| |
คำตอบที่ 6
ข้างล่างนี่เซฟเก็บไว้ครับ ไปลองsearchกระทู้ปัจจุบัน ไม่เจอแล้ว ไม่รู้ไปไหน
======================================================================
น้ำมันเครื่องที่ใช้กับเชื้อเพลิง LPG
บทนำ
ปรกติโดยทั่วไป น้ำมันหล่อลื่นหรือน้ำมันเครื่อง ที่ใช้จะต้องมีคุณสมบัติ ด้านต่างๆ เช่น หล่อลื่น ระบายความร้อน ป้องกันสนิม และชะล้างทำความสะอาด เกี่ยวกับคุณภาพและประสิทธิภาพเกือบทุกด้านจะถูกกำหนดขึ้นจากการทดสอบคุณสมบัติฯลฯ มีหลายสถาบันทั่วโลกทดสอบและตั้งมาตรฐานหรือเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง เช่น API - AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE และ SAE - SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เป็นแหล่งอ้างอิง
นอกจากนั้น หลายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ก็มีการทดสอบและกำหนดมาตรฐานของน้ำมันเครื่องขึ้นเองในการใช้งานสำหรับรถยนต์ทั่วโลก ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องและผู้บริโภค นิยมเลือกใช้มาตรฐานหรือเกรดคุณภาพของสถาบัน API - AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE เพราะชัดเจนและสะดวกทั้งในการผลิตหรือเลือกใช้ โดยมีการระบุไว้ข้างกระป๋องน้ำมันเครื่องเสมอ
เราจะมาดูกันเฉพาะน้ำมันเครื่องที่ใช้กับเชื้อเพลิงเบนซิน ที่บอกเกรดคุณภาพของเกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ตามหลังอักษรย่อ API ใช้ตัวอักษรย่อ S (STATION SERVICE-SPARK IGNITION) นำหน้าเสมอ แล้วตามด้วยตัวอักษรย่อน้ำมันเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่แย่สุดคือ A ขึ้นไปเรื่อยๆ B, C...H และ J เช่น API SE, API SH จนถึง API SM โดยไม่มี API SI ข้ามไปเพราะตัว I คล้ายเลข 1 (เช่นเดียวกับที่นั่งบนเครื่องบินที่ไม่มีตัว I) และ API SK มี SM สูงสุด รองลงมาเป็น SL และ SL ส่วนเกรดคุณภาพต่ำๆอย่าง SA และ SB ปัจจุบันไม่นิยมผลิต เพราะไม่เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซินยุคใหม่
จาก เต้
พุธ, 23/11/2548
เวลา : 14:28
IP: 203.151.138.77
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 1
ชั้นเกรดคุณภาพน้ำมันเครื่อง สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน
API ได้กำหนดชั้นและเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง มีดังนี้
SA - เป็นน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานล้วนๆ ไม่มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพเลย ปัจจุบันยกเลิกแล้ว
SB - ประกาศใช้ปี 1930 เพิ่มเพียงสารเพิ่มคุณภาพบางชนิด เช่น สารป้องกันการสึกหรอ สารป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปัจจุบันยกเลิกแล้ว
SC - ประกาศใช้ปี 1964 เพิ่มสารชะล้าง ป้องกันตะกอนและสนิม
SD - ประกาศใช้ปี 1968 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SC ไม่ควรเลือกใช้ในปัจจุบัน
SE - ประกาศใช้ปี 1972 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SD ไม่ควรเลือกใช้ในปัจจุบัน
