ยางรถยนต์

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก เต้
พุธที่ , 1/3/2549
เวลา : 14:14
 IP:

202.183.128.50
อ่านแล้ว = 5216 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       วันนี้ได้นัดเจอเพื่อนร่วมรุ่น มีบางคนที่ดูแลงานอยู่บริษัท ผลิตยางรถยนต์แห่งหนึ่ง ที่นิคมฯแหลมฉบัง ก็เลยตั้งคำถาม เพราะอยากรู้ก็ได้คำตอบมาพอสมควร เพือนอีกคน(ทำงานอยู่บริษัทยางอีกบริษัท เป็นคู่แข่งกัน อยู่ใก้ล สระบุรี)ได้แนะนำ ไปเสาะหาข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ เพราะมี"เกจิ"ท่านหนึ่งเขียนบทความเกี่ยวกับยานยนต์ อ่านเข้าใจง่าย ได้สาระ ผมก็เลยขออนุญาตเอามาเผยแพร่ต่อ แก่สาธารณะต่อไป


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก เต้
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
14:16
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       ++เบียดทางเท้า ระวังแก้มยาง++

การเข้าจอดเลียบทางเท้าหรือทางที่มีขอบสูง ระวังแก้มยางไปเบียด ทั้งในขณะจอดหรือจอดเบียดแก้มยางทิ้งไว้ เพราะจะทำให้แก้มยางบวมหรือรั่ว ซึ่งไม่สามารถซ่อมแก้มยางให้ใช้งานได้ปกติเหมือนหน้ายางรั่วได้ ต้องเปลี่ยนเส้นใหม่เท่านั้น

++สลับยาง++

ทุก 10,000 กิโลเมตร ควรสลับยางพร้อมกระทะล้อหน้า - หลังในแต่ละด้าน เพื่อให้มีการสึกหรอใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางคู่ที่ใส่กับล้อขับเคลื่อนจะมีการสึกหรอมากกว่ายางอีกคู่หนึ่ง อย่าลืมดูทิศทางการหมุนและถ่วงล้อใหม่ด้วย แนวทางการสลับยาง และระยะทางที่เหมาะสม มักทีกำหนดในคู่มือประจำรถยนต์

ถ้าไม่สลับยางแล้วมีการสึกหรอไม่เท่ากัน หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนยางครั้งละคู่หรือ 2 ล้อ เพราะทำให้ต้องเปลี่ยนสลับครั้งละคู่ไปเรื่อยๆเสียเวลาและไม่ถูกต้อง ในการเปลี่ยนยาง ไม่ควรใช้ยางต่างรุ่นดอกกันในแกนล้อเดียวกันเพราะประสิทธิภาพการเกาะถนนจะแย่ลง ควรใช้ยางขนาดเดียวกันและรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ล้อ
++หมั่นตรวจสอบการสึกหรอของดอกยาง++

นอกจากตรวจสอบความลึกของดอกยางและสลับตามระยะทางแล้ว ยังควรหมั่นสังเกตการสึกหรอที่ผิดปกติตลอดหน้ายาง ซึ่งมีหลายลักษณะ ถ้าหน้ายางสึกเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แสดงว่าศูนย์ล้อผิดปกติ แต่ถ้ามีการสึกไม่เรียบเสมอกันตลอดหน้ายาง หรือสึกเป็นบั้งๆอาจเกิดจากระบบช่วงล่างควรรีบแก้ไข เพราะมีผลต่ออาการทรงตัวของรถด้วย

++ไม่จอดทิ้งไว้นาน++

รถยนต์ที่ใช้งานน้อย จอดนิ่งอยู่กับที่น้ำหนักของตัวรถทั้งหมดจะกดลงสู่ยางแต่ละเส้นในจุดเดียว โครงสร้างภายในและแก้มยางจะมีการยืดตัวและเสียความหยืดหยุ่น ยิ่งจอดนิ่งนานๆโครงสร้างของยางยิ่งมีโอกาสเสียง่ายขึ้น ถ้าต้องจอดนานมากทุก 1 สัปดาห์ต้องสตาร์ทเครื่องและนำรถออกไปแล่นอย่างน้อย 2 - 3 กิโลเมตร หรือเดินหน้าถอยหลัง 5 - 10 เมตรหลายๆครั้ง เพื่อให้แก้มยางและโครงสร้างของยางมีการขยับตัว

++น้ำยาเคลือบ สวยแต่ต้องระวัง++

เป็นเรื่องปกติที่คนไทยที่รักสวยรักงาม น้ำยาเคลือบแก้มยางเพื่อเพิ่มความสวยงาม น้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเนื้อยาง ทำให้บวมหรือเปื่อยในระยะยาว ควรเป็นสารประเภทซิลิโคนจะปลอดภัยกว่า

++เมื่อไรหมดสภาพ++

ยางหมดอายุได้ในหลายลักษณะหลัก เช่น ดอกหมด , ไม่เกาะ , เนื้อแข็ง , โครงสร้างกระด้าง , แตกปริ , แตกลายงา , เสียงดัง หรือแก้มยางบวม เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอายุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความลึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่น และโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยางและโครงสร้างภายใน

ยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะเริ่มแข็งตัวขึ้นทีละนิด แต่จะรู้สึกได้ชัดเจนเมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง (ประมาณ 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร) ตามพื้นฐานของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยางที่แพ้ความร้อน เมื่อเนื้อยางแข็ง ดอกยางก็ไม่ค่อยสึก แต่แรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับผิวถนนจะลดลง หากเปรียบเทียบอัตราการสึกของดอกยางต่อระยะทาง แทบไม่มียางรุ่นไหนที่ดอกสึกเร็วขึ้นเมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะสึกช้าลงหรือแทบไม่สึกเลยเมื่อเนื้อยางแข็งกระด้างเต็มที่

ทดสอบง่ายๆโดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า เปรียบเทียบกับยางใหม่ๆเนื้อยางเก่ามักแทบจิกไม่ลง อายุการใช้งานของยางสำหรับเมืองไทย เฉลี่ยประมาณ 3 ปี หรือ 60,000 - 80,000 กิโลเมตร ก็ถือว่ายางเสื่อมสภาพแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและลักษณะการใช้งาน ถ้าใช้งานเกินระยะทางข้างต้น ควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าสภาพของยางดีหรือไม่ เพราะพบว่ายางรถยนต์หลายรุ่นสามารถใช้งานได้นานกว่านั้น ควรหลีกเลี่ยงยางเก่าเก็บ เพราะจะทำให้ระยะเวลาในการใช้ยางสั้นลงไปอีก


 จาก เต้
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
14:17
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       1.เสียงดอกยาง (Pattern noise) ขณะยางวิ่งสัมผัสพื้นถนนอากาศจะถูกอัดอยู่ภายในร่องดอกยางกับพื้นผิวถนน เมื่อยางวิ่งต่อไปอากาศจะขยายตัวออกจากร่องยางทำให้เกิดเสียงขึ้น เสียงจะเกิดขึ้นต่อเนื่องซ้ำอยู่ตลอดเวลาด้วยความถี่คงที่ เสียงที่เกิดขึ้นนี้ คือ "เสียงดอกยาง"

2.เสียงแหลม ( Squeal ) เสียงแหลมดัง "เอี๊ยด" เกิดจากการสั่นสะเทือนของบริเวณหน้ายางที่กระทำกับผิวถนนในชั่วเวลาหนึ่ง ขณะที่ออกรถหรือหยุดรถอย่างกระทันหันหรือขณะเลี้ยวรถมุมแคบอย่างทันทีท้นใด เสียงดังกล่าวเป็นตัวชี้ให้ทราบว่าผู้ขับรถได้ใช้งานจนเกินความสามารถของยางที่จะรับได้ ความสามารถในการยืดเกาะถนนจะลดลงอย่างมากและทำให้เกิดผลเสียดังนี้

-ออกรถกระทันหัน ล้อหมุนฟรีดอกยางสึกหรออย่างรวดเร็วและสึกไม่เรียบ

-หยุดรถกระทันหัน ล้อล๊อคตายแต่ไถลไปกับพื้นถนนหน้ายางสึกเป็นจ้ำเนื้อยางไหม้ความฝืดระหว่างหน้ายางกับผิวถนนลดลงทำให้รถลื่นไถลเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

-เลี้ยวรถมุมแคบทันทีทันใด ยางลื่นไถลออกทางด้านข้าง ทำให้ควบคุมพวงมาลัยไม่ได้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายอีกทั้งทำให้ดอกยางสึกหรออย่างรวดเร็วและสึกไม่เรียบ
3.เสียงถนน (Road noise) ผิวถนนในปัจจุบันนี้มีอยู่มากมายหลายประเภท เช่น คอนกรีตผิวเรียบ ,คอนกรีตมีร่องเล็กๆ ตามแนวขวาง ,แอสฟัสต์ผิวเรียบ แอสฟัสต์มีหินลอย ,ทางลูกรัง ฯลฯ เวลาขับรถผ่านผิวถนนดังกล่าวก็จะเกิดเสียงต่าง ๆกันออกไป สำหรับผิวถนนที่เรียบละเอียดนั้นเสียงที่เกิดจากผิวถนนอาจจะคล้ายกับเสียงดอกยาง

4.เสียงสะเทือน (Elastic vibration noise ) เสียงนี้เกิดขึ้นจากความสั่นสะเทือนของยางเมื่อวิ่งผ่านผิวถนนทีี่มีสภาพผิดปกติ เช่น เป็นหลุม ,แตกร้าว หรือเนื่องจากความไม่สมดุลย์ของยาง

5.เสียงดอกยางบิดตัว (Slip noise) เป็นเสียงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการบิดตัวไม่สัมผัสถนนของดอกยางบางส่วนเกิดขึ้นในขณะเลี้ยวโค้ง แต่ไม่รุนแรงถึงกับหน้ายางลื่นไถล

