรียกบริษัทประกันมาชี้แจงทำความเข้าใจและมีผลบังคับแล้ว

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวได้ครอบคลุมถึงการขายผ่านทางโทรศัพท์ที่มีความชัดเจนและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคมากขึ้น โดยกรมธรรม์ที่เสนอขายต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนให้เสนอขายผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น และต้องระบุเงื่อนไขสิทธิการขอยกเลิกกรมธรรม์เป็นเวลา 30 วัน หรือมากกว่า 30 วันด้วย ยกเว้นกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ และต้องคืนเบี้ยเต็มจำนวนเสร็จภายใน 30 วัน

นอกจากนี้ ให้เสนอขายประกันได้ในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ระหว่างเวลา 08.30-19.00 น. เว้นแต่มีการนัดหมายล่วงหน้าจากลูกค้า และหากลูกค้าแจ้งว่าไม่ต้องการซื้อประกัน ก็ห้ามติดต่อกลับไปขายลูกค้าอีกอย่างน้อย 6 เดือน

นางคมคาย กล่าวว่า ที่สำคัญเมื่อลูกค้าอนุญาตให้เสนอขายประกันได้แล้ว จะต้องแจ้งขออนุญาตการบันทึกเสียงก่อน หากได้รับอนุญาตให้เริ่มบันทึกเสียงและขอคำยืนยันการอนุญาตให้บันทึกเสียงอีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งสิ้นสุดการสนทนา และให้เก็บหลักฐานการบันทึกเสียงเฉพาะกรณีที่ลูกค้าแจ้งขอเอาประกันไว้ตลอดระยะเวลาที่เอาประกัน และเก็บต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี นับแต่วันสิ้นสุดสัญญาแบบเดียวกับประกันชีวิต

“ประเด็นที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุดเกี่ยวกับการขายประกันผ่านโทรศัพท์ จะเป็นเรื่องของการถูกรบกวนสร้างความรำคาญมากกว่าเรื่องของสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ ซึ่งหลังจากที่ออกประกาศฉบับนี้แล้ว คาดว่าจะทำให้การขายผ่านโทรศัพท์มีความชัดเจนมากขึ้น” นางคมคาย กล่าว

อย่างไรก็ตาม คปภ.ยังอยู่ระหว่างว่าจ้างหน่วยงานกลาง เพื่อมาสำรวจความคิดเห็นของผู้ทำประกันว่า การขายของบริษัทประกันเป็นอย่างไรบ้าง ได้ทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เพราะปีนี้เป็นปีที่มีกฎหมายประกันใหม่ออกมาบังคับใช้หลายฉบับ

www.posttoday.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 29 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin



 จาก ประเสริฐ
 ศุกร์, 29/5/2552
 เวลา :
18:16
 IP:
125.24.80.16

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 23
       8 ประกันพึ่งที่ปรึกษานอกดูกองทุน

8 บริษัทประกันภัย จ้างที่ปรึกษาต่างประเทศวิเคราะห์ความพอเพียงเงินกองทุนรับเกณฑ์ใหม่

นายนที พานิชชีวะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยศรีประกันภัย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบริษัทประกันภัยประมาณ 8 บริษัท ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากฮ่องกงมาเป็นที่ปรึกษาเรื่องการตั้งสำรองเงินกองทุนตามความเสี่ยงแต่ละประเภท (อาร์บีซี) ตามเกณฑ์ใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่จะนำมาใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการเข้ามาวิเคราะห์เรื่องการตั้งสำรองต่างๆ ให้ครอบคลุมความเสี่ยง ได้รับการยอมรับจากทางคปภ.