SF - ประกาศใช้ปี 1980 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SE และเน้นป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนมากขึ้น ไม่ควรเลือกใช้ หากไม่จำเป็น
SG - ประกาศใช้ปี 1988 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SF เน้นป้องกันการเกิดตะกอนตม-ยางเหนียวเพิ่มขึ้น ลดการเกิดเขม่าบนหัวลูกสูบ-ห้องเผาไหม้ และลดการสึกหรอของวาล์ว ยังพอเลือกใช้ได้ถ้าจำเป็น
SH - ประกาศใช้ปี 1992 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SG เน้นการลดมลพิษและลดการสึกหรอเพิ่มขึ้น สามารถเลือกใช้ได้
SJ - ประกาศใช้วันที่ 15 ตุลาคม 1996 เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่มีเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SH เน้นการระเหยต่ำ ค่าฟอสฟอรัสต่ำ ป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดีขึ้น มีอายุการใช้งานนานขึ้น
ต้องผ่านการทดสอบพิเศษด้วยมาตรฐานเหนือกว่า API SH อีก 7 ประการ คือ
1. จำกัดปริมาณของฟอสฟอรัส
2. ระดับการระเหยต่ำ
3. ทดสอบการเกิดเขม่าในอุณหภูมิสูง
4. ทดสอบการเกิดโฟมในอุณหภูมิสูง
5. ทดสอบการรวมตัวกับน้ำ
6. การรวมตัวได้ของสารหล่อลื่น
7. ความสามารถในการคงสภาพการหล่อลื่นเมื่ออุณหภูมิต่ำ
น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ SJ มีคุณสมบัติโดดเด่น คือ
1. ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์บำบัดไอเสีย (แคตตาลิติก คอนเวอร์เตอร์) เพราะมีการควบคุมปริมาณของฟอสฟอรัสไว้ต่ำมาก
2. ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
3. ลดการปล่อยมลพิษ
4. คงสภาพทุกช่วงอุณหภูมิได้ดี
5. การใช้น้ำมันเครื่องต่างชนิดต่างรุ่นผสมกันใช้งานด้วยความจำเป็น มีความเสี่ยงต่อการแยกตัวหรือส่งผลลบน้อย
SL - ประกาศใช้ปี 1999 เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่มีเกรดคุณภาพ เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและโมเลกุลในสารเพิ่มคุณภาพยืดหยุ่นตัวใด้ดีขึ้น เน้นการระเหยต่ำ ค่าฟอสฟอรัสต่ำ ป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดีขึ้น มีอายุการใช้งานนานขึ้น และเน้นการลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ เด่นที่สุดในการเลือกใช้
SM - ประกาศใช้ปี 2004 มีคุณสมบัติเหนือกว่า SL อยู่หลายด้าน เป็นน้ำมันเครื่องเกรดสูงสุดที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันกับเครื่องยนต์เบนซิน
จาก เต้
พุธ, 23/11/2548
เวลา : 14:30
IP: 203.151.138.77
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 2
ความหนืด
ความหนืด คือ ตัวกำหนดความสามารถของการไหล และสร้างชั้นเคลื่อบหล่อลื่นภายในเครื่องยนต์
SAE - SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS คือ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ โดยกำหนดใช้อักษรย่อ SAE ตามด้วยเกรดความหนืดเป็นตัวเลขจำนวนเต็มที่ลงท้ายด้วย 5 หรือ 0 เช่น 15, 30 หรือ 50 ฯลฯ เลขมากยิ่งหนืด เลขน้อยยิ่งใส เช่น 50 หนืดกว่า 40 และ 5 ใสกว่า 20 โดยวัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส (210 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องที่ไหลเวียนขณะเครื่องยนต์ทำงาน
