บทความเกี่ยวกับการติดแก๊ส ลองอ่านดูนะ เผื่อจะมีประโยชน์

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก NUT575
เสาร์ที่ , 28/10/2549
เวลา : 15:50
 IP:

58.64.102.193
อ่านแล้ว = 2170 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       6 กันยายน 2549 10:56 น.

หากเกิดอาการแบ็คไฟร์ดัง “ปัง” ออกมานั้น ก็เป็นอันว่าให้เตรียมตรวจเช็คการแตกหักเสียหายของหม้อกรองอากาศ , แผ่นกรองอากาศ , ชิ้นส่วนท่อลมต่างๆ จนถึงอุปกรณ์ประเภท air flow หากเป็นอย่างหลังนี้หลายเงินหน่อย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หากไม่พูดถึงเรื่องนี้ดูเหมือนจะเชยไปหน่อย และคงไม่ช้าเกินไปหากจะพูดถึงการดูแลรักษา, การใช้งาน และเรื่องควรรู้เกี่ยวกับรถยนต์ที่ใช้ ก๊าซแอลพีจี ที่แม้ราคาน้ำมันในช่วงนี้จะปรับราคาลงแล้วก็ตาม แต่อู่ที่รับติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจีทั้งหลายเท่าที่เห็นก็ยังมีลูกค้าจอดรอกันมากมาย รวมถึงสถานการณ์ในธุรกิจนี้ที่อุปกรณ์หลักๆ ล้วนต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็เริ่มขาดตลาด อันเนื่องจากทั่วโลกต่างก็ประสบวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันเช่นกัน ทำให้ผู้ผลิตในต่างประเทศจึงไม่สามารถซัพพลายได้ทัน

ผมเชื่อว่าหลายท่านได้ตัดสินใจหรือนำรถไปติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งใช้งานได้ดีไม่มีปัญหา และมีปัญหาจนอยากถอดออกแล้วเขวี้ยงใส่เจ้าของอู่ (เรื่องเอ็นจีวี เท่าที่ดูยังไม่ค่อยเห็นมีปัญหาอะไรมากนัก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะรถที่ใช้ยังมีจำนวนน้อย และอู่ติดตั้งต้องได้รับการควบคุมมาตรฐานอย่างเคร่งครัดจาก ปตท. )

แต่ว่าตอนนี้เรามาสรุปปัญหาที่ท่านอาจสงสัยคาใจอยู่ และเรื่องที่ควรรู้กันเลยดีกว่าครับ

- เมื่อติดตั้งก๊าซแอลพีจีแล้ว จำเป็นต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงเป็นรถใช้ก๊าซหรือไม่ ?
จำเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะมีกฎหมายกำหนด พร้อมบทลงโทษปรับสูงสุดถึง 2 หมื่นบาท สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจีแล้วไม่ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นรถยนต์ใช้ก๊าซ โดยแจ้งให้อู่ที่ติดตั้งทราบว่าท่านต้องการเอกสารการตรวจสภาพการติดตั้งระบบก๊าซ ซึ่งต้องมีวิศวกรเครื่องกลที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก เป็นผู้ตรวจสอบพร้อมเอกสารยืนยัน จากนั้นจึงนำเอกสารดังกล่าวพร้อมสมุดคู่มือ (เล่มทะเบียนรถ) ไปแจ้งยังสำนักขนส่งฯ

