ทำไมต้องมี ออโตลูปด้วย

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก กาญจน์ณัท
พฤหัสบดีที่ , 15/6/2549
เวลา : 19:34
 IP:

210.86.147.9
อ่านแล้ว = 1427 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       ผมได้นำรถไปติดตั้ง ณอ แห่งหนึ่งซึ่งติดตั้งเป็นระบบ mixer หลังติดตั้งเสร็จนำมาวิ่งก็มีปัญหารอบเครื่องไม่นิ่งบางทีขึ้นไปถึง 2000 รอบขณะจอดรถติดอยู่ บางทีขณะวิ่งก็มีอาการสะดุด บางทีเครื่องก็เบาจนดับ จึงนำรถกลฃับไปให้ช่างที่อู่เช็คเขาก็ปรับจูนที่สายคันเร่งและหม้อต้มปัญหาก็หมดไปแต่ระหว่างที่มีปัญหานั้นผมได้สอบถามกับเพื่อนๆที่ใช้แก๊สหลายๆคนรวมถึงเจ้าของอู่ taxi ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยใหม่ขึ้นมาอีกคือ รถของผมตอนติดตั้งออกมาเขามีกระบอกจ่าย ออโตลูปมาด้วยช่างบอกว่าเอาไว้ไปเลี้ยงบ่าวาลว์ ต้องตั้งให้ดีๆถ้าปล่อยมากไปก็จะทำให้บ่าวาลว์แฉะ แต่ถ้าปล่อยน้อยไปบ่าวาลว์จะแห้ง ผมมองลักษณะแล้วเหมือนเวลาเราไปนอน รพ.แล้วหมอให้น้ำเกลือเลยคือมันจะค่อยๆหยด ตอนแรกผมก็เหมือนจะเข้าใจแต่พอมาคุยกับเพื่อนหลายๆคนรถของเขาก็ติดตั้งระบบเดียวกันกับผม แต่ไม่มีใครที่ต้องใช้ออโตลูปเหมือนกับรถผมเลยสักคน พอไปถามเจ้าของอู่รถเขา ตั้งหลายสิบคันกับมีกระบอกออโตลูปเหมือนผมทุกคันเลยและเขาก็อธิบายประมาณเดียวกับช่างที่ทำรถให้ผมและเขายังย้ำว่าจำเป็นต้องมีไม่งั้นบ่าวาลว์จะพังเร็ว ตกลฃงผมควรเชื่อใครดีครับ และควรต้องใส่ออโตลูปหรือไม่หรือควรปิดไปเลย


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก ฒ tau
 พฤหัสบดี, 15/6/2549
 เวลา :
21:56
 IP:
203.113.76.74

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       ใส่ใว้ดีแล้วครับเปิดนิดหน่อยก็โอเค แต่ถ้าเป็นรถที่ใช้งานจนหลวมแล้วละเลยได้ครับ


 จาก โดนใจ
 ศุกร์, 16/6/2549
 เวลา :
09:44
 IP:
203.146.104.35

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       ใส่ไปแล้วอย่าเปิดให้ใครดูนะอายเขา ทำความเข้าใจเครื่องยนต์หน่อยแล้วจะเข้าใจว่ามันไม่จำเป็น


 จาก เหล็งฮู้ชง
 ศุกร์, 16/6/2549
 เวลา :
09:59
 IP:
202.183.156.156

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       ฝากถามเจ้าของอู่ที่คุณไปติดว่ารถที่ไปติดแก๊ส เขาอุดหรือตัดทิ้งท่อหายใจน้ำมันเครื่องหรือครับ จึงต้องติดกระป๋องน้ำมันเครื่องเพื่อเลี้ยงบ่าวาล์วอย่างนั้น คุณกาญจน์ณัท ไม่สบายใจก็สตาร์ทเครื่องยนต์และดับเครื่องทุกครั้ง จะช่วยได้มาก (อย่างไรเสียฝากถามและช่วย POST ให้ทุกฅนได้อ่านความคิดเห็นของเจ้าของอู่)
หมายเหตุ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่จำเป็นต้องมีความเห็นเหมือนกันและสามารถแสดงความเห็นได้ด้วยถ้อยคำสุภาพ


