| |
คำตอบที่ 7
คือจริงๆ คุณหอยจะเห็นว่าราคามันต่างกันเล็กน้อย ไม่มากเหมือนที่ผมยกตัวอย่างนะครับ เพราะค่าความหนาแน่นของแก๊ส จะแปรผันเล็กน้อยขึ้นกับส่วนผสม มันจะคล้ายๆ เฉลี่ยกันไป ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเวลาเขารับส่งแก๊สกัน เค้าวัดค่าความหนาแน่นกันแค่ไหนครับ (อย่าลืมว่าที่ผมอธิบายเป็นทางเทคนิคอย่างเดียวนะครับ ไม่รวมการบวกการทำกำไรของแต่ละที่ แต่พยายามอธิบายให้เข้าใจว่าทำไมรัฐถึงมาควบคุมราคาต่อลิตรยาก)
1. คุณภาพของแก๊สก็คงแปรเปลี่ยนเล็กน้อยครับ แต่ส่วนใหญ่น่าจะเป็นค่าความร้อนจำเพาะที่ได้จากส่วนผสมนั้น (ค่าออกเทนของแก๊สไม่เปลี่ยนครับ ประมาณ 100 - ค่าออกเทนไม่ได้บอกว่าเครื่องยนต์จะเดินเรียบหรือไม่นะครับ แล้วก็ไม่ได้บอกว่ารถจะแรงขึ้นหรือปล่าว เครื่องยนต์เบนซินส่วนใหญ่ต้องการเชื้อเพลิงออกเทนไม่ถึง 100 ครับ ถ้าใช้ออกเทนสูงกว่าค่าที่เครื่องต้องการ ก็จะไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าการใช้เท่ากับที่เครื่องต้องการ แต่ถ้าน้อยกว่าจะมีปัญหาการน็อกของแหวนลูกสูบ มีปัญหาเดินไม่เรียบครับ)
2. แก๊สของบริษัทเดียวกันแต่ละวันคูณภาพยังไม่เท่ากันเลยครับ เพราะอย่างที่อธิบายการกลั่นออกมาจากน้ำมันแต่ละวันจะได้ส่วนผสมแปรเปลี่ยนกันไป แต่เนื่องจากแก๊สทุกที่จะมีออกเทนเป็น 100 เหมือนกัน ทำให้ใช้งานได้ครับ เพียงแต่ว่าถ้าคุณจูนรถกับแก๊สที่มีความหนาแน่นสูง แล้วไปใช้แก๊สที่ความหนาแน่นต่ำ รถคุณก็จะผลิตพลังงานออกมาได้น้อยลง จูนใหม่ก็เหมือนเดิม (แต่สิ้นเปลืองมากขึ้น) ในขณะที่ถาคุณจูนก็แก๊สความหนาแน่นน้อยแล้วไปเติมแก๊สที่มีความหนาแน่นมาก รถก็จะแรงขึ้นหรือมีกลิ่นเพราะเผาไหม้ไม่หมด (ยกเว้นใช้หัวฉีด หรือแลมด้า ที่แปรผันการจ่ายให้อัตโนมัติ)
ที่อธิบายมาทั้งหมด ย้ำอีกทีเป็นทางเทคนิค (ซึ่งบริษัทน้ำมันมาตราฐานทั่วไปใช้) ถ้าเป็นบริษัทไม่มีมาตราฐาน ก็อธิบายไม่ถูกครับ อิ อิ เพราะเค้ามั่วได้ อ้อ อีกอย่าง ถ้าอยากได้แก๊สที่มีความหนาแน่นมาก ให้เติมแก๊สตอนอากาศเย็นนะครับ แก๊สแปรเปลี่ยนความหนาแน่นกับอุณหภูมิค่อนข้างมาก เติมตอนเย็นๆ ได้เนื้อแก๊ส (น้ำหนัก) มากกว่าตอนร้อนที่ปริมาตร (ลิตร) เท่ากันครับ
|
|