จาก InquiryS@gmail.com
จันทร์ที่ , 26/6/2549
เวลา : 08:42
IP: 202.28.84.49
อ่านแล้ว = 987 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
จาก ไทยรัฐ 26 มิ.ย. 49
"พลังงานทดแทน'สะดุดกึก! รัฐขาดบูรณาการรับมือวิกฤติน้ำมันแพง"
http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic02&content=10509
econ@thairat.co.th
'พลังงานทดแทน'สะดุดกึก! รัฐขาดบูรณาการรับมือวิกฤติน้ำมันแพง
ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ระอุแดด และพร้อมจะแผดเผาทุกอณูให้ไหม้เป็นจุณภายในสัปดาห์นี้ คนไทยหลายคนอาจจะลืมไปว่า เรายังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจอีกหลายด้านที่ถาโถมเข้ามา
ด้านหนึ่งที่คงจะอยู่กับเราต่อไปอีกนาน และนำมาซึ่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงผลผลิตมวลรวมของประเทศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็คือ ปัญหาจากวิกฤติราคาน้ำมันแพง
ปัญหานี้จริงๆ เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างพูดกันมานานเกี่ยวกับมาตรการรับมือ แต่หลายครั้งหลายหน สิ่งที่พูดกันดูจะกลายเป็นแผ่นเสียงตกร่องที่ไม่มีแนวทางนำไปสู่การปฏิบัติอย่างชัดเจน และนำมาซึ่งความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
จะเห็นได้จากตัวเลขการนำเข้าล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ในเดือน พ.ค.ที่ระบุว่า การส่งออกมีมูลค่า 10,835.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงิน 422,580.6 ล้านบาท (39 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้น 18.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 11,481.8 ล้านเหรียญฯ หรือเท่ากับ 447,792.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 646.4 ล้านเหรียญฯ
เป็นตัวเลขขาดดุลสูงสุดในรอบ 11 เดือน!!
สาเหตุหลักของการขาดดุลการค้าข้างต้น ยังคงเป็นผลจากการนำเข้าน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับแทนที่จะลดลง โดยในเดือน พ.ค. มีการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งสิ้น 28.68 ล้านบาร์เรล หรือเฉลี่ยวันละ 925,040 บาร์เรล คิดเป็นมูลค่า 1,978 ล้านเหรียญฯ หรือเท่ากับ 77,142 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดให้นำเข้าได้วันละ 850,000 บาร์เรล ไปถึงวันละ 75,040 บาร์เรล หรือเกินเป้าไป 8.8%
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มาตรการประหยัดพลังงานก็ดี ตลอดไปจนถึงมาตรการจัดหาพลังงานทดแทนการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงก็ดี ไม่มีประสิทธิภาพ ซ้ำยังกลายเป็นไฟไหม้ฟางไปในขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 66-79 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล จากปีก่อนที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 55 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล
ที่แย่กว่านั้น เรายังพบว่า หน่วยงานต่างๆที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างบูรณาการตามที่คุยไว้ หากแต่โหนกระแสกันไปเป็นพักๆ เมื่อราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูงขึ้นในแต่ละรอบ
สิ่งนี้ไม่เพียงกระทบต่อดุลการค้าของไทย แต่ยังกระทบกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ และค่าครองชีพของประชาชนคนไทยให้พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
รายงานสัปดาห์นี้ ทีมเศรษฐกิจ ขอนำท่านผู้อ่านไปสำรวจการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินงานภายใต้มาตรการประหยัดพลังงาน ตลอดจนถึงมาตรการส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทนว่า เหตุใด มันจึงไม่ได้ผลอย่างที่ควรจะเป็น
ที่สำคัญ เราสามารถจะร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันลงได้ตามเป้าหมายเพียงใด
แก๊สโซฮอล์ผลิตไม่ทันใช้
ในบรรดาโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนทั้งหมดที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น ดูเหมือนโครงการ แก๊สโซฮอล์ ที่นำเอาเอทานอลมาผสมกับน้ำมันเบนซินทดแทนสารเพิ่มคุณภาพน้ำมัน (เอ็มทีบีอี) ปริมาณ 10% เป็นแก๊สโซฮอล์ 95 จะมีความคืบหน้าเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากกว่าโครงการอื่น และยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ของคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่มีนายพินิจ จารุสมบัติ รักษาการ รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน
แต่โครงการแก๊สโซฮอล์ก็ยังมีปัญหา
กล่าวคือ จากการที่ราคาน้ำมันเบนซินแพงมาก ทำให้ความต้องการใช้แก๊สโซฮอล์ซึ่งราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินลิตรละ 1 บาท เพิ่มขึ้นเร็วมาก จนโรงงานผลิตเอทานอลไม่เพียงพอกับความต้องการใช้
หลายครั้งที่ประชาชนต้องพบว่าปั๊มที่ให้บริการแก๊สโซฮอล์ ติดป้ายว่าแก๊สโซฮอล์หมด ต้องจำใจหันไปเติมน้ำมันเบนซินแทน
รายงานล่าสุดของคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ ระบุว่าปัจจุบันมีโรงงาน ผลิตเอทานอลที่ผลิตและจำหน่ายได้แล้ว 4 แห่ง คือ บริษัทไทยแอลกอฮอล์ จำกัด, บริษัทไทยอะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด, บริษัทไทยง้วน เอทานอล จำกัด และบริษัทขอนแก่นแอลกอฮอล์ จำกัด ที่สามารถผลิตเอทานอลรวมกันได้ วันละ 500,000 ลิตร นำไปผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์ได้ 5 ล้านลิตร
คาดว่าในเดือน ธ.ค.นี้ จะมีโรงงานเอทานอลที่ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมผลิตอีก 5 ราย เมื่อรวมกับปัจจุบันจะทำให้ ณ เดือน ธ.ค.นี้มีปริมาณเอทานอลรวมกันทุกโรงงานวันละ 1 ล้านลิตร ทำเป็นแก๊สโซฮอล์ได้วันละ 10 ล้านลิตร
ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินทั้งเบนซิน 95 และเบนซิน 91 อยู่ที่วันละ 24 ล้านลิตร
เท่ากับว่ากำลังการผลิตเอทานอลที่มีอยู่จะไม่พอเพียงกับ ความต้องการของแก๊สโซฮอล์ที่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อมาทดแทนตลาดน้ำมันเบนซิน
สำหรับรากเหง้าปัญหาการขาดแคลนเอทานอล เป็นเพราะทางการได้คาดการณ์ตลาดต่ำเกินไป จนทำให้เกิดปัญหาเอทานอลขาดแคลนอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ เพราะปริมาณการผลิตเอทานอล ในประเทศไม่พอเพียงกับความต้องการในประเทศที่เพิ่มขึ้น
ปัญหาการขาดแคลนเอทานอลไม่ใช่ว่ามีเพียงแค่โรงงาน ผลิตเอทานอลมีกำลังการผลิตน้อยกว่ากับความต้องการ แต่ยังเกิดจากวัตถุดิบที่นำมาผลิตเอทานอลก็มีไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ วัตถุดิบตัวหลักซึ่งนำมาผลิตเอทานอลมี 2 ชนิด คือ โมลาส หรือกากน้ำตาล และมันสำปะหลัง
สำหรับโมลาสปีนี้มีราคาดีมากถึงตันละ 120 เหรียญสหรัฐฯ ทั้งๆที่ราคาโดยเฉลี่ยควรจะอยู่ที่ตันละ 60 เหรียญสหรัฐฯ เป็นเพราะตลาดมีความต้องการสูงโดยเฉพาะประเทศจีนที่นำเข้าไปผลิตสุรา
เมื่อโมลาสมีราคาสูงมาก จึงไม่คุ้มกับต้นทุนที่จะผลิตเอทานอล
ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้ผลิตบางรายจึงหยุดผลิตเอทานอล เพราะต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาเอทานอลที่บริษัทน้ำมันรับซื้อ จนต้องเจรจาให้บริษัทน้ำมันเพิ่มราคารับซื้อจากลิตรละ 23 บาท เพิ่มเป็นลิตรละ 25.30 บาท ผู้ผลิตเอทานอลจากโมลาสจึงหันกลับมาผลิตเอทานอลอีกครั้ง
ขณะที่ผู้ผลิตเอทานอลที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบก็ประสบปัญหาเช่นกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ เมื่อลงมือผลิตจริงจึงเกิดปัญหาไม่สามารถป้อนมันสำปะหลังได้ต่อเนื่อง
เป็นเพราะกระทรวงพลังงานขาดการประสานงาน อย่างเป็นระบบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยเพิ่งผวาตื่นในการประสานงานกับเกษตรกรมาเข้าระบบการทำสัญญาซื้อขายกับเกษตรกร หรือคอนแท็คฟาร์มมิ่ง ที่สามารถระบุรายชื่อเกษตรกรที่ผลิตมันสำปะหลังป้อนให้แต่ละโรงงานได้ชัดเจน
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังต้องมีหน้าที่ในการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ให้ได้มากขึ้น จากปัจจุบันได้ผลผลิตไร่ละ 3 ตัน ต้องมีการพัฒนามันสำปะหลังพันธุ์ดีให้ได้ไร่ละ 6 ตัน และเปอร์เซ็นต์แป้งที่ให้ควรจะอยู่ที่ 30% เพื่อที่จะทำให้การผลิตเอทานอล ได้คุณภาพดี คุ้มกับต้นทุนการผลิต ส่วนราคามันสำปะหลังก็ไม่ควรผันแปรมากนัก ควรจะอยู่ที่ระดับราคา กก.ละ 1.50 บาท
แต่ปัญหาคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี ความคืบหน้าในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด?!?