- ก๊าซจะวิ่งได้ดีเท่าน้ำมันหรือไม่ ประหยัดกว่าแค่ไหน ?
ต้องยกเอาสุภาษิตที่ว่าของถูกและดีอาจจะมีบ้าง แต่ของดีมักจะแพง เช่นเดียวกันครับ ก๊าซ กิโลกรัมละ 9 บาทกว่าๆ จะให้วิ่งได้สมรรถนะสูงสุดทั้งอัตราเร่งและความเร็วปลายเหมือนน้ำมันลิตรละ 30 บาท คงเป็นไปไม่ได้ (เพราะในชีวิตจริงของคุณบนท้องถนนคงไม่มีใครรีดสมรรถนะสูงสุดของรถออกมาใช้ตลอดเวลา) เพราะค่าพลังของก๊าซแอลพีจีก็น้อยกว่าน้ำมันอยู่ราว 20% อยู่แล้ว ครั้นจะเพิ่มปริมาณของก๊าซที่เข้าสู่ห้องเผาไหม้เพื่อให้รถวิ่งได้ดีขึ้นก็จะกลายเป็นว่าส่วนผสมหนาเกินไปวิ่งไม่ออกอีกต่างหาก เพราะปริมาณอากาศก็ยังจำกัดอยู่เท่าเดิม
งานนี้ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นการติดตั้งระบบก๊าซในระบบหัวฉีด หรือระบบมิกเซอร์ครับ เพียงแต่เทียบกันแล้วในรถคันเดียวกันนั้น ระบบหัวฉีดจะมีอัตราความสิ้นเปลืองและการตอบสนองของเครื่องยนต์ดีกว่าแบบมิกเซอร์อย่างเห็นได้ชัด

กรณีนี้บางท่านอาจแย้งว่าเคยพบว่ารถบางคันติดก๊าซแล้ววิ่งดีกว่าน้ำมันนั้น เป็นไปได้ครับ แต่เป็นกรณีไม่ปกติ เช่นรถคันนั้นผ่านการใช้งานมานาน จนอุปกรณ์บางตัวที่ควบคุมระบบต่างๆ เสื่อมสภาพไปบ้างแล้ว ทำให้สมรรถนะเมื่อใช้น้ำมันจึงตกลงไปกว่าปกติ บางครั้งการจ่ายเชื้อเพลิงด้วยวิธีพื้นๆ โบราณๆ อย่างที่เรียกกันว่าแบบมิกเซอร์ คือปล่อยให้ท่อร่วมไอดีดูดเชื้อเพลิงเข้าไปตรงๆ จึงอาจทำให้รู้สึกว่ารถยนต์วิ่งได้ดีขึ้นก็เป็นไปได้ (แต่ค่อนข้างน้อยครับ) หรือบางครั้งในทางกลับกันอาจแย่จนเครื่องยนต์ไม่สามารถเดินเบาหรือวิ่งได้เลยก็เป็นได้ครับ
ในเรื่องของความประหยัดนั้น หากเทียบกันแบบ กิโลเมตร/ลิตร แล้ว ต้องยอมรับว่าก๊าซแอลพีจีจะให้ระยะทางได้น้อยกว่าน้ำมันเบนซินอยู่ราว 20% ตามอัตราส่วนของค่าพลังงานที่น้อยกว่า เช่นน้ำมันวิ่งได้ 10 กม./ลิตร แต่ก๊าซแอลพีจีจะอยู่ที่ 8 กม./ลิตร แต่เมื่อคิดถึงค่าใช้จ่ายต่อหน่วยพลังงานของน้ำมันเบนซินที่ลิตร 30 บาท แต่ก๊าซแอลพีจีอยู่ที่ 9.50 บาทแล้ว งานนี้คนละเรื่องครับ

- หากต้องการให้ประหยัดมากกว่านี้ เพราะมีบางอู่บอกว่าสามารถจูนให้ประหยัดมากขึ้นได้ จริงหรือไม่ มีผลเสียอะไรหรือเปล่า ?
ถ้าเป็นในทางธรรมะก็คงเหมือนที่พระท่านบอกว่าให้เลือกเดินทางสายกลางนั่นหละครับ อย่างที่บอกไปแล้วว่าหากอยากจะให้วิ่งขึ้น ก็ยังมีข้อจำกัด
และเมื่อยากให้ประหยัดมากขึ้นไปอีกด้วยการปรับให้จ่ายก๊าซให้น้อยลง ผลก็คือส่วนผสมบาง ทำให้อุณหภูมิในห้องเผาไหม้สูงเกินปกติ หรือเกิดการชิงจุดระเบิด ตามที่ช่างชอบเรียกกันว่า “ เครื่องจาม ” หรือ back fire ผลเสียก็คือเมื่ออุณหภูมิสูงเกินไปย่อมทำให้การสึกหรอของเครื่องยนต์เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ และหากเกิดอาการแบ็คไฟร์ดัง “ปัง” ออกมานั้น ก็เป็นอันว่าให้เตรียมตรวจเช็คการแตกหักเสียหายของหม้อกรองอากาศ , แผ่นกรองอากาศ , ชิ้นส่วนท่อลมต่างๆ จนถึงอุปกรณ์ประเภท air flow หากเป็นอย่างหลังนี้หลายเงินหน่อย
ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่ารู้ครับ อาทิ น้ำมันออโต้ลู้บเลี้ยงวาล์วจำเป็นหรือไม่ , จะตรวจเช็คการรั่วของก๊าซด้วยตัวเองได้อย่างไร , อุปกรณ์พวกนี้มีอายุใช้งานนานแค่ไหน ... พบกันตอนหน้าครับ




