Accord ปี 2003 เครื่อง 2400 iVTEC วิ่งมาแล้ว 80,000 km. อยากติดแก๊สมากๆแบบไหนดีที่สุด

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก จีราวัฒน์
พุธที่ , 24/5/2549
เวลา : 19:29
 IP:

124.121.161.213
อ่านแล้ว = 815 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       ท่านผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยครับ
1.เลือกแบบไหนดีระหว่าง LPG กับ NGV
2.ข้อเสียและปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ในระยะยาว ในการติดตั้งกับรถยนต์รุ่นนี้
3.เมื่อติดตั้งแล้วต้องดูแลรักษาระบบต่างๆอย่างไร
4.ข้อควรระวังในการใช้งาน

ขอบคุณครับ



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก Paul
 พฤหัสบดี, 25/5/2549
 เวลา :
09:55
 IP:
124.121.148.160

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       LPG หัวฉีดดีที่สุด


 จาก A
 พฤหัสบดี, 25/5/2549
 เวลา :
12:34
 IP:
203.101.146.2

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       เสียงทัดทานจากคนรอบข้างทำให้ความมั่นใจลดทอนลงไป บ้างก็ห่วงเรื่องความปลอดภัย บ้างก็ห่วงเรื่องปัญหาเครื่องยนต์ และบ้างก็ห่วงเรื่องความที่ยังใหม่ของตัวรถ..ว่าน่าเสียดาย แต่อย่างไรเสียด้วยความที่เชื่อมั่นว่าการหันมาใช้แก๊ซแทนเบนซินน่าจะเป็นประโยชน์กว่าในระยะยาว (โดยเฉพาะเรื่องเงินในกระเป๋า...5555) จึงตัดสินใจติด LPG ที่ Super Central Gas (SCG) ในราคา 43,000 บาท ทางอู่ลดให้ 500 บาท จึงเหลือเพียง 42,500 บาท แพงกว่าที่แท็กซี่ติดนิดหน่อย (แท็กซี่ได้ราคาพิเศษคันละ 40,600 บาทและยังได้ผ่อนอีกต่างหาก)
รถผม Honda Accord I-VTEC 2,400 CC. ปี 2004 ใช้มา 1 ปี ประมาณ 30,000 กม. เหตุที่ไปติดที่ SCG ก็เพราะได้ข้อมูลส่วนหนึ่งจากเว็บบอร์ดที่นี่แหละครับ ก็ต้องขอขอบคุณชาว JUC ที่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ หลังจากหาข้อมูลได้บางส่วนแล้วก็ได้สอบถามตามอู่ต่างๆรวมทั้งได้ไปดูมาบางแห่ง สุดท้ายมาลงเอยที่ SCG เนื่องจากเป็นอู่ใหญ่ที่มีระบบจัดการทำงานที่ดูดี คุณสราวุฒิ (01-831-4200) ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และตอบข้อซักถามได้กระจ่างดี (ที่ใส่เบอร์โทรไว้ให้เผื่อบางท่านจะได้โทรไปสอบถามข้อมูล....รับรองได้ว่าผมไม่ได้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องแต่อย่างใด...มีชมแล้วก็จะมีข้อติครับ...ติดตามต่อไป) และทราบจากคุณสราวุฒิว่าทางปตท.ได้ส่งรถรุ่นนี้มาให้ติด NGV จำนวน 15 คัน ซึ่งได้ติดตั้งไปแล้ว 7 คัน ที่เหลือยังรอคิว จึงทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่าน่าจะดูแลรถเราได้เพราะองค์ประกอบของอุปกรณ์แทบเหมือนกันหมดและช่างมีประสบการณ์ติดตั้ง-การเดินสายไฟมาแล้ว ว่าแล้วก็จองติดตั้งในวันรุ่งขึ้นเลย 2 ก.ย. 2548 ผมนำรถเข้าไปแต่เช้า ได้รับคำยืนยันว่า 2 วันเสร็จ วันที่ 3 ก.