เมื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดและที่มาของเสียงแล้วเราลองมาดูกันว่าองค์ประกอบที่ทำให้เกิดเสียงดอกยางดังมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง โดยเราสามารถทราบระดับความดังของเสียงได้จากผลการทดสอบโดยใช้เครื่องมือตรวจวัดกราฟ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ ระดับความดังของเสียงจะเพิ่มตามความเร็วของรถ ถ้าความเร็วของรถสูงเสียงก็จะดังตามไปด้วย ,ยางดอกบั้งจะมีระดับของเสียงสูงกว่ายางดอกละเอียด
ความดังของเสียงยางสามารถถูกทำให้ลดลงได้โดยใช้เทคนิคในการออกแบบ ดอกยางให้มีลักษณะที่ช่วยลดปริมาณอากาศที่ถูกอัดขณะดอกยางสัมผัสผิวถนนหรืออีกวิธีหนึ่งก็โดยการกำจัดเสียงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในระดับความถี่เดียวกันด้วยการออกแบบขนาดของดอกยางแต่ละดอกให้ต่างกันออกไป
การออกแบบดอกยางให้มีหลายขนาดนั้น ส่วนมากจะใช้กับยางที่ต้องการให้มีระดับเสียงน้อยที่สุด เช่น ยางรถโดยสาร ,ยางล้อหน้ารถบรรทุก,ยางปิกอัพ และยางรถเก๋ง จากความเข้าใจของผู้ใช้รถทั่วไป ส่วนมากจะคิดว่าขนาดของดอกยางแต่ละดอกจะเท่ากัน แต่ถ้าท่านลองสังเกตุดูยางที่ท่านใช้อยู่ ท่านจะเห็นความแตกต่างของขนาดดอกยางในยางเส้นเดียวกันอย่างชัดเจน

และทุกบริษัทต่างก็ใช้เทคนิคการออกแบบดังกล่าว ผสมผสานกับเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อวิเคราะห์หาลักษณะการจัดวางขนาดดอกยางที่ทำให้เกิดเสียงน้อยที่สุดนำมาผลิตยางเพื่อให้ผู้ใช้พึงพอใจในคุณภาพ

ที่มา : บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด


 จาก เต้
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
14:22
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       ขออภัยโพส์ สลับตำแหน่ง คำตอบที่ 3 สลับกันกับ คำตอบที่ 4 คือต้องอ่านจาก 1-2-4-3-5 ข้อมูลจึงจะต่อเนื่องกัน


 จาก นันSR20(อาศรมหูกวาง)
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
14:36
 IP:
61.47.96.10

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       รู้เลยเกจิ ชื่ออะไร เครดิตให้เลยก็ได้ครับ


 จาก เต้
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
15:03
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       เรียนคุณ นันSR20(อาศรมหูกวาง)
เกจิ E มีบทความที่มีสาระ เผยแผ่ทางหนังสือของ E เยอะมาก แต่ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมไม่เอาลง ในเวปนี้บ้าง บทความเก่าๆดีๆมีเยอะ ทั้งๆที่ E ก็ทำมาหากินอยู่ในวงการนี้เช่นกัน


 จาก เอก อุบล
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
15:57
 IP:
58.147.21.211

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       โห้...เยี่ยมเลยครับท่านเต้....เราว่าเราก็รู้มากแล้วนะ..อ่านแล้วรู้มากขึ้นครับ..เยี่ยม


 จาก เต้
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
16:01
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       สัวสดีครับ พี่เอก รถเป็นไงบ้างครับ ที่อุบลฯอากาศร้อนไหมครับ


 จาก ต้น GHB
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
16:05
 IP:
203.150.32.48

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       อยากทราบว่าเติมลมยางแบบไนโตรเจนดีไหมครับ


 จาก เต้
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
16:37
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       เรียนคุณ ต้น GHB
ตามความคิดผม ผมว่าเปลืองโดยใช่เหตุ แต่ได้ผลทางใจครับ เหตุผลเพราะในอากาศอากาศที่เราหายใจกันอยู่ทุกวันนี้ จะมีส่วนผสมของก็าซไนโตรเจนอยู่ประมาณ 73 % ที่เหลือจะเป็น ออกซิเจนและอื่นๆอีก 27 % เวลาที่เราไปเติมหรือเปลี่ยนลมในยาง ให้เป็นก๊าซไนโตรเจน ผมเห็นเขาปล่อยลมเดิมในยางออกจนยางแฟบ แต่ไม่แบนทั้งหมด มันจะแบบเฉพาะส่วนที่ติดกับพื้นเท่านั้น ประมาณ 1/4 ของวงยาง แสดงว่าลมเดินในยางออกไม่หมด(ใช่หรือไม่ ต้องวิจารณญาน) แล้วเขาจึงเติมก๊าซไนโตรเจน 99% เข้าไปแทน สรุปว่าก๊าซไนโตรเจน 99%ที่เติมเข้าไป + อากาศเดิมที่คงค้างอยู่ใน 3/4 ของวงยาง = ก๊าซไนโตรเจน จะมีอยู่ประมาณ 80% ในยาง แล้วเรามาลองเทียบดู เติมลมอากาศธรรมดามีก๊าซไนโตรเจน 73% ฟรีไม่เสียเงิน กับเติมก๊าซไนโตรเจนประมาณ 80 % ล้อละ 50 บาท X 4 ล้อ = 200 บาท แบบไหนคุ้มค่ากว่า ถ้าเราดูแลลมยางดีๆผมเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาครับ อย่าลืมนะครับทุกครั้งที่เราเติมลมยางก็เหมือนกับเราได้ตวรจสภาพความสมบูรณ์ของยางไปด้วยครับ


 จาก เอก อุบล
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
16:41
 IP:
58.147.21.211

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       หวัดดีครับ ..ท่านเต้...รถตอนนี้ก็คอ่นข้างปกติครับ....เพราะผมมือซนอยู่ไม่สุข ชอบหมุนไปมา ตอนนี้ยังจูนไม่ลงตัวเท่าไรครับ...ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ จาก เกจิอาศรมหูกวางละครับ ตอนนี้คิดอย่างจะเป็นหนูให้ เกจิทั้งหลายทดลอง ใช้แลมด้า อีซียู คอนโทรนที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา ว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนอ่ะครับ


 จาก เต้
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
16:50
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       เรียน พี่ เอก อุบล
แจ๋ว แหวว ครับพี่ อย่าลืมส่งเข้าประกวดผลิตภันฑ์ OTOP of Gas ด้วยนะครับ ดีใจจังมีผู้ร่วมพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกแล้ว


 จาก AB
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
19:54
 IP:
203.156.132.183

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       ที่บอกว่าเติมลมยางไนโตรเจนให้สังเกตุเครื่องที่เติมดีๆ

จริงๆแล้วแค่ลมผ่านเครื่อง air drier (เครื่องลดความชื้นในระบบลม)เท่านั้นครับ


 จาก ขวด...ใครว่ะ
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
20:09
 IP:
58.8.192.229

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
       อืม......ไหนๆพูดถึงลมยางแล้วมีข้อสงสัยว่า..........(ไม่รู้จริงๆนะนี่)
รถยางมาตราฐาน บ.กำหนดให้แรงดันล้อหน้าที่ 20 ปอด์น/ตารางนิ้ว ล้อหลังไม่บรรทุกที่ 20 บรรทุกที่ 26
แต่......ถ้ายางใหญ่ขึ้น หรือลดลง แรงดันลมยาง เปลี่ยนแปลงไหม....... (ถามโง่ๆไปป่าวไม่รู้ แต่ ไม่รู้จริงๆ สงสัยมานาน)


 จาก Yuth V6 Rayong
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
21:01
 IP:
203.113.80.140

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 14
       ถ้าเป็นความรู้เรื่องยางที่มีการถ่ายทอดมาเป็นบทความที่เข้าใจง่ายและอยู่บนพื้นฐานทางด้านวิศกรรมผมต้องขอยกนิ้วและให้เครดิตกับคุณ วรพล (พี่บอยสามเสน) ครับ


 จาก พลขับ
 พุธ, 1/3/2549
 เวลา :
22:27
 IP:
202.28.80.4

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 15
       อื้อ ... สงสัยเรื่องการสลับยาง

คู่มือประจำรถที่ผมมี บอกว่า ไม่ควรสลับยางหน้า-หลัง
ไม่ใช่แค่เตือนนิดๆหน่อยๆครับ ทำเป็นตัวหนาไว้ด้วยซ้ำ





 จาก เต้
 พฤหัสบดี, 2/3/2549
 เวลา :
09:41
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 16
       เรียน อ.พลขับ
เกี่ยวกับเรื่องการสลับยาง มีรถบางยี่ห้อ บางรุ่น คู่มือการใช้แนะนำไม่ควรสลับยาง แต่บางยี่ห้อ บางรู่น แนะนำให้สลับยางครับ ทางที่ดีผู้ใช้ควรยึดถือตามที่คู่มือระบุไว้และให้คำแนะนำเอาไว้ พูดถึงเรื่องคู่มือประจำรถ เชื่อไหมครับ คนไทยผู้ใช้รถ มากกว่า 80 %ไม่เคยศึกษา อ่านคู่มือประจำรถก่อนใช้รถครั้งแรก


 จาก เต้
 อาทิตย์, 5/3/2549
 เวลา :
00:45
 IP:
58.136.228.40

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 17
       เรื่องยุ่งๆของ'ลมยาง'

ยางรถยนต์ใช้ลมเป็นตัวช่วยซึมซับแรงสั่นสะเทือนและช่วยให้ยางคงรูปได้ ด้วยความ ทนทานของยางยุคใหม่ ลดแรงดันลงช้า รั่วยาก ระเบิดยาก จึงทำให้หลายคนละเลยหรือไม่ได้หาความรู้เรื่อง /แรงดันลมยาง/ มากนัก
อ่านแง่มุมที่น่าสนใจ หลายประเด็นอาจไม่เคยทราบกันมาก่อน และเกี่ยวข้องกับการใช้งานจริง ไม่เน้นวิชาการลึกล้ำจนยากจะเข้าใจ แต่มีหลักการอ้างอิงควบคู่กัน