“เราก็เป็น 1 ใน 8 บริษัทที่ใช้บริการที่ปรึกษา ซึ่งจากการวิเคราะห์การตั้งสำรองของเราทุกประเภทสูงกว่าเกณฑ์ที่ทางคปภ. กำหนดไว้ หากเกณฑ์อาร์บีซีมีผลบังคับใช้ในปี 2554 ก็จะไม่กระทบกับฐานะเงินกองทุนของเรา และไม่ต้องเพิ่มทุนใหม่” นายนที กล่าว

นายนที เปิดเผยว่า อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาระดับความมั่นคงด้านฐานะการเงิน จึงต้องใช้ความระมัดระวังสูงในการทำธุรกิจ ด้วยการตั้งสำรองให้มากขึ้น ทำให้กำไรที่จะได้ในปีนี้ไม่เพิ่มมาก เพราะต้องกันกำไรส่วนหนึ่งไปตั้งสำรอง

นายโรวัน ดี อาซี่ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ศรีอยุธยาประกันภัย กล่าวว่า หากคปภ. มีการใช้เกณฑ์การตั้งสำรองแบบอาร์บีซี จะไม่สงผลกระทบต่อบริษัท เพราะมีเงินกองทุนจำนวนมาก ขณะที่มีเบี้ยประกันภัยอยู่ระดับ 1,800 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งปีนี้ทางคปภ. ให้มีการคำนวณการตั้งสำรองค่าสินไหมทดแทนที่ยังไม่ได้รับรายงานตามอัตราส่วนขั้นต่ำ 2.5% ของเบี้ยประกันภัยรับกับการใช้วิธีการคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย หากมีตัวเลขใดสูงกว่าก็ให้ใช้ตัวเลขนั้น ซึ่งบริษัทมีการตั้งสำรองที่พอเพียง

ทั้งนี้ เกณฑ์การตั้งสำรองเงินกองทุนและตั้งสำรองความเสี่ยงต่างๆ หรือ อาร์บีซี จะถูกบังคับใช้ในปี 2554 เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านฐานะการเงินตามมาตรฐานเดียวกับสากล

www.posttoday.com


ที่มาของข่าว :: นสพ. โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 29 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin



 จาก ประเสริฐ
 เสาร์, 30/5/2552
 เวลา :
20:46
 IP:
125.24.84.187

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 24
       ไม่สนมูดี้ส์ขู่ปรับเครดิตแบงก์ ธปท.ยันฐานะปึ้ก-กู้นอกน้อย

ธปท.-นายแบงก์ ไม่หวั่นมูดี้ส์หั่นเครดิต

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การที่บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศจะทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ไทย 11 แห่ง ไม่ถือเป็นปัจจัยที่จะมากระทบต่อฐานะของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย

นายบัณฑิต กล่าวว่า การทบทวนเครดิตของมูดี้ส์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของธนาคารพาณิชย์ไทยแต่อย่างใด แต่เกิดจากการเปลี่ยนปัจจัยการมอง การวิเคราะห์ของมูดี้ส์เอง ที่เพิ่มในเรื่องความสามารถในการจัดการของรัฐในการเข้าช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์มากขึ้น

อีกทั้งการทบทวนดังกล่าวเกิดขึ้นกับธนาคารพาณิชย์ทั่วโลก ไม่ได้เจาะจงปรับเฉพาะธนาคารพาณิชย์ของไทยแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การที่มูดี้ส์ตั้งคำถามถึงความสามารถของรัฐในการเข้าช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์นั้นไม่ถือเป็นประเด็นกับประเทศไทย เพราะฐานะของธนาคารพาณิชย์ไทยแข็งแกร่งมาก มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงถึง 14.9% ผลประกอบการยังอยู่ในเกณฑ์ดี ผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2551 และไตรมาสแรกปีนี้ที่ยังดี ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก

ภาระหนี้ของรัฐบาลต่ออัตราการเจริญเติบโต (จีดีพี) ก็ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำ การทบทวนของมูดี้ส์จึงไม่มีปัจจัยอะไรที่น่าห่วง ไม่ว่าเขาจะปรับขึ้นหรือลงก็ไม่กระทบฐานะธนาคารพาณิชย์ในไทย เนื่องจากรูปแบบการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทยนิยมระดมทุนผ่านเงินฝาก ไม่เน้นการกู้ในต่างประเทศ ฉะนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจึงมีจำกัด

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า กรณีของมูดี้ส์ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากไม่ได้มีการออกตราสารหนี้ในต่างประเทศ เพราะปัจจุบันสภาพคล่องในประเทศก็มีเป็นจำนวนมาก

www.posttoday.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 29 พฤษภาคม 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin



 จาก ประเสริฐ
 จันทร์, 1/6/2552
 เวลา :
15:34
 IP:
125.24.13.216

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 25
       บี้ค่ายประกันกองทุนขาดแก้ปัญหา

> ‘ยูเนี่ยนอินเตอร์’ ใกล้เติมครบ 430 ล.

> ‘ฟีนิกซ์’ เร่งเจรจานายทุนใหม่ 3 กลุ่ม

ยังคงคาราคาซัง และ “ค้างคาใจ” กับบรรดาบริษัทประกันภัยที่ยัง “มีปัญหา” ซึ่งถามไถ่ไปมาก็ยังคงวนเวียนอยู่กับ 3 บริษัท ที่ฮิตติดชาร์ตในดวงใจแวดวงประกันภัย และส่วนใหญ่ก็ยังขึ้นชาร์ตเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มานมนาน ซึ่งเวลานี้ทั้ง 3 บริษัทต่างก็มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา

เริ่มจากรายแรกที่ยังสางปัญหามาราธอน กระทั่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “บริษัท ยูเนี่ยนอินเตอร์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)” แต่ก็ยังไม่มีใครลืมชื่อเก่า “ธนสินประกันภัย” โดยหลายสัปดาห์ก่อนระบุว่าจะเติมเงินแบบรวดเดียวให้ครบ 430 ล้านบาท แต่ล่าสุด นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ได้เพิ่มทุนรอบใหม่เข้ามาเพียง 100 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่โอนมาจากบัญชีธนาคาร ซึ่งจากการตรวจสอบกับธนาคารเงินดังกล่าวไม่มีภาระผูกพัน ส่วนอีก 330 ล้านบาทที่เหลือ ผู้บริหารรับปากจะเพิ่มทุนเข้ามาภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีเงินกองทุนครบถ้วนตามกฎหมายทันที

“ส่วนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ยังค้างอยู่ทั้งผู้เอาประกันภัยและอู่อีกประมาณ 90 กว่าล้านบาท ทางคปภ. พยายามเร่งให้บริษัทสะสางหนี้สินส่วนนี้ให้แล้วเสร็จ ซึ่งเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับบริษัทเองด้วยว่าจะดำเนินการได้เร็วแค่ไหน เพราะการเคลียร์สินไหมค้างจ่ายจะมีผลต่อการอนุญาตให้บริษัทเปิดรับประกันภัยได้เหมือนปกติด้วย โดยคาดว่ากรณีของธนสินฯ น่าจะจบได้เร็วๆ นี้”

รายต่อมา “บริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด” นางจันทรา กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้ดำเนินการลดทุนจดทะเบียนลงแล้วเพื่อล้างขาดทุนสะสม โดยลดราคาหุ้นจากราคาพาร์ 100 บาท ลงมาเหลือ 25 บาท เท่ากับทุนจดทะเบียนลดลงเหลือประมาณ 550 ล้านบาท จากเดิม 2,200 ล้านบาท ซึ่งการลดทุนครั้งนี้สามารถล้างขาดทุนสะสมไปได้มากและจะทำให้การเจรจากับผู้ร่วมทุนรายใหม่ง่ายขึ้น

พร้อมกันนี้ ตนได้นำความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของฟินันซ่าเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการคปภ. (บอร์ด) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา เพื่อขอขยายเวลาในการแก้ไขปัญหาให้กับบริษัทอีก 3 เดือนนับจากวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ร่วมทุนรายใหม่ได้มีเวลาเจรจาร่วมทุนกัน เพราะการร่วมทุนมีแนวโน้มดี

“การลดทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสมทำให้ผู้ร่วมทุนรายใหม่ซื้อของตามราคาที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น กรณีฟินันซ่า ประกันชีวิตเราไม่หนักใจ เพราะเขามีแผนดำเนินงาน แผนแก้ไขปัญหาชัดเจน ส่วนทางบอร์ดก็รับรู้มาตลอดและให้รีบแก้ไขปัญหา ซึ่งไม่ใช่แค่ฟินันซ่าเท่านั้น แต่ทุกบริษัทที่มีปัญหา บอร์ดสั่งให้รายงานการแก้ไขฐานะการเงินเป็นระยะอยู่แล้ว และแม้ตอนนี้จะไม่มีประธานบอร์ดแต่มีคนรักษาการอยู่งานทุกอย่างยังเดินไปได้ตามปกติ”

ส่วนกรณี “บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย จำกัด” ที่ถูกคำสั่งปิดกิจการไปแล้วนั้น นางจันทรา กล่าวว่า ขณะนี้ทางผู้ชำระบัญชีอยู่ระหว่างติดตามทรัพย์สินเท่าที่เหลือ ซึ่งมี 2 รายการ คือ 1.ที่ดิน ซึ่งได้ประสานกับกรมธนารักษ์เพื่อตรวจสอบราคาที่ดินที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ และ 2.รถยนต์ประมาณ 100 คัน ส่วนใหญ่เป็นรถในโครงการรถใช้ระหว่างซ่อมและรถผู้บริหารซึ่งทั้ง 2 รายการยังไม่สามารถบอกได้มีมูลค่าเท่าไร

สำหรับกรณีของ “บริษัท ฟีนิกซ์ประกันภัย จำกัด” ซึ่งถูกคำสั่งหยุดรับประกันลูกค้ารายใหม่ นางจันทรา กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไขฐานะการเงินและกำลังเจรจากับผู้ร่วมทุนรายใหม่ โดยเมื่อกลางสัปดาห์มีผู้ร่วมทุนรายหนึ่งมาขอเข้าพบเพื่อหารือถึงแผนฟื้นฟูกิจการ

ส่วนที่มีข่าวว่าทาง บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) 1 ใน 3 ผู้ร่วมทุนที่แสดงความสนใจจะเข้าลงทุนในบริษัทอาจจะไม่ลงทุนแล้วนั้น ตนยังไม่ทราบ ยังไม่มีการแจ้งข้อมูลใดๆ เข้ามา โดยก่อนหน้านี้ทิพยประกันภัยได้ทำหนังสือเข้ามาที่ คปภ. แสดงความสนใจที่จะเข้าลงทุนในฟีนิกซ์ประกันภัย เช่นเดียวกับอีก 2 ราย เป็นนักลงทุนจากประเทศจีนและกลุ่มนักลงทุนจากประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างเจรจารวมถึงตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน (ดิวดิลิเจนท์)

www.siamturakij.com

ที่มาของข่าว :: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1001 ประจำวันที่ 30 พ.ค. - 2 มิ.ย. 2552


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย   แก้ไขความคิดเห็น เห็นเฉพาะ admin



คำถามนี้มีทั้งหมด 25 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป

จะแค่ UP กระทู้ขึ้นด้านบน Click ที่นี่เลยครับ ไม่ต้องไปโพสกระทู้ว่า up เลยครับ ประหยัดพื้นที่และเวลาครับ




เพื่อความปลอดภัยในการนำเสนอข้อมูลของผู้ใช้ GasThai.Com สมาชิกเวบเท่านั้น จึงจะตั้งกระทู้ และ ตอบคำถามได้ครับ

สำหรับท่านที่สมัครสมาชิกแล้ว Login Click ที่นี่
สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิก สมัครสมาชิก Click ที่นี่





  





หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)