ย. 2548 ได้รับโทรศัพท์ให้ไปคอยรับรถและดูช่างปรับจูนเวลา 15 น. ผมไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อยปรากฏว่าช่างยังง่วนอยู่กับการติดตั้งถังแก๊สครับ ก็ดีได้ยืนดูจะได้เห็นว่าช่างทำงานเรียบร้อยมากเพียงใด ระบบที่ติดตั้งเป็นระบบหัวฉีด ทุกชิ้นส่วนเป็นของ BRC อิตาลี เป็นเหมือนชุดคิต ช่างเพียงนำมาประกอบกันบวกฝีมือการติดตั้ง ยกเว้นถังแก๊ส 80 ลิตรผลิตในไทยครับ จนกระทั่ง 17 น.ติดตั้งเสร็จช่างให้ผมขับรถไปเติมแก๊สแล้วกลับมาจูนเครื่องที่อู่อีกครั้ง ...อ้าวนึกว่าจะใส่แก๊สให้แล้วปรับจูนให้เสร็จเลย เอา..ขับรถไปเติมแก๊สที่ปั๊มตรงข้ามตึกช้าง ระหว่างที่เติมอยู่นั้นมีเรื่องระทึกจะเล่าให้ฟังครับ ผมเห็นรถแท็กซี่คันหนึ่งขับเข้ามาจอดเติมแก๊สห่างจากรถผมประมาณ 10 เมตร หลังจากรถผมเติมเสร็จและได้รับเงินทอนแล้วก็มีคนวิ่งหนีจากทางแท็กซี่ออกมา ......แก๊ส ครับ แก๊สจากหัวจ่ายพวยพุ่งฉวัดเฉวียง ตลบฟุ้งไปหมด ผมตัดสินใจไม่ถูก จะวิ่งดีหรือไม่วิ่งดี ใจก็ห่วงรถเพิ่งติดตั้งระบบแก๊สมาแท้ โชคดีที่เด็กปั๊ม(ความจริงก็ไม่เด็กแล้วหล่ะครับ)กระโดดคว้าหัวจ่ายและปิดวาล์วไว้ได้ เฮ้อออ...เติมแก๊สต้องเสี่ยงตายแบบนี้ด้วยหรือครับ ผมเข้าใจว่าคนขับแท๊กซี่คงจะไปเดินเตะสายจ่ายแก๊สเข้าให้ระหว่างที่ยังเติมอยู่ ก็เป็นอุทธาหรณ์ให้ระมัดระวังกันครับ
เข้าเรื่องกันต่อครับ ขับรถกลับไปที่อู่เพื่อจูนเครื่อง ใช้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คต่อเข้ากับ ECU ปรับจูนเทียบกับ ECU ของน้ำมัน หรือ COPY การทำงานของระบบน้ำมันเพื่อให้ระบบแก๊สทำงานได้ใกล้เคียงมากที่สุด ค่อยดูไฮเทคน่าเชื่อถือหน่อยครับ ได้เวลาลองเครื่อง ขับรถออกไปกับคนจูน แล่นไปตามถนนวิภาวดีรังสิต นิ่มครับ เรียบลื่น ไม่มีปัญหากระตุก สำลัก หรือเบาดับแต่ประการใด อัตราเร่งก็ไม่ต่างจากน้ำมัน โอเค.. กลับบ้านสบายใจ
แล้วก็ถึงเวลาติครับ เมื่อถึงบ้านตรวจเช็ครถแล้วมีคราบดำหลายแห่งโดยเฉพาะที่ประตูรถ แต่ไม่เป็นไรเช็ดออกได้ มีเหลือเพียงจุดเดียวที่ยังเช็ดไม่ออก แต่ที่ต้องติมากคือเบาะนั่งด้านหลังที่ช่างรื้อออกมาแล้วใส่กลับเข้าไปไม่ดีเหมือนวางลงไปเฉยๆเพราะตัวล๊อคทั้งสองด้านไม่ได้ล๊อคเบาะไว้เลยครับ แถมเขี้ยวพลาสติกของตัวล๊อคก็เหมือนถูกงัดจนบิ่นออก ที่กาบพลาสติกบริเวณกระโปรงหลังรถช่างก็รื้อออกมาแล้วใส่กลับเข้าไปได้ไม่สนิทเหมือนเดิม(ตรงนี้ผมยืนดูอยู่ขณะที่ช่างประกอบกลับเข้าไปครับ) คือตัวเขี้ยวพลาสติดมันหักไป ก็ไม่ทราบว่าจะรื้อชิ้นส่วนนี้ออกมาทำไม แล้วทำไมถึงไม่ระมัดระวังหน่อย รุ่งขึ้นวันอาทิตย์ได้ขับออกไปข้างนอกก็ได้ยินเสียงดัง กึก กัก ที่ด้านหลังรถ จึงสังเกตว่ามันจะเป็นเวลาที่รถออกตัวหรือเหยียบเบรกในบางจังหวะ สันนิษฐานได้ว่าต้องมีชิ้นส่วนบางชิ้นที่ยึดไม่แน่น
วันจันทร์(5 ก.ย. 2548) ผมขับไปที่อู่แต่เช้าเพื่อให้ช่างตรวจและแก้ไข เสียง กึก กัก ที่ได้ยินเป็นเพราะถังแก๊สครับ หลังจากช่างคลายน๊อตออกมาแล้วนำแผ่นยางหนาๆไปรองกันกระแทกที่ส่วนบนจุดที่ชิดกับตัวถังรถแล้วขันน๊อตใหม่ให้แน่น หายครับ เสียงหายไปแล้ว แต่ที่ช่างแก้ให้ผมไม่ได้ก็คือเบาะนั่งด้านหลังและกาบพลาสติก