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก NUT575
 เสาร์, 28/10/2549
 เวลา :
15:55
 IP:
58.64.102.193

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       25 กันยายน 2549 13:16 น.
ชนินทร์ พงษ์เสือ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หลังจากเกริ่นนำเรื่องที่หลายท่านสงสัยไปในตอนที่แล้ว 2-3 ประเด็น แต่สำหรับหลายท่านที่นำรถไปติดตั้งระบบก๊าซเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เชื่อว่ายังมีข้อข้องใจอีกมาก มาว่ากันเลยดีกว่าครับ

ต้องดูแลรักษาระบบอุปกรณ์ระบบก๊าซอย่างไรบ้าง ?
จะว่าไปแล้วการติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจีเข้ากับรถยนต์จะเป็นเรื่องง่ายก็ไม่ใช่ ยากก็ไม่เชิงครับ เพราะหากทำโดยศูนย์บริการที่มีประสบการณ์เข้าใจทั้งระบบก๊าซและระบบเครื่องยนต์ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากทำให้หลายแห่งเปลี่ยนอาชีพจากติดตั้งเครื่องเสียง หรือซ่อมช่วงล่าง ปะยาง ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ กระทั่งขายอาหารตามสั่งมาเป็นรับติดตั้งระบบก๊าซ ผลก็คือข่าวพาดหัวที่เริ่มเห็นกันมากขึ้นนั่นเอง

ส่วนการดูแลก็ไม่มากมายไปกว่าการดูรักษารถยนต์ปกติครับ โดยในช่วงที่ติดตั้งมาใหม่ๆ อาจต้องคอยสังเกตระดับน้ำหล่อเย็นในถังพักที่อาจพร่องลงไป เพราะต้องไปเลี้ยงในระบบของเรกูเรเตอร์หรือหม้อต้มก๊าซเพิ่มขึ้น และช่างที่ทำการติดตั้งอาจทำการไล่ลมได้ไม่ดีพอนั่นเอง แต่ส่วนอื่นเช่นระบบท่อส่งก๊าซนั้น ก็ให้ตรวจสอบด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์กระทั่งอุณหภูมิพอเหมาะ จึงเปลี่ยนให้เครื่องยนต์เดินเบาในระบบก๊าซ จากนั้นจึงเช็คดูบริเวณรอยต่อท่อก๊าซต่างๆ
หากเป็นท่อแรงดันสูงซึ่งเป็นท่อทองแดง กรณีมีการรั่วซึมมักจะเกิดเป็นรอยคราบน้ำแข็งเกาะ หรือหากสงสัยอาจตรวจเช็คด้วยตัวเองเบื้องต้นด้วยการใช้ฟองน้ำชุบฟองสบู่ เพื่อตรวจสอบรอยรั่วซึ่งเป็นฟองอากาศออกมา หากยังไม่แน่ใจก็ควรกลับไปให้ศูนย์บริการที่ติดตั้งใช้เครื่องมือตรวจสอบการรั่วซึมของก๊าซตรวจดูได้ครับ ในยุคนี้หากศูนย์ไหนไม่มีการใช้เครื่องตรวจก๊าซรั่ว ต้องถือว่าคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานแล้วครับ

