จาก รอน
เสาร์ที่ , 22/4/2549
เวลา : 12:49
IP: 210.1.34.226
อ่านแล้ว = 4895 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 เมษายน 2549 12:13 น.
กระทรวงพลังงานเร่งแผนลดการเติบโตของรถยนต์แอลพีจี ที่พบว่าประชาชนหันมาใช้เพื่อลดผลกระทบน้ำมันแพงเพิ่มมากขึ้น ทั้งเตรียมแผนลอยตัวแอลพีจีภาคขนส่ง การประสานกับกรมการขนส่งทางบกกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์แอลพีจี สกัดกั้นอุปกรณ์มือสอง จากต่างประเทศ
นายพรชัย รุจิประภา รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีรถยนต์หันไปใช้เชื้อเพลิงก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว โดยไม่ได้มีการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ตามแผนส่งเสริมการใช้เอ็นจีวีแทนน้ำมันแต่อย่างใด การใช้แอลพีจีมากขึ้นยิ่งทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้ เนื่องจากแอลพีจีมีราคาแพงกว่า และสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และส่งออกสร้างรายได้แก่ประเทศได้มาก ในขณะที่เอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถทำประโยชน์ด้านอื่นได้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม ในเร็ว ๆ นี้กระทรวงพลังงานเตรียมยกเลิกการอุดหนุนแอลพีจี จะทำให้ราคาสูงขึ้น แต่หากพิจารณาแล้วพบว่าการเลิกอุดหนุนอาจจะกระทบต่อภาคครัวเรือนที่ใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงทำอาหาร ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า อาจจะลอยตัวแอลพีจีเฉพาะภาคขนส่งเท่านั้น
นายพรชัย กล่าวว่า การที่มีผู้นิยมใช้แอลพีจีมากกว่าเอ็นจีวี เนื่องจากค่าติดตั้งอุปกรณ์แอลพีจีมีราคาถูกประมาณ 8,000 บาทขึ้นไป ส่วนเอ็นจีวีมีราคามากกว่า 35,000 บาทขึ้นไป เนื่องจากอุปกรณ์ของแอลพีจีส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์มือสองนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ การที่ปั๊มเอ็นจีวีมีน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับแอลพีจี จึงไม่สะดวกในการติดตั้ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ปตท.ได้เร่งรัดสร้างปั๊มเอ็นจีวีทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และการที่กระทรวงคมนาคมเตรียมลดภาษีรถประจำปีแก่รถใช้ก๊าซเอ็นจีวี เหลือร้อยละ 50 แก่ประชาชน และเหลือร้อยละ 25 สำหรับรถสาธารณะคาดว่าจะทำให้มีการใช้เอ็นจีวีเพิ่มขึ้น
ที่ผ่านมาไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานการติดตั้งแอลพีจี เหมือนกับเอ็นจีวี โดยเร็ว ๆ นี้กรมการขนส่งทางบกจะกำหนดมาตรฐานแอลพีจี คาดว่าจะเป็นการช่วยสกัดกั้นอุปกรณ์แอลพีจีมือสองจากต่างประเทศที่ในขณะนี้ต่างประเทศพยายามเลิกใช้แอลพีจี หันมาใช้เอ็นจีวีจึงมีการส่งออกอุปกรณ์แอลพีจีออกมาจำหน่ายเพิ่มขึ้น นายพรชัย กล่าว
นายเมตตา บันเทิงสุข ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า กระทรวงฯ ยังยืนยันแผนเดิมที่จะค่อยลดการอุดหนุนแอลพีจีจากที่ปัจจุบันอุดหนุนด้วยเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตรา 3 บาท/กิโลกรัม โดยจะทยอยลดการอุดหนุนครั้งละ 1 บาท/กิโลกรัม เริ่มตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไปตามแผน เพราะขณะนี้แนวโน้มแอลพีจีตลาดโลกได้ปรับตัวลดลง ล่าสุดอยู่ที่ 430 ดอลลาร์/ตัน ส่วนการอุดหนุนจากภาคเอกชนที่มีเพดานราคาจำหน่ายหน้าโรงกลั่นฯ ไม่เกิน 315 ดอลลาร์ต่อตัน จะยังคงมีการอุดหนุนต่อไป เพราะหากยกเลิกให้เป็นระบบลอยตัวอย่างเสรีเต็มที่ ราคาก๊าซฯ ส่วนนี้ก็จะปรับเพิ่มอีก 6-7 บาท/กิโลกรัม ซึ่งจะกระทบหนักต่อภาคประชาชน

|