| |
คำตอบที่ 5
ถ้าติด fix + lamda มาแล้ว เปลี่ยน variable จะดีขึ้นไหมครับ
ลองคิดตามดูนะครับ
-เราเริ่มที่ Fix รูไอดี ตายตัว ต้องตั้งเครื่อง ในแนวที่ใช้เท่านั้น เช่น ขับประหยัด แต่เร่งอืดหน่อย หรือ ตั้งแบบ กลางๆ คือ กินหน่อย แต่เร่งได้ รอรอบปลาย เวลาวิ่งทางไกล
-ต่อ มา มีแบบ Close Loop โดยเอาผลของ ท่อ ดูด(สูญญากาศ)อากาศ มาใช้ เพื่อปรับเปลี่ยนรูไอดี(เวนจูรี่) ได้ต่อเนื่อง ก็เลยชดเชยการเร่งได้กว้างขึ้น ตั้งเครื่องได้ดีมีอัตราเร่งต่อเนื่อง ดีทั้งต้น กลาง และ ปลาย นี่คือ Variable ซึ่งก็ยังเป็น Mechanic ล้วนๆ
-แล้วก็ถึง คราวอยากให้ มี ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพื่อเรียนแบบ เครื่องหัวฉีดเดี่ยวในเครื่องหัวฉีดยุคต้นๆ เลย มีการ พัฒนา วงจรอิเลคโทรนิค มาอ่าน ค่าต่างๆ (Lamda) มาใช้ปรับ เปลี่ยน ปริมาณแก๊ส ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งก็เป็นแบบ Close Loop เช่นกัน ที่จริงตัวกล่อง แลมด้าเองก็คือ ECU คล้ายสมัย หัวฉีดเดี่ยวนั่นเอง ซึ่งจะเน้นที่ความยืดหยุ่นมากกว่า แบบ Variable Mix เพราะใช้ข้อมูลมาปรับมากกว่า เร็วกว่า ผลคือ ประหยัดกว่าในการใช้ทั้วๆไป
-เมื่อมีเครื่องหัวฉีด Direct Injection เกิดมา ก็เลยมีการพัฒนา หัวฉีด MPI-Multipoint Injection แบบราง(Common Rail)ออกมาตอบสนองผู้ใช้งานที่อยากได้ประสิทธิภาพสูงๆ เหมือนการใช้งานด้วยหัวฉีดน้ำมันเดิมๆ ซึ่งต้องมี ECU ที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อควบคุมการตอบสนองให้เร็วกว่า แม่นยำกว่าเดิม
-ทีนี้ก็มีการพัฒนาหัวฉีดแบบ Sequential Injection สำหรับแก๊สขึ้นมาด้วยความพยายามที่จะเรียนแบบการทำงานของหัวฉีดเดิมให้มากที่สุด โดยเน้นที่ ประสิทธิภาพของเครื่องใกล้เคียงของเดิมที่สุด โดยใช้วิธี รับสัญญาณ ตรงจาก ECU เดิมที่ส่งไปที่หัวฉีดน้ำมัน มาใช้คำนวน อัตราชดเชยแก๊สต่างๆ ซึ่ง ECU ของแก๊สจะรับสัญญาณที่คำนวนแล้วของรถจาก ECU เดิมของรถมาใช้คำนวน ทำให้ไม่ต้องต่อสายยุ่งยากมากนัก แต่ต้องใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยโปรแกรม ตั้ง พารามิเตอร์ต่างๆด้วย
การพัฒนาการของระบบคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องละครับ ต่อไปก็คงจะมีมาอีก แต่ละระบบมีจุดเด่นของมันอยู่ ถ้าใช้งานถูกต้องระบบไหนๆก็ได้ครับ เน้นการใช้งานและความพอใจของเราเป็นหลักครับ
|
|