ผมพอจะสรุปผลงานการติดตั้งของ SCG ได้ว่า กับการติดตั้งระบบแก๊สนั้นอยู่ในขั้นดี อุปกรณ์คุณภาพดี ให้ความรู้และคำแนะนำได้ดี ทำงานมีมาตรฐานและมีระบบพอสมควร ข้อที่ต้องปรับปรุงก็คือความระมัดระวังและความรอบคอบเมื่อต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชิ้นส่วนอื่นๆของรถโดยเฉพาะชิ้นส่วนภายในรถไม่ให้เกิดความเสียหายหรือต้องทำให้กลับคืนดังเดิม ช่างต้องมีจิตสำนึกที่สูงกว่านี้
เอาไว้จะถ่ายรูปมาฝากกันครับ ขณะนี้คงเหลือเพียงการทดสอบใช้งานระยะยาวและการวัดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ซึ่งหากได้ผลเป็นประการใดแล้วผมจะขออนุญาตเข้ามารายงานเรื่อยๆตามแต่โอกาสอำนวยครับ
หลังจากติดตั้งเสร็จแล้วผมก็ได้ค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อ จึงขอรวบรวมข้อมูลมาลง ณ ที่นี้เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังตัดสินใจ
1. ระบบที่ติดตั้ง ปัจจุบันมีอยู่ 2 ระบบหลักๆ คือ ระบบ Mixer ซึ่งเป็นระบบเก่ามีราคาถูก(หมื่นกว่าบาทขึ้นไปก็ติดได้) โดยจะจ่ายแก๊ซทางปากท่อร่วมไอดีผสมกับอากาศแล้วจึงส่งเข้าห้องเผาไหม้ ปัญหาของระบบเก่าก็คือ การจูน หากช่างมีฝีมือจูนได้เหมาะสมก็โชคดีไป แต่ถ้าจูนไม่ดีจะมีปัญหาต่างๆตามมาให้ต้องเข้าอู่อยู่ตลอด เช่น เครื่องกระตุก, เบาเครื่องแล้วดับ, เผาไหม้ไม่หมดทำให้เกิดมลภาวะและกลิ่นอาจเข้ามาในห้องโดยสาร ฯลฯ หากเป็นระบบ Mixer ที่พัฒนาขึ้นมาหน่อย มี ECU ควบคุมการจ่ายแก๊สก็ดีขึ้นมาหน่อยไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับจูนเครื่อง อีกระบบคือ ระบบหัวฉีด เป็นระบบที่ทันสมัยเหมือนรถยนต์ที่ใช้หัวฉีดในปัจจุบัน มี ECU เป็นสมองกลควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับรอบความเร็วเครื่องยนต์ ทำให้หมดปัญหากับอาการไม่พึงประสงค์ข้างต้น ในความเห็นส่วนตัวของผมหากรถของท่านสามารถติดตั้งระบบหัวฉีดได้ก็แนะนำให้ติดตั้งระบบนี้ครับ แม้ว่าราคาจะแพงกว่า (4 หมื่นกว่าบาท) แต่ก็คุ้มค่า (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://www.weekendhobby.com/offroad/jeep/question.asp?page=1&id=5551)
2. ระยะเวลาในการติดตั้ง ตัวอย่างรถของผมใช้เวลาติดตั้ง 2 วันเต็มครับ หากเป็นรถรุ่นใหม่ที่ช่างยังไม่เคยจับอาจใช้เวลาถึง 3 วันหรือมากกว่านั้น แต่หากเป็นรถรุ่นที่มีเข้าไปติดตั้งกันเป็นประจำจะเร็วมาก วันเดียวก็อาจจะเสร็จ
3. สถานที่ติดตั้ง ตรงนี้สำคัญครับ ปัจจุบันมีอู่ที่รับติดตั้งหลายแห่งและหลายแห่งก็ทำแบบลูกทุ่งซะด้วย เรียกว่าขอให้ติดตั้งเสร็จแล้วรถวิ่งออกมาได้เป็นพอ อุปกรณ์ก็ซื้อหาเอามาประกอบกันเอง การติดตั้งก็ทำตามความรู้ความเข้าใจแบบพอเพียง ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงเกี่ยวกับความปลอดภัย ยังไม่ต้องคิดถึงประสิทธิภาพการทำงานเลยครับ สำหรับผมแนะนำ Super Central Gas (SCG – 02-939-5601-9) ครับ แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องบ้างในรายละเอียดแต่ก็ยังอยู่ในวิสัยที่รับได้ และยังมีอีกบางอู่ที่แนะนำกันได้ เช่น บริษัทชื่นศิริ หรือ คุณ SOR (01-453-1418, 02-286-1808-9) ราคาใกล้เคียงกันและคุณ SOR ก็ให้ความรู้และคำแนะนำที่ดีไม่เอาเปรียบลูกค้า งานติดตั้งเท่าที่ติดตามจากกระทู้อื่นก็ทราบว่าเรียบร้อยดี สำนัก ชัย หมากกระจาย (01-613-0157) ก็มีชื่อเสียงดีที่ความซื่อตรง ความเป็นกันเอง ฝีมือและประสบการณ์ในขั้นเอกอุ อีกแห่งที่น่าจะเวิร์คคือ Car Gas Engine Service Center (09-534-5736) แต่ผมไม่มีข้อมูลผลงานการติดตั้ง ผู้รู้ที่ติดตั้งกับสำนักนี้มาแล้วช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยครับ
