จากข้อมูลนี้จริงหรือไม่ครับ

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก จอมยุทธเซี่ยง
จันทร์ที่ , 8/5/2549
เวลา : 10:46
 IP:

203.144.252.236
อ่านแล้ว = 1546 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       ที่มาครับ

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X4347827/X4347827.html






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก 4A Super ช้า
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
11:31
 IP:
221.128.82.114

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       มันเกี่ยวอะไรกันอ่ะครับ น้ำมันหล่อลื่นก็หล่อลื่น พวกเฟือง พวกแหวน ข้อเหวี่ยง ต่างๆ ในเครื่องยนต์ ???



 จาก noi101 TAC#31
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
12:56
 IP:
124.120.52.104

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       ในบอร์ดพันทิบการใช้แก๊สในรถยนต์ไม่เป็นที่ยอมรับ
ยึดติดกับสิ่งเก่าๆ ครั้นจะไปชี้แจ้ง ก็เสียเวลา
เพราะ บอกไปก็จะเจอเหตุผลเดิมๆ
เปรียบดั่งลูกเมียน้อยคอยรัก


 จาก a-man
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
13:02
 IP:
203.155.221.253

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       ^
^
^
^
ตามนั้นเลยครับ


 จาก นักสู้
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
13:14
 IP:
203.78.110.26

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       ทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสีย

LPG เป็นผลผลิตรจากน้ำมัน แต่ก็ไม่ใช่น้ำมัน
NGV มัน Gas ล้วนๆครับ
เครื่องยนต์ถูกออกแบบมาให้ใช้น้ำมัน
เอาเครื่องยนต์ไปใช้ LPG มีผลเสียน้อยกว่าเอาเครื่องยนต์น้ำมันไปใช้กับ NGV

เค้าบอกมาครับ


 จาก นักสู้
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
13:14
 IP:
203.78.110.26

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       ทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสีย

LPG เป็นผลผลิตรจากน้ำมัน แต่ก็ไม่ใช่น้ำมัน
NGV มัน Gas ล้วนๆครับ
เครื่องยนต์ถูกออกแบบมาให้ใช้น้ำมัน
เอาเครื่องยนต์ไปใช้ LPG มีผลเสียน้อยกว่าเอาเครื่องยนต์น้ำมันไปใช้กับ NGV

เค้าบอกมาครับ


 จาก แงซาย:Duke B14 TAC35
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
15:10
 IP:
203.160.1.51

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
      
อย่าคิดมาก
พังก็ซ่อม
ซ่อมไม่ไหวก็เปลี่ยน
รถคันนึงคงอยู่กับเราแค่ 5-6ปี ก็เบื่อแล้ว


 จาก m
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
15:33
 IP:
58.10.36.116

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       งงเลย แก๊สและน้ำมัน ยังไงมันก็ไม่ได้ไปทำหน้าที่หล่อลื่นนะ
น้ำมันหล่อลื่นมันก็อีกเรื่องหนึ่งเลย
เอาเถอะครับ ว่ากันเข้าไป ใครติดก่อนก็คืนทุนก่อน


 จาก Ko_City
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
19:52
 IP:

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       พังก็ขายรถ เปลี่ยนคันใหม่ แค่นั้นเองครับ
ถึงเครื่องไม่พังก็ขายอยู่ดี ไม่เคยเห็นใครขับรถคันเดียวอยู่ได้ 20 ปี อย่างมาก 10 ปี ขายกันหมด
อย่ายึดติดครับ รถซื้อมาขับ อย่ารักมันมากจนเกิน เราต้องเป็นเจ้านายมันครับ ไม่ใช่ให้รถมาเป็นเจ้านายคน
รถกินดีตลอด แต่คน อดๆอยากๆก็ไม่ไหวนะคร้าบ


 จาก ponggoa
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
20:30
 IP:
203.146.201.13

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       ผมเลยไม่อยากทะเลาะครับ


 จาก tau
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
21:29
 IP:
203.158.177.6

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       จงหลงเชื่อคนที่บอกว่าไม่ดีเถิด จะไดเหลือแก๊สไห้พวกเราผูดี้อด้าน ได้ใช้กันนาน ๆ

ท่านที่ยังไม่ติดแก๊ส อย่าติดเลยครับ เครื่องพังแน่นอน ไม่วันไดก็วันหนึ่ง ผมฟันธงให้เลย