ถ้าวัดที่ -18 องศาเซลเซียส (0 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิของอากาศในบางประเทศที่หนาวจัด เพื่อป้องกันปัญหาน้ำมันเครื่องหนืดเกินไปจนไหลไม่ไหว จะตามท้ายตัวเลขด้วยตัวอักษร W-WINTER เช่น 5W, 10W หรือ 20W ฯลฯ การเลือกน้ำมันเครื่องในไทย ให้สนใจตัวเลขเปล่าๆที่ไม่ได้ตามท้ายด้วย W เพราะไม่มีอุณหภูมิติดลบ อากาศปกติก็ 20-35 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว
การเลือกใช้น้ำมันเครื่องในด้านเกรดความหนืด ต้องเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิอากาศทั่วไป และสภาพความหลวมของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ เพราะต้องมีความหนืดเหมาะสมต่อการไหลเวียนภายในเครื่องยนต์ เช่น ถ้าอากาศภายนอกเย็นจัด น้ำมันเครื่องก็ควรใส ไหลง่าย ในช่วงสตาร์ทเครื่องยนต์และยังไม่ร้อน ถ้าน้ำมันเครื่องหนืดเกินไปก็ไหลเวียนไม่ทัน และอาจทำให้เครื่องยนต์สึกหรอหรือพัง
น้ำมันเครื่องเกรดความหนืดเดี่ยว ไม่เป็นที่นิยมใช้กับเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน
น้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวม
เรียกสั้นๆ ว่า น้ำมันเครื่องเกรดรวม ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในภูมิประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมากในแต่ละช่วงเวลาหรือฤดู หรือผลิตสูตรเดียวแต่สามารถจำหน่ายได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก น้ำมันเครื่องเกรดรวมสามารถปรับหรือคงความหนืดให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานทุกอุณหภูมิได้ เมื่อร้อนจะปรับตัวให้หนืด และถ้าเย็นลงจะปรับตัวให้ใส
โดยมีการผลิตและวัดความหนืด ณ 2 อุณหภูมิ คือ ที่ -18 องศาเซลเซียส ระบุเป็นตัวเลขตามหลังด้วยตัวอักษร W เช่น 10W และที่ 100 องศาเซลเซียส ระบุเป็นตัวเลขเปล่าๆ เช่น 20 แล้วนำมาระบุรวมกันตามหลังตัวอักษรย่อ SAE โดยนำการวัดที่ -18 องศาเซลเซียสนำหน้าแล้วคั่นด้วยเครื่องหมาย - เช่น SAE 20W-50การผลิตน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวมให้สามารถปรับความหนืดได้ เมื่อร้อนแล้วหนืด เย็นแล้วใส ต้องมีการเติมสารปรับความหนืด ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้สารโพลีเมอร์ ที่เป็นโมเลกุลสายยาว เมื่อเย็นจะหดตัว น้ำมันเครื่องจึงใส ถ้าร้อนจะขยายและยืดตัวออก ทำให้น้ำมันเครื่องข้นขึ้น
โพลีเมอร์ แม้จะทำให้น้ำมันเครื่องสามารถปรับความหนืดได้ แต่เมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง โมเลกุลสายยาวของโพลีเมอร์มักจะขาดออกจากกัน เมื่อร้อนการขยายตัวจะน้อยลง และทำให้น้ำมันเครื่องมีความหนืดลดลงบ้าง ต่างจากน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดเดี่ยวในมาตรฐานเดียวกันซึ่งไม่มีการเติมสารโพลีเมอร์ จะคงความหนืดเมื่ออายุการใช้งานผ่านไปได้ดีกว่า