ไบโอดีเซลไร้อนาคต
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นอกจากมีหน้าที่ในการวางแผน จัดการในเรื่องวัตถุดิบสำหรับเอทานอลเพื่อใช้ในการทำแก๊สโซฮอล์แล้ว
ยังมีหน้าที่ในการกำหนดพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตไบโอดีเซล แต่ดูเหมือนเรื่องนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็สอบไม่ผ่านเช่นกัน
ทั้งนี้ ตามมติ ครม.ได้มีการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ให้ภายในปี 2554 ทั่วประเทศจะต้องมีการใช้ไบโอดีเซล 5% (บี 5) หรือคิดเป็นจำนวน 4 ล้านลิตรต่อวัน และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 จะมีการจำหน่ายไบโอดีเซล 10% หรือบี 10 ทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้มีความต้องการไบโอดีเซลประมาณ 8.5 ล้านลิตรต่อวัน
ครม.จึงได้มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบในการส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมัน 5 ล้านไร่ ระหว่างปี 2548-2552 โดยเป็นการปลูกในประเทศ 4 ล้านไร่ และปลูกในประเทศเพื่อนบ้านอีก 1 ล้านไร่
ขณะเดียวกัน ยังมอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) เพื่อส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน และให้กระทรวงพลังงานส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซล
สำหรับปีนี้ได้มีการตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ปลูก 720,000 ไร่
แต่จนถึงขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการไม่ถึง 50% สาเหตุเพราะราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ประกอบกับยางพารามีราคาดี เกษตรกรจึงหันไปปลูกยางพาราที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
จึงน่าเป็นห่วงว่าที่รัฐบาลได้วาดฝันไว้ในเรื่องการผลิตไบโอดีเซล จะเป็นได้จริงหรือเพราะการปลูกปาล์มน้ำมันต้องมีการจัดการล่วงหน้า โดยกว่าที่ปาล์มจะให้ผลผลิตก็ต้องใช้เวลา 3-4 ปี
นอกจากนี้ยังพบว่ามีการก่อสร้างโรงงานไบโอดีเซล ที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มมีเพียงแห่งเดียวในขณะนี้ ซึ่งเป็นของบริษัทราชาไบโอดีเซลที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ผลิตได้วันละ 20,000 ลิตร เพื่อใช้สำหรับเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะสมุย ที่เหลือบางส่วนจำหน่ายให้กับบางจาก และ ปตท.
ขณะที่ บมจ.บางจากปิโตรเลียมซึ่งมีแผนจะลงทุนวงเงิน 1,000 ล้านบาท ที่จะสร้างโรงงานผลิตไบโอดีเซล ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา กำลังการผลิตวันละ 300,000 ลิตร แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก
ปัญหาไบโอดีเซลจึงคล้ายคลึงกับแก๊สโซฮอล์ นั่นคือ ทั้งวัตถุดิบและโรงงานมีไม่พอเพียง เป็นเพราะรัฐไม่มีการวางแผนและการจัดการที่ดี
เอ็นจีวีดันไม่ขึ้น
นอกจากแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลที่สะท้อน ความล้มเหลวในนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนแล้ว
เมื่อหันกลับไปดูพลังงานทดแทนในประเภทอื่น ก็จะเห็นว่ารัฐก็ขาดความชัดเจนไม่แพ้กัน ดังนั้น นโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของรัฐจึงไม่คืบหน้ามากนัก
เช่น การส่งเสริมให้รถยนต์หันมาใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวี) แทนน้ำมัน ก็มีอยู่จำกัด ทั้งที่ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่หา ได้ในประเทศและมีราคาถูกกว่าน้ำมันอย่างมาก
สาเหตุที่รถยนต์เอ็นจีวียังมีจำนวนอยู่จำกัด ทั้งที่รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนด้านการลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ พร้อมให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
เป็นเพราะติดปัญหาค่าติดตั้งเครื่องยนต์ที่มีราคาแพง เฉลี่ยคันละ 40,000-50,000 บาท ถ้าเป็นรถยุโรปที่หรูหราค่าติดตั้งตกคันละ 82,000-100,000 บาท
ขณะที่สถานีบริการก๊าซเอ็นจีวีก็มีน้อย โดยแม้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะเร่งขยายสถานีบริการ แต่ก็ทำได้เพียง 300 แห่ง ภายในปี 2550 ไม่เพียงพอที่จะให้บริการได้อย่างทั่วถึง