ส่วนตัวผมกี่คัน กี่คัน ก็แก๊สลูกเดียว ทำใจเรื่องพังได้แล้ว ใช้มา 10 กว่าปีเอง จะพังแล้วครับเครื่องหลวมสุด ๆ เลย
แค่ 1 แสนกว่าโลเอง ( รอบสอง ) ไม่ทนเลย สงสัยเป็นไปตามคำเล่ารือจริง ๆ ซะแล้ว


 จาก InquiryS@gmail.com
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
21:47
 IP:
124.120.219.233

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       ชอบใจทุกคำตอบครับ

เห็นด้วย ไม่ต้องติดแก๊ส LPG ในรถยนต์ ไปติด NGV หรือใช้น้ำมันต่อไป เพราะ
1. ไม่ต้องแย่งหรือเข้าคิวกันเติมที่ปั้ม โดยเฉพาะช่วงเทศกาลในต่างจังหวัด
2. รัฐหรือ ปตท. ไม่ต้องมาเพ่งเล็ง อิจฉา
3. ไม่ต้องคอยตอบว่าดีหรือไม่ดี เลือกอู่ไหน เลือกระบบไหน
4. เวปบอร์ดจะได้สะอาดขึ้น ไม่ต้องเจอคำตัดพ้อต่อว่า หาว่าไม่มีน้ำใจ


 จาก ศรายุธ
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
23:11
 IP:
58.136.93.131

