ตอนนี้มาตรฐานน้ำมันเครื่องไปไกลแล้วครับ อย่ายึดติดกับมาตรฐานเก่าๆ

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก ศรายุธ
จันทร์ที่ , 8/5/2549
เวลา : 21:38
 IP:

58.136.93.131
อ่านแล้ว = 984 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       เลิกใช้เถอะครับ autoloop น่ะ

ดูตามตารางนะครับ
มีเรื่องที่ประชาชนยังโดน บริษัทน้ำมันเครื่องโกงเรื่อง 5000 โลอีก ปัจจุบันไม่มีแล้วครับ
น้ำมันเครื่อง 5000 โล ถ้าเค้าผลิตได้ตามมาตรฐานที่ติดไว้จริง







 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก ศรายุธ
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
23:11
 IP:
58.136.93.131

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       ตอนนี้เราทราบแล้วว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นประจำ เพราะจะส่งผลดีต่อรถยนต์ เพราะทำให้เครื่องยนต์สะอาดและน้ำมันใหม่ทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม แต่หากคุณยังสงสัยว่า จริงๆ แล้ว น้ำมันเครื่องทำงานอย่างไรกันแน่
มาเริ่มกันตั้งแต่ต้น น้ำมันที่ใช้กันในรถมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่สองส่วน นั่นคือ น้ำมันพื้นฐานและสารเติมแต่ง น้ำมันพื้นฐานจะเป็นตัวที่ทำให้น้ำมันเครื่องทำหน้าที่ได้ถูกต้อง นั่นคือ การหล่อลื่นส่วนที่เคลื่อนไหวในเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสึกหรออันเนื่องมาจากการเสียดสีกัน ส่วนสารเติมแต่งจะช่วยปกป้องเครื่องยนต์ โดยช่วยป้องกันไม่ให้น้ำมันเสื่อมคุณภาพจากการทำงานที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ จากเครื่องยนต์
น้ำมันพื้นฐานได้มาจากการกลั่นน้ำมันดิบ (ที่ได้จากการสูบจากพื้นดิน) น้ำมันดิบจะผ่านกระบวนการกลั่นหลายขั้นตอนก่อนที่จะได้น้ำมันที่เหมาะกับการใช้เป็นน้ำมันเครื่อง ส่วนผสมที่ไม่ต้องการ เช่น ขี้ผึ้ง, กำมะถัน และส่วนประกอบของไนโตรเจนต้องถูกกำจัดออกไป ส่วนของไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัวจะถูกสกัดทำให้โมเลกุลเสถียรมากขึ้น น้ำมันดิบจะถูกกลั่นด้วยระบบสูญญากาศ เพื่อให้ได้น้ำมันพื้นฐานที่มีระดับความหนืดต่างๆกัน ผลผลิตที่ได้ในแต่ละกระบวนการจะนำปผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐานต่างๆ มีดังนี้
การสกัดด้วยตัวทำละลาย โดยการใช้ตัวทำละลายสกัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดอิ่มตัว และไม่อิ่มตัวออกจากกัน
ไฮโดรรีไฟนิ่ง เป็นการกำจัดสารประกอบไนโตรเจน และซัลเฟอร์ ทำให้น้ำมันมีสีสวยขึ้น เพิ่มความสามารถในการต้านทานการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน และทนต่ออุณหภูมิได้สูงขึ้น
ไฮโดรทรีทติ้ง- เป็นขั้นตอนการเปลี่ยนไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัว เป็นไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว เป็นการเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าการสกัดด้วยตัวทำละลายและยังช่วยกำจัดสารประกอบโมเลกุลใหญ่ของซัลเฟอร์ และไนโตรเจนบางส่วน
ไฮโดร แคร๊คกิ้ง- เป็นขั้นตอนที่สลับซับซ้อนในการจัดเรียงโมเลกุลของไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้ได้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวได้มากกว่าการทำไฮโดรทรีทติ้ง และการสกัดด้วยตัวทำละลาย
ไฮโดรไอโซเมอร์ไรเซชั่น- เป็นการเพิ่มความเสถียรให้กับน้ำมันที่มาจากการทำไฮโดร แคร๊คกิ้งมากขึ้น
การใช้น้ำมันพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการปกป้องเครื่องยนต์ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ยังต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ เพื่อช่วยปกป้องเครื่องยนต์ ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ดังนั้นจึงมีการเติมสารเติมแต่งเพื่อให้ได้สูตรที่สมบูรณ์แบบ