ยางไม่รั่ว ทำไมแรงดันลด ?
ดูแล้วยางรถยนต์มีเนื้อหนาหลายมิลลิ-เมตร และมีโครงสร้างภายในเป็นวัสดุแข็งแรง ถ้าไม่มีรูรั่ว แรงดันลมยางก็ไม่น่าจะลดลงได้ง่ายๆ ในความเป็นจริง เนื้อยางมีรูพรุนขนาดเล็กมากๆ อยู่เต็มไปหมด และขอบยางแบบไม่มียางในที่อัดอยู่กับขอบของกระทะล้อ ก็อาจจะมีรูขนาดเล็กอยู่บ้าง แม้แช่น้ำดูแล้วไม่มี ฟองอากาศแสดงการรั่ว แต่แรงดันของลมภายในยางที่สูงหลายเท่าของบรรยากาศปกติ ย่อมซึมออกมาได้บ้าง โดยเฉลี่ยแล้ว ถ้าแรงดันลมลดลงสัปดาห์ละ 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถือเป็นเรื่องปกติ จึงไม่ต้องยุ่งยากวัดแรงดันลมทุกวัน ทำสัปดาห์ละครั้งหรือช้าที่สุด 2 สัปดาห์ครั้งก็ได้

มาตรวัดแรงดันลมยาง
อาจจะดูเหมือนไม่จำเป็น เพราะไม่ค่อยมีใครเติมลมเอง แต่จริงๆ แล้วควรมีไว้ใช้ส่วน ตัว เพราะคนส่วนใหญ่เติมลมตามปั๊มน้ำมัน ซึ่งมีบริการวัดแรงดันลมด้วย และมาตรวัดก็มักจะมีความเพี้ยน เพราะใช้วัดกันนับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งพบว่าแสดงผลผิดพลาดกว่า 10 ปอนด์ต่อตารางนิ้วก็ยังมี จึงควรมีมาตรวัดแรง ดันลมยางส่วนตัว และควรเลือกที่มีคุณภาพดี เพื่อความแม่นยำ ในราคาตัวละหลายร้อยบาท หากมีปั๊มที่เติมลมประจำ ก็สามารถนำมาวัดเปรียบเทียบกันนานๆ ครั้งว่า มาตรวัดของเขา แสดงผลเพี้ยนแค่ไหน ครั้งต่อไปจะได้บอกให้เติมลมให้มีแรงดันตรงตามต้องการ หรือเติมลมทั่วไป ในสถานที่ไม่ประจำ ก็สามารถตรวจสอบแรงดันซ้ำได้อย่างสะดวก

แรงดันลมยาง ต้องเชื่อคู่มือประจำรถยนต์ เหรอ ?
คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ค่าแรงดันลมยางที่แนะนำนั้น น่าเชื่อถือและต้องปฏิบัติตามอย่าง เคร่งครัด โดยไม่สามารถประยุกต์ไปใช้แรงดันต่างออกไปได้
ถ้าเติมลมตามสเปกนั้นก็ไม่อันตราย แต่อาจไม่ใช่แรงดันลมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับยางรุ่นนั้นๆ ก็เป็นได้ เพราะผู้ผลิตรถยนต์ไม่ทราบเลยว่าหลังจากยางที่ให้มาจากโรงงานประกอบถูกใช้หมดสภาพ จะถูกเปลี่ยนเป็นยาง รุ่นใด มีโครงสร้างอย่างไร แต่ก็ต้องแนะนำไว้ล่วงหน้าให้เป็นค่าเฉลี่ย ซึ่งอาจไม่ใช่ดีที่สุด แต่สามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา
ตามหลักวิชาการที่ลึกกว่านั้น อาจมีค่า แรงดันลมยางซึ่งเหมาะสมกว่าและต่างจากคำแนะนำในคู่มือฯ เพราะยางแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ แม้เป็นขนาดเดียวกัน แต่ก็มีโครงสร้างภายใน และเนื้อยางแตกต่างกัน หรืออีกในกรณี ถ้าเปลี่ยนขนาดยาง ทั้งความกว้างหรือแก้มยางต่างออกไป ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่า อาจไม่ต้องเติมลมยางตามกำหนดนั้นเสมอไป
ในการใช้งานจริง เราสามารถเลือกเติมลม ยางได้แรงดันที่ต่างจากการแนะนำนั้นได้ โดยเริ่มจากทำตามการแนะนำก่อน ขับใช้งานเพื่อจับอาการต่างๆ สักวันสองวัน แล้วก็ลองลดแรงดันลมยางลงสัก 2 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ขับไปวันสองวันเปรียบเทียบอาการกัน ต่อมาก็เพิ่มแรงดันขึ้นจากการแนะนำ 2 ปอนด์ต่อ ตารางนิ้ว ทำซ้ำต่อมาถ้ายังมีเวลาก็เพิ่มหรือลด จากจากการแนะนำสัก 4-5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว แล้วจับอาการดูว่าอัตราเร่งอืดไหม กระเด้งกระด้างไปไหม ลื่นไปไหม แล้วค่อยตัดสินใจว่ายางชุดนั้นควรเติมลมด้วยแรงดันเท่าไร เหมาะสำหรับลักษณะการขับของตนเองไหม รถ ยนต์รุ่นเดียวกันยางรุ่นเดียวกันขนาดเดียวกัน แต่ต่างคนขับกัน ก็อาจจะใช้แรงดันลมยางที่ชอบต่างกันก็เป็นได้
โดยทั่วไปหากมีการเติมลมต่างจากการแนะนำ ก็พบว่าไม่น่าต่างเกิน + หรือ - 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
หากแรงดันลมยางอ่อนเกินไป เร่งแล้วจะหนืด อัตราเร่งไม่ดี เพราะยางจะย้วยจึงหมุน ยาก แต่รู้สึกว่าเกาะถนน เพราะมีหน้าสัมผัสเต็มที่ ถ้าแข็งมาก ยางจะหมุนง่าย เพราะหน้ายางและแก้มยางมีความตึง แต่จะลดการเกาะถนนลงไป เพราะหน้าสัมผัสมีแรงกดเต็มที่แนวกลางเท่านั้น และกระด้าง
เมื่อตัดสินใจใช้แรงดันใดๆ ไปสักเดือน ให้ดูการสึกหรอของหน้ายางด้วย หากสึกหรอแถบกลางมากว่า แสดงว่าแรงดันลมยางสูงไป แต่ถ้าริมทั้ง 2 ข้างสึกหรอมากกว่าแถบกลาง แสดงว่าแรงดันต่ำไป (ศูนย์ล้อและระบบช่วงล่างต้องปกติ) หากไม่ใช่เป็นคนที่จับอาการของรถยนต์ในการขับได้ดี หรือความรู้สึกช้า ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ ก็ควรปฏิบัติตามคู่มือประจำรถยนต์

เติมไนโตรเจน
หลายคนสนใจ เพราะความเชื่อหรือโฆษณาว่า เติมไนโตรเจน 100 เปอร์เซ็นต์แทน ลม (อากาศปกติ) แล้วแรงดันลมยางจะเปลี่ยน แปลงน้อยเมื่อยางร้อน
ในความเป็นจริง อากาศก็มีไนโตรเจนอยู่กว่า 75 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว มีออกซิเจนอยู่กว่า 20 เปอร์เซ็นต์ การขยายตัวออกอากาศปกติกับไนโตรเจนล้วนๆ เมื่อเกิดความร้อนขึ้น จึงไม่ต่างกันมาก
ปัญหาที่สำคัญกว่า และถูกมองข้าม เป็นเรื่องความชื้นหรือไอน้ำที่ผสมอยู่ในลมที่ถูกเติม เพราะปั๊มลมส่วนใหญ่มีการกรองเอาไอน้ำออกไม่หมด หรือไม่กรองเลย ซึ่งในการเติมลมยางตามสถานที่ทั่วไป จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงลมผสมไอน้ำได้ เพราะไม่สะดวกที่จะตรวจสอบ เมื่อความชื้นกลับกลายเป็นน้ำ แรงดันรวมของยางจะลดลง แต่เมื่อยางร้อนน้ำจะกลายเป็นก๊าซ แรงดันจะเพิ่มขึ้น
ดังนั้นการเติมลมด้วยไนโตรเจนล้วนๆ จึงอาจจะดีในแง่ที่มีความชื้นปนอยู่น้อยมาก หากอยากเติม ก็ควรสะดวกทั้งในการเติมครั้งแรก และการเติมครั้งต่อๆ ไป ถ้าเติมได้แค่ครั้งแรกแล้วครั้งต่อไปเติมด้วยลมธรรมดา (ที่มีไอน้ำปน) ประโยชน์ก็จะลดลงไป