หลังจากติดตั้งต้องกลับไปหาศูนย์บริการที่ติดตั้งเพื่อตรวจเช็คบ่อยแค่ไหน ?
ศูนย์บริการหลายแห่งมักบอกลูกค้าหลังจากส่งมอบรถที่ทำการติดตั้งระบบก๊าซเรียบร้อยแล้วว่า ให้ไปลองใช้ดู หากมีปัญหาอะไรก็เข้ามา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากลูกค้าจะนำรถกลับมาอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 1-2 วัน อันเนื่องมาจากพบปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเบาแล้วดับ รอบเดินเบาไม่นิ่ง เร่งไม่ออก ฯลฯ ซึ่งสาเหตุโดยมากของปัญหาที่พบมักเป็นสาเหตุทั้งจากการติดตั้งไม่ถูกวิธี ไม่เข้าใจระบบการทำงานของรถ และจากอายุการใช้ของตัวรถ การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์บางชิ้น จึงต้องแก้ไขกันตามอาการไป

แต่หากใช้แล้วปกติดี ไม่มีปัญหาอะไรอย่างน้อย 5,000-10,000 กิโลเมตร สำหรับระบบการจ่ายแบบที่เรียกว่า มิกเซอร์ หรือระบบดูด และทุก 10,000-20,000 กิโลเมตรสำหรับการจ่ายแบบหัวฉีด
อิเล็กทรอนิกส์ ก็น่าจะเข้าไปทำการตรวจเช็คสัก 1 ครั้ง

กรองอากาศเก่า มีผลทำให้กินก๊าซมากขึ้น จริงหรือไม่ ?
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน ดีเซล หรือจะก๊าซประเภทใด จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบไหนก็ตาม หากกรองอากาศสกปรกหรือตัน อากาศผ่านไม่สะดวก ก็ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้นทั้งสิ้น


ระบบการจ่ายก๊าซด้วยหัวฉีด คุ้มค่ากว่ามิกเซอร์จริงหรือไม่ ?
ก่อนการติดตั้งระบบก๊าซ หลายท่านอาจคำนวณระยะคุ้มทุน ด้วยการคำนวณค่าใช้จ่ายของความประหยัดจากการใช้ก๊าซ กับระยะเวลา แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบมิกเซอร์ย่อมมีราคาถูกกว่าระบบหัวฉีดถึงเท่าตัว และคุ้มทุนได้เร็วกว่า

แต่ในทางกลับกันระบบการจ่ายก๊าซด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีราคาสูงกว่าและมีระยะเวลาคืนทุนนานกว่า ก็ย่อมมีจุดเด่นที่เหนือกว่า อาทิเช่น อัตราความสิ้นเปลืองน้อยกว่า และการตอบสนองดีกว่าระบบจ่ายก๊าซแบบดูดหรือมิกเซอร์ อีกทั้งไม่ต้องคอยเสียเวลาปรับจูนบ่อยๆ
ในระยะยาวการจ่ายก๊าซด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จึงคุ้มค่ากว่าครับ


 จาก NUT575
 เสาร์, 28/10/2549
 เวลา :
15:59
 IP:
58.64.102.193

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       2 ตุลาคม 2549 10:59 น.
ชนินทร์ พงษ์เสือ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในช่วงสัปดาห์นี้แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงมาแล้วก็ตาม แต่ระดับราคาลิตรละ 24-25 บาท เมื่อเทียบกับค่าครองชีพยุคนี้ก็ต้องถือว่ายังอยู่ในขั้นสาหัสไม่น้อย และสำหรับผู้ติดตั้งระบบเชื้อเพลิงก๊าซมาแล้ว เรื่องราคาน้ำมันขึ้นๆ - ลงๆ แบบนี้ถือว่าแทบไม่มีผลกระทบอะไร ทั้งยังไม่ต้องคอยลุ้นว่าในช่วงปลายปี อันเป็นฤดูหนาวในอีกซีกโลกนั้น ราคาน้ำมันจะกลับมาทะยานขึ้นอีกหรือไม่
เรื่องข้อสงสัยปัญหาคาใจต่างๆ สำหรับผู้ใช้เชื้อเพลิงก๊าซแอลพีจีนั้น