ตัวเลขที่ระบุความหนืด ลงท้ายด้วยตัวอักษร W วัดที่ -18 องศาเซลเซียส ตามด้วยตัวเลขเปล่าๆ วัดที่ 100 องศาเซลเซียส เช่น SAE 10W-50 ยิ่งมีตัวเลขห่างกัน เช่น 10 กับ 50 เกินกว่า 35 (50-10) แสดงว่าน้ำมันเครื่องนั้นสามารถปรับความหนืดตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้มาก ปรับตัวให้ใสหรือข้นได้มากแต่เมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ความหนืดของน้ำมันเครื่องเมื่อร้อนหรือประมาณ 100 องศาเซลเซียส มีแนวโน้มว่าจะลดลงได้เร็วกว่าน้ำมันเครื่องที่มีเลขเกรดความหนืดห่างกันน้อยๆ เช่น ตามตัวอย่างจากเดิม SAE 10W-50 ความหนืดอาจเหลือเทียบได้เป็น SAE 10W-40
จาก เต้
พุธ, 23/11/2548
เวลา : 14:35
IP: 203.151.138.77
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 3
น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเชื้อเพลิง LPG
เครื่องยนต์ที่ใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิง จะเกิดการเผาไหม้ในห้องสันดาป ได้อย่างสะอาดหมดจดกว่าเชื้อเพลิงเบนซิน จะสังเกตุได้ว่า จะไม่เกิดปัญหาการเผาไหม้ ไม่สมบูรณ์ ในอุณหภูมิต่ำเหมือนกับเชื้อเพลิงเบนซิน
สำหรับอุณหภูมิที่เกิดขึ้นรอบๆกระบอกสูบจากการใช้เชื้อเพลิง LPG จะสูงกว่า ความหนืดของน้ำมันจะลดลง น้ำมันเครื่องก็จะเสื่อมคุณภาพ ทำให้เกิดสารประเภท วานิชและทาร์ ที่เกิดจากการเสื่อมคุณภาพที่อุณหภูมิสูง จะไปเกาะติดอยู่ตามลูกสูบและร่องแหวน เป็นต้น ทำให้เกิดการสึกหรอ และในขณะเดียวกันสารจำพวกกรด ที่เกิดขึ้น จากฟอสฟอรัสที่อยู่ในสารประกอบไฮโดรคาร์บอน จะไปกัดกร่อนผิวของแบริ่งและโลหะอื่นๆของ เครื่องยนต์
ฉะนั้นเครื่องยนต์ที่ใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิง จึงต้องการน้ำมันเครื่องชนิดที่มีคุณสมบัติดี ที่อุณหภูมิสูง
ซึ่งต่างกับเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซิน ที่ค่อนข้างเน้นคุณสมบัติดี ที่อุณหภูมิต่ำกว่า
เครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง LPG มีการสันดาปอย่างสมบูรณ์ จึงเกิดสารประกอบจากพวกคาร์บอนและตะกอน จากเผาไหม้น้อย น้ำมันเครื่องสะอาดกว่า เชื้อเพลิง LPG ไม่มีสารโซเวนท์ที่ไปทำละลายพวกสารหล่อลื่น ที่เคลือบเครื่องยนต์ และไม่ไปทำละลายให้น้ำมันเครื่องเจือจาง ทำให้น้ำมันเครื่องมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
สำหรับน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเชื้อเพลิง LPG ในบ้านเราเขตเป็นร้อน อุณหภูมิอากาศไม่ติดลบ
ดูได้จากตารางดัชนีความหนืดที่เหมาะสม คือ SAE 40 และเกรดที่เหมาะสม API SJ ถึง API SM เช่น
API SJ 10W40 เปลี่ยนถ่ายที่ 10,000 KM.
API SL 10W40 เปลี่ยนถ่ายที่ 15,000 KM.
API SM 10W40 เปลี่ยนถ่ายที่ 20,000 KM
บางผู้ผลิต เช่น บางจาก ปตท.รับรองน้ำมันเครื่องเกรด API SM สามารถใช้ได้ถึง 40,000 KM.
ข้อมูลอ้าวอิง
ผลิตภัณท์น้ำมันหล่อลื่น เชล์ลประเทศไทย
หนังสือมาตฐานโครงสร้างและการใช้รถ LPG สสทน(ไทย-ญี่ปุ่น)
มาตฐานน้ำมันหล่อลื่น บางจากปิโตเลียม
แผ่นพับแนะนำน้ำมันเครื่อง ปตท.