4. การใช้งาน ก็แค่เติมแก๊สสตาร์ตรถแล้วเหยียบคันเร่ง (55555) ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆนี่หน่า ระบบจะมีสวิตซ์สลับการใช้งานระหว่างแก๊สกับน้ำมันมาให้ สามารถสลับไปมาได้ทุกเวลาแม้จะขับที่ความเร็วสูง หากเป็นระบบหัวฉีดที่ผมติดตั้งมา (ของ BRC) เมื่อเลือกสวิตซ์มาที่แก๊สระบบจะเริ่มสตาร์ตด้วยน้ำมันก่อนเพื่อรอหม้อต้มร้อนพอที่จะทำงาน (เนื่องจากแก๊สเมื่อถูกบีบผ่านหัวจ่ายออกมาจะมีอุณหภูมิที่เย็นมาก จุดระเบิดได้ยาก) สักพักระบบจะสวิตซ์มาใช้แก๊สโดยอัตโนมัติ หากแก๊สหมดก็จะสวิตซ์มาใช้น้ำมันโดยอัตโนมัติเช่นกัน และที่สวิตซ์จะมีไฟ 4 ดวงบอกระดับของแก๊สในถัง สะดวกไม่ต้องไปเปิดฝาท้ายดู (หากท่านเปลี่ยนถังแก๊สใหญ่ขึ้นจากระบบที่ให้มาอย่าลืมบอกคนจูนเครื่องให้แก้ไขไฟบอกระดับแก๊สให้ตรงกับขนาดถังที่ใหญ่ขึ้นด้วย ผมไม่ทราบแต่แรกเลยต้องขับรถเข้าอู่อีกครั้งให้ช่างปรับ) การเติมแก๊สจะมีหัวเติมอยู่นอกรถบริเวณท้ายรถด้านล่าง ใช้เวลาเติมนานกว่าน้ำมันเล็กน้อย (เต็มถัง 80 ลิตรประมาณ 3-5 นาที)
5. อัตราความสิ้นเปลือง ปัจจุบัน (ก.ย. 2548) ราคา LGP อยู่ที่ 9 บาทกว่า บางปั๊มเพียง 8 บาทกว่า (หายากหน่อย) ขณะที่เบนซิน 91 และ 95 ขึ้นไปที่ 26 บาทกว่าแล้ว ช่างบางท่านบอกว่าใช้ LGP จะกินมากกว่าน้ำมันประมาณ 1-2 กิโลเมตร หมายความว่า เดิมถ้าใช้น้ำมัน 1 ลิตรได้ระยะทาง 10 กม. เปลี่ยนมาใช้แก๊ส 1 ลิตรจะได้ระยะทาง 8-9 กม. ซึ่งเมื่อคำนวณแล้ว LGP จะประหยัดกว่าเบนซินประมาณเท่าตัวหรือมากกว่านั้นเล็กน้อย แต่ข้อนี้ยังไม่ได้พิสูจน์แล้วจะรายงานให้ทราบในโอกาสต่อไป
6. อัตราเร่งและความเร็ว อันนี้ขึ้นอยู่กับสภาพรถ ระบบแก๊สที่ใช้ และฝีมือช่างประกอบกัน หากรถสภาพเก่าอัตราเร่งจะตกลงเล็กน้อยเมื่อใช้แก๊ส ถ้าเป็นระบบ Mixer ที่ไม่มี ECU ต้องใช้ฝีมือและประสบการณ์ช่างในการจูนอย่างมาก อาจต้องเอารถไปให้จูนบ่อยๆกว่าจะเข้าที่หรือไม่ก็ใช้ไม่ได้เลย หากเป็นระบบหัวฉีดก็หมดปัญหา เช่นรถผมที่ติดระบบหัวฉีดใช้คอมพิวเตอร์จูนกล่อง ECU ม้วนเดียวจบ ขอยืนยันว่าอัตราเร่งไม่ตกเลยครับเหมือนกับวิ่งน้ำมันยังไงยังงั้น ออกจะรู้สึกเรียบลื่นขึ้นด้วยซ้ำ จากที่สอบถามทางอู่หลายคนพูดตรงกันว่ามีการทดสอบด้วยเครื่อง DynoTest แล้วเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊ส LPG กำลังจะตกลงประมาณ 5% และจากการหาข้อมูลตามเว็บไซต์ต่างประเทศได้ความว่ากำลังเครื่องที่ตกลงนั้นจะอยู่ในความเร็วปลายซึ่งรถที่เครื่องยนต์ใหญ่ๆจะไม่รู้สึกเพราะไม่มีใครขับรถด้วยความเร็วสูงสุดบ่อยๆ
7. มลพิษ อันนี้มีข้อมูลยืนยันตรงกันทั้งของ ปตท.และเว็บไซต์ต่างประเทศ LPG ปล่อยมลพิษน้อยกว่าน้ำมัน
ตารางเปรียบเทียบมลสารจากไอเสียของเครื่องยนต์ที่ใช้ CNG, LPG, Gasoline
ที่ความเร็ว 300 รอบต่อนาที

