เอาข่าวมาฝากครับ

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก HY Gas
อังคารที่ , 21/11/2549
เวลา : 08:08
 IP:

202.129.16.29
อ่านแล้ว = 671 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       สนพ.ไล่บีบคอผู้ส่งออกแอลพีจี ดึงกำไรส่วนต่างเข้ากองทุน
"เมตตา" บีบคอผู้ส่งออกแอลพีจีเรียกเก็บกำไรส่วนต่างระหว่างผู้ที่จำหน่ายในประเทศ 50%เข้ากองทุนน้ำมัน หวังกดดันให้ผู้ส่งออกหันมาจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้น พร้อมเห็นชอบการออกประกาศขยายรับซื้อไฟฟ้าจากวีเอสพีพีเพิ่ม


เผื่อจะเป็นเรื่องดีกับชาว LPG ครับ



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก CK5
 อังคาร, 21/11/2549
 เวลา :
08:09
 IP:
61.90.165.52

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       เย้ๆๆ....


 จาก CK5
 อังคาร, 21/11/2549
 เวลา :
08:09
 IP:
61.90.165.52

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       เย้ๆๆ....


 จาก ร่อนไป ร่อนมา
 อังคาร, 21/11/2549
 เวลา :
08:34
 IP:
203.156.170.113

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       อันนี้มีเรื่องต้นทุน และสัดส่วนด้วยครับ

จาก http://203.154.97.19/citizen_report/breaking/read.php?newsid=226347〈=T

รัฐหมดหนทางคุมกำเนิดรถยนต์แอลพีจีต้องหักกำไรผู้ส่งออกเพื่อเพิ่ม
17:13 น. นายเมตตา บันเทิงสุข ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มี นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เห็นชอบนโยบายที่จะป้องกันปัญหาการขาดแคลนก๊าซหุงต้ม
หรือแอลพีจี ในประเทศ หลังจากที่มียอดผู้หันมาใช้แอลพีจี สำหรับรถยนต์จำนวนมากจนส่งผลทำให้
9 เดือนแรกปีนี้มียอดพุ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 53.7 จาก 212 ล้านกิโลกรัม
เป็น 325 ล้านกิโลกรัม โดยแนวทาง คือ จะมีการเก็บเงินจากผู้ส่งออกเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
โดยคิดในอัตราร้อยละ 50 ของกำไรที่ผู้ส่งออกได้รับสูงกว่ากำไรที่จำหน่ายในประเทศ วิธีการนี้จะทำให้เกิดแรงจูงใจให้มีการจำหน่ายในประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ขายในประเทศ
จะได้ราคาก๊าซเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 26 สตางค์ต่อกิโลกรัม

ส่วนชาวบ้านจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากราคาก๊าซขายปลีกในประเทศไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่าง
ใด ซึ่งประกาศนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีขอให้แก้ไขระเบียบเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
คาดจะมีผลในอีก 1 เดือนข้างหน้า โดยมาตรการนี้จะเป็นมาตรการชั่วคราวที่นำมาใช้
เพราะรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนจะลอยตัวราคาก๊าซเมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยหากมีการลอยตัวเมื่อใดราคาก๊าซสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ก็คาดว่าจะทำให้ประชาชนใช้แอลพีจี
เพื่อรถยนต์น้อยลง ขณะที่รัฐบาลเร่งเดินหน้าการส่งเสริมใช้เอ็นจีวีสำหรับยานยนต์มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีการกำหนดราคาก๊าซแอลพีจี หน้าโรงกลั่นที่ 315 เหรียญ/ตัน
แต่ราคาส่งออกเป็นไปตามราคาตลาดโลก ที่ขณะนี้อยู่ที่ 458 เหรียญ/ตัน ดังนั้น
ส่งออกจะมีรายได้สูงกว่าประมาณ 143 เหรียญ/ตัน หรือประมาณ 5.24 บาท/กิโลกรัม
ครึ่งหนึ่งก็เท่ากับ 2.62 บาท/กก.รวมแล้วประมาณ 78.6 ล้านบาท/เดือน ก็จะนำมาเฉลี่ยบวกเพิ่มกับราคาเพดานในประเทศเพิ่มเป็น 322 เหรียญ/ตัน
ซึ่งราคานี้จะมีการปรับขึ้นลงตามความเหมาะสม นายเมตตา กล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการผลิตก๊าซแอลพีจี 333,500 ตัน/เดือน
มีการส่งออกประมาณ 30,000 ตัน/เดือน
โดย ปตท.ส่งออกสูงสุดที่ 19,000 ตัน/เดือน
ไทยออยล์ 6,000 ตัน/เดือน
เอสโซ่ 2,000 ตัน/เดือน
ทีพีไอ 2,000 ตัน/เดือน
บางจาก 1,000 ตันต่อเดือน
ส่วนผู้ผลิตแอลพีจี นอกจาก 6 รายดังกล่าวแล้วยังมี
โรงกลั่นเอสพีอาร์ซีและโรงกลั่นน้ำมันระยอง โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด คือ
ปตท.ครองสัดส่วน ร้อยละ 61