Web site SAE
จาก Duke B14 ATE 17
พุธ, 23/11/2548
เวลา : 15:44
IP: 61.90.144.82
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 4
ผมใช้ เชลล์ เฮลิกซื ซุปเปอร์ 20W50 เปลี่ยนถ่ายทุก 5000Km พร้อมกรอง ใช้ทนจนลืม
จาก เดช
พุธ, 23/11/2548
เวลา : 15:50
IP: 202.142.206.252
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 5
ยอดเยี่ยมมากครับคุณเต้ ได้ความรู้ อีกมากเลยครับ
จาก pok
พุธ, 23/11/2548
เวลา : 16:33
IP: 203.157.14.246
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 6
เยี่ยมมากๆ ครับ
จาก toommeng
พุธ, 23/11/2548
เวลา : 16:45
IP: 61.91.149.189
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 7
ผมใช้ Mazda Astina ไฟป๊อบ ปี 92 เครื่อง 1800 เกียร์ธรรมดา เห็นช่างบอกว่ารุ่นนี้ แอร์โฟร์กับปีกผีเสื้ออยู่ห่างกันมาก จะมีปัญหาอะไรในการติดตั้งไหมครับ ใครเคยเอารุ่นนี้ไปติดแก๊สบ้างครับ รบกวนขอข้อมูลหน่อย ขอบคุณครับ
จาก ต๊อดต่อ
พฤหัสบดี, 24/11/2548
เวลา : 10:05
IP: 61.91.176.155
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 8
แฮ่ก ๆ ๆ
ขอบคุณมากครับ
แล้วตกลง 10W40 กับ 20W50 ใช้อะไรดีหละทีนี้
สงสัยด้วยความเคารพครับ ไม่มีเจตนาก่อการพิพาท
จาก เต้
พฤหัสบดี, 24/11/2548
เวลา : 12:09
IP: 202.183.128.50
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 9
เรียนคุณต๊อดต่อ
การเลือกความหนืดของน้ำมันเครื่องให้ดูจากคู่มือประจำรถยนต์ แล้วใช้ให้ตรงตามกำหนด โดยเน้นเฉพาะตัวเลขที่ไม่ได้ตามด้วยตัวอักษร W แต่ถ้าไม่มีคู่มือให้เลือกตามนี้ เมืองไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนมาก และไม่มีติดลบ สามารถเลือกใช้น้ำมันเครื่องทั้งแบบเกรดความหนืดเดี่ยวและเกรดความหนืดรวมสำหรับเมืองร้อน โดยสนใจค่าความหนืดเฉพาะค่า SAE ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยตัวอักษร W เป็นความหนืด 40 หรือ 50
เครื่องยนต์ใหม่ สามารถใช้น้ำมันเครื่องความหนืด SAE 30,SAE 40 ใสหน่อยได้ เพราะชิ้นส่วนยังไม่มีช่องว่างห่างมากนัก ส่วนเครื่องยนต์เก่า ควรใช้ความหนืด SAE 50 หรือ หากเลือกใช้เองเป็นความหนืด SAE 40 ให้ดูด้วยว่ามีการ"กินน้ำมันเครื่องมากผิดปกติไหม" (ไม่ควรเกิน 2,000-3,000 กิโลเมตรต่อน้ำมันเครื่อง 0.5-1 ลิตร) และมีควันสีขาวอมฟ้าจากการเผาไหม้น้ำมันเครื่องที่เล็ดลอดเข้าห้องเผาไหม้ผสมออกมากับไอเสียหรือไม่ ถ้าผิดปกติให้เปลี่ยนไปใช้ความหนืด SAE 50
สำหรับ กำหนดการเปลี่ยนถ่าย น้ำมันเครื่องชั้นคุณภาพ API SJ,SLและSM เกิน 10,000 KM.ขึ้นไปครับ
เพราะผมเคยเอาน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วเหล่านี้ไปตรวจคุณภาพ ที่ห้องปฎิบัติการ บริษัท เมโทร แคท
(ประเทศไทย)จำกัด ผลปรากฎว่า ความยืดหยุ่นของโมเลกุลความหนืดยังเป็นปรกติ แต่จำนวนฝุ่นคาร์บอนที่น้ำมันเครื่องดูดซับมามีมีจำนวนมากแต่ก็จะไปค้างอยู่ที่กรอง บ่งบอกถึงการสันดาปที่ไม่