ชนิดมวลสาร CNG LPG เบนซิน

คาร์บอนมอนอกไซด์ (ร้อยละโดยปริมาตร) 0.04 0.04 0.08
ไฮโดรคาร์บอน (ส่วนในล้านส่วน) 1,700 1,600 2,200
ไนโตรเจนออกไซด์ (ส่วนในล้านส่วน) 300 900 1,400
คาร์บอนไดออกไซด์ (ร้อยละโดยปริมาตร) 8.5 11.7 14.5

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก :
(http://www.pttplc.com/th/ptt_core.asp?page=ps_pr_fu_ga_ng_04_01)
(http://www.boostlpg.co.uk/what_is/environment.htm)
(http://www.greenfuel.org.uk/lpg/environment/)
8. ความปลอดภัย เว็บไซต์ของอังกฤษทั้งสองข้างต้นต่างยืนยันถึงความปลอดภัยว่าดีกว่าน้ำมัน
(http://www.boostlpg.co.uk/what_is/faq.htm#22)
(http://www.greenfuel.org.uk/faqs/#q2)
นอกจากนี้ยังมีการทดสอบการชนโดย Shell Gas ถังแก๊สบุบงอแต่ไม่ระเบิดและแก๊สไม่รั่วไหล
(http://www.shellgas.co.uk/site/page/29/lang/en?PHPSESSID=da319fd99e92c3b7daa4d7e6392a3107)
ทั้งนี้ทั้งนั้นถังแก๊ส LGP ที่ใช้จะต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานและบรรจุแก๊สไม่เกินกว่า 80% เพื่อป้องกันการขยายตัวของแก๊สและอุบัติเหตุจากการชน ระบบแก๊สที่ดียังต้องมีวาล์วหรือโซลินอยส์ตัดต่อการจ่ายแก๊สจากถัง ตัวอย่างเช่นรถผมที่ใช้ของ BRC จะมีโซลินอยส์ที่หัวถังและที่ห้องเครื่องเป็น 2 ชั้น หากมีการรั่วไหลหรือการจ่ายแก๊สออกไปในปริมาณมากกว่าปกติโซลินอยส์จะทำงานตัดการจ่ายแก๊สไม่ให้ออกไปจากถังทันที และในการเติมแก๊สระบบจะตรวจสอบแรงดันโดยอัตโนมัติให้อยู่ในระดับ 80-85% หลังจากนั้นจากเติมแก๊สไม่เข้าอีก
9. ความสึกหรอของเครื่องยนต์ ประเด็นนี้ผมเองยัง 50-50 ครับ ข้อมูลจาก ปตท.บอกว่าบ่าวาล์วจะสึกเร็วกว่ารถใช้น้ำมัน (http://www.pttplc.com/th/ptt_core.asp?page=ps_pr_fu_ga_ng_07&id=8) ซึ่งตรงกับข้อมูลที่ได้รับมาจากช่างที่ SCG ว่ารถแท็กซี่ใหม่ที่ติดระบบแก๊สหัวฉีดไปและใช้แก๊สวิ่งตลอดโดยไม่สลับไปใช้น้ำมันเลย วิ่งได้ประมาณ 60,000 กม. บ่าวาล์วไอเสียก็สึกแล้ว (ไม่ทราบว่าขับกันยังไงถึงสึกเร็วปานนั้น) ส่วนรถบ้านที่ทำตามคำแนะนำคือมีการสลับมาใช้น้ำมันบ้างประมาณวันละ 10 กม.จะใช้ได้นาน2-3แสนกม. แต่ข้อมูลที่ได้จากเว็บไซด์ของอังกฤษหลายแห่งกลับรายงานว่าตรงกันข้ามครับ น้ำมันต่างหากที่มีกรดกรัดกร่อน corrosive acids ซึ่งไปเจือจางน้ำมันเครื่องทำให้ประสิทธิภาพในการหล่อลื่นลดลงและยังมีคาร์บอนสะสม carbon deposits ซึ่งหากสะสมในปริมาณมากแล้วจะทำให้เกิดการเสียดสีของชิ้นส่วนและสึกหรอตามมา ทั้งยังขัดขวางการผสมตัวกันของเชื้อเพลิงกับอากาศและทำให้เครื่องมีความร้อนสูงมากขึ้น