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       ตอนนี้เราทราบแล้วว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นประจำ เพราะจะส่งผลดีต่อรถยนต์ เพราะทำให้เครื่องยนต์สะอาดและน้ำมันใหม่ทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม แต่หากคุณยังสงสัยว่า จริงๆ แล้ว น้ำมันเครื่องทำงานอย่างไรกันแน่
มาเริ่มกันตั้งแต่ต้น น้ำมันที่ใช้กันในรถมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่สองส่วน นั่นคือ น้ำมันพื้นฐานและสารเติมแต่ง น้ำมันพื้นฐานจะเป็นตัวที่ทำให้น้ำมันเครื่องทำหน้าที่ได้ถูกต้อง นั่นคือ การหล่อลื่นส่วนที่เคลื่อนไหวในเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสึกหรออันเนื่องมาจากการเสียดสีกัน ส่วนสารเติมแต่งจะช่วยปกป้องเครื่องยนต์ โดยช่วยป้องกันไม่ให้น้ำมันเสื่อมคุณภาพจากการทำงานที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ จากเครื่องยนต์
น้ำมันพื้นฐานได้มาจากการกลั่นน้ำมันดิบ (ที่ได้จากการสูบจากพื้นดิน) น้ำมันดิบจะผ่านกระบวนการกลั่นหลายขั้นตอนก่อนที่จะได้น้ำมันที่เหมาะกับการใช้เป็นน้ำมันเครื่อง ส่วนผสมที่ไม่ต้องการ เช่น ขี้ผึ้ง, กำมะถัน และส่วนประกอบของไนโตรเจนต้องถูกกำจัดออกไป ส่วนของไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัวจะถูกสกัดทำให้โมเลกุลเสถียรมากขึ้น น้ำมันดิบจะถูกกลั่นด้วยระบบสูญญากาศ เพื่อให้ได้น้ำมันพื้นฐานที่มีระดับความหนืดต่างๆกัน ผลผลิตที่ได้ในแต่ละกระบวนการจะนำปผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐานต่างๆ มีดังนี้
การสกัดด้วยตัวทำละลาย โดยการใช้ตัวทำละลายสกัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดอิ่มตัว และไม่อิ่มตัวออกจากกัน
ไฮโดรรีไฟนิ่ง เป็นการกำจัดสารประกอบไนโตรเจน และซัลเฟอร์ ทำให้น้ำมันมีสีสวยขึ้น เพิ่มความสามารถในการต้านทานการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน และทนต่ออุณหภูมิได้สูงขึ้น
ไฮโดรทรีทติ้ง- เป็นขั้นตอนการเปลี่ยนไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัว เป็นไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว เป็นการเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าการสกัดด้วยตัวทำละลายและยังช่วยกำจัดสารประกอบโมเลกุลใหญ่ของซัลเฟอร์ และไนโตรเจนบางส่วน
ไฮโดร แคร๊คกิ้ง- เป็นขั้นตอนที่สลับซับซ้อนในการจัดเรียงโมเลกุลของไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้ได้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวได้มากกว่าการทำไฮโดรทรีทติ้ง และการสกัดด้วยตัวทำละลาย
ไฮโดรไอโซเมอร์ไรเซชั่น- เป็นการเพิ่มความเสถียรให้กับน้ำมันที่มาจากการทำไฮโดร แคร๊คกิ้งมากขึ้น
การใช้น้ำมันพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการปกป้องเครื่องยนต์ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ยังต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ เพื่อช่วยปกป้องเครื่องยนต์ ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ดังนั้นจึงมีการเติมสารเติมแต่งเพื่อให้ได้สูตรที่สมบูรณ์แบบ
สารชะล้างและกระจายสิ่งสกปรก - ใช้เพื่อให้เครื่องยนต์สะอาด, ทำให้สิ่งสกปรกหรือสิ่งเจือปนกระจายตัวออกจากกัน ไม่รวมตัวกันเป็นโคลนตะกอน ซึ่งเป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์มาก
สารป้องกันสนิมและการกัดกร่อน - ใช้เพื่อป้องกันน้ำและกรดที่เป็นผลมาจากการเผาไหม้ ซึ่งทำให้เกิดการกัดกร่อนเครื่องยนต์ได้
สารต้านทานการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น - เติมเพื่อหยุดยั้งการเกิดออกซิเดชั่น ที่ทำให้น้ำมันข้นเหนียวและเป็นโคลนตะกอน
สารป้องกันการสึกหรอ - เป็นการสร้างแผ่นฟิล์มขึ้นมาเคลือบที่ผิวโลหะเพื่อป้องกันการกระแทก,เสียดสี
สารเพิ่มค่าดัชนีความข้นใสและสารลดจุดไหลเท - ช่วยทำให้ระบบการหมุนเวียนของน้ำมันดีขึ้น
ถึงตอนนี้ คุณทราบแล้วว่าน้ำมันเครื่องคืออะไร ทำมาจากที่ไหนและทำงานอย่างไร ส่วนที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นส่วนที่มีคนสับสนมากที่สุดส่วนหนึ่ง นั่นคือ เกรดของน้ำมันเครื่องนั่นเอง น้ำมันเครื่องทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือ การหล่อลื่น ซึ่งความหนืดของน้ำมันเครื่อง (วัดจากความข้นใส หรือการต้านทานการไหล) จะต้องสามารถที่จะทำงานได้อย่างดี แม้ว่าเครื่องยนต์จะมีอุณหภูมิที่สูงมาก โดยที่น้ำมันจะต้องเป็นฟิล์มบางๆเมื่อเครื่องยนต์ร้อนและข้นขึ้นเมื่อเครื่องยนต์เย็น การเลือกเกรดของความหนืดที่เหมาะสมกับอุณหภูมิของรถยนต์ ซึ่งวัดจากสถานที่ที่อยู่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
น้ำมันที่เป็นโมโนเกรด หมายความว่า มีความหนืดที่เหมาะกับอุณหภูมิหนึ่งๆเท่านั้น ส่วนแบบมัลติเกรดนั้น จะใช้ได้กับทุกสภาพอากาศ จึงทำให้น้ำมันแบบมัลติเกรดได้รับความนิยมมากกว่าจากนักขับ ซึ่งต้องเผชิญกับอากาศที่ทั้งร้อนและเย็น โดยดูจากตัวเลขแสดงความหนืดสองตัว (อย่างเช่น 10W-30 แสดงว่า 10W คือ ความหนืดที่อุณหภูมิต่ำ สำหรับหน้าหนาว และ 30 สำหรับอุณหภมิสูง)ซึ่งเกิดจากการที่เราใส่สารเติมแต่ง ทำให้ความหนืดเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป
ระดับชั้นคุณภาพของน้ำมัน, เกรดของความหนืด และค่าที่เหมาะสมกับพลังงานของน้ำมันสามารถดูได้จากสัญลักษณ์ของ API ซึ่งมีลักษณะเป็น "โดนัท" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ API (สถาบันการปิโตรเลี่ยมอเมริกัน) ตัวอักษรสองตัว แสดงถึงคุณภาพของน้ำมันเครื่อง และประเภทของเครื่องยนต์ที่เหมาะสม ตัวอักษรแรก "S" หมายความว่า เป็นน้ำมันเครื่องที่เหมาะกับเครื่องยนต์ที่ใช้ประกายไฟในการจุดระเบิด หรือเครื่องยนต์เบนซิน หากตัวอักษรตัวแรกเป็น "C" จะหมายถึงเครื่องยนต์ที่ใช้การบีบอัด ในการจุดระเบิด หรือเครื่องยนต์ดีเซล ตัวอักษรตัวที่สองในแต่ละหมวด แสดงระดับชั้นคุณภาพของน้ำมัน สำหรับเครื่องยนต์เบนซินนั้น ระดับความมีประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นตามตัวอักษร แต่สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะมีประเภทและความแตกต่างของตัวเครื่องยนต์ดีเซลเองหลากหลาย ดังนั้นควรทำตามคู่มือที่มาจากผู้ผลิตเพื่อความเหมาะสมในการเลือก
ตรงกลางของ "โดนัท" จะบ่งบอกถึงระดับความหนืดโดย SAE (สมาคมวิศวกรเครื่องยนต์) ส่วนล่างบอกถึงคุณสมบัติของพลังงานตามหลักการทดสอบมาตรฐานของอุตสาหกรรม
หากน้ำมันเครื่องนั้นเป็นเครื่องยนต์เบนซินที่มีเครื่องหมาย "S" ที่มีระดับชั้นคุณภาพสูงสุดและมาตรฐานจากพลังงานอยู่ในระดับมาตรฐาน ก็จะมีสัญลักษณ์ที่เรียกว่า "สตาร์เบิร์สท์" ซึ่งจะพบได้ในฉลากด้านหน้า


