จาก เก่งจัง
พุธที่ , 15/11/2549
เวลา : 09:07
IP: 58.147.78.182
อ่านแล้ว = 1293 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
ส่งเสริม 'เอ็นจีวี' ไม่สิ้นบ่วงกรรม แท็กซี่เฮ! เลื่อน ลอยตัวก๊าซหุงต้มอีกระลอก [15 พ.ย. 49 - 04:43]
นายบุญส่ง เกิดกลาง รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยสถานการณ์พลังงาน ในช่วง 10 เดือนของปีนี้ว่า ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มในภาครถยนต์ ยังมีการขยายตัวถึง 53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่นโยบายใช้ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะ การขยายปั๊มเอ็นจีวีจำนวน 200 แห่ง ที่ต้องเลื่อนออกไปอีกครั้งหนึ่ง
ดังนั้น นโยบายการยกเลิกชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) จากเดิมที่ชะลอไปลอยตัวในช่วงสิ้นปีนี้ มีความเป็นไปได้ว่าต้องเลื่อนไปจนถึงกลางปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกอยู่ในช่วงขาลง เป็นจังหวะที่เหมาะสมกับการปล่อยลอยตัว แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงานในขณะนั้นด้วย สาเหตุที่ต้องเลื่อนการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้มไปเป็นกลางปี หน้า (เฉพาะรถแท็กซี่ในระยะแรก) เนื่องจากปั๊มก๊าซเอ็นจีวีของ ปตท.ก่อสร้างเพิ่มขึ้นไม่ทันตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
นายบุญส่งกล่าวว่า ล่าสุด บริษัท ปตท. ได้รายงานในเบื้องต้นว่า ขณะนี้ ปตท.มีปัญหาในเรื่องการก่อสร้างปัมเอ็นจีวีในเขตกรุงเทพ-มหานคร หลังจากที่มีประกาศสำนักผังเมืองของ กรุงเทพฯ ห้ามไม่ให้ตั้งปัมบนถนนที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 16 เมตร ส่งผลให้ปัมเอ็นจีวีของ ปตท.จำนวน 17 แห่ง ที่ ปตท.เตรียมจะก่อสร้าง ไม่สามารถตั้งขึ้นมาได้ ซึ่งจะต้องไปพิจารณาหาแนวทางกันใหม่ โดยเป้าหมายปัมเอ็นจีวีที่ ปตท.จะก่อสร้างให้ครบ 200 แห่ง จึงเลื่อนไปในเดือน ก.พ.2550 อย่างไรก็ตาม ปตท.ยอมรับว่า การที่กำหนดให้ถนนมีความกว้าง 16 เมตร ทำให้จัดหาถนนในพื้นที่กรุงเทพฯชั้นในลำบาก เพราะมีแต่ถนนที่แคบๆ
สนพ.ยังมีความกังวลในเรื่องการส่งเสริมใช้เอ็นจีวี เนื่องจากล่าสุด โครงการที่ให้รถแท็กซี่ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิง ให้เปลี่ยนมาใช้ถังเอ็นจีวีฟรียังไม่มีความคืบหน้า เพราะมีรถแท็กซี่เข้ามาร่วมโครงการเพียง 2,000 คันเท่านั้น จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 30,000 คัน ในปลายปีหน้า สาเหตุหลักมาจากมีความเป็นห่วงเรื่องความพร้อมของปั๊มเอ็นจีวีที่จะมารองรับ ปตท.จึงควรมีแคมเปญใหม่ๆ สร้างแรงจูงใจให้รถแท็กซี่ปรับเปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวีให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็จะมีมาตรการบังคับให้รถแท็กซี่ใหม่ต้องติดถังเอ็นจีวีเท่านั้น โดยจะหารืออย่างเป็นทางการระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคม 24 พ.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เงื่อนไขการกำหนดพื้นที่ตั้งปั๊มน้ำมันของ กทม.ดังกล่าว ทำให้ ปตท.ต้องเปลี่ยนเป้าหมายพื้นที่การตั้งปั๊มเอ็นจีวี ใหม่ จากโซนกรุงเทพฯชั้นใน เป็นถนนขนาดใหญ่ ที่มีพื้นผิวการจราจร 8 เลนขึ้นไป เช่น ถ.วิภาวดี-รังสิต ถ.บางนา-ตราด ถ.ปินเกล้า-นครชัยศรี ถ.รามอินทรา ซึ่งอาจจะส่งให้ผู้ใช้ รถยนต์หาปั๊มเติมเอ็นจีวีในกรุงเทพฯชั้นในได้ยากลำบาก แต่เรื่องนี้ ทางกระทรวงพลังงานกำลังหาแนวทางที่จะเจรจากับ กทม.เพื่อขอลดเงื่อนไขดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ
ด้านนายพานิช พงศ์พิโรดม อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวถึงปริมาณการใช้น้ำมันในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาว่า ยังคงลดลงต่อเนื่อง ทั้งเบนซินและดีเซล โดยดีเซลมีปริมาณการใช้เฉลี่ยวันละ 50 ล้านลิตร ลดลง 7% ขณะที่การใช้น้ำมัน เบนซินรวมออกเทน 95 ออกเทน 91 และแก๊ส โซฮอล์วันละ 19.6 ล้านลิตร ลดลง 1% สำหรับปัจจัยที่ทำให้การใช้น้ำมันลดลงส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการประหยัดพลังงานของประชาชน ขณะเดียวกัน การส่งเสริมใช้พลังงานทดแทนน้ำมันของรัฐบาล ทำให้มีผู้ขับรถยนต์จำนวนหนึ่งเปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวีเพิ่มขึ้น
ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้พบว่า มีปริมาณการใช้เอ็นจีวีเพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2548 เฉลี่ยจากปริมาณการใช้วันละ 6.3 ล้านลูกบาศก์ฟุต เพิ่มเป็นวันละ 10.2 ล้านลูกบาศก์ฟุต นอกจากนี้ จำนวนรถยนต์ที่เปลี่ยนมาติดตั้งเอ็นจีวีก็มีทั้งสิ้น 23,127 คัน
นายพานิชกล่าวต่อว่า สำหรับปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ 10 เดือนแรกพบว่า มีอัตราที่ลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2548 จากวันละ 845,000 บาร์เรล เหลือวันละ 842,000 บาร์เรล แต่มูลค่าที่ประเทศต้องจ่ายค่าน้ำมันดิบ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 649,584 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20% ในขณะที่การส่งออกน้ำมันคิดเป็นมูลค่า 161,231 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% แบ่งเป็นส่งออกน้ำมันดิบมูลค่า 48,182 ล้านบาท และการส่งออก น้ำมันสำเร็จรูป มูลค่าทั้งสิ้น 113,049 ล้านบาท.
|