นายสุรงค์ บูลกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
ปตท.ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว
เพราะ ปตท.เป็นทั้งผู้ส่งออกและจำหน่ายในประเทศที่ใหญ่ที่สุด ผู้ที่ได้รับผลกระทบ
น่าจะเป็นโรงกลั่นมากกว่า ซึ่งมาตรการนี้นับเป็นการสร้างสมดุลด้านรายได้สำหรับผู้มี
ภาระจำหน่ายก๊าซแอลพีจีในประเทศ


 จาก ร่อนไป ร่อนมา
 อังคาร, 21/11/2549
 เวลา :
08:34
 IP:
203.156.170.113

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       อันนี้มีเรื่องต้นทุน และสัดส่วนด้วยครับ

จาก http://203.154.97.19/citizen_report/breaking/read.php?newsid=226347〈=T

รัฐหมดหนทางคุมกำเนิดรถยนต์แอลพีจีต้องหักกำไรผู้ส่งออกเพื่อเพิ่ม
17:13 น. นายเมตตา บันเทิงสุข ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มี นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เห็นชอบนโยบายที่จะป้องกันปัญหาการขาดแคลนก๊าซหุงต้ม
หรือแอลพีจี ในประเทศ หลังจากที่มียอดผู้หันมาใช้แอลพีจี สำหรับรถยนต์จำนวนมากจนส่งผลทำให้
9 เดือนแรกปีนี้มียอดพุ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 53.7 จาก 212 ล้านกิโลกรัม
เป็น 325 ล้านกิโลกรัม โดยแนวทาง คือ จะมีการเก็บเงินจากผู้ส่งออกเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
โดยคิดในอัตราร้อยละ 50 ของกำไรที่ผู้ส่งออกได้รับสูงกว่ากำไรที่จำหน่ายในประเทศ วิธีการนี้จะทำให้เกิดแรงจูงใจให้มีการจำหน่ายในประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ขายในประเทศ
จะได้ราคาก๊าซเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 26 สตางค์ต่อกิโลกรัม