สมบูรณ์ ส่วนเศษโลหะที่เกิดจากการสึกหรอของเครื่องยนต์มีไม่มากอยู่ในเกรณ์ปรกติ ปริมาณฟองอากาศแทบไม่มีเลย แสดงว่าจากตัวอย่างน้ำมันที่นำไปทดสอบ ยังสามารถใช้งานได้ตามปรกติ ยังสามารถปกป้องการสึกหรอ ระบายความร้อน ต่อต้านการรวมกับออกซิเจนและยังใช้ได้โดยไม่ต้อง
เปลี่ยบถ่ายทิ้ง ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ ลดมลพิษ และรักษาสิ่งแวดล้อมครับ
จาก Duke B14 ATE 17
พฤหัสบดี, 24/11/2548
เวลา : 13:41
IP: 61.90.144.82
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 10
คุณเต้
แบบนี้เปลี่ยนที่ 10000Km พร้อมกรองน่าจะ OK มั๊ย ประหยัดด้วย (นำ้มันแร่)
จาก เต้
พฤหัสบดี, 24/11/2548
เวลา : 13:53
IP: 202.183.128.50
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 11
เรียน Duke B14 ATE 17
เกรด API SJ รับได้สบายครับ ไม่มีปัญหา เพราะด้วยเทคโนโลยีทางโลหะวิทยา และสารหล่อลื่น
จาก 15 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มาไกลเกินกว่าที่ถ่ายทิ้ง ที่ 5,000 กม.แล้วครับ
จาก คนปากช่อง
พฤหัสบดี, 24/11/2548
เวลา : 14:08
IP: 203.172.75.121
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 12
ว้าผมเพิ่งถ่าย ptt semi SM 10w40 ไปที่ 13320 km เอง งวดหน้าต้องเอาให้ถึงเกือบๆ 20000 กมแฮะ
ตอนนี้ก็ใช้ ptt semi SM ตัวเดิมแหละ รอบหน้าจะใช้ 10w30 ของ PTT แล้ว
จาก เต้
พฤหัสบดี, 24/11/2548
เวลา : 16:54
IP: 202.183.128.50
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 13
ดีครับ คุณ คนปากช่อง
สมัยนี้ถนนก็ราดยาง หรือเป็นคอนกรีต กันเป็นทั่วไป ที่แต่ก่อนถนนเคยวิ่งกันฝุ่นตลบ
เป็นระยะ 40-80 กม. API SE เขายังเปลี่ยนถ่ายกันที่ 5,000 กม.เลยครับ
จาก Yuth V6 Rayong
ศุกร์, 25/11/2548
เวลา : 12:30
IP: 58.136.152.215
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 14
คุณเต้ครับ Air flow ของแอสติน่ารุ่นนี้เป็นแบบ บานพับ ครับ ส่วนเรื่องเครื่องยนต์นั้นเป็นบล็อค BP-ZE ซึ่งมีแรงม้าถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเคลมไว้ที่ประมาณ 140 PS.
จาก เต้
ศุกร์, 25/11/2548
เวลา : 22:52
IP: 203.151.230.102
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 15
ขอขอบคุณ คุณYuth V6 Rayong มากๆครับ
ผมขออนุญาตจัดให้ตามนี้ครับ
1.Mixer ติดตั้งหน้า Air flow
2.ขนาด Mixer 28mm. ทางอากาศเข้า เปิดเป็นปากแตร ทำมุม 7-9 องศา จากคอคอด
3.ใช้หม้อมต้มที่มี Sensitive Knob มีเหตุผลคือ ลดการเกิด Back fire ในรอบเดินเบา
ขณะที่อุณหภูมิในห้องเครื่องสูงเกินไป
จาก INF125
จันทร์, 28/11/2548
เวลา : 09:56
IP: 203.144.135.18
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 16
ตอนใช้แก๊สใหม่ๆผมก็ใช้เกรดรวม 20w-50 แบบตอนใช้น้ำมัน ความร้อนก็เพิ่มขึ้นนิดหน่อยพอครบระยะถ่ายน้ำมันเครื่องทิ้ง ผมหันมาใช้เกรดเดียวเลย SAE 50 (เครื่องเก่า 90 %) ราคาถูกกว่าเยอะเลย....เกรดรวมแบบดีนิดหนึ่ง 5 ลิตร 600 บ.หันมาใช้เกรดเดียว 5 ลิตร 200 บ.
