แก้ไขคำถาม สำหรับ User
คำถาม
รายละเอียด
วันนี้ ( 13 พ.ย.) นานแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เผยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ออกเป็น 2 ตลาด ได้แก่ 1.ภาคครัวเรือน-ปิโตรเคมี และ 2.ภาคขนส่ง-อุตสาหกรรม โดยส่วนแรกจะไม่มีการปรับราคาขึ้นแต่อย่างใดจนถึงวันที่ 31 ม.ค. 2552 ส่วนกลุ่ม 2 ในภาคขนส่งฯ ซึ่งจะรวมไปถึงรถยนต์ที่ติดตั้งกเชื้อเพลิงก๊าซแอลพีจี รัฐบาลมีมติให้ปรับขึ้น 6 บาทต่อกิโลกรัม แต่เป็นการทยอยปรับเดือนละ 2 บาท หรือประมาณ 1 บาทต่อลิตร ซึ่งจะปรับขึ้นเมื่อใดแล้วแต่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารพลังงาน (กบง.) จะพิจารณา โดยจะมีการประชุมภายในสัปดาห์หน้า ปัจจุบันไทยมีการผลิตแอลพีจีประมาณ 350,000 ตันต่อเดือน แต่มีความต้องการใช้ประมาณ 379,000 ตันต่อเดือน แบ่งออกเป็นการใช้ภาคครัวเรือนร้อยละ 46 อุตสาหกรรมร้อยละ 15 ปิโตรเคมีร้อยละ 20 และภาคขนส่งร้อยละ 19 ดังนั้น การปรับขึ้นราคาแอลพีจี ประมาณ 6 บาท ต่อกิโลกรัม จึงจะมีปริมาณก๊าซที่ต้องปรับขึ้นราคาเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 34 โดยที่ผ่านมาก๊าซนำเข้านี้ทาง ปตท.เป็นผู้นำเข้ามาก่อนตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นมา ซึ่งมีการนำเข้าสูงสุดต่อเดือนเมื่อเดือน ต.ค. ประมาณ 113,000 ตันต่อดือน แต่ยอดนำเข้าได้เริ่มลดลงหลังจากเกิดภาวะวิกฤติโลก โดยเดือน พ.ย. 2551 นำเข้าประมาณ 100,000 ตัน คาดว่าเดือนธันวาคมจะนำเข้า 62,000 ตัน และ ม.ค.จะนำเข้าเพียง 45,000 ตัน สาเหตุนำเข้าลดลง เนื่องจากการใช้ภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเคมีลดลงมากประมาณร้อยละ 30 เพราะผลพวงของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตกเลขหรือเปล่า http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000134805