 จาก amtaurus
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
23:11
 IP:
203.155.94.129

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
      
^
^
^
อย่าติดเลยครับรถมันจะพังเร็ว เพราะรถวิ่งมากกว่าเดิม เงินเหลือเยอะด้วยครับ อันตรายกลัวโจรปล้น !!



 จาก ศรายุธ
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
23:11
 IP:
58.136.93.131

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 14
       ตอนนี้เราทราบแล้วว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นประจำ เพราะจะส่งผลดีต่อรถยนต์ เพราะทำให้เครื่องยนต์สะอาดและน้ำมันใหม่ทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม แต่หากคุณยังสงสัยว่า จริงๆ แล้ว น้ำมันเครื่องทำงานอย่างไรกันแน่
มาเริ่มกันตั้งแต่ต้น น้ำมันที่ใช้กันในรถมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่สองส่วน นั่นคือ น้ำมันพื้นฐานและสารเติมแต่ง น้ำมันพื้นฐานจะเป็นตัวที่ทำให้น้ำมันเครื่องทำหน้าที่ได้ถูกต้อง นั่นคือ การหล่อลื่นส่วนที่เคลื่อนไหวในเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสึกหรออันเนื่องมาจากการเสียดสีกัน ส่วนสารเติมแต่งจะช่วยปกป้องเครื่องยนต์ โดยช่วยป้องกันไม่ให้น้ำมันเสื่อมคุณภาพจากการทำงานที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ จากเครื่องยนต์
น้ำมันพื้นฐานได้มาจากการกลั่นน้ำมันดิบ (ที่ได้จากการสูบจากพื้นดิน) น้ำมันดิบจะผ่านกระบวนการกลั่นหลายขั้นตอนก่อนที่จะได้น้ำมันที่เหมาะกับการใช้เป็นน้ำมันเครื่อง ส่วนผสมที่ไม่ต้องการ เช่น ขี้ผึ้ง, กำมะถัน และส่วนประกอบของไนโตรเจนต้องถูกกำจัดออกไป ส่วนของไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัวจะถูกสกัดทำให้โมเลกุลเสถียรมากขึ้น น้ำมันดิบจะถูกกลั่นด้วยระบบสูญญากาศ เพื่อให้ได้น้ำมันพื้นฐานที่มีระดับความหนืดต่างๆกัน ผลผลิตที่ได้ในแต่ละกระบวนการจะนำปผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐานต่างๆ มีดังนี้
การสกัดด้วยตัวทำละลาย โดยการใช้ตัวทำละลายสกัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดอิ่มตัว และไม่อิ่มตัวออกจากกัน
ไฮโดรรีไฟนิ่ง เป็นการกำจัดสารประกอบไนโตรเจน และซัลเฟอร์ ทำให้น้ำมันมีสีสวยขึ้น เพิ่มความสามารถในการต้านทานการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน และทนต่ออุณหภูมิได้สูงขึ้น
ไฮโดรทรีทติ้ง- เป็นขั้นตอนการเปลี่ยนไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัว เป็นไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว เป็นการเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าการสกัดด้วยตัวทำละลายและยังช่วยกำจัดสารประกอบโมเลกุลใหญ่ของซัลเฟอร์ และไนโตรเจนบางส่วน
ไฮโดร แคร๊คกิ้ง- เป็นขั้นตอนที่สลับซับซ้อนในการจัดเรียงโมเลกุลของไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้ได้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวได้มากกว่าการทำไฮโดรทรีทติ้ง และการสกัดด้วยตัวทำละลาย
ไฮโดรไอโซเมอร์ไรเซชั่น- เป็นการเพิ่มความเสถียรให้กับน้ำมันที่มาจากการทำไฮโดร แคร๊คกิ้งมากขึ้น
การใช้น้ำมันพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการปกป้องเครื่องยนต์ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ยังต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ เพื่อช่วยปกป้องเครื่องยนต์ ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ดังนั้นจึงมีการเติมสารเติมแต่งเพื่อให้ได้สูตรที่สมบูรณ์แบบ