ส่วนชาวบ้านจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากราคาก๊าซขายปลีกในประเทศไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่าง
ใด ซึ่งประกาศนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีขอให้แก้ไขระเบียบเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
คาดจะมีผลในอีก 1 เดือนข้างหน้า โดยมาตรการนี้จะเป็นมาตรการชั่วคราวที่นำมาใช้
เพราะรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนจะลอยตัวราคาก๊าซเมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยหากมีการลอยตัวเมื่อใดราคาก๊าซสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ก็คาดว่าจะทำให้ประชาชนใช้แอลพีจี
เพื่อรถยนต์น้อยลง ขณะที่รัฐบาลเร่งเดินหน้าการส่งเสริมใช้เอ็นจีวีสำหรับยานยนต์มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีการกำหนดราคาก๊าซแอลพีจี หน้าโรงกลั่นที่ 315 เหรียญ/ตัน
แต่ราคาส่งออกเป็นไปตามราคาตลาดโลก ที่ขณะนี้อยู่ที่ 458 เหรียญ/ตัน ดังนั้น
ส่งออกจะมีรายได้สูงกว่าประมาณ 143 เหรียญ/ตัน หรือประมาณ 5.24 บาท/กิโลกรัม
ครึ่งหนึ่งก็เท่ากับ 2.62 บาท/กก.รวมแล้วประมาณ 78.6 ล้านบาท/เดือน ก็จะนำมาเฉลี่ยบวกเพิ่มกับราคาเพดานในประเทศเพิ่มเป็น 322 เหรียญ/ตัน
ซึ่งราคานี้จะมีการปรับขึ้นลงตามความเหมาะสม นายเมตตา กล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการผลิตก๊าซแอลพีจี 333,500 ตัน/เดือน
มีการส่งออกประมาณ 30,000 ตัน/เดือน
โดย ปตท.ส่งออกสูงสุดที่ 19,000 ตัน/เดือน
ไทยออยล์ 6,000 ตัน/เดือน
เอสโซ่ 2,000 ตัน/เดือน
ทีพีไอ 2,000 ตัน/เดือน
บางจาก 1,000 ตันต่อเดือน
ส่วนผู้ผลิตแอลพีจี นอกจาก 6 รายดังกล่าวแล้วยังมี
โรงกลั่นเอสพีอาร์ซีและโรงกลั่นน้ำมันระยอง โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด คือ
ปตท.ครองสัดส่วน ร้อยละ 61

นายสุรงค์ บูลกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
ปตท.ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว
เพราะ ปตท.เป็นทั้งผู้ส่งออกและจำหน่ายในประเทศที่ใหญ่ที่สุด ผู้ที่ได้รับผลกระทบ
น่าจะเป็นโรงกลั่นมากกว่า ซึ่งมาตรการนี้นับเป็นการสร้างสมดุลด้านรายได้สำหรับผู้มี
ภาระจำหน่ายก๊าซแอลพีจีในประเทศ


 จาก ปตท
 อังคาร, 21/11/2549
 เวลา :
21:44
 IP:
61.19.195.131

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการผลิตก๊าซแอลพีจี 333,500 ตัน/เดือน มีการส่งออกประมาณ 30,000 ตัน/เดือน โดย ปตท.ส่งออกสูงสุดที่ 19,000 ตัน/เดือน, ไทยออยล์ 6,000 ตัน/เดือน, เอสโซ่ 2,000 ตัน/เดือน, ทีพีไอ 2,000 ตัน/เดือน, บางจากฯ 1,000 ตัน/เดือน ส่วนผู้ผลิตแอลพีจี นอกจาก 6 รายดังกล่าวแล้วยังมีโรงกลั่นเอสพีอาร์ซีและโรงกลั่นน้ำมันระยอง โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดคือ ปตท.ครองสัดส่วน 61%


ใครได้ประโยชน์ละ


 จาก ปตท
 อังคาร, 21/11/2549
 เวลา :
21:44
 IP:
61.19.195.131

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการผลิตก๊าซแอลพีจี 333,500 ตัน/เดือน มีการส่งออกประมาณ 30,000 ตัน/เดือน โดย ปตท.ส่งออกสูงสุดที่ 19,000 ตัน/เดือน, ไทยออยล์ 6,000 ตัน/เดือน, เอสโซ่ 2,000 ตัน/เดือน, ทีพีไอ 2,000 ตัน/เดือน, บางจากฯ 1,000 ตัน/เดือน ส่วนผู้ผลิตแอลพีจี นอกจาก 6 รายดังกล่าวแล้วยังมีโรงกลั่นเอสพีอาร์ซีและโรงกลั่นน้ำมันระยอง โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดคือ ปตท.ครองสัดส่วน 61%


ใครได้ประโยชน์ละ


คำถามนี้มีทั้งหมด 6 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)