โดยจะสังเกตได้จากน้ำมันเครื่องซึ่งหากใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงในระยะทางเท่ากันเทียบกับน้ำมันแล้วสภาพน้ำมันเครื่องที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงจะใสกว่า หมายความว่าวิ่งได้ระยะทางไกลกว่าก่อนที่จะถึงเวลาสมควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอีกครั้ง หนำซ้ำแก๊สยังมีออกเทนสูงกว่าน้ำมัน (LGP มีค่าออกเทน 105 : http://www.pttplc.com/th/ptt_core.asp?page=ps_pr_fu_ga_ng_04_01) ทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบกว่าซึ่งหมายถึงทำให้สึกกร่อนน้อยกว่า
(http://www.boostlpg.co.uk/what_is/faq.htm#21)
(http://www.greenfuel.org.uk/faqs/#q14)
(http://www.greenfuel.org.uk/lpg/performance/)
(http://www.go-lpg.co.uk/benefit.html)
เหตุผลของฝ่ายหลังดูจะมีหลักมีการดี น่าเชื่อถือ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะทราบข้อเท็จจริงได้ต้องพิสูจน์เองครับ ผมเองก็ตั้งใจว่าจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ให้รู้ชัดเช่นกันแต่คงอีกหลายปีครับกว่าจะทราบ และที่กล้าลองไม่ใช้เพราะบ้าบิ่นครับแต่หากได้คำนวณความประหยัดเปรียบเทียบกับราคาของบ่าวาล์วแล้วว่าน่าจะคุ้มค่า ท่านใดมีข้อมูลนำมาแชร์แบ่งปันกันนะครับ
10. การบำรุงรักษา เฉพาะตัวระบบแก๊สนั้นไม่มีอะไรให้ต้องบำรุงรักษากันมากครับ เพียงแค่เปลี่ยนไส้กรองแก๊สทุกๆ 40,000 กม.(ราคาประมาณ 200 กว่าบาท) คอยตรวจเช็คการรั่วซึมของแก๊สและความแน่นหนาของอุปกรณ์สักเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้งหรือจะถี่เพียงใดตามความต้องการ ส่วนระบบน้ำมันและเครื่องยนต์ก็ตรวจเช็คกันตามปกติ
11. เปรียบเทียบ LGP กับ NGV นี่เป็นประเด็นสำคัญครับสำหรับคนที่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะติด LGP ดี หรือ NGV ดี เหมือนเช่นผมในทีแรก
- NGV คือ Natural Gas Vehicles หมายถึง ยานยนต์ที่ใช้แก๊สธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง หากพูดถึงตัวแก๊สแล้วควรจะเรียกว่า CNG หรือ Compressed Natural Gas (ต่อไปจึงขอเรียกว่า CNG แทน) ซึ่งหมายถึงแก๊สธรรมชาติอัด มีองค์ประกอบของแก๊สมีเทนเป็นส่วนใหญ่ CNG เป็นแก๊สเบากว่าอากาศเมื่ออัดเข้าไปอยู่ในถังก็ยังคงอยู่ในสภาพแก๊สจึงมีแรงดันสูงมากถึง 3,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ฉะนั้นถังแก๊สที่ใช้จึงต้องแข็งแรงทนแรงดันได้สูง (7,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) เป็นเหตุให้มีน้ำหนักมากตามมาด้วย (น้ำหนักถังรวมแก๊สมากกว่าถัง LPG บรรจุแก๊ส ประมาณเท่าตัว) ส่วน LPG คือ Liquefied Petroleum Gas หรือแก๊สปิโตรเลียมเหลวมีองค์ประกอบของแก๊สโพรเพนและบิวเทน เป็นแก๊สหนักกว่าอากาศเมื่ออัดเข้าไปในถังจะอยู่ในรูปของเหลวเหมือนที่เห็นในไฟแช๊ก โครงสร้างถังจะบางกว่าน้ำหนักเบากว่า รายละเอียดติดตามได้จากเว็บที่อ้างอิงไว้แล้ว (ลงไว้ให้ดูอีกทีแล้วกัน)