ขับทางไกล/บรรทุกหนัก เพิ่มแรงดันลม
การขับทางไกลด้วยความเร็วและต่อเนื่อง ยางจะเกิดความร้อนมากกว่าปกติ จากการเคลื่อนไหวของยางในทุกส่วน ลมยางที่ร้อนจะขยายตัวเพิ่มแรงดัน จนลดการเกาะถนนและการทรงตัว ถ้าแรงดันเพิ่มขึ้นมากๆ และร้อนจัด ยางก็อาจระเบิดได้
บางคนก็เลยคิดและทำแบบผิดๆ โดยเติมลมยางอ่อนกว่าปกติ เพราะคิดว่าจะเป็นการ เผื่อล่วงหน้า เวลายางร้อน แรงดันจะได้ไม่เพิ่ม ขึ้นเกิน ในการใช้งานจริง แรงดันกลับเพิ่มขึ้นมาก เพราะยางร้อนง่ายจากการบิดตัวง่าย และเป็นทั้งแรงดันที่สูงและเป็นลมร้อน ยางจึงเสี่ยงต่อการระเบิด
ในความเป็นจริง ยางที่จะใช้ขับทางไกลหรือความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง ควรเติมไว้ให้มีแรงดันลมสูงกว่าปกติ 2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพื่อเป็นการลดการบิดตัวของยาง จึงทำให้ เกิดความร้อนน้อยกว่ายางอ่อน แม้จะเริ่มต้นด้วยแรงดันสูง แต่การขยายตัวของลมยางน้อย การเพิ่มแรงดันจึงมีไม่มาก และไม่ร้อนจัด
การบรรทุกน้ำหนักเพิ่มขึ้น ควรเพิ่มแรงดันลมยาง ไม่เฉพาะแต่ปิกอัพ แต่รวมถึงรถเก๋งด้วย เพราะถ้าใช้แรงดันลมยางเท่าเดิม หน้าสัมผัสจะมากขึ้น ยางจะแบนลง หมุนยากขึ้น ตามหลักการง่ายๆ คือ ลมยางมีขอบเขตการรับน้ำหนักตามแรงดันที่ใส่ไว้ เช่น หน่วยแรงดันเป็นปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถ้ายางล้อนั้นมีน้ำหนักกดลง 300 ปอนด์ เติมลมไว้ 30 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ยางก็จะถูกกดลงจนมีหน้าสัมผัส 10 ตารางนิ้ว ถ้ามีน้ำหนักกดลงมาเพิ่มเป็น 420 ปอนด์ หน้าสัมผัสก็ต้องเพิ่มเป็น 14 ตารางนิ้ว นั่นคือ ยางต้องแบนลง ลดความกลม หมุนยาก อัตราเร่งอืด และยางต้องถูกบิดตัวมากจนร้อนมาก เพราะเมื่อรถยนต์แล่น ก็จะพยายามทำให้ยางกลม ในขณะที่หน้าสัมผัสของยางแบนกว่าปกติ
เรื่องต่างๆ ของยางรถยนต์ล้วนมีความน่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย

วรพล สิงห์เขียวพงษ์



 จาก เต้
 อาทิตย์, 5/3/2549
 เวลา :
00:54
 IP:
58.136.228.40

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 18
       รวมความเข้าใจผิดเรื่อง'ยาง'
โดย ผู้จัดการออนไลน์ วรพล สิงห์เขียวพงษ์

หลายเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์ ยังมีความเข้า ใจผิดในวงกว้าง จนบางคนฝังความคิดว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องจริงๆ ไปแล้ว
ในโลกการสื่อสารที่ฉับไว ในโลกแห่งเทคโนโลยี ไม่มีคำว่าสายเกินไปหากต้องการลบความเข้าใจผิดเหล่านั้น
อ่านบทความ รวมความเข้าใจผิดเรื่อง...ยาง

ความกว้างของยาง/ความกว้างของหน้ายาง
ความเข้าใจผิด : บนแก้มยางจะมีการระบุขนาด ต่างๆ ของยางเส้นนั้นไว้อยู่เสมอ สำหรับยางทั่วไปจะมีการระบุรายละเอียดที่คุ้นเคยกันตามตัวอย่าง เช่น 205/60R15
ตัวเลข 3 หลักแรกนี้เองที่หลายคนเข้าใจผิด โดยเข้าใจว่าเป็นความกว้างของหน้ายางที่สัมผัสถนน มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ในกรณีตัวอย่างนี้ คิดว่ายางเส้นนี้มีหน้ากว้าง 205 มิลลิเมตร
ความเป็นจริง : ตัวเลข 3 หลักแรกนี้ เป็นความกว้างของยาง ไม่ใช่ความกว้างของหน้ายางที่สัมผัสพื้น วิธีการตรวจสอบง่ายๆ ตัวเลข 3 หลักนี้ ก็คือ นำยางเส้นนั้นใส่กับกระทะล้อที่มีขนาดเหมาะ สมกันตามมาตรฐานที่วงการยางกำหนดและสูบลม วัดความกว้างของยางจากส่วนที่กว้างที่สุด ซึ่งมักจะ เป็นส่วนโค้งของแก้มยางที่ป่องออกมา จากแก้มข้างหนึ่งมายังอีกข้างหนึ่ง โดยวัดรวมทุกอย่างที่กว้าง ที่สุด ถ้าบังเอิญมีตัวอักษรตัวเลขหล่อนูนออกมา ก็ ต้องวัดรวมด้วย แล้วก็จะได้ค่าความกว้างนั้นออกมา
ตัวเลข 3 หลักแรกที่ระบุไว้ เช่น 205 จะเป็นความกว้างของยางในส่วนที่ป่องที่สุด ซึ่งเป็นแก้มยาง ส่วนความกว้างของหน้ายางจริง จะไม่มีการกำหนดไว้ และเท่าที่ทลองวัดดู ก็จะแคบว่าตัวเลขความกว้างของยางที่ระบุไว้ 10-30 มิลลิเมตร
นั่นหมายความว่า สมมุตติยางที่ระบุความกว้าง ไว้เท่ากัน แต่ต่างรุ่นต่างยี่ห้อกัน ความกว้างของยาง บริเวณแก้มจะต้องเท่ากัน แต่ไม่แน่ว่าความกว้างของยางจะต้องเท่ากัน เพราะพบว่ายางรุ่นสปอร์ตหรือเน้นสมรรถนะสูง จะมีความกว้างของหน้ายางใก้ลเคียงกับตัวเลขความกว้างของยางมากกว่ายางรุ่นพื้นๆ สำหรับใช้งานทั่วไป
หากไม่เชื่อบทความนี้ ให้เอาไม้บรรทัดหรือตลับเมตรไปวัดรอยฝุ่นบนหน้ายางได้เลย แล้วจะพบว่า แคบกว่าตัวเลขที่ระบุไว้มาก วัดยังไงก็ไม่เท่ากัน แต่พอเล็งๆ แถวแก้มยาง ก็พบว่ากว้างพอกับตัวเลข 3 หลักแรกที่ระบุไว้จริงๆ

ตัวเลขซีรีส์ ต้องคำนวนก่อน
ความเข้าใจผิด : จากตัวอย่าง 205/60R15 ตัวเลข 2 หลักชุดที่ 2 คือ 60 หมายถึงซีรีส์ของยาง หลายคนเข้าใจผิดว่า ยางที่มีตัวเลขซีรีส์มาก จะต้องมีแก้มสูงกว่ายางที่มีซีรีส์น้อยกว่าเสมอ
ความเป็นจริง : ตัวเลขซีรีส์ หมายถึง ความสูงของแก้มยางคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของความกว้างของยาง หากต้องการทราบความสูงจริงของแก้มยาง ก็ต้องมีการคำนวณก่อน
จากตัวอย่าง ยางเส้นนี้ มีความสูงของแก้มยาง เป็น 60 เปอร์เซ็นต์จากความกว้าง 205 มิลลิเมตร คำนวนโดยนำ 205 X (60/100) = 123 มิลลิเมตร
ถ้าไม่ผ่านการคำนวณ จะสรุปลอยๆ ไม่ได้ว่า ยางซีรีส์ 65 จะมีแก้มยางจริงสุงกว่ายางซีรีส์ 60 หากมีความกว้างของยางต่างกัน
เช่น ยาง 205/60R13 มีแก้มสูง 205 X (60/100) = 123 มิลลิเมตร ส่วนยาง 185/65R13 มีแก้ม สูง 185 X (65/100) = 120.25 มิลลิเมตร มีแก้มจริงเตี้ยกว่าทั้งที่มีตัวเลขซีรีส์เป็น 65 มากกว่าเส้นแรกอยู่ 5 ซีรีส์
ถ้าจะเดาความสูงของแก้มยาง ก็ต้องดูตัวเลข 3 หลักแรกความกว้างของยางด้วย แต่ถ้าจะให้แม่นยำก็ต้องนำไปคำนวณก่อน

ยางที่ใช้กับกระทะล้อขอบใหญ่กว่า ยางต้องใหญ่กว่า
ความเข้าใจผิด : ในกรณีที่จะเปลี่ยนล้อแม็กให้มีขาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้น ตามสไตล์ล้อแม็กวงโต+ยางแก้มเตี้ย เช่น ล้อเดิมขอบ 14 นิ้ว จะเปลี่ยนเปลี่ยนเป็นขอบ 16 นิ้ว หลายคนเข้าใจผิด โดยรีบสรุปว่ายางที่ใช้กับกระทะล้อขอบ 16 นิ้ว ต้องมีขนาดใหญ่กว่ายาง 14 นิ้ว ไปมองไปอิงกับตัวเลขขอบกระทะล้อทั้งที่นั่นคือ วงในของยาง ไม่ใช่วงนอก
ความเป็นจริง : ยางจะมีเส้นรอบวงมากหรือมีความสูงโดยรวมเท่าไร ไม่เกี่ยวกับขนาดของกระ ทะล้อหรือเรียกกันว่าขอบกี่นิ้วนัก เพราะต้องขึ้นอยู่กับความสูงของแก้มยาง ซึ่งก็ขึ้นกับความกว้างและซีรีส์นั่นเอง
ยางขอบ 17 นิ้ว ซีรีส์น้อยแก้มเตี้ยบางเฉียบ อาจจะมีเส้นรอบวงน้อยและมีความสูงโดยรวมน้อย กว่ายางขอบ 14 นิ้ว ซึ่งมีซีรีส์มากและแก้มสูงก็เป็นได้

