ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ต้องเป็นของคนไทยทุกคน

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก thong 960
อังคารที่ , 22/8/2549
เวลา : 16:52
 IP:

203.118.101.78
อ่านแล้ว = 1333 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ต้องเป็นของคนไทยทุกคน

21 สิงหาคม 2549 16:48 น.
อ.วีระชัย ถาวรทนต์ weerachais@yahoo.com สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านผู้อ่านหลายท่านที่ได้ Email มาให้กำลังใจในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างพลังงานในประเทศ วันก่อนฟังท่าน ดร.ปิยสวัสดิ์ แล้วไม่สบายใจ มีคำถามมากมายว่า ความเห็นที่ท่านมองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานนั้น มุ่งไปที่การแข่งขันอย่างเสรีในที่สุดหรือไม่ ผมคิดว่าต้องเข้าใจในเรื่องความแตกต่างของอุตสาหกรรมน้ำมัน กับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติให้ดี

ผมไม่ปฏิเสธเลยว่าแนวคิดการแทรกแซงอุตสาหกรรมน้ำมันนั้น ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เหตุผลหนึ่งก็คือกลไกของโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ถูกกำหนดด้วยกลไกตลาด โดยการนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นในประเทศ ฉะนั้นการปล่อยกลไกให้ระดับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับขึ้นลงตามราคาตลาดโลกโดยหลักการทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น

แต่สำหรับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น เริ่มต้นทางของก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยหรือจากที่อื่นๆ ขายให้กับ ปตท.รายเดียว ใช้หลักการการคิดราคาตามสัญญากับผู้ผลิตโดยอาศัยหลักการการคิดต้นทุน (Cost Plus) แล้วปรับด้วยดัชนีบางตัวที่สะท้อนค่าต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น อาทิเช่น CPI, PPI, อัตราแลกเปลี่ยน ฯ เป็นหลักในการคิดราคาตั้งแต่ต้นทาง จน ปตท. ขายก๊าซธรรมชาติให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ก็กำหนดราคาโดยใช้เกณฑ์ต้นทุนที่ซื้อบวกกับค่าผ่านท่อและกำไรส่วนเพิ่มพอสมควร

พอแยกก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ที่เป็นมีเทนขายให้โรงไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ อีเทนอีกบางส่วนขายให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วนที่หนักที่สุดคือโพรเพนกับบิวเทนในสัดส่วน 60:40 เรียกว่า LPG หรือก๊าซหุงต้ม กลับตั้งราคาโดยใช้เกณฑ์ตลาดโลก ถึงแม้จะตั้งราคาเพดานไว้ที่ไม่เกิน 315 US$ ต่อตัน ขณะที่ปัจจุบันราคาตลาดโลก (ปิโตรมิน) อยู่ที่ 547 US$ ต่อตัน สำหรับตัวเลขเดือนสิงหาคมนี้ ทำให้มองว่าไม่เป็นธรรมกับประชาชน

อาจจะมีคำถามว่าก๊าซหุงต้มบางส่วน ได้มาจากผลพลอยได้ของโรงกลั่นน้ำมัน ก็มีคำถามอีกว่าเขาก็มีต้นทุนในการกลั่นสูงเพราะต้องใช้พลังงานในการกลั่นสูง แล้วทำไมตัวเลขเดือนธันวาคม 2548 โรงกลั่นบางโรงส่งออกก๊าซหุงต้มที่ราคา FOB ที่ประมาณ 10.92 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาฐานในประเทศที่มีเพดานนั้นอยู่ที่ 12.6 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้งผู้ค้ามาตรา 7 บางรายยังขายส่งออกราคา FOB ที่ 35.35 บาทต่อกิโลกรัม

คำถามคือทำไมราคาส่งออกต่างกันขนาดนั้น แสดงว่าเป็นไปได้ที่ต้นทุนต่ำมากอย่างที่กล่าวถึงไปแล้ว อาจจะไม่ถึง 10-11 บาทต่อกิโลกรัมด้วยซ้ำ ตัวเลขการส่งออกก๊าซหุงต้มปี 2548 ประมาณ 948,000 ตัน ขณะที่การใช้เฉพาะในครัวเรือนอยู่ที่ 1.6 ล้านตันต่อปี

ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวแล้ว เชื่อว่าธุรกิจก๊าซมีโครงสร้างต้นทางต่างกับธุรกิจน้ำมัน เราจึงต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยต้องปรับโครงสร้างต้นทุนส่วนเพิ่มของก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งก็คือก๊าซหุงต้มให้เป็นระบบและเป็นธรรมโดยท้ายที่สุดรัฐก็ไม่ต้องอุดหนุนก๊าซหุงต้มอีกต่อไป และประชาชนก็ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีเอกชนบางรายได้ประโยชน์มากจนเกินไป

ในเรื่องของโครงสร้างก๊าซธรรมชาติที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับค่าไฟฟ้านั้นยังมีอีกมาก ปัจจุบัน 70% ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศคือก๊าซธรรมชาติ ฉะนั้นถ้ามีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรม ก็จะมีผลต่อราคาค่าไฟทันทีโดยผ่านค่า Ft

1. สำหรับการที่เอกชนรายหนึ่งคือ ปตท. มีอำนาจผูกขาดในการเป็นผู้ซื้อและขายก๊าซธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ ปตท.กำหนดราคาฐานของสัญญาที่เป็นราคา ณ ปากหลุม เฉลี่ยแบ่งเป็น 2 pool โดยแหล่งในอ่าวไทยทั้งหมดอาทิเช่น Unocal 1, Unocal 2,3, Pailin, Bongkot, Chevron, Arthit จัดอยู่ในราคาเฉลี่ยของทุกแหล่งในการรับซื้อเป็นราคา pool 1

ส่วนแหล่งจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Yadana, Yetagun, MTJDA A-18, MTJDA B-17 คิดราคาเฉลี่ยของทุกแหล่งเป็นราคาที่เรียกว่า pool 2 ปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติของทั้ง 2 pool นั้นไม่ต่างกันมากมายนัก แต่สิ่งที่ต่างชัดเจนคือ ราคา pool 2 แพงกว่าราคา pool 1 ประมาณ 30-40 บาทต่อล้านบีทียู

คำถามคือเป็นธรรมกับคนไทยไหมที่การไฟฟ้าฯ ที่ท้ายที่สุดผลักภาระต้นทุนมาเป็นค่าไฟฟ้าให้คนไทยใช้นั้น ต้องใช้ฐานค่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่แพงกว่า นั่นคือใช้ราคา pool 2 แทนที่จะใช้ราคา pool 1 จากแหล่งในอ่าวไทยที่เป็นของคนไทยทุกคน

โรงแยกก๊าซของ ปตท.เองซึ่งต้องส่งให้อุตสาหกรรมต่อนั้น โดยเฉพาะปิโตรเคมี กลับได้ใช้ก๊าซธรรมชาติในราคาฐานที่ถูกกว่าคือใช้ราคา pool 1 นั่นเอง

วิธีการที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงง่ายๆ ก็คือเปลี่ยนให้การไฟฟ้ามาใช้ราคาฐานที่ pool 1 ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงได้ แต่ที่เหมาะสมควรจะใช้ระบบราคาเดียวอย่างแท้จริง (One Price Policy) ใช้ราคาเฉลี่ยเท่ากันทุกประเภทธุรกิจและแหล่งที่มา คือนำราคา pool 1 และ pool 2 มาเฉลี่ยกัน (เพราะปัจจุบันราคา pool 3 มีฐานราคาเท่ากับ pool 2 เพราะใช้ฐานที่เหลือมาจาก pool 2 เพราะแหล่ง pool 3 จริงๆ ยังไม่ปรากฏในปัจจุบัน (Imported LNG)) ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้เช่นเดียวกัน

ข้อนี้น่าจะดีที่สุด เพราะเท่าที่ดูจากโครงสร้างการขายของ ปตท.แล้ว พบว่าการตั้งราคา pool 1 ไว้นั้น เหมือนมีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุนธุรกิจในเครือตัวเองได้ใช้ก๊าซราคาถูก เพราะส่วนที่เหลือจาก pool 1 มากเหลือเกินประมาณเกือบ 50 ล้านบีทียูต่อเดือน กลับเข้าสมทบในราคาของ pool 2 ซึ่งเฉลี่ยแล้วสูงกว่าดังกล่าว ทำให้การไฟฟ้าฯ ต้องซื้อก๊าซราคาสูงขึ้นแม้ว่าการไฟฟ้าฯ (EGAT) ทั้งหมดใช้ก๊าซธรรมชาติเพียง 28-29 ล้านบีทียูต่อเดือน กลับไม่ได้ใช้ราคาที่ถูกกว่าคือ pool 1 นั่น น่าจะพอเห็นได้ชัดว่าการตั้งราคาแบบนี้ เอื้อให้ธุรกิจของปตท.เอง แต่ไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนผู้ใช้ไฟ