(http://www.pttplc.com/th/ptt_core.asp?page=ps_pr_fu_ga_ng_04_01)
(http://www.boostlpg.co.uk/what_is/what_is_LPG.htm)
(http://www.greenfuel.org.uk/lpg/)
(http://www.go-lpg.co.uk/whatislpg.html)
- อุปกรณ์ เท่าที่ทราบอุปกรณ์แทบทุกอย่าง (ระบบหัวฉีด) ของ CNG และ LPG จะใช้เกือบเหมือนกันหมด ที่แตกต่างโดยหลักใหญ่ก็คือถังบรรจุนั่นเอง
- การบรรจุ เนื่องจาก CNG เป็นแก๊สแรงดันสูงจึงต้องใช้เวลาในการอัดนานกว่า LPG (CNG ใช้เวลานาน 10 – 15 นาที ส่วน LPG ใช้เวลานานกว่าเติมน้ำมันเล็กน้อย) และ CNG จะบรรจุได้น้อยกว่า LPG ในถังขนาดเดียวกัน
- ราคา ราคาติดตั้ง (ระบบหัวฉีด) CNG ประมาณ 59,000 บาท ช่วงนี้รัฐบาลออกให้ 10,000 บาท จึงเหลือประมาณ 49,000 บาท หากตัดสินใจติดตั้งต้องรีบหน่อย ส่วน LPG ราคาติดตั้งอยู่ที่ประมาณ 43,000 บาท สำหรับราคาแก๊ส (ณ เดือนกันยายน 2548) CNG กิโลกรัมละประมาณ 8 บาท (1 กิโลกรัมเท่ากับประมาณ 1.1 ลิตร) ส่วน LPG ลิตรละประมาณ 9.25 บาท หรือ 9.50 บาท หรือบางแห่ง 8 บาทกว่า
- สถานีเติม CNG ปัจจุบันมีประมาณ 30 แห่งตามที่ ปตท.อ้างไว้ แต่หาไม่ค่อยเจอ ปตท.ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปีนี้ให้ถึง 60 แห่ง เหตุที่ขยายตัวได้ช้าเนื่องจากการลงทุนต่อสถานีสูงถึง 50 ล้านบาท ฉะนั้นจะหวังให้ขยายไปในต่างจังหวัดให้ถ้วนทั่วคงยาก ส่วนปั๊มที่บริการ LPG มีอยู่ทั่วไปในกรุงเทพและในต่างจังหวัดใหญ่ๆก็มีบริการแล้ว
- มลภาวะ ดูได้จากตารางด้านบน ซึ่งสรุปได้ว่า CNG มีประมาณไฮโดรคาร์บอนและคาบอนไดออกไซด์น้อยกว่า LPG แต่ LPG มีปริมาณ ไนโตรเจนออกไซด์น้อยกว่า CNG อย่างไรก็ดีทั้ง CNG และ LPG ต่างก็ปล่อยไอเสียและฝุ่นละอองน้อยกว่าน้ำมัน
- ความปลอดภัย ตามข้อมูลของ ปตท.และเว็บไซต์ต่างประเทศพอสรุปใจความได้ว่า CNG เป็นแก๊สเบากว่าอากาศ เมื่อเกิดการรั่วไหลจึงลอยขึ้นสู่อากาศอย่างรวดเร็ว ส่วน LGP เป็นแก๊สหนักกว่าอากาศ เมื่อรั่วไหลจะลงไปกองอยู่ที่พื้น อุณหภูมิจุดระเบิดในอากาศของ CNG อยู่ที่ 540 C ส่วน LPG อยู่ที่ 400 C ถังบรรจุ CNG ก็มีความแข็งแรงกว่า CNG จึงมีความปลอดภัยสูงกว่า LPG แต่ทั้ง CNG และ LPG ต่างก็มีความปลอดภัยสูงกว่าน้ำมัน เปอร์เซนต์ของอันตรายที่เกิดอุบัติเหตุของ CNG และ LGP น้อยกว่าน้ำมัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก
(http://www.go-lpg.co.uk/danger.html)
(http://www.mckenziecorp.com/dehydration.htm)
(http://www.iangv.org/html/sources/qa.php#transsafe)