ยางเปอร์เซ็นต์ เมินได้เลย
ความเข้าใจผิด : เป็นที่เข้าใจว่า ยางเปอร์เซ็นต์ คือ ยางมือสอง คนส่วนใหญ่มองว่าเมินยางเปอร์ เซ็นต์ไปได้เลย เพราะคิดว่าล้วนเป็นยางมือสองที่ได้มาจากเจ้าของเดิมถอดทิ้งหรือถอดขายให้ร้านในราคาถูกๆ เพื่อเป็นส่วนลดในการซื้อยางใหม่ ยางจึงน่าจะหมดสภาพแล้ว หากฝืนซื้อมาใช้งานต่อก็จะเสี่ยงต่ออันตราย
ความเป็นจริง : ยางเปอร์เซ็นต์หลายสิบเปอร์เซ็นต์ที่ขายอยู่ทั่วไป เกือบหมดสภาพแล้วจริงๆ หากใครซื้อมาใช้ก็เสี่ยงอันตราย แต่ไม่ใช่ว่าทุกเส้นจะไม่น่าสนใจ
เพราะในกรณีที่เป็นยางซึ่งถูกเปลี่ยน เพราะเจ้าของอยากเปลี่ยนขนาดยางหรือล้อแม็ก ทั้งที่ยังไม่หมดสภาพ ยางเปอร์เซ็นต์เส้นนั้นก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ บางครั้งรถป้ายแดงขับออกมาจากโชว์รูมได้ไม่กี่วัน ก็เปลี่ยนยางเดิมออกแล้ว หรือใช้ยางเดิมได้ไม่กี่เดือน ก็อยากเปลี่ยนล้อแม็กวงโต+ยางแก้มเตี้ยตามแฟชั่น ก็อาจจะถอดยางชุดเดิมขายลดราคากับทางร้านหรือประกาศขายเองเป็นยางเปอร์เซ็นต์
บางครั้งยางก็ถูกเปลี่ยนออก เพราะความหวาดกลัวเกินไป ทั้งจากตัวเองหรือคำแนะนำที่ผิดๆ ว่ายางรถยนต์ใช้ได้แค่ 2 ปี หรือไม่เกิน 40,000 กิโลเมตร ทั้งที่ความจริงใช้ได้นานกว่านั้น ยางชุดนั้นจึงยังไม่หมดสภาพแต่กลับถูกเปลี่ยนออก ซึ่งเมื่อนำออกขายเป็นยางเปอร์เซ็นต์ ภสพาจึงยังดีอยู่ และสามารถใช้ต่อได้อีก
การเลือกใช้ยางเปอร์เซ็นต์ หากดูอย่างละเอียด รอบคอบ และเลือกยางที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเพราะหมด สภาพ โดยเฉพาะยางที่ถูกเปลี่ยนเพราะเจ้าของเดิม อยากเปลี่ยนขนาด บางครั้งก็น่าสนใจ

เปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป
ความเข้าใจผิด : คนส่วนใหญ่เชื่อและได้รับ คำแนะนำที่ผิดๆ ว่ายางรถยนต์ต้องเปลี่ยนตามระยะทางเท่านั้นเท่านี้ หรือไม่เกินกี่ปีต้องเปลี่ยนออก แม้ว่าดอกยังไม่หมด หรือยังดูดีอยู่ก็ต้องเปลี่ยนออก หลายคนเชื่อปักใจ เพราะหวาดระแวงกลัวยางระเบิดแล้วอันตราย
ความเป็นจริง : จริงอยู่หากยางระเบิดแล้วจะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหรือความยุ่งยาก ต้องเปลี่ยนยางกลางทาง แต่การใช้อะไรแล้วเปลี่ยนทิ้งทั้งที่ยังไม่หมดสภาพ เสียดายทั้งเงินทั้งทรัพยากรของโลกที่ต้องเสียไปด้วยความหวาดระแวง
ผู้ผลิตยางรถยนต์ส่วนใหญ่ แม้ว่าอยากจะขายยางเส้นใหม่เร็วๆ ก็ยังไม่เคยมีคำแนะนำให้เปลี่ยนยางเมื่อครบ 3 ปี หรือเมื่อเกิน 50,000 กิโลเมตรหรือต่ำกว่านั้นเลย มีแต่การแนะนำว่า สามารถใช้งานได้จนดอกจะสึกถึงสัญลักษณ์ที่จุดลึกสุดของร่องยาง และถ้าดอกยังไม่หมด หากดูแล้วไม่มีการแตกร้าวปริบวม ก็สามารถใช้ต่อได้จนดอกสึกถึงระยะข้างต้น โดยไม่จำกัดปีที่ใช้
ค้นหาทั้งจากเอกสารหรือถามจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของผู้ผลิตยางโดยตรง ก็บอกอย่างนี้ทั้งนั้น พอถามแบบกลางๆ ว่า งั้นของคำตอบที่คนทั่วไปอยากทราบได้ไหม เขาก็บอกว่า 3 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร หากดอกยังไม่หมด ยางส่วนใหญ่ (หากยางเส้นนั้นไม่ได้ใช้งานหนักบนทางวิบาก หรือได้รับการกระแทกบ่อย) น่าจะยังไม่หมดสภาพ และน่าจะใช้ได้อีกไม่น้อยกว่า 1-2 ปีขึ้นไป หรืออีกหลาย หมื่นกิโลเมตร และพอถามย้ำอีก เขาก็บอกว่า ประ มาณว่าถ้าดอกไม่หมดยางน่าจะใช้ได้เกิน 60,000 กิโลเมตรหรือแถวๆ 5 ปีได้สบาย และก็บอกทิ้งท้ายว่า ถ้าดอกไม่หมด และดูสภาพแล้วยังปกติ ก็ยังใช้ต่อได้อีก
ขนาดฝ่ายผู้ผลิตที่อยากขายยางใหม่ให้ได้มากๆ ยังมีคำแนะนำให้ใช้งานได้นานกว่าความเชื่อของคนทั่วไป ดังนั้นก่อนที่จะเปลี่ยนยางใหม่ ก็ควรแน่ใจว่ายางเส้นเดิมหมดสภาพและไม่น่าเสี่ยงใช้งานต่อแล้ว ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะความหวาดระแวง ทั้งที่เพิ่งผ่านการใช้งานเกินครึ่งมาไม่เท่าไร

ยางเก่าเก็บไม่น่าสน
ความเข้าใจผิด : เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ยางรถยนต์ที่ถูกเก็บสต็อกไว้ สามารถหมดสภาพได้ แม้จะยังไม่เคยใช้งานก็ตาม แต่ตัวเลขจำนวนเดือนปีที่จะถือว่าไม่น่าซื้อใช้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนตั้งใจว่า ผลิตเกิน 3 เดือนจะไม่ซื้อ บางคน 6 เดือน หรือบางคน 1 ปีกว่าๆ ยังรับได้ ความเข้าใจผิดก็คือ คนที่หวาดระแวงเกินเหตุ เก็บเกิน 3-6 เดือนไม่เอาแล้ว ทำเป็นว่ายางรถยนต์จะเน่าง่ายๆ แบบขนมเค้กหรือต้องรอของที่อบเสร็จกันหน้าเตาเลย
ความเป็นจริง : ข้อมูลจากผู้ผลิตยางรถยนต์ หากเก็บโดยไม่โดนความร้อนจัดเย็นจัด ไม่ถูกสารเคมี และจัดวางอย่างเหมาะสม จะสามารถเก็บ สต็อกได้นานถึงกว่า 5 ปีก็ยังมี โดยไม่เสื่อมสภาพ สามารถนำมาใช้งานได้
ส่วนที่ตั้งแง่ว่าเกิน 3-6 เดือนจะไม่ซื้อ สงสัยต้องตระเวนหากันเหนื่อย ถ้ามีคนเข้าใจผิดกันมากๆ สงสัยอีกหน่อยต้องเหนื่อยไปดักซื้อหน้าโรงงานกันเลย ผลิตมาเก็บไว้ หากขายไม่ดี เกิน 6 เดือนแล้วจะขายไม่ออก
ถ้าคิดว่าคำแนะนำนั้นเป็นเพราะกลัวขายยางเก่าเก็บไม่ได้ ก็ย้อนไปอ่านกรณีที่แนะนำอายุการใช้งานของยาง ก็ยาวนานเช่นเดียวกัน ในฐานะของผู้บริโภคลดลงมาเหลือ 3 ปีก็คงรับได้ จึงสรุปว่า ยางรถยนต์ที่ถูกเก็บไว้ไม่เกิน 3 ปี ยังสามารถซื้อมาใช้งานได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวลอะไร หรือถ้ายังกลัว ก็สักไม่เกิน 2 ปียังรับได้ แต่ถ้าวิตกจริต เก็บมาแถวๆ ไม่เกิน 1 ปี หรือเกินเล็กน้อย ก็คงสบายใจได้

ยางดอกหมดลื่น
ความเข้าใจผิด : ยางดอกหมดหรือยางหัวโล้น จะลื่น นึกไปถึงหัวคนว่าโล้นแล้วต้องลื่น ถ้าจะให้ถูกต้อง ต้องบอกว่าลื่นบนถนนเปียก แต่บนถนนแห้งจะเกาะถนนดีกว่าบางมีดอกลึก
ความเป็นจริง : ยางรถยนต์เกาะถนนได้โดยหน้าสัมผัสซึ่งทำหน้าที่เป็นเฟืองยางขนาดจิ๋วถี่ๆ ผังลงไปบนพื้นถนน ยิ่งมีหน้าสัมผัสมากก็ยิ่งมีเฟืองมาก เกาะถนนได้ดี ส่วนร่องยางที่มีนั้นเตรียมไว้ให้รีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสของยาง หรือให้น้ำแทรกตัวเข้าไปอยู่ชั่วคราวได้
ร่องยางส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นทรงตัว U แต่เป็น กึ่งตัว V ปากร่องกว้างกว่า ยอดของแท่งดอกยางจึงแคบกว่า เมื่อยางสึกลงไปร่องตื้นหรือเกือบหมด หน้าสัมผัสยางจึงมีมากที่สุด เพราะฐานของแท่งดอกยางกว้างกว่าตอนที่ยังไม่สึกมาก หากเนื้อยางยังไม่แข็งมาก ยางที่ดอกเกือบหมดหรือหมด แต่ยัง ไม่ทะลุ จะเกาะถนนแห้งได้ดีกว่ายางมีดอกมีร่องลึก เพราะเรื่องพื้นที่ของหน้าสัมผัสที่แตกต่างกัน แต่จะลื่นกว่าเมื่อเจอถนนเปียก เพราะไม่มีร่องยางช่วยรีดน้ำ หน้ายางจะมีชั้นฟิล์มของน้ำคั่นอยู่ จะสัมผัสถนนไม่เต็มที่
ดังนั้นถ้าจะบอกว่ายางหัวโล้นขับแล้วลื่น ต้องระบุด้วยว่าบนถนนแห้งหรือเปียก