 จาก Pai_City
 ศุกร์, 16/6/2549
 เวลา :
11:45
 IP:
202.139.208.186

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       รถของผม City Type Z ก็ไม่ได้ติดออโตลูป วิ่งแก๊สมา 9 เดือนเศษสี่หมื่นกว่า กม. เสียงเครื่องยนต์ยังเงียบอยู่ครับ โดยส่วนตัวผมคิดว่าไม่จำเป็นครับ การทำงานของเครื่องยนต์มี 4 จังหวะคือ ดูด, อัด, ระเบิด และคาย จังหวะดูดลูกสูบจะเคลื่อนตัวลงด้านล่างวาล์วไอเสียจะปิดสนิท ส่วนวาล์ไอดีจะเปิดเพื่อให้ก๊าซไหลผ่านเข้าห้องเผาไหม้ เมื่อลูกสูบเคลื่อนตัวลงสุดแล้วจะเคลื่อนตัวขึ้นด้านบนก็จะเข้าสู่จังหวะอัด วาล์วไอดีและวาล์วไอเสียจะปิดสนิท เมื่อลูกสูบเคลื่อนตัวสู่ด้านบนสุดหัวเทียนก็จะจ่ายประกายไฟทำให้เกิดการจุดระเบิด ลูกสูบจะเคลื่อนตัวลงด้านล่าง (วาล์วไอดีและไอเสียยังปิดอยู่) เมื่อลงสุดก็จะเคลื่อนตัวสู่ด้านบนวาล์วไอเสียก็จะเปิด (วาล์วไอดียังปิดอยู่) เพื่อให้ไอเสียที่มีความร้อนสูงไหลออกจากห้องเผาไหม้ แล้วการทำงานก็จะวนมาในจังหวะหนึ่ง
จากการทำงานของเครื่องยนต์จะเห็นได้ว่าวาล์วไอเสียจะทำงานหนักคือจะมีไอเสียซึ่งมีความร้อนไหลผ่าน และถ้าเราใช้ออโตลูปวาล์วไอเสียจะไม่ได้รับส่วนตรงนี้เลยเพราะในช่วงจังหวะดูดวาล์วไอดีจะเปิดส่วนวาล์วไอเสียจะปิด ฉะนั้นวาล์วไอดีเท่านั้นที่จะได้รับตรงนี้ ออโตลูปเมื่อเผาไม้จะเกิดเขม่าบนลูกสูบ, หัวเทียน วาล์วไอดี ผนังเสื้อสูบ ซึ่งอาจทำให้น้ำมันเครื่องสกปรกเร็วขึ้น รวมทั้งท่อไอเสีย
บนฝาสูบก็จะมีน้ำมันเครื่องมาเลี้ยงในส่วนเคลื่อนที่ตลอดเวลา รวมทั้งในฝาสูบก็มีน้ำขึ้นมาหล่อเย็นด้วยเพื่อไม่ให้ฝาสูบร้อนเกินไป ผมคิดตามนี้จึงเห็นว่าไม่จำเป็น ผิดถูกประการใดก็ขออภัยอีกด้วยครั้งครับ


 จาก 4A Super ช้า
 ศุกร์, 16/6/2549
 เวลา :
11:52
 IP:
125.24.84.246

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       สมัยก่อน น้ำมัน จะต้องมี สารตะกั่วเพื่อคอยเคลือบบ่าวาล์วไม่ให้บ่าวาล์วสึก
แต่สมัยนี้ รถไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันที่มีสารตะกั่วกันแล้ว เพราะ วาล์วเดี๋ยวนี้มันเป็นชนิดแข็ง ไม่เหมือนเมื่อก่อน