ความร้อนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานค่อนข้างไปทางร้อนยาก....ใช้มา 3 เที่ยวแล้ว
จาก เต้
จันทร์, 28/11/2548
เวลา : 11:26
IP: 202.183.128.50
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 17
ตามที่ได้แนะนำไว้ครับ ดูเฉพาะตัวหลังก็ได้ เพราะบ้านเราเมืองร้อน SAE 40-50
(SAE 50 ใช้กับเครื่องเริ่มหลวม) แต่ยังไงก็อย่าลืมดูเกรดมาตฐานด้วยนะครับ API SJ-Sm
จาก เต้
อังคาร, 29/11/2548
เวลา : 15:45
IP: 202.183.128.50
แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 18
ในช่วง 3-4 วันมานี้ ผมได้รับโทรศัพท์สอบถามและขอความเห็น เรื่องน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมใช้กับรถ LPG
ผมขอแบ่งประเด็น ที่ถามมาดังนี้
ก.)ใช้น้ำมันเครื่องเกรดไหนดี?
ในปัจจุบัน โดยจากมาตฐาน API-AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE และ SAE - SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เป็นแหล่งอ้างอิง
ใช้เกรด API SJ, API SL และ API SM ส่วนค่าความหนืดใช้ SAE 40 จะเป็นเกรดเดี่ยวหรือเกรดรวมก็ได้
แต่ถ้าในกรณีเครื่องยนต์เริ่มหลวม(กินน้ำมันเครื่องมากกว่า 1 ลิตร/4,000 กม.)มีควันจากปลายท่อไอเสียสีขวาอมฟ้า แนะนำให้ใช้ SAE 50
----ตัวเลขตัวหน้าเช่น 0W40, 10W40, 20W50 ตัวเลข 0 เลข 10 เลข 20 บอกถึงอุณหภูมิแวดล้อมเครื่องยนต์ เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน อุณหภูมิไม่เคยติดลบถึง -18 องศา C จึงไม่ต้องให้ความสำคัญมากนัก ให้ดูที่ตัวเลข 40 และ 50 ตัวหลังดีกว่าครับ เพราะอุณหภมิปรกติอยู่ที่ 30C' ถึง 40C' จึงเหมาะที่จะใช้ SAE 40 หรือ SAE 50 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วครับ
ข.)ควรเปลี่ยนถ่ายเมื่อไร?
เปลี่ยนถ่ายเมื่อน้ำมันเครื่องเริ่มสูญเสียคุณสมบัติหลัก เช่น เกิดฟองอากาศในน้ำมันเครื่องอย่างถาวร ความหนืดลดลงจากปรกติที่เคยมี เกิดสารแขวนลอยในเนื้อน้ำมัน เกิดฟอสฟอรัสจากการสันดาป ฯลฯตามที่ได้กล่าวมานี้ น้ำมันเครื่องเกรด API SJ ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ ปี คศ.1996 มีคุณสมบัติทานทนต่อความเสื่อมเหล่านี้ ได้มากกว่า 10,000 กม. สำหรับเกรดที่สูงกว่า เช่น API SL ประกาศใช้ ปี คศ.1999 และ API SM ประกาศใช้ ปี คศ. 2004 ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าเกรดคุณภาพ API ยิ่งเป็นปัจจุบันมากขึ้น
เกรดคุณภาพก็จะสูงขึ้น ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันก็เพิ่มมากขึ้น
ค.)ทำไมเครื่องยนต์ที่ใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงจึงมีระยะเปลี่ยนถ่ายยาวนานกว่า
เนื่องจากเชื้อเพลิง LPG มีการสันดาปที่สมบูรณ์กว่า สิ่งสกปรกที่เกิดจากการเผาไหม้จึงกว่า แม้กระทั้งฝุ่นคาร์บอนที่ปนเปื่อนมาจากการชะล้างยังน้อยกว่า LPGอยู่ในสภาพก็าซจึงไม่ไปทำละลายสารเครือบหล่อลื่นที่มากับน้ำมันเครื่อง ทำให้ลดการสึกหรอ เช่น แหวน ผิวกระบอกสูบ แบริ่งต่างๆ เป็นต้น
|
|