ยางนอกดีกว่า
ความเข้าใจผิด : หลายคนยังเข้าใจว่ายางที่ผลิตจากนอกหรือต่างประเทศจะมีคุณภาพดีกว่ายางไทย
ความเป็นจริง : ไม่ว่าจะผลิตจากประเทศใด หากมองถึงคุณภาพ ก็ต้องว่ากันเป็นรุ่นๆไป จะบอก ไม่ได้ว่ายางญี่ปุ่นดีกว่าไทย ยางไทยดีกว่ายางมาเล-เซีย โลกเทคโนโลยีเชื่อมกันแล้ว การถ่ายทอดการพัฒนาการผลิตล้วนทำได้ถ้าตั้งใจจะทำ

ยางนอกเก่าเก็บ
ความเข้าใจผิด : คิดว่าต้องขนส่งทางเรือมา ข้ามน้ำข้ามทะเลมา กว่าจะเอามาจากโรงงาน ขนขึ้นและเดินทางในเรือ ออกจากไทย คงเก่าเก็บมาก
ความเป็นจริง : หากมีการจัดการที่ดี รวมเวลา ทุกขั้นตอน ไม่ว่านำยางมาจากประเทศใด รวมขน ส่งถึงร้านยางทั่วไปในไทย ไม่น่าใช้เวลาเกิน 1 เดือน บางยี่ห้อคุยว่าครึ่งเดือนก็ถึงแล้วในกรณีที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งก็จริงเพราะใช้เวลาเดินเรือไม่กี่วันเท่านั้น ส่วนการขาขึ้นเรือหรือขนออกจากท่าเรือ ก็ใช้เวลาขั้นตอนละ 1-2 วันเท่านั้น

ยางยี่ห้อไม่ดัง คุณภาพต่ำ
ความเข้าใจผิด : ถ้าไม่ใช่ยี่ห้อดังติดหัวแถว คุณภาพจะต่ำ อีกทั้งยังเปรียบเทียบจากราคาที่ถูกกว่าของยี่ห้องดังๆ ก็เดาไปว่าของถูกแต่ดีไม่มีในโลก
ความเป็นจริง : ยางรถยนต์ไม่ได้มีแค่ 2 ยี่ห้อ และยี่ห้อที่ไม่ดัง ก็อาจมีคุณภาพดีใช้ได้ เพียงแต่ไม่ติดกระแสหรือไม่โหมโฆษณามาก ทั้งที่คุณภาพดี แต่แพ้กระแสความเชื่อ และไม่ต้องเสียค่าโฆษณามาก ก็เลยตั้งราคาได้ต่ำ หากเลือกอย่างรอบคอบ ก็อาจจะได้ยางคุณภาพดีราคาถูกก็เป็นได้

ซื้อยางในศูนย์บริการเร่งด่วนถูกกว่า
ความเข้าใจผิด : มีการเปิดศูนย์บิการซ่อมรถยนต์แบบเร่งด่วนหลายสาขาหลายที่ และมักจะเน้นการขายยางรถยนต์ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่มีการแข่งขันมากมาย มียางให้เลือกหลายยี่ห้อและจัดข้อเสนอพิเศษมากมาย ทั้งลดราคาทั้งแถม ซื้อ 3 แถม 1 หรืออะไรอีกสารพัด หลายคนจึงคิดว่า จะมีราคาถูกกว่าร้านยางห้องแถวทั่วไป
ความเป็นจริง : เท่าที่เคยตรวจสอบราคา พบว่ามีน้อยครั้งมากที่จะมีราคาจริงในการซื้อยางถูกกว่าการซื้อยางตามร้านทั่วไป น่าแปลกทั้งที่สั่งซื้อยางในจำนวนมากกว่า แต่ทำไมขายถูกกว่าไม่ได้ คงเป็นเพราะค่าลงทุนด้านสถานที่และเครื่องมือมากกว่านั่นเอง

ปะยาง แบบยิงยางเส้นอุด รั่วง่าย
ความเข้าใจผิด : ทั้งคำแนะนำจากร้านปะยางหรือดูด้วยสายตา ก็ชวนให้คิดว่าการปะยางแบบยิงยางเส้นเข้าไปเบ่งตัวในรูรั่วน่าจะมีโอกาสรั่วแบบซึมๆ ได้ในบางครั้ง หรือเมื่อใช้ไปนานๆ เพราะไม่มีการปะแบบอุดกาวหรืออัดแน่นให้เป็นชิ้นเดียวกันแต่อย่างไร
ความเป็นจริง : น่าแปลกที่ผู้ผลิตยางแนะนำการปะยางแบบนี้เป็นมาตรฐาน และไม่แนะนำการปะยางแบบสตีมอัดทับรูรั่วด้วยยางแผ่นและความร้อน เพราะจะทำให้ยางแข็งหรือบวมได้ สวนทางกับร้านปะยางที่พยายามจะให้ปะแบบสตีม ที่ทำเงินได้มากกว่า และดูแน่นหนากว่า
หลายเรื่องในโลกรถยนต์ มีความเข้าใจผิดกันอยู่ และไม่ใช่เรื่องน่าอายถ้าจะทำความเข้าใจให้ถูกต้อง


 จาก ปอง
 อาทิตย์, 5/3/2549
 เวลา :
08:00
 IP:
202.129.2.4

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 19
       ช่วยบอกความหมายของตัวหนังสือที่ข้างยางด้วยได้หรือเปล่าว


 จาก Dreamworkproject TAC#138
 อาทิตย์, 5/3/2549
 เวลา :
12:42
 IP:
61.91.133.131

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 20
       เวลาสับยาง พวงมาลัยจะเฉ แต่ขับไปแป๊ปก็จะดีขึ้น ถ้าไม่ถ่วงจะเป็นไรมั๊ยครับ คุณเต้


 จาก เต้
 อังคาร, 7/3/2549
 เวลา :
09:16
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 21
       เรียนคุณ ปอง
205/60 R13
205 = ความกว้างของหน้ายาง 205 mm.
60 = ความสูงของแก้มยาง = 60% ของ 205 = 123 mm.
R13 = ขนาดของเส้นผ่าศุนย์กลางวงล้อหน่วยเป็นนิ้ว = เส้นผ่าศุนย์กลางวงล้อ 13 นิ้ว

เรียนคุณ Dreamworkproject TAC#138
ถ้าขับถนนเรียบ แล้วพวงมาลัยไม่สั่นแบบผิดปรกติที่ความเร็วใดๆ คงยังไม่ต้องถ่วงล้อครับ


 จาก เต้
 อังคาร, 7/3/2549
 เวลา :
09:18
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 22
       เนื้อยางนิ่ม - แข็งมีผลต่อการเกาะถนน ร่องยางไม่ได้มีไว้เกาะถนน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ วรพล สิงห์เขียวพงษ์

ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของยาง ขึ้นอยู่ กับหลายส่วนประกอบ นอกจากยี่ห้อและรุ่นของยางแล้ว สิ่งที่ต้องให้ความสนใจ คือ เนื้อยาง พื้นที่ของหน้าสัมผัส และพื้นที่ของร่องยาง