สารชะล้างและกระจายสิ่งสกปรก - ใช้เพื่อให้เครื่องยนต์สะอาด, ทำให้สิ่งสกปรกหรือสิ่งเจือปนกระจายตัวออกจากกัน ไม่รวมตัวกันเป็นโคลนตะกอน ซึ่งเป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์มาก
สารป้องกันสนิมและการกัดกร่อน - ใช้เพื่อป้องกันน้ำและกรดที่เป็นผลมาจากการเผาไหม้ ซึ่งทำให้เกิดการกัดกร่อนเครื่องยนต์ได้
สารต้านทานการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น - เติมเพื่อหยุดยั้งการเกิดออกซิเดชั่น ที่ทำให้น้ำมันข้นเหนียวและเป็นโคลนตะกอน
สารป้องกันการสึกหรอ - เป็นการสร้างแผ่นฟิล์มขึ้นมาเคลือบที่ผิวโลหะเพื่อป้องกันการกระแทก,เสียดสี
สารเพิ่มค่าดัชนีความข้นใสและสารลดจุดไหลเท - ช่วยทำให้ระบบการหมุนเวียนของน้ำมันดีขึ้น
ถึงตอนนี้ คุณทราบแล้วว่าน้ำมันเครื่องคืออะไร ทำมาจากที่ไหนและทำงานอย่างไร ส่วนที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นส่วนที่มีคนสับสนมากที่สุดส่วนหนึ่ง นั่นคือ เกรดของน้ำมันเครื่องนั่นเอง น้ำมันเครื่องทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือ การหล่อลื่น ซึ่งความหนืดของน้ำมันเครื่อง (วัดจากความข้นใส หรือการต้านทานการไหล) จะต้องสามารถที่จะทำงานได้อย่างดี แม้ว่าเครื่องยนต์จะมีอุณหภูมิที่สูงมาก โดยที่น้ำมันจะต้องเป็นฟิล์มบางๆเมื่อเครื่องยนต์ร้อนและข้นขึ้นเมื่อเครื่องยนต์เย็น การเลือกเกรดของความหนืดที่เหมาะสมกับอุณหภูมิของรถยนต์ ซึ่งวัดจากสถานที่ที่อยู่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
น้ำมันที่เป็นโมโนเกรด หมายความว่า มีความหนืดที่เหมาะกับอุณหภูมิหนึ่งๆเท่านั้น ส่วนแบบมัลติเกรดนั้น จะใช้ได้กับทุกสภาพอากาศ จึงทำให้น้ำมันแบบมัลติเกรดได้รับความนิยมมากกว่าจากนักขับ ซึ่งต้องเผชิญกับอากาศที่ทั้งร้อนและเย็น โดยดูจากตัวเลขแสดงความหนืดสองตัว (อย่างเช่น 10W-30 แสดงว่า 10W คือ ความหนืดที่อุณหภูมิต่ำ สำหรับหน้าหนาว และ 30 สำหรับอุณหภมิสูง)ซึ่งเกิดจากการที่เราใส่สารเติมแต่ง ทำให้ความหนืดเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป
ระดับชั้นคุณภาพของน้ำมัน, เกรดของความหนืด และค่าที่เหมาะสมกับพลังงานของน้ำมันสามารถดูได้จากสัญลักษณ์ของ API ซึ่งมีลักษณะเป็น "โดนัท" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ API (สถาบันการปิโตรเลี่ยมอเมริกัน) ตัวอักษรสองตัว แสดงถึงคุณภาพของน้ำมันเครื่อง และประเภทของเครื่องยนต์ที่เหมาะสม ตัวอักษรแรก "S" หมายความว่า เป็นน้ำมันเครื่องที่เหมาะกับเครื่องยนต์ที่ใช้ประกายไฟในการจุดระเบิด หรือเครื่องยนต์เบนซิน หากตัวอักษรตัวแรกเป็น "C" จะหมายถึงเครื่องยนต์ที่ใช้การบีบอัด ในการจุดระเบิด หรือเครื่องยนต์ดีเซล ตัวอักษรตัวที่สองในแต่ละหมวด แสดงระดับชั้นคุณภาพของน้ำมัน สำหรับเครื่องยนต์เบนซินนั้น ระดับความมีประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นตามตัวอักษร แต่สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะมีประเภทและความแตกต่างของตัวเครื่องยนต์ดีเซลเองหลากหลาย ดังนั้นควรทำตามคู่มือที่มาจากผู้ผลิตเพื่อความเหมาะสมในการเลือก
ตรงกลางของ "โดนัท" จะบ่งบอกถึงระดับความหนืดโดย SAE (สมาคมวิศวกรเครื่องยนต์) ส่วนล่างบอกถึงคุณสมบัติของพลังงานตามหลักการทดสอบมาตรฐานของอุตสาหกรรม
หากน้ำมันเครื่องนั้นเป็นเครื่องยนต์เบนซินที่มีเครื่องหมาย "S" ที่มีระดับชั้นคุณภาพสูงสุดและมาตรฐานจากพลังงานอยู่ในระดับมาตรฐาน ก็จะมีสัญลักษณ์ที่เรียกว่า "สตาร์เบิร์สท์" ซึ่งจะพบได้ในฉลากด้านหน้า


 จาก ท
 อังคาร, 9/5/2549
 เวลา :
00:15
 IP:
58.8.84.129

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       ^
^
^
ใครอ่านเสร็จแล้ว สรุปให้ฟังทีว่า ตกลงมันคืออะไร


 จาก เต้ 960 Executive
 อังคาร, 9/5/2549
 เวลา :
00:38
 IP:
58.136.227.176

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       ผมเห็นด้วยกับคุณศรายุธและได้เคยเปิดกระทู้ความรู้เกี่ยวกับน้ำเครื่องไว้ลองตาม Link นี้ครับhttp://www.gasthai.com/boardgas/Question.asp?ID=A57