สารชะล้างและกระจายสิ่งสกปรก - ใช้เพื่อให้เครื่องยนต์สะอาด, ทำให้สิ่งสกปรกหรือสิ่งเจือปนกระจายตัวออกจากกัน ไม่รวมตัวกันเป็นโคลนตะกอน ซึ่งเป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์มาก
สารป้องกันสนิมและการกัดกร่อน - ใช้เพื่อป้องกันน้ำและกรดที่เป็นผลมาจากการเผาไหม้ ซึ่งทำให้เกิดการกัดกร่อนเครื่องยนต์ได้
สารต้านทานการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น - เติมเพื่อหยุดยั้งการเกิดออกซิเดชั่น ที่ทำให้น้ำมันข้นเหนียวและเป็นโคลนตะกอน
สารป้องกันการสึกหรอ - เป็นการสร้างแผ่นฟิล์มขึ้นมาเคลือบที่ผิวโลหะเพื่อป้องกันการกระแทก,เสียดสี
สารเพิ่มค่าดัชนีความข้นใสและสารลดจุดไหลเท - ช่วยทำให้ระบบการหมุนเวียนของน้ำมันดีขึ้น
ถึงตอนนี้ คุณทราบแล้วว่าน้ำมันเครื่องคืออะไร ทำมาจากที่ไหนและทำงานอย่างไร ส่วนที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นส่วนที่มีคนสับสนมากที่สุดส่วนหนึ่ง นั่นคือ เกรดของน้ำมันเครื่องนั่นเอง น้ำมันเครื่องทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือ การหล่อลื่น ซึ่งความหนืดของน้ำมันเครื่อง (วัดจากความข้นใส หรือการต้านทานการไหล) จะต้องสามารถที่จะทำงานได้อย่างดี แม้ว่าเครื่องยนต์จะมีอุณหภูมิที่สูงมาก โดยที่น้ำมันจะต้องเป็นฟิล์มบางๆเมื่อเครื่องยนต์ร้อนและข้นขึ้นเมื่อเครื่องยนต์เย็น การเลือกเกรดของความหนืดที่เหมาะสมกับอุณหภูมิของรถยนต์ ซึ่งวัดจากสถานที่ที่อยู่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
น้ำมันที่เป็นโมโนเกรด หมายความว่า มีความหนืดที่เหมาะกับอุณหภูมิหนึ่งๆเท่านั้น ส่วนแบบมัลติเกรดนั้น จะใช้ได้กับทุกสภาพอากาศ จึงทำให้น้ำมันแบบมัลติเกรดได้รับความนิยมมากกว่าจากนักขับ ซึ่งต้องเผชิญกับอากาศที่ทั้งร้อนและเย็น โดยดูจากตัวเลขแสดงความหนืดสองตัว (อย่างเช่น 10W-30 แสดงว่า 10W คือ ความหนืดที่อุณหภูมิต่ำ สำหรับหน้าหนาว และ 30 สำหรับอุณหภมิสูง)ซึ่งเกิดจากการที่เราใส่สารเติมแต่ง ทำให้ความหนืดเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป
ระดับชั้นคุณภาพของน้ำมัน, เกรดของความหนืด และค่าที่เหมาะสมกับพลังงานของน้ำมันสามารถดูได้จากสัญลักษณ์ของ API ซึ่งมีลักษณะเป็น "โดนัท" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ API (สถาบันการปิโตรเลี่ยมอเมริกัน) ตัวอักษรสองตัว แสดงถึงคุณภาพของน้ำมันเครื่อง และประเภทของเครื่องยนต์ที่เหมาะสม ตัวอักษรแรก "S" หมายความว่า เป็นน้ำมันเครื่องที่เหมาะกับเครื่องยนต์ที่ใช้ประกายไฟในการจุดระเบิด หรือเครื่องยนต์เบนซิน หากตัวอักษรตัวแรกเป็น "C" จะหมายถึงเครื่องยนต์ที่ใช้การบีบอัด ในการจุดระเบิด หรือเครื่องยนต์ดีเซล ตัวอักษรตัวที่สองในแต่ละหมวด แสดงระดับชั้นคุณภาพของน้ำมัน สำหรับเครื่องยนต์เบนซินนั้น ระดับความมีประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นตามตัวอักษร แต่สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะมีประเภทและความแตกต่างของตัวเครื่องยนต์ดีเซลเองหลากหลาย ดังนั้นควรทำตามคู่มือที่มาจากผู้ผลิตเพื่อความเหมาะสมในการเลือก
ตรงกลางของ "โดนัท" จะบ่งบอกถึงระดับความหนืดโดย SAE (สมาคมวิศวกรเครื่องยนต์) ส่วนล่างบอกถึงคุณสมบัติของพลังงานตามหลักการทดสอบมาตรฐานของอุตสาหกรรม
หากน้ำมันเครื่องนั้นเป็นเครื่องยนต์เบนซินที่มีเครื่องหมาย "S" ที่มีระดับชั้นคุณภาพสูงสุดและมาตรฐานจากพลังงานอยู่ในระดับมาตรฐาน ก็จะมีสัญลักษณ์ที่เรียกว่า "สตาร์เบิร์สท์" ซึ่งจะพบได้ในฉลากด้านหน้า