อาจจะมีคนแย้งไปว่า ต้นทุนแต่ละแหล่งไม่เท่ากัน แต่เนื่องจากปริมาณส่งก๊าซของทั้ง 2 pool ใกล้เคียงกัน จึงไม่น่าจะกระทบต่อกำไรของปตท.มากนัก (กำไรร่วมแสนล้านบาท) เพราะที่หนึ่งได้เงินลดลง อีกที่หนึ่งก็จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นนั่นเอง และที่สำคัญวิธีนี้น่าจะเป็นธรรมต่อทุกคน และสังคมอีกด้วย

2.ให้ EGAT ซื้อก๊าซโดยตรงจากผู้ผลิตได้บ้าง โดยไม่ผ่าน ปตท. บางแหล่งเช่น น้ำพอง เพื่อให้ EGAT ใช้ Power of buyers เต็มที่ ค่าก๊าซก็จะลดลง ค่า Ft ลดลง ค่าไฟฟ้าก็ลดลงด้วย

3.ทบทวนประกาศ กพช. ฉบับที่ 1/2544 24 ตุลาคม 2544 ที่กำหนด ROE ปัจจุบัน 18% และภายหลังแผนแม่บทฉบับที่ 3 คิด ROE ที่ 16% ผลก็ทำให้การคำนวณค่าผ่านท่อก๊าซสูงเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดไว้ 10.5% คิด Risk Premium 3-4% ก็จะได้ ROE เหลือประมาณ 13.5-14.5% ก็เพียงพอ ความเสี่ยงธุรกิจต่ำมาก เพราะการขนส่งก๊าซต้องใช้ท่อเป็นหลักอยู่แล้ว (ปัจจุบันคิดราคาค่าผ่านท่ออยู่ประมาณ 12% ของราคาเนื้อก๊าซ) ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้ค่าผ่านท่อถูกลง การไฟฟ้าฯก็จะซื้อก๊าซได้ถูกลง ค่าไฟฟ้าของประชาชนก็จะถูกลงจากค่า Ft ที่ลดลงนั่นเอง

4.เปลี่ยนแปลงระบบ Enhance Single Buyer เป็นระบบ Third Party Access โดยจะทำให้มีผู้ซื้อก๊าซจากผู้ผลิตมากขึ้น ไม่จำกัดแต่เฉพาะ ปตท. ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีรูปแบบของคณะกรรมการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ เช่นการกำหนดอัตราค่าผ่านท่อที่เป็นธรรมสำหรับทุกๆ ราย เป็นต้น เพิ่มกลไกการแข่งขัน ค่าก๊าซก็จะถูกลง ค่า FT ก็ถูกลง ค่าไฟฟ้าก็ย่อมถูกลงด้วย

5.ในระยะยาว การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติโดยเฉพาะในอ่าวไทย ไม่ให้อิงกับราคาน้ำมันเตา เพราะตามสูตรราคานั้นอิงกับราคาน้ำมันเตาสูงถึง 30% (สำหรับในแหล่งพม่าสูงถึง 50%) ตรงนี้น่าจะปรับเปลี่ยน เพราะการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันเตาในตลาดโลก ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตก๊าซธรรมชาติเลย เพราะในส่วนของโครงสร้างราคาก็มีการปรับตามดัชนีเศรษฐกิจพื้นฐานเช่น PPI CPI และ OM อยู่แล้ว (ในแหล่งอ่าวไทยอิงอยู่ประมาณ 55% และแหล่งพม่าที่ 10%)

ฉะนั้นการตั้งสูตรราคาก๊าซธรรมชาติโดยไม่อิงกับราคาน้ำมันเตา มีความเป็นไปได้สูง เพราะไม่มีเหตุผลอะไรถ้าเราจะคิดