จาก ecc
พฤหัสบดีที่ , 25/5/2549
เวลา : 14:08
IP: 203.154.154.162
อ่านแล้ว = 436 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
ประวัติศาสตร์ธุรกิจน้ำมันกำลังจะซ้ำรอย
หลายสิบปีก่อนระบบการค้าน้ำมันภายในประเทศถูกครอบครองโดยบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เพียงไม่กี่รายโดยมีการแข่งขันที่เบาบาง โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีเพียง ไทยออยล์ บางจาก และ เอสโซ่ เท่านั้น ดังนั้นธุรกิจจึงเป็นตลาดของผู้ผลิตและกำลังการกลั่นในขณะนั้นไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยจึงอิงกับราคานำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์มาโดยตลอด
ต่อมาในปี 2534 รัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายนำระบบราคาน้ำมันลอยตัวมาใช้ อีกทั้งยังสนับสนุนให้การค้าน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาดที่มีการแข่งขันเสรีมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการกำหนดคุณสมบัติของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 ให้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการผ่อนปรนและแก้ไขกฎระเบียบการจัดตั้งโรงกลั่นให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ส่งผลให้มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ทยอยเข้าสู่ธุรกิจประเภทนี้กันมากขึ้น จำนวนผู้ค้าปลีกเพิ่มขึ้นจาก 17 ราย เป็น 30 รายและสถานีบริการน้ำมันจาก 3,000 กว่าแห่งเป็นมากกว่า 10,000 แห่ง โดยทั้ง เชลล์ คาลเท็กซ์ และ ปตท ซึ่งเป็นเพียงผู้ค้าปลีกน้ำมันในขณะนั้นตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจโรงกลั่นของตนเอง(โรงกลั่นระยองของเชลล์ และโรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลี่ยมของคาลเท็กซ์) โดยมี ปตท. เข้าเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยทั้งสองโรงทำให้สภาวะการแข่งขันของธุรกิจนี้เริ่มเป็นไปอย่างเข้มข้น
นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา เมื่อโรงกลั่นใหม่ทั้งสองเริ่มดำเนินการ ทำให้มีโรงกลั่นเพิ่มเป็น 5 โรง ได้แก่ ไทยออยล์ บางจาก เอสโซ่ เชลล์ และคาลเท็กซ์ ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นเข้าสู่ภาวะการแข่งขันที่สมบูรณ์ขึ้นและมีกำลังการผลิตสูงกว่าความต้องการของตลาด ประเทศไทยจึงกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปจากที่เคยนำเข้า ขณะเดียวกันธุรกิจปั๊มน้ำมันก็มีการแข่งขันที่เข้มข้นจากผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดผู้ประกอบการเดิมให้ลดลง กลไกตลาดภายในประเทศที่ดีขึ้นผลักดันให้เกิดการแข่งขันทั้งค่าการกลั่นของโรงกลั่นและค่าการตลาดของปั๊มค้าปลีก ตลาดน้ำมันในช่วงนี้เป็นของผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลดีต่อประชาชนเป็นอย่างมาก
แม้ว่าผู้ค้ารายใหญ่จะมีความพร้อมในเรื่องการผลิตที่ครบวงจรจากการมีโรงกลั่นเป็นของตนเอง แต่ได้กลับเป็นภาระอย่างมหาศาลเมื่อไทยเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ ภาระหนี้ต่างประเทศของทั้งสองโรงกลั่นพอกพูนขึ้นจากการลดค่าเงินบาท อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสังเกตว่า ปตท. ยังคงเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เพียงรายเดียวที่สามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงไว้ได้อย่างเหนียวแน่น จากการที่รัฐให้การสนับสนุนผูกขาดการจำหน่ายน้ำมันให้แก่หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ
ในขณะที่ผู้ประกอบการโรงกลั่นทั้งใหม่และเก่ากำลังอ่อนแรงด้วยการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และพิษของค่าเงินในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ปตท.ก็ได้รุกเข้าครอบครองหุ้นของโรงกลั่นขนาดใหญ่ที่มีกำลังการกลั่นเกิน 100,000 บาร์เรลต่อวัน รวม 5 จาก 6 โรงได้สำเร็จ ได้แก่ ไทยออยล์ บางจาก เชลล์ คาลเท็กซ์ และล่าสุดก็คือทีพีไอ ดังนั้นในปี 2549 นี้ปตท.จึงกลายเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่รายเดียวที่มีอำนาจเหนือกำลังการกลั่นมากกว่า 850,000 บาร์เรลต่อวันหรือกว่า 80% ของประเทศ มีผลให้กลไกตลาดภายในประเทศที่เคยผลักดันให้เกิดการแข่งขันเรื่องค่าการกลั่นจึงหยุดลง ธุรกิจโรงกลั่นของไทยจึงถอยหลังกลับสู่ยุคตลาดของผู้ผลิตที่แทบไม่มีการแข่งขันอีกครั้ง
ในทางทฤษฎีแล้วตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ที่มีผู้ผลิตหลายราย เพื่อความอยู่รอดผู้ผลิตจึงมุ่งพัฒนาประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุน โดยผู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจะกำหนดราคา(Price Leader) ต่ำที่สุดที่อยู่ได้และมีกำไร ส่วนผู้ที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าจะต้องปรับราคาตาม(Price Taker) โดยไม่สามารถผลักดันต้นทุนที่สูงกว่าให้ผู้บริโภคได้ ดังนั้นผู้บริโภคจึงได้รับประโยชน์จากการแข่งขัน แต่ในปัจจุบันที่กำลังการกลั่นส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในมือของผู้ประกอบการน้อยราย การควบคุมค่าการกลั่น(ที่ไม่ใช่กลไกตลาด)จึงทำได้ไม่ยากเย็น โดยพยายามรักษาค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่โรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพต่ำ(บางโรง)ที่มีอยู่ในมือสามารถอยู่รอดได้ จึงไม่น่าประหลาดใจที่โรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเช่นไทยออยล์จะมีค่าการกลั่นสูงกว่า 9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล(เม.ย. 2549) ซึ่งสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้นของไทยออยล์จำนวนมหาศาล (ค่าการกลั่นที่โรงกลั่นสามารถอยู่ได้โดยมีกำไรคือประมาณ 3-4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
เมื่อสภาวการณ์เป็นเช่นนี้ โรงกลั่นที่มีปั้มค้าปลีกเป็นของตนเองจึงสามารถจะลดค่าการตลาดให้ต่ำกว่าต้นทุนได้เนื่องจากมีกำไรจากธุรกิจการกลั่นมาอุดหนุน ส่วนผู้ประกอบการปั๊มค้าปลีกที่ไม่มีโรงกลั่นเป็นของตนเองจึงอยู่ในภาวะถูกบีบให้ออกจากการแข่งขันในที่สุดและเมื่อวันนั้นมาถึงธุรกิจค้าปลีกน้ำมันก็คงอยู่ในสภาวะเดียวกับธุรกิจโรงกลั่นเป็นแน่ (โปรดติดตามตอนต่อไปเรื่องค่าการกลั่น)
|