ในแกสไม่มี สารตะกั่ว เค้าจึงต้องเติม ออโต้ลูบเข้าไป

แต่ปัจจะบัน วาล์วมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้สารตะกั่ว มีความทนทานและแข็งแรง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ แถมใช้จะมีผลเสียมากกว่า
1.เครื่องยนต์สกปรก
2.ปล่อยมลพิษ
3.เปลืองเงินโดยใช่เหตุ
4.หัวเทียนบอดเอาง่ายๆ

ปรกติรถที่ใช้แกส จะสามารถยืดอายุการใช้น้ำมันเครื่องได้ 50-100 % จากอายุการใช้งานเดิมเพราะเผาไหม้หมดจด แต่ถ้าใช้ออโต้ลูบ เผลอๆ น้ำมันเครื่องจะดำปี๋ซะมากกว่า


 จาก ae1977
 ศุกร์, 16/6/2549
 เวลา :
12:14
 IP:
58.8.46.17

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       ของผมเขาให้เติมน้ำมันเครื่อง จะเป็นไรเปล่าครับ


 จาก ปากเกร็ดไดรเวอร์TAC#29
 ศุกร์, 16/6/2549
 เวลา :
12:18
 IP:
124.121.6.16

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       ชุดออโตลูปจำเป็นมากครับผมยืนยัน

เอามาให้ผม แล้วผมจะเอาไปใส่น้ำผสมปุ๋ย ไว้เลี้ยงต้นไม้ ได้ผลดีมากทีเดียว ประหยัดน้ำ ประหยัดปุ๋ย เพราะน้ำและปุ๋ยทุกหยาดหยด ลงที่โคนต้น ได้ใช้ประโยชน์ทั้งหมด

ที่บ้านแม่ยายมีอย่างนี้อยู่ 4 ชุดผมถอดจากรถที่ติดแก๊ส LPG มากับมือ จำได้ว่า 4-5 เดือนแล้ว จนต้นไม้โตจาก 20 ซม.ขึ้นมาเป็น 1 เมตรเศษ ๆ แล้ว 1 กระป๋องใช้กับต้นไม้ได้ 2-3 ต้น



 จาก vee
 พุธ, 28/6/2549
 เวลา :
14:43
 IP:
124.120.240.111

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       ผมใส่อยู่ก้ไม่มีปัญหาอะไรแต่คิดแล้วก็หน้าเอาออกเหมือนัน มันหนักรถ อิอิ


 จาก อีคาร์เมืองปทุม
 พุธ, 28/6/2549
 เวลา :
18:10
 IP:
58.8.168.246

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       บ่าวาล์วไม่พัง ถ้าส่วนผสมไอดีถูกต้อง แต่มันก็สึกหรอตามการใช้งาน เป็นเรื่องปกติครับ
ถ้าใช้ออโต้ลูป แทนที่จะดี กลับกลายเป็นเขลอะวาล์วซะป่าวๆ


 จาก 5555
 พฤหัสบดี, 29/6/2549
 เวลา :
08:00
 IP:
203.146.201.13

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       สองจังหวะ จะไม่เถียงเลย


 จาก วุฒิ
 พฤหัสบดี, 29/6/2549
 เวลา :
08:52
 IP:
202.183.237.194

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       ผมว่ารถที่มีท่อระบายไอน้ำมันเครื่องมาต่อที่ท่อไอดีแล้วไม่จำเป็นครับ