 จาก amtaurus
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
23:11
 IP:
203.155.94.129

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 15
      
^
^
^
อย่าติดเลยครับรถมันจะพังเร็ว เพราะรถวิ่งมากกว่าเดิม เงินเหลือเยอะด้วยครับ อันตรายกลัวโจรปล้น !!



 จาก ศรายุธ
 จันทร์, 8/5/2549
 เวลา :
23:13
 IP:
58.136.93.131

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 16
       ดูข้อมูลจริงดีกว่าครับ ให้ผู้เฒ่าเค้ายึดติดกับน้ำมันเครื่องโบราณไป




 จาก เต้ 960 Executive
 อังคาร, 9/5/2549
 เวลา :
01:56
 IP:
58.136.227.176

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 17
       ผมทำงานเกี่ยวกับเรื่อง Gas&Oil มาเกินกว่าครึ่งชีวิต ขออภัยหัวข้อกระทู้นี้รู้ไม่จริง ดูตาม Link ได้ครับ http://www.gasthai.com/boardgas/Question.asp?ID=A57


 จาก Ninja
 ศุกร์, 12/5/2549
 เวลา :
11:29
 IP:
210.1.34.226

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 18
       UP ครับ


 จาก ธุลีดิน
 เสาร์, 13/5/2549
 เวลา :
15:31
 IP:
58.9.143.167

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 19
       เห็นด้วยครับอย่าไปติดมันเลยแก๊สน่ะ เครื่องพังเร็ว ส่วนผมยอมให้มันพังครับ พังก๊อซื้อใหม่ แบบว่า มี เงินเหลืออ่ะ เพราะไม่เคยเติมน้ำมัน 55555


 จาก อั๋น
 เสาร์, 13/5/2549
 เวลา :
23:37
 IP:
203.155.94.129

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 20
       ติดแล้วเครื่องพังเร็วขึ้นกี่ปี?

เอามาเปรียบเทียบกับเงินที่ประหยัดได้ต่อปีดูว่าคุ้มหรือไม่

คำนวนดีๆ ถ้าเป็นรถตลาดอย่าง TOYOTA ของผม

ลงเครื่องใหม่ ดีกว่าเดิมยังคุ้มเลยครับ.....ถ้าใครที่ใช้เดินทางไกลๆ บ่อยๆ อย่าลังเลเลย ติดไปเหอะ

ผม รักรถผมเหมือนกัน แต่เห็นเหมือนคุณ Ko_City คำตอบที่ 7 ครับว่า


"เราต้องเป็นเจ้านายมันครับ ไม่ใช่ให้รถมาเป็นเจ้านายคน
รถกินดีตลอด แต่คน อดๆอยากๆก็ไม่ไหวนะคร้าบ "


 จาก Tao300E
 อาทิตย์, 14/5/2549
 เวลา :
00:27
 IP:
124.121.124.207

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 21
       ใช้แก๊สน้ำมันเครื่องจะสะอาดกว่าเดิมด้วยซ้ำ เนื่องจากเขม่าจากการเผาใหม้น้อยกว่าใช้น้ำมัน ดังนั้นน้ำมันเครื่องจึงใช้ได้นานกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ผลที่จะเกิดกับเครื่องยนต์เมื่อใช้แก๊ส คือเครื่องยนต์ที่มีบ่าวาวล์ค่อนข้างอ่อน(ส่วนใหญ่เป็นรถเก่าที่ผลิตออกมาเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา)ซึ่งเดิมออกแบบมาให้ใช้กับน้ำมันที่มีสารตะกั่ว สารตะกั่วจะเป็นเหมือนเบาะกันกระแทกระหว่างวาวล์กับบ่าวาวล์ทำให้ลดการสึกหรอได้ ต่อมามีการใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว ในรถรุ่นใหม่ๆจึงต้องสร้างเครื่องยนต์ให้มีบ่าวาวล์แข็งขึ้นเพื่อให้ลดการสึกหรอได้ ซึ่งเป็นยุคที่มีการดัดแปลงเครื่องยนต์มาใช้แก๊สกันนี่แหละ แต่แก๊สก็ยังแห้งกว่าน้ำมันและเขม่าน้อยกว่าอยู่ดี จึงทำให้มีโอกาสที่วาวล์จะกระแทกกับบ่าวาวล์โดยตรงมากกว่าเดิมเล็กน้อย ดังนั้นระยะทางในการตั้งวาวล์อาจเร็วกว่าใช้น้ำมันเล็กน้อย ถือว่า OK อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ดังนั้นถ้าใช้รถเยอะค่าน้ำมันบานเบอะละก็ ลุย..ติดแก๊สจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าท่านได้แน่นอนจ้า ติดไวคุ้มก่อนติดช้าก็จ่ายอานซิครับ..หึ..หึ..


 จาก aabb
 อาทิตย์, 14/5/2549
 เวลา :
00:28
 IP:
66.139.76.17

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 22
       เครื่องพังจริงเหรอ กำลังพยายามอยู่เนี่ยเครื่องมันเก่าจะแย่ละ
แซงใครไม่ค่อยไหว


 จาก 7vsm
 อาทิตย์, 14/5/2549
 เวลา :
01:29
 IP:
221.128.77.117

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 23
       เครื่องพังจริงแต่อีก10ปีข้างหน้าผมก็คงเปลี่ยนเครื่องได้หลายตัวแล้ว เพราะเดือนนึงประหยัดไป3000 บาท ปีนึง36000 บาท คิดแล้ว เปลี่ยนเครื่องได้อีก10 เครื่อง


 จาก pg
 อาทิตย์, 14/5/2549
 เวลา :
07:48
 IP:
58.9.109.213

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 24
       ผมรู้อย่างเดียวว่าถึงเวลาก็เปลี่ยนเครื่อง ใช้น้ำมัน ก็เปลี่ยน เพียงแต่นานกว่าหน่อย แต่ Gas ประหยัดกว่ากัน 1/2 ก็ OK แล้ว 100000 ก.ม. ถ้าเก็บส่วนต่างของ น้ำมัน กับ Gas ได้เป็นทุนซ่อมสบาย แต่ที่แน่ ๆ ช่วงนี้ขับสบายใจในกระเป๋านะจ๊ะ


 จาก เหล็งฮู้ชง
 อาทิตย์, 14/5/2549
 เวลา :
08:45
 IP:
124.120.47.237

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 25
       จอมยุทธเซี่ยง ข้าฯเหล็งฮู้ชง ขอบอกว่าอย่าไปวนใจเลย


คำถามนี้มีทั้งหมด 28 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  2  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)