สัปดาห์นี้มาดูเรื่องที่มักสอบถามกันบ่อยอีกเรื่องก็คือ

เมื่อใช้ก๊าซแล้ว วาล์วจะแห้ง ต้องใช้น้ำมันออโตลู้บเลี้ยงวาล์วจริงหรือ ?
เป็นเรื่องถกเถียงกันมานานสำหรับเรื่องของน้ำมันออโตลู้บหรือน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์ 2 จังหวะที่ถูกปล่อยเข้าไปในเครื่องยนต์ โดยอ้างว่าเพื่อเลี้ยงวาล์วไม่ให้แห้ง เพราะใช้เชื้อเพลิงก๊าซ (ในความเป็นจริงนั้นน้ำมันเบนซินที่ถูกหัวฉีดฯ ฉีดในห้องเผาไหม้ในขณะที่อุณหภูมิเหมาะสมก็ละเอียดจนเป็นไอเช่นกัน)

ปกติตามระบบการทำงานของเครื่องยนต์นั้น มีการดูดไอน้ำมันเครื่องมาหล่อลื่นวาล์วอยู่แล้ว
ผลเสียสำคัญของการใช้ออโตลู้บก็คือเผาไหม้ไม่หมด จนเกิดเป็นตะกรันในห้องเผาไหม้ (ใครที่เคยเล่นกับมอเตอร์ไซค์ 2 จังหวะ คงจำภาพเขม่าเกรอะกรังได้) แต่หากโชคร้ายกว่านั้นหรือทิ้งไว้นานจนเขม่าเกาะเคลือบจนวาล์วปิดไม่สนิทก็เป็นปัญหาใหญ่

ที่มาที่ไปของกระปุกออโตลู้บเลี้ยงวาล์วก็คือ เมื่อช่วง 20 ปีกว่าที่แล้ว เคยมีวิกฤติปัญหาราคาน้ำมันแพงขึ้นมาเช่นกัน จึงเป็นช่วงเริ่มต้นของการติดก๊าซรถยนต์ในเมืองไทย และเนื่องจากรถยนต์ในสมัยนั้นเป็นบ่าวาล์วอ่อน น้ำมันเบนซินที่ใช้ก็เป็นแบบมีสารตะกั่ว โดยประโยชน์ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการเคลือบบ่าวาล์วที่อาจสึกหรอจากความร้อนในห้องเผาไหม้ แต่เมื่อใช้ก๊าซ ซึ่งเป็นพลังงานบริสุทธิ์ สะอาดกว่า และไม่มีการผสมสารตะกั่ว จึงมีผลทำให้บ่าวาล์วสึกหรอเร็วขึ้น

ในต่างประเทศจึงมีการใส่สารเคลือบบ่าวาล์ว เช่นเดียวกับที่บรรดารถคลาสสิก รถโบราณในต่างประเทศใช้ผสมกับน้ำมันไร้สารตะกั่วของปัจจุบันนี้ เพื่อลดการสึกหรอของบ่าวาล์วนั่นเองครับ

เมืองไทยในยุคนั้นสารเคลือบบ่าวาล์วที่ว่ายังหายาก พ่อค้าหัวใสจึงประยุกต์เอาน้ำมันออโตลู้บมาใช้กัน และยังต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่เครื่องยนต์นับตั้งแต่ปี 1990 เป็นอย่างช้า ได้มีการพัฒนาให้เป็นบ่าวาล์วแข็ง เพื่อใช้กับน้ำมันไร้สารตะกั่วได้

ดังนั้นการใช้ก๊าซ ซึ่งไม่มีสารตะกั่วเช่นกัน จึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด ที่ต้องใช้น้ำมันออโตลู้บมาสร้างความสกปรกให้กับห้องเผาไหม้ และสร้างมลพิษให้กับอากาศ ทั้งยังเสียเงินโดยใช่เหตุ สุดท้ายก็คือเสียรู้ครับ