 จาก จอมคาถา
 อาทิตย์, 2/7/2549
 เวลา :
13:53
 IP:
124.120.243.202

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       บนกระแสความเปลี่ยนแปลงของพลังงานสำหรับรถยนต์ ที่หลายคนสุดทนกับการแบกรับภาระค่าน้ำมันเบนซิน หันมาคบกับพลังงานทางเลือกอย่างก๊าซแอลพีจีกันเป็นทิวแถวนั้น ส่งผลให้ ณ วันนี้ มีศูนย์บริการติดตั้งระบบแอลพีจีเกิดขึ้นใหม่เป็นดอกเห็ด แต่ก็ยังไม่สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ได้อย่างเพียงพอ เชื่อหรือไม่ว่าศูนย์บริการระดับกลางๆ ที่มีชื่อเสียงนั้น คิวรอติดตั้งระบบแอลพีจีให้กับรถยนต์ บางแห่งต้องรอนานถึง 2 เดือนเลยทีเดียว หรือแบบมีทั้งชื่อเสียและชื่อเสียงรวมกันก็ยังมีคนเสี่ยงรอคิวนานร่วมเดือน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนเห็นเป็นโอกาสอันดี หันมาเปิดศูนย์บริการแบบนี้มากขึ้นทุกวัน แน่นอนว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกวันเหล่านี้ ทำให้มีคำถามตามมาว่ามีการควบคุมมาตรฐานคุณภาพทั้งการเลือกใช้อุปกรณ์และเทคนิคการติดตั้งเพียงพอแค่ไหน?
ทุกวันนี้ผมได้รับคำถามจากเพื่อนๆ คนรู้จักมากมายเกี่ยวกับปัญหาหลังจากติดตั้งระบบเชื้อเพลิงก๊าซแอลพีจีไปแล้ว เมื่อตรวจสอบหาสาเหตุจึงพบว่าส่วนมากมักเกิดจากการขาดความละเอียดรอบคอบในการติดตั้ง รวมถึงการเร่งทำปริมาณให้ได้จำนวนมาก เพื่อกอบโกยเงินทองมากกว่าจะสนใจกับคุณภาพงานและความปลอดภัยของลูกค้า
ผมเคยเข้าไปพูดคุยกับศูนย์ติดตั้งระบบแอลพีจีบางแห่ง เพื่อให้ช่วยแก้ไขตามจุดที่ผิดพลาดของรถเพื่อนๆ ที่เข้าไปติดตั้ง จึงพบว่าหลายแห่งยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างเพียงพอที่จะให้บริการ ทั้งในเรื่องระบบการทำงานของอุปกรณ์ชนิดต่างๆ ขั้นตอนการติดตั้ง ขณะเดียวกันผู้บริโภคหรือเจ้าของรถเองก็ไม่มีความรู้เพียงพอจะไปตรวจสอบคุณภาพที่ออกมาได้ จึงจำต้องเป็นผู้รับเคราะห์ไปอย่างไม่รู้ตัว
* ปัญหาที่พบเจอมีตั้งแต่ต่อท่อต่างๆ ไม่แน่นเพียงพอ มีการรั่วซึม ใช้อุปกรณ์ไม่ครบทำให้รถมีปัญหา การติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เช่นหม้อต้มก๊าซในตำแหน่งไม่ถูกต้องเสี่ยงต่อการติดไฟหากมีการรั่วซึม ไม่มีการแนะนำการใช้งานและการดูแลรักษาเบื้องต้นอย่างถูกวิธี หรือจะให้ดีผมว่าอย่างน้อยควรมีเอกสารคู่มือการใช้งานและตรวจเช็คระบบเบื้องต้นให้กับลูกค้าก็น่าจะพอใช้ได้
* อีกกรณีที่เพิ่งพบในไม่กี่วันที่ผ่านมา และแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นศูนย์ติดตั้งที่ทำมานานนับสิบยี่สิบปีแล้วก็คือ การติดตั้งหรือเดินท่อส่งก๊าซจากถังบรรจุด้านท้ายรถมายังหม้อต้มก๊าซในห้องเครื่อง ปรากฏว่าแทนที่จะพิจารณาให้ดีว่าตำแหน่งของท่อควรจะเดินไปในแนวไหน โดยเฉพาะต้องระวังเรื่องชิ้นส่วนที่เคลื่อนได้เช่นระบบช่วงล่าง แต่ปรากฏว่าบังเอิญรถคันนั้นเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนเล็กน้อยต้องถอดกันชนออกมาทำสี จึงยกรถขึ้นด้วยลิฟต์ยกรถเพื่อความสะดวกในการทำงาน จึงพบว่าล้อรถไม่ห้อยลงเท่าที่ควรจึงมุดเข้าดูปรากฏว่าชิ้นส่วนของช่วงล่างถูกรั้งด้วยท่อทองแดงส่งก๊าซ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากในอนาคตจะเกิดเรื่องเศร้าขึ้นกับรถคันนี้ได้ หากยังมิได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แถมการติดตั้งท่อเข้ากับชุดกรองก๊าซก่อนเข้าหม้อต้มก็ตึงเกินไปไม่มีระยะเผื่อการให้ตัวสำหรับการสั่นสะเทือน ซึ่งจุดนี้จะให้ดีควรมีการดัดท่อส่งก๊าซม้วนเป็นวงกลมเผื่อระยะการให้ตัวไว้ด้วย