เนื้อยาง
นิ่ม-แข็ง มีผลต่อการเกาะถนน
เนื้อยางนิ่ม น่าจะมีการยึดเกาะถนนที่ดี เพราะจะมีเฟืองยางนิ่มๆ ขนาดจิ๋วฝังลงไปบนพื้นมาก และเมื่อยางถูกหมุน เฟืองเหล่านั้นก็จะช่วยผลักให้ตัวรถยนต์เคลื่อนที่ การยึดเกาะก็จะดี และตัวเฟืองยางก็จะหลุดออกไปบ้าง จึงสึกหรอเร็ว หรือถ้าเนื้อยางนิ่มเกินไป เมื่อล้อเริ่มหมุนเฟืองนิ่มก็จะล้ม ไม่สามารถช่วยผลักรถยนต์ให้เคลื่อนที่ไปได้ ถ้าเป็นยางเนื้อแข็ง ก็จะมีเฟืองลงไปฝังในพื้นถนนได้น้อย การยึดเกาะไม่ค่อยดี แต่ทนทาน
ถ้ายังงง ให้นึกเปรียบเทียบกับหลายวัสดุที่มีความแข็งต่างกันว่าจะมีผลต่อแรงเสียดทานอย่าง ไร เช่น นำหล็กแผ่นเรียบ, ไม้, ยาง และรองเท้าฟอง น้ำ ถูกับถนน จะชัดเจนว่า เหล็กซึ่งแข็งที่สุดจะลื่นที่สุด ขณะที่รองเท้าฟองน้ำซึ่งมีความนิ่มกลับฝืดที่สุด
ผู้ผลิตยางรถยนต์จึงต้องหาจุดพอดีของเนื้อ ยาง ถ้านิ่มมาก เกาะถนนดีและเสียงเงียบ แต่ใช้ไม่ นานก็สึกหมด และถ้าในตลาด ผู้ใช้ไม่ต้องการการยึดเกาะที่ดีสุดยอด แต่กลับผลิตยางเนื้อนิ่มมากออกมา แทนที่จะขายดีก็กลับกลายเป็นจุดด้อย หรือหากผลิตให้เนื้อแข็งไว้หน่อย ก็จะลื่นและเสียงดังกว่า แต่ก็แลกมาด้วยความทนทาน
ตามภาพประกอบ เป็นภาพขยายใกล้ๆ ของเนื้อยางรถแข่งฟอร์มูลา วัน หลังผ่านการใช้งานมาแล้ว จะเห็นว่าเป็นขุยและนิ่มมาก ดูแล้วคล้ายฟอง น้ำมากกว่ายาง เอาเล็บจิกได้ง่ายและลึก ความนิ่มไม่ต่างจากรองเท้าฟองน้ำที่ใช้กันอยู่เท่าไรนัก เพราะต้องการให้ยึดเกาะดีมากๆ ลื่นไถลน้อยที่สุด สึกหรอเร็วไม่เป็นไร เพราะแข่งสัก 100 กว่ากิโลเมตรก็เข้าพิตเปลี่ยนยางชุดใหม่แล้ว
ยางที่ใช้กับรถยนต์ทั่วไปจะมีเนื้อแข็งกว่ามาก ทั้งดูใกล้ๆ ด้วยสายตาหรือใช้เล็บจิก เป็นเนื้อยางที่แน่น ไม่เป็นขุย และไม่คล้ายฟองน้ำเลย
นอกจากโครงสร้างและพื้นที่ของหน้าสัมผัส ซึ่งมีผลต่อการเกาะถนนแล้ว เนื้อยางก็มีความเกี่ยว ข้องอย่างมาก ตามที่เห็นว่าเมื่อใช้เล็บลองจิกดู ยางใหม่เอี่ยมจะมีเนื้อนิ่ม จิกลงไปได้ง่าย เกาะถนนดีและเงียบ เมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะก็จะค่อยๆ แข็งขึ้นและลื่นขึ้น
ไม่มีบทสรุปตายตัวว่า ยางใหม่เนื้อนิ่มแค่ไหน ถึงจะดี เพราะต้องขึ้นกับความต้องการของผู้ซื้อว่า เน้นการเกาะถนนเพราะขับดุเดือด แล้วยอมให้ยางหมดเร็ว หรือขับเรื่อยๆ เกาะดีแค่พอประมาณก็พอ เน้นให้ใช้งานได้นานๆ
เมื่อใช้งานแล้ว ก็ไม่มีบทสรุปตายตัวเช่นกันว่า เมื่อใช้เล็บลองจิกดู เนื้อยางแข็งขึ้นแค่ไหนจึงควรเปลี่ยนใหม่ เพราะต้องแล้วแต่ความพอใจในประ-สิทธิภาพว่า ขณะนั้นขับแล้วเกิดอาการลื่นเพราะเนื้อ ยางแข็ง บ่อยหรือไม่, มีเสียงดังเกินรับได้ หรือสภาพ โครงสร้างยางส่วนอื่น บวม-แตกลายงา-ปริร้าว
แม้ในแวดวงวิศวกรรมยานยนต์จะมีมิเตอร์ (DUROMETER รายละเอียดอ่านได้ในล้อมกรอบ ของบทความนี้) ที่มีปลายสำหรับกดลงบนเนื้อยาง แสดงผลเป็นเข็มหรือตัวเลขบอกถึงความแข็งของเนื้อยาง แต่สำหรับคนทั่วไปไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อมาใช้งาน เพราะมีราคาแพงกว่า 4,000 บาท และไม่ได้ใช้บ่อย
แค่ใช้วิธีง่ายๆ โดยใช้เล็บจิกเนื้อยางก็พอ แต่การจะตัดสินว่า จิกได้ง่ายขนาดไหนถึงเรียกว่านิ่มหรือแข็ง ไม่มีมาตรฐานตายตัว ต้องใช้ความรู้สึกส่วนตัวจากการทดลองจิกยางใหม่-เก่าของรถตัวเอง รถเพื่อน หรือรถที่จอดอยู่
ร่องยาง
ไม่ได้มีไว้เกาะถนน
ร่องยาง คือ ร่องที่ลึกลงไปจากหน้ายาง
ดอกยาง ในความหมายของคนทั่วไป เข้าใจกันว่า คือ ตัวแท่งของยางที่มียอดบนเป็นหน้ายางสัมผัสกับพื้น
ร่องยางไม่ได้มีไว้สัมผัสถนน การออกแบบให้ยางมีร่อง เพราะต้องการให้มีการรีดน้ำออกจากหน้ายางเมื่อลุยน้ำ ร่องยางเป็นช่องให้น้ำที่ถูกหน้ายาง กดแล้วถูกรีดกระเด็นขึ้นมาอยู่ หรือบางส่วนก็ถูกสบัดผ่านร่องยางแนวขวางหรือเฉียง ไล่ออกไปทางด้านข้างของหน้ายาง
หลายคนที่นึกว่าร่องยางมีไว้ให้ยึดเกาะถนน จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างไร เพราะปกติแล้วร่องยางจะมีแต่อากาศ ไม่ได้สัมผัสถนนเลย แถมร่องยางยังลดพื้นที่หน้าสัมผัสของยางอีกด้วย ยิ่งมีร่องยางมากเท่าไร ก็ยิ่งลดพื้นที่หน้าสัมผัสของหน้ายางลงไป
ยางรถแข่งฟอร์มูลา วัน จะเห็นว่าบริเวณร่องยาง จะไม่เป็นขุย เพราะไม่ได้สัมผัสถนนเลย และสาเหตุที่ยางฟอร์มูลา วัน ต้องทำเป็นร่องยาว ก็ไม่ได้หวังผลในการรีดน้ำ แต่เป็นเพราะผู้จัดการแข่งขันต้องการลดหน้าสัมผัสของยาง จากแต่ก่อนที่เป็นยางสลิกหน้าเรียบไร้ร่อง เพื่อไม่ให้รถแข่งทำความเร็วสูงเกินไปจนอันตราย เพราะถ้าจะลดหน้าสัมผัสด้วยการลดความกว้างของหน้ายางโดยรวม ก็ต้องยุ่งยากเปลี่ยนขนาดยางหรือล้อแม็ก
ประโยคที่ว่า ยางดอกหมด ยางหัวโล้น ขับแล้วจะลื่น จึงไม่เป็นความจริงบนถนนแห้ง แต่เป็น ความจริงบนถนนเปียก เพราะจะลื่นมาก จากการที่น้ำไม่มีร่องให้แทรกตัวและสบัดออกจากหน้ายาง กลายเป็นหน้ายางหมุนอยู่บนฟิล์มน้ำบางๆ
ในการใช้งานทั่วไป เมื่อร่องยางเหลือตื้นมาก ดอกยางสึกจนถึงตัวนูนลึกสุดของร่องยาง ก็ควรจะเปลี่ยนออก เพราะถึงจะเกาะถนนแห้งได้ดี แต่ก็ไม่ทราบว่าเมื่อไรฝนจะตกหรือต้องลุยน้ำ r