ขณะที่รถแท็กซี่ส่วนใหญ่ รวมทั้งประชาชนจำนวนมากยังคงหันไปใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เป็นเชื้อเพลิง มากกว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพราะค่าติดตั้งเพียงคันละไม่เกิน 20,000-25,000 บาท และราคาก๊าซแอลพีจียังเท่ากับราคาก๊าซเอ็นจีวี เพราะรัฐบาลชดเชยให้กิโลกรัมละ 3 บาท เมื่อต้นทุนการติดตั้งถูกกว่า ขณะที่ราคาเชื้อเพลิงเท่ากัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนจะหันไปใช้เชื้อเพลิงก๊าซหุงต้มมากกว่าก๊าซเอ็นจีวี
การที่รัฐยังคงชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม ถือเป็นการสวนทางนโยบายส่งเสริมรถยนต์เอ็นจีวี
ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มภาระให้แก่รัฐบาลมากขึ้นไปอีก เพราะต้องแบกรับภาระการชดเชยก๊าซหุงต้มจนหลังแอ่น
โดยพบว่าขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีภาระหนี้สะสมรวม 10,504 ล้านบาท ปัจจุบันต้องนำเงินมาชดเชยราคาก๊าซหุงต้มกว่าเดือนละ 500 ล้านบาท
ประหยัดพลังงานวนในอ่าง
เมื่อหันกลับมามองมาตรการประหยัดพลังงานก็พบว่า มาตรการที่มีอยู่ยังคงเป็นมาตรการเดิมๆ ไม่สอดรับกับสภาพปัจจุบันที่ราคาน้ำมันใกล้จะแตะลิตรละ 30 บาท
ไม่ว่าจะเป็นมาตรการบังคับประหยัดพลังงานที่รัฐบาลออกมาผ่านเป็นมติ ครม. ได้แก่ ปิดปั๊มน้ำมันระหว่างเวลา 22.00-05.00 น. ปิดไฟป้ายโฆษณาสินค้าทุกประเภท และการบังคับให้รถยนต์ของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจหันมาใช้แก๊สโซฮอล์แทน โดยมีเป้าหมายว่ามาตรการดังกล่าวจะประหยัดพลังงานได้คิดเป็นมูลค่า 6,680 ล้านบาท/ปี
ส่วนมาตรการบังคับอื่นๆ เช่น การกำหนดเวลาเปิด-ปิด ห้างสรรพสินค้า สนามกอล์ฟ โรงภาพยนตร์ การเพิ่มค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านที่อยู่อาศัย สถานบริการอาบ อบ นวด ที่ใช้ไฟมากกว่า 400 หน่วย เป็นต้น ก็ยังไม่มีการนำมาใช้ เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
สำหรับมาตรการประหยัดพลังงานที่เป็นเพียงการขอความร่วมมือจากประชาชน ภายใต้ โครงการ รวมพลังไทย ลดใช้พลังงาน ที่รัฐบาลได้คิกออฟรณรงค์ลดการใช้พลังงานมาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 48 จนสิ้นปี 48 คิดเป็นมูลค่าประหยัดพลังงาน 1,100 ล้านบาท
ปรากฏว่าโครงการเหล่านี้ได้เงียบหายไป ไม่มีการกระตุ้นต่อเนื่องให้หันมาสนใจประหยัดพลังงาน
นอกจากนี้ รัฐยังไม่มีการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้แผ่นโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ภายในบ้านเพิ่มมากขึ้น หากไฟฟ้าเหลือก็สามารถขายไฟคืนให้กับรัฐได้ เหมือนในต่างประเทศ เช่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
ทำให้ผู้ผลิตแผ่นโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย เป็นการผลิตเพื่อส่งออก และบางส่วนนำไปติดตั้งให้กับโรงเรียนในชนบทที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เท่านั้น
************
จึงเป็นที่น่าแปลกใจว่าทั้งที่ที่ประเทศไทยซึ่งมีจุดแข็งทั้งด้านภูมิศาสตร์ และความเป็นเกษตรกรในสายเลือด ที่สามารถผลิตพืชพลังงานทดแทนหรือพืชที่เป็นแป้ง ทั้งอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ปาล์มน้ำมัน สบู่ดำ ใช้เองภายในประเทศได้อยู่แล้ว ซึ่งในภาวะราคาน้ำมันแพงเช่นนี้ เกษตรกรที่ปลูกพืชพลังงานก็จะสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ที่สำคัญยังมีการคาดการณ์ว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะหมดไปในอีก 30-50 ปีข้างหน้า
แต่ดูเหมือนรัฐบาลไทยจะยังไม่มีความตื่นตัวในนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และมาตรการประหยัดพลังงาน
ทั้งยังขาดความชัดเจนด้านนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบก็แยกส่วนกันทำ โดยไม่มีการประสานงานกันอย่างดี
ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศไทยยังจะต้อง เผชิญกับภาวะวิกฤติน้ำมันแพงไปอีกนาน!!!
ทีมเศรษฐกิจ
|