*ไหนๆ ก็ลงมือแล้วคราวนี้เลยถอดท่ออากาศเปิดดูกรวยมิกเซอร์ ปรากฏว่าขนาดเล็กเกินกว่าจะใช้สำหรับเครื่องยนต์ขนาด 2,500 ซีซี ใช้เวอร์เนียวัดดูปรากฏว่าเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 26 มิลลิเมตร จากขนาดของท่อส่งอากาศเดิมที่กว้างราว 70 มิลลิเมตร ซึ่งมิกเซอร์ขนาดนี้ถือเล็กเกินกว่าจะใช้กับเครื่องยนต์ระดับนี้ เพราะค่าเฉลี่ยสำหรับมิกเซอร์นั้นประมาณคร่าวๆ ควรอยู่ในระดับ 70-75% จากของเดิม ดังนั้นในภาวะที่ต้องกลับมาใช้น้ำมัน ทำให้การที่มีอากาศเข้าน้อยเกินไปไม่เพียงพอกับการผสมกับเชื้อเพลิง จึงส่งผลทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันเนื่องจากเผาไหม้ไม่หมด ควันดำ และวิ่งไม่ออก
เจ้าของรถยังบอกอีกว่าแม้จะใช้แก๊สแอลพีจีแล้ว แต่ปรากฏว่าน้ำมันในถังก็ยังหายไปอีก เลยเช็คดูปรากฏว่าปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงหรือปั๊มติ๊กยังทำงานอยู่ แต่ท่อส่งน้ำมันถูกบล็อกไว้ด้วยวาล์วไฟฟ้า ซึ่งเมื่อพบกับแรงดันจากปั๊มน้ำเชื้อเพลิงในระดับ 30-45 ปอนด์/ตารางนิ้ว จึงมีโอกาสรั่วมายังระบบได้ ทำให้เป็นสาเหตุที่น้ำมันค่อยๆ หายไปถังทีละนิด ขณะเดียวกันหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังทำงานอยู่โดยไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงมาเลี้ยง เพราะช่างที่ติดตั้งไม่ได้ทำการยกเลิกระบบของ 2 ส่วนนี้ขณะใช้ระบบก๊าซแอลพีจี ในอนาคตจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะพบว่าชุดหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นชิ้นส่วนราคาแพงและพังยากของรถคันนี้ จะต้องกลับบ้านเก่าในเวลาอีกไม่นาน
*อีกปัญหาที่พบคือรถหลายคันที่ใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิง มักจะปล่อยให้มีน้ำมันติดถังเพียงเล็กน้อย ขณะที่ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงต้องการน้ำมันหล่อเลี้ยงตลอดเวลาเพื่อระบายความร้อน ทำให้อีกไม่นานปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงก็ถึงเวลาต้องกลับบ้านเก่าก่อนเวลาอันควรอีกเช่นกัน ดังนั้นจึงควรเติมน้ำมันอย่างน้อยก็มากกว่าครึ่งถังไว้ดีกว่า
*อีกปัญหาที่พบคือหลายท่านเกรงกลัวราคาน้ำมัน จนไม่ยอมกลับมาใช้น้ำมันอีกเลย เรียกว่าใช้ก๊าซแอลพีจีกันตั้งแต่สตาร์ทเลยทีเดียว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องกลับมาใช้น้ำมันในบางโอกาสอีก ปรากฏว่าเกิดน้ำมันรั่วขึ้นตามข้อต่อต่างๆ ซึ่งมีซีลยางอยู่ข้างใน สาเหตุนี้เกิดจากการไม่มีน้ำมันมาหล่อเลี้ยงและช่วยระบายความร้อนในระบบ เมื่อท่อน้ำมันว่างเปล่าผสมกับความร้อนในห้องเครื่องซีลยางหลายตัวจึงหมดอายุ หดตัวหรือแตกหักทำให้น้ำมันรั่วออกมาได้