DUROMETER
มาตรวัดความแข็งของเนื้อยาง
แค่เล็บจิก คงตัดสินความนิ่มความแข็ง ด้วยความรู้สึกได้ยาก และไม่มีมาตรฐาน เปรียบเทียบว่า ขนาดไหนคือนิ่ม คือ เกือบแข็ง หรือแข็ง อีกทั้งถ้าลงมือจิกต่างเวลากันมากๆ ก็อาจจะจำความรู้สึกนั้นไม่ได้
ในทางวิชาการแล้ว ต้องสามารถแสดงผล การวัดได้ว่า เนื้อยางถูกจิกหรือกดได้ง่ายเพียงไร ถึงจะเรียกว่านิ่มหรือแข็ง จึงมีการคิดค้นมาตรวัดขึ้นมา สามารถใช้เครื่องมือแทนแรงคนในการจิกและแสดงค่าแทนความ รู้สึกบนพื้นฐานของหลักการเดียวกัน คือ ใช้เครื่องมือจิกหรือกดลงบนเนื้อยาง โดยมีขนาดของหัวที่กดลงไปตายตัว ไม่ใช่ใช้เล็บแต่ละนิ้วที่ต่างขนาดต่างรูปทรง อีกทั้งเล็บบางนิ้วยังมีทรงโค้งทื่อๆ ซึ่งจะจิกยากกว่าเล็บ คมทรงแหลมเพิ่งตัดมาใหม่ๆ อีกทั้งแรงจิกของคนก็ไม่แน่นอน
เครื่องมือชนิดนี้ใช้สปริงอยู่ตรงกลาง ปลายด้านหนึ่งต่อเข้ากับหัวจิก และอีกด้านหนึ่งดันกับมาตรวัดแสดงผล ส่วนความลึกของการจิกที่อิสระก็เปลี่ยนมาเป็นปลอกหรือบ่าตายตัวอยู่รอบหัวที่กดลงไป
เมื่อกดหัวจิกของมาตรวัดลงไปจนสุดขอบนอกแล้ว สปริงก็จะดันให้หัวจิกลงไปในเนื้อยาง ความลึกของหัวจิก (ไส้กลาง) ที่กดลงไปในเนื้อยาง มีผลต่อการแสดงผล ถ้าหัวจิกลงไปแทบไม่ได้เลย สปริงย่อมถูกดันหดขึ้นมาสั้นกว่ากรณีที่หัววัดจิกลงไปในเนื้อยางได้ลึกกว่า
ความยาวและการดีดตัวของสปริง ถูกแปลงออกมาเป็นผลที่แสดงบนมาตรวัด ส่วนใหญ่มักจะแบ่งเป็น 100 หน่วย โดยไม่ได้มีการสรุปว่าจะเป็นหน่วยของอะไร เพราะมาตรวัดชนิดนี้อาจจะถูกนำไป ใช้ในหลายแวดวง เช่น นำไปวัดความแข็งของวัสดุเนื้อแข็ง เช่น ยางหรือวัสดุเนื้อนิ่มหน่อย ขนาดฟอง น้ำรองเท้าแตะ ฯลฯ
ดังนั้นการเปรียบเทียบ ก็ต้องดูกันที่ผลที่วัดได้ในวัสดุกลุ่มเดียวกัน เช่น วัดความนิ่มของหน้ายางรถยนต์แต่ละรุ่นก็ต้องเทียบกันเอง จะนำค่าไปเทียบกับวัสดุอื่นไม่ได้
นอกจากนั้น หากมีการนำไปใช้ต่างวัสดุออกไป ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปทรงของหัวที่จะถูกกดลงไป รวมถึงความแข็งของสปริงที่ดันอยู่ด้วย เพื่อความเหมาะสมในการวัด เช่น จะวัดวัสดุเนื้อแข็ง ก็อาจทำให้หัวแหลมมากและใช้สปริงแข็ง เพราะถ้าเป็นหัวทู่ๆ และสปริงอ่อน วัดกี่ครั้งก็คงเท่ากัน เพราะหัว วัดจิกลงไปไม่ได้เลย หดตัวจนสุดขอบนอกทุกครั้ง เท่ากับเนื้อวัสดุไม่มีความนิ่มเลย
การวัดเปรียบเทียบกัน จึงควรใช้เครื่องมือที่เหมาะสมทั้งขนาดของหัวจิก และความแข็งของสปริง โดยนำผลที่วัดได้เปรียบเทียบกันเฉพาะในกลุ่มวัสดุเดียวกัน เช่น วัดยางรถยนต์ก็เทียบกันเองว่ายางเส้นใดเนื้อ นิ่ม วัดออกมาได้ค่า เท่าไร ไม่ใช่นำไปวัดเปรียบเทียบกับเนื้อไม้
มาตรวัดชนิดนี้เรียกกันว่า DUROMETER คนส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย เพราะมักใช้กันในกลุ่มผู้ผลิตหรือโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงบางทีมแข่งรถยนต์และจักรยานยนต์เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นแบบ อนาลอก กลไกล้วนๆ แสดงผลด้วยเข็ม มีราคาจำหน่ายตัวละกว่า 4,000 บาท ในต่างประเทศ หลายรุ่นแพงระดับหมื่นบาท แล้วแต่ความละเอียด ความแม่นยำ และความทนทาน
ดูราคาแล้วบางคนอาจคิดว่าไม่แพง คนทั่วไปมีเงินก็ซื้อได้ไม่ยาก จึงน่าจะแพร่หลาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ซื้อมาก็ไม่ได้ใช้บ่อย ต่อให้แค่ 2,000 บาทก็ยังไม่มีใครสนใจ
นอกจากนั้น ยังเป็นเพราะคนส่วนใหญ่มองข้ามความนิ่มของเนื้อยาง ว่ามีผลต่อการสร้างแรงเสียดทานกับพื้นถนน บางคนแค่เอาเล็บจิกยังไม่เคยทำเลย ดูแต่ตาเท่านั้นว่าดอกยางหมดหรือยัง แตกลายงาหรือไม่ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ร้านยางหลายพันร้านทั่วประเทศไทย ก็ยังแทบไม่มีร้านใดซื้อมิเตอร์นี้มาใช้ บางร้านไม่รู้จักเลย
DUROMETER ส่วนใหญ่ทำงานด้วยระบบกลไกล้วนๆ แต่ในระยะหลังมานี้ก็เริ่มมีการผลิตแบบแสดงผลด้วยดิจิตอลออกมาด้วย โดยนำแรงดันของสปริง ที่เกิดขึ้นไปแปลงค่าเพื่อแสดงผลออกมา มีความละเอียดและซับซ้อนในการทำงานมากกว่า จึงมีราคาแพงกว่า เท่าที่พบตัวละเกิน 8,000 บาททั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความแข็งแบบอนาล็อกหรือดิจิตอล เมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ก็ควรจะนำไปปรับตั้งค่ามาตรฐานรวมทั้งตรวจสอบสภาพการสึกหรอของหัวจิกและความแข็งของสปริงอยู่เสมอ
บทความนี้ตั้งใจนำเสนอว่า ในโลกวิศวกรรมยุคปัจจุบัน มีหลายอุปกรณ์ ที่สามารถใช้แทนความรู้สึกของคนในการวัดค่าอะไรสักอย่างได้อย่างมีมาตรฐาน แต่ก็มิได้จำเป็นต้องหาซื้อมาใช้ส่วนตัว เพราะมีราคาแพง และสำหรับคนทั่วไปก็ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้แทนเล็บจิกเนื้อยางเท่าไรนัก


 จาก เต้
 อังคาร, 7/3/2549
 เวลา :
09:22
 IP:
202.183.128.50

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 23
       “อายุยาง-ปะยาง”
โดย ผู้จัดการออนไลน์ วรพล สิงห์เขียวพงษ์

ยางยุคปัจจุบัน ถ้าใช้และดูแลรักษาอย่างถูกวิธี สามารถใช้ได้เกิน 5 ปี หรือประมาณกว่า 50,000 กิโลเมตร
ระยะทางหรืออายุการใช้งานของยางรถยนต์ มีการแนะนำจากสารพัดแหล่ง จนกลายเป็นมาตรฐานไปโดยปริยาย โดยส่วนใหญ่แนะนำกันว่าไม่ควรใช้เกิน 2-3 ปีหรือไม่เกิน 40,000-50,000 กิโลเมตร
แต่ในความเป็นจริง จากการสอบถามฝ่ายเทคนิคของผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ กลับบอกว่า ทางผู้ผลิตเองไม่เคยมีการแนะนำระยะเวลาหรือระยะทางในการใช้ยางที่เหมาะสม เป็นระยะสั้นนาดนั้นเลย ระบุแต่เพียงว่าสามารถใช้ได้จนถึงดอกเกือบหมด มีการสึกจน ถึงตัวนูนที่ก้นของร่องยาง หรือสึกไม่ถึง แล้วมีการบวมหรือปริ ก็ถึงจะถือว่าหมดสภาพ และยังบอกสำทับอีกว่าคนไทยระแวงเกิดเหตุ ยางรถยนต์ในปัจจุบันนี้มีคุณภาพและความทนทานสูงกว่าแต่ก่อนมาก
ถ้าใช้งานตามปกติ น่าจะใช้งานได้เกิน 3 ปีหรือ 50,000 กิโลมตรได้สบาย น่าจะถึง 5 ปีหรือ 80,000 กิโลเมตรได้สบาย เพียงแต่ว่าช่วงหลังๆ ควรหมั่นตรวจสภาพของยางด้วยสายตากันหน่อย
ขนาดคนขายที่น่าจะอยากขายยางใหม่ได้บ่อยๆ ยังไม่ได้แนะนำให้เปลี่ยนยางใหม่เร็วมากตามความหวาดระแวงของคนส่วนใหญ่เลย
ผมจึงพอสรุปแบบกลางๆ ได้ว่า เมื่อใช้ยางครบ 3 ปีหรือ 50,000 กิโลเมตรแล้ว ถ้าดอกยังไม่หมด และยังอยากให้ต่อ ก็ให้ตรวจสภาพ การแตกลายงา การบวม การปริแตก ถ้าไม่มีปัญหา ก็สามารถใช้งานต่อได้ ยางรถยนต์หลายยี่ห้อหลายรุ่นที่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา มีการรับประกันสภาพถึงกว่า 80,000-100,000 กิโลเมตร (ไม่รวมกรณีดอกยางหมดก่อน)
ส่วนการปะยาง ถ้าเป็นการรั่วที่แก้มยาง ไม่ควรปะแล้วนำมาใช้ต่อ เพราะแก้มยางต้องมีการยืดหยุ่นตลอดการขับ ปะแล้วจะเสี่ยงต่อการระเบิด ควรถอดทิ้งแล้วเปลี่ยนเส้นใหม่
การรั่วส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นที่หน้ายาง สามารถปะได้หลายวิธี เช่น ขยายรูรั่วแล้วเอาเส้นยาง พิเศษสอดเข้าไป หรือการปะแบบสตีมด้วยแผ่นยาง และอบด้วยความร้อน แต่จะทำให้ยางบริเวณ นั้นมีความยืดหยุ่นน้อยลง
ถ้ายางมีรอยปะหลายแห่ง แต่ยังไม่หมดอายุ ไม่มีการบวม หรือปริแตก ก็สามารถใช้ต่อได้ครับ
เรื่องการปะยางนี่ก็น่าแปลกครับ ในแง่ของผู้ผลิตยาง แนะนำว่า ควรปะยางแบบใช้เส้นยางสอดเข้าไปอุดรูรั่ว ถ้ารูรั่วมีหนาดใหญ่เกินให้ทิ้งยางเส้นนั้นไปเลย ไม่นะนำให้ใช้การปะแบบสตีมหรือเอาแผ่นยางปะแล้วอัดทับด้วยความร้อน เพราะเนื้อยางบริเวณนั้นจะแข็งและมีโอกาสบวมได้
ในการใช้งานจริง ถ้ายางรุ่นที่หน้ายางและมีขนาดไม่ใหญ่มาก หากเป็นรูกลมให้ใช้วิธีเสียบแท่งยางพิเศษอุดเข้าไป ถ้ารูใหญ่หรือไม่กลม ให้ใช้วิธีปะแบบสตีมอัดด้วยความร้อน แต่อย่าใช้ความ ร้อนสูงหรืออัดทับนานเกินไป ยางจะบวมหรือบางบริเวณนั้นจะแข็งกระด้างมาก
ส่วนกรณีของวิธีการปะยางที่ถามมา เท่าที่ทราบจะเป็นการปะแบบไม่อัดด้วยความร้อน แปะทับรูรั่วลงไปเลย ในระยะยาวก็มีโอกาสหลุดหรือรั่วได้ครับ


 จาก เต้
 พฤหัสบดี, 5/10/2549
 เวลา :
23:29
 IP:
124.120.97.35

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 24
       กระทู้นี้ก็น่าสนใจขออนุญาต UP กระทู้ครับ


 จาก จิรา ใยดี
 เสาร์, 24/2/2550
 เวลา :
15:26
 IP:
203.155.131.120

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 25
       ขอแนบคำถามเรื่องลมยาง

อยากทราบข้อมูลว่าควรจะเติมลมยางเท่าไหร่ บรรทุกของประมาณ 28 ถึง 30 กิโลไม่รวมคนนั่ง 4 คน
ควรเติมลมยางเท่าไหร่ ใช้ยาง michalin 195/60 R15 โปรดให้ความกระจ่างด้วยค่ะ

ขอบคุณค่ะ


คำถามนี้มีทั้งหมด 25 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)