ข้อมูลที่รวบรวมมานี้คงเพียงพอในระดับหนึ่งสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะติดตั้งระบบแก๊สรถยนต์ แต่หากมีข้อผิดพลาดประการใดขอให้ท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยครับ
โพสมาซะยืดยาว....ไม่รู้ว่าคนจะอ่านรึเปล่า ขออำลาไปก่อนล่ะ


 จาก นันSR20(หูกวางคลับ)
 พฤหัสบดี, 25/5/2549
 เวลา :
12:54
 IP:
61.47.124.29

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       คตท1 ช่วยอธิบายหน่อยซิครับ หัวฉีดดีที่สุดนะ มันดียังงัย ผมอยากรู้ ว่าจะเอาท้ายโด่งไปติดอยู่เหมือนกัน


 จาก นันSR20(หูกวางคลับ)
 พฤหัสบดี, 25/5/2549
 เวลา :
12:54
 IP:
61.47.124.29

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       คตท1 ช่วยอธิบายหน่อยซิครับ หัวฉีดดีที่สุดนะ มันดียังงัย ผมอยากรู้ ว่าจะเอาท้ายโด่งไปติดอยู่เหมือนกัน


 จาก Oil
 พฤหัสบดี, 25/5/2549
 เวลา :
15:55
 IP:
203.149.12.234

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       ให้ข้อมูลไว้เปรียบเทียบละกัน
รถ Accord VTiE ปี 96 ก่อนติดแก๊ส ใช้งานไป 165,000 โล ติดตั้งระบบ Fix Mixer 26 mm หม้อต้ม Hana ถังแก๊สสหมิตร(เขียว-แดง) 58 ลิตร ราคาติดตั้ง 15,000 ใช้ของใหม่ทั้งหมด ติดตั้งเมื่อ พค. 48

ปัจจุบัน เลขไมล์ 226,000 ใช้งานไป 61,000 โล อัตราสิ้นเปลือง ในเมืองเฉลี่ย 8 โล/ลิตร หรือ 1.3 บาท/โล วิ่งต่างจังหวัดได้ 9.5 โล/ลิตร 1 บาท/โล อัตราเร่ง ใกล้เคียงน้ำมัน แต่เกียร์จะลากยาวกว่าหน่อย Kickdown จะมาเร็วกว่าการใช้น้ำมัน ความเร็วสูงสุดลดลงบ้าง เหลือ 170 จาก 190 กม./ชม.
เครื่องยนต์ ยังทำงานได้ดี เสียงเครื่องยังเดินเรียบ การขับขี่ปกติ

การบำรุงรักษา จากเดิมใช้ น้ำมันเกรดธรรมดาของ Honda เปลี่ยนทุก หมื่นโล พอใช้แก๊ส รู้สึกว่า เมื่อเข้าระยะ 6-7 พันโล เครื่องจะเริ่มมีเสียงวาล์วดังขึ้น เปลืองแก๊ส จึงเปลี่ยนมาใช้ กึ่งสังเคราะห์ สามารถใช้ได้ถึง หมื่นโลโดยที่เสียงเครื่องยนต์ยังเงียบดีอยู่ (เครื่องเก่า ใช้งานมานานเริ่มหลวมแล้ว)

ความพึงพอใจ .. อยากเปลี่ยนเป็นระบบหัวฉีด เพื่อความสมบูรณ์แบบในการจ่ายเชื้อเพลิง ให้เพียงพอกับความต้องการของเครื่องยนต์ และทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากกว่า ... เพราะคิดเอาเองจากหลักการจ่ายแก๊สของ Mixer ว่าเป็นการจ่ายตามค่าเฉลี่ย คือจ่ายมากน้อยตามแรงดูดอากาศของลิ้นปีกผีเสื้อ ส่วนการจูนคือการปรับวาลว์ ให้เหมาะสม เนื่องมาจากแก็สเองก็มีแรงดัน

ดังนั้นการจ่ายโดยเฉลี่ยจึงไม่แน่นอน สู้แบบหัวฉีดไม่ได้ แต่ที่เคยลองขับที่ติดระบบหัวฉีด กลับได้ความรู้สึกในการขับขี่ คล้ายๆ กัน แทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง แต่สำหรับเครื่องยนต์ การเผาใหม้ที่มีประสิทธิภาพเพราะส่วนผสมของเชื้อเพลิง เหมาะสมกว่า คงต้องเป็นระบบหัวฉีดครับ


คำถามนี้มีทั้งหมด 5 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)