โชคดีได้กลิ่นก่อนแล้วดับเครื่องทันก็แล้วไป โชคไม่ดีก็แย่หน่อย แล้วแต่ดวงว่าใครทำบุญมามากแค่ไหน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป โดยเฉพาะหากบริเวณที่รั่วซึมอยู่ใกล้ท่อไอเสีย การป้องกันทำได้ไม่ยากแค่หาโอกาสให้เครื่องยนต์ได้มีโอกาสใช้น้ำมันบ้าง เพื่อหล่อเลี้ยงในระบบอย่างน้อยสัก 3-4 วัน ใช้น้ำมันสัก10-30 นาทีก็ยังดี แต่สำหรับผมจะสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยน้ำมันทุกเช้าเมื่ออุณหภูมิได้ที่ประมาณ 50-70 องศา จึงเปลี่ยนมาใช้ก๊าซ
*สิ่งที่ผมพบอีกอย่างก็คือ ในการเจาะตัวถังรถเพื่อร้อยท่อต่างๆ และร้อยนอตยึดถังบรรจุก๊าซนั้น ศูนย์ติดตั้งหลายแห่งมักละเลยการป้องกันสนิมสำหรับรอยเจาะที่เกิดขึ้นใหม่ จะให้ดีทุกวันนี้ เคมีและสีกันสนิมมีให้เลือกใช้มากมาย ราคาไม่แพงครับ ก่อนร้อยท่อบางแห่งมีรายละเอียดดีหน่อยก็มีการใช้ซีลยางกันน้ำและป้องกันรอยเจาะทำความเสียหายให้ท่อ แต่บางแห่งก็ร้อยลงไปเลย คราวนี้ก็คิดเอาเองนะครับว่าขอบเหล็กคมๆ กับท่อยางและท่อทองแดงใครจะไปก่อนกัน
*พื้นที่ใกล้หมดแล้วครับ... เอาวิธีตรวจเช็คง่ายๆ มาฝาก วันหยุดวันไหนมีเวลาก็ลองเปิดฝากระโปรงรถแล้วสตาร์ทเครื่องด้วยน้ำมัน ปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานสักพักแล้วตรวจเช็คระบบท่อส่งน้ำมันและรางหัวฉีดดูว่ามีร่องรอยการรั่วซึม มีกลิ่นน้ำมันออกมาบ้างหรือเปล่า จากนั้นจึงเปลี่ยนเข้าระบบก๊าซแล้วใช้น้ำผสมกับสบู่หรือแชมพูตีให้เป็นฟองแล้วใช้ฟองน้ำชิ้นเล็กๆ ซับน้ำสบู่ขึ้นมาแล้วป้ายลงไปบริเวณรอยต่อส่วนต่างๆ ของท่อแก๊สหากเกิดฟองอากาศขึ้นบริเวณใดก็แสดงว่ามีการรั่วซึมในระบบครับ

GasThai.Com ขอขอบคุณ

บทความ..........โดยคุณชนินทร์ พงษ์เสือ(Bruno JUC #107)
ผู้ส่งบทความ.....คุณโต้ง ตองเหลือง
ขอบคุณเจ้าของข้อความครับที่ช่วยให้ความรู้กับชาวแก๊ส





คำถามนี้มีทั้งหมด 12 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)