 จาก ID
 อังคาร, 9/5/2549
 เวลา :
09:25
 IP:
202.183.194.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       เครื่องยนต์เบ็นซิน
น้ำมันเครื่องถ้าใช้กับเครื่องยนต์ที่ใช้คาร์บู ก็ควรเปลี่ยนที่ 5000 กม.ดีหรือไม่
ถ้าติดแก๊ส LPG และใช้ LPG เป็นหลักเปลี่ยนที่ 10000 กม. ดีหรือไม่

แต่ถ้าใช้กับเครื่องหัวฉีด เปลี่ยนที่ 15000 กม.ดีหรือไม่(รวมทั้ง LPG)

-----
และถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลเปลี่ยนที่ 5000 กม.ดีหรือไม่

----






 จาก 4A Super ช้า
 อังคาร, 9/5/2549
 เวลา :
09:52
 IP:
125.24.71.107

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       สรุปว่า การติดแกสเนี่ย ใช้น้ำมันเครื่องแบบเดิมครับ

1.แบบธรรมดา เปลี่ยนที 5000-7000 กิโล
2.Semi ซินเทติค เปลี่ยนที่ 7000-1000 กิโล
3.Fuly ซินเทติค เปลี่ยนที่ 10000-12000 กิโล

เครื่องหัวฉีด หรือ คาบูก็ไม่เกี่ยวครับ เปลี่ยนตามที่ มาตรฐานน้ำมันเครือ่งบอกนั่นแหล่ะ จะเติมแกสเติมน้ำมัน ก็เปลี่ยนๆไปตามระยะครับ


 จาก โจ้
 อังคาร, 9/5/2549
 เวลา :
10:36
 IP:
124.121.108.46

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       ผมใช้ของ PTT semi-syn 10000กม เท่าๆ ที่ใช้มาก็โอเค ไม่มี่ปัญหาอะไร ใช้กับ AT171 Carbu LPG เดิมๆ คิดว่าชำระล้าง ได้ที่กว่า


 จาก โจ้
 อังคาร, 9/5/2549
 เวลา :
10:36
 IP:
124.121.108.46

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       ผมใช้ของ PTT semi-syn 10000กม เท่าๆ ที่ใช้มาก็โอเค ไม่มี่ปัญหาอะไร ใช้กับ AT171 Carbu LPG เดิมๆ คิดว่าชำระล้าง ได้ที่กว่า


 จาก ในธรรม
 พุธ, 10/5/2549
 เวลา :
19:56
 IP:
61.7.128.148

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       ผมใช้เหมือนเดิมครับ ปกติใช้เซมิยังหมื่นโลเลย Full หมื่นห้าอัพครับ


 จาก ไม่อยากเห็นคนไทยโดนโกง
 พุธ, 10/5/2549
 เวลา :
21:32
 IP:
58.136.93.131

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       API SJ เปลี่ยนถ่ายที่ 10,000 กม.
API SL เปลี่ยนถ่ายที่ 15,000 กม.
API SM เปลี่ยนถ่ายที่ 20,000 กม.
ไม่จำเป็นว่าจะเป็น semi หรือ full


 จาก ไม่อยากเห็นคนไทยโดนโกง
 พุธ, 10/5/2549
 เวลา :
21:32
 IP:
58.136.93.131

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       API SJ เปลี่ยนถ่ายที่ 10,000 กม.
API SL เปลี่ยนถ่ายที่ 15,000 กม.
API SM เปลี่ยนถ่ายที่ 20,000 กม.
ไม่จำเป็นว่าจะเป็น semi หรือ full


 จาก 740Gle1JzGeVvtiLpg
 อังคาร, 4/7/2549
 เวลา :
19:56
 IP:

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       ผมใช้ Mobil1 ระบุ Meets API SL/SJ/CF and ACEA A3/B3/B4 5W-50 Fully Synthetic

รหัสเยอะมากครับ ตกลง ใช้ได้กี่กิโลครับ เครื่อง 1 j Ge VVTi กิน แก็ส ครับ

เหมาะกับเครื่อง J แก็สไหมคัรบ


 จาก wuddy
 อังคาร, 4/7/2549
 เวลา :
21:21
 IP:
203.170.228.172

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       ผมใช้ conoco (หรือ JET นั่นเอง) เป็นน้ำมัน Hydrocracked lubricants ผมเลือกใช้รุ่น Super All Season Diamond SAE 5W-30 API SL ที่เลือกใช้ เพราะว่า ราคาไม่แพงมาก ประมาณ 800 บาท ที่สำคัญ มีสัญลักษณ์ โดนัท (ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นในน้ำมันเครื่องที่ราคาเท่า ๆ กัน)
ปกติ เปลี่ยนที่ 10000 กม. ครับ


 จาก aabb
 อังคาร, 4/7/2549
 เวลา :
21:38
 IP:
124.121.173.42

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
       วิ่งไป 16xxx มันก็วิ่งไม่ออกละ แถมความร้อนขึ้นอีก


คำถามนี้มีทั้งหมด 13 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)