เมื่อใช้ก๊าซ สามารถยืดอายุการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องไปได้อีก จริงหริอ ?
เป็นที่ถามไถ่กันมามากครับ สำหรับเรื่องนี้ ด้วยเหตุที่ว่าก๊าซ เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าน้ำมันเบนซิน ฉะนั้นอายุของน้ำมันเครื่องก็น่าจะยืดออกไปได้อีก

คำตอบก็คือ “จริงครับ” สามารถยืดอายุการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องไปได้ถึงอีกเท่าตัว เหตุผลก็คือ ในขณะใช้น้ำมันเบนซิน ละอองของน้ำมันที่ระเหยไม่ทัน (โดยเฉพาะช่วงที่อุณหภูมิยังไม่ถึงระดับพอเหมาะ) จะเกาะตัวกับผนังกระบอกสูบ และยังไปละลายฟิล์มน้ำมันเครื่อง ทำให้กระบอกสูบมีการเสียดสีกับแหวนลูกสูบมากขึ้น แถมไอน้ำมันยังลงไปผสมกับน้ำมันเครื่องในอ่าง แต่ก๊าซไม่มีปัญหานี้ครับ ฟิล์มน้ำมันที่ผนังกระบอกสูบก็ไม่ถูกชะล้าง เครื่องยนต์จึงสึกหรอต่ำ น้ำมันเครื่องก็ไม่ถูกผสม คุณสมบัติการหล่อลื่นจึงคงที่อยู่นาน ทำให้ยืดอายุการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องไปได้อีกครับ


 จาก ฟหกด
 เสาร์, 28/10/2549
 เวลา :
20:49
 IP:
202.139.223.18

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       up up


 จาก ยศ
 เสาร์, 28/10/2549
 เวลา :
22:54
 IP:
203.170.228.172

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       เย้ ดีจัง


 จาก enjoy
 จันทร์, 30/10/2549
 เวลา :
10:36
 IP:
210.1.10.2

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       ขอบคุณคะได้ความรู้เพียบเล้ย


 จาก NUT575
 เสาร์, 11/11/2549
 เวลา :
00:15
 IP:
58.64.106.145

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
      


 จาก หน่อง ชุมพร
 เสาร์, 11/11/2549
 เวลา :
08:29
 IP:
61.19.40.34

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       น่าสนับสนุนให้มีหนังสือเกี่ยวกับการใช้รถ LPG มากๆนะครับ
ที่ผ่านๆมาผมอ่านนิตยสารที่ออกมาแล้ว ดูไม่ค่อยคุ้มค่าหนังสือครับ
เพราะเน้นโฆษณา กับรายชื่อปั๊ม NGV ซะเยอะ
เนื้อหาไม่แน่น และไม่ทันสมัยเท่าเราอ่านในเว็บนี้ด้วยซ้ำครับ


 จาก khomgrid # TAC 314
 เสาร์, 11/11/2549
 เวลา :
08:31
 IP:
124.121.19.142

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       ขอบคุณคุณ NUT575 มากที่นำบทความดีๆ มาเผยแพร่


 จาก เข้าใจว่า เป็นที่สันด_น
 อาทิตย์, 12/11/2549
 เวลา :
00:35
 IP:
58.64.106.139

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       เบื่อกระทู้ขายของ ขออนุญาตอัพกระทู้เก่าที่เห็นว่ามีประโยชน์กว่ากระทู้อันนี้ครับ
LPG ชุดเก่ามีค่า เปลี่ยน เป็น ระบบหัวฉีด Autronic หรือ NGV มีส่วนลดพิเศษ ผ่อนเดือนละ 1,xxx บาท ส่วนลดจาก ปตท.อีก 10,000 บาท ของ ensave.net สุวิทย์ 086-7853179 อภิวัช 089-7877172 02-9715044-5


 จาก ปรีดา
 อังคาร, 12/12/2549
 เวลา :
10:05
 IP:
202.28.27.3

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       ขอบคุณผู้ให้ข้อมูลซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผุ้ใช้รถแก็ช และดุแลรักษา และอยากขอช่วยแนนำระบบที่เสียเราจะรู้สาเหตุได้อย่างไรบ้าง อย่างหม้อต้มจะมีวิธีการดูแลอย่างไร


คำถามนี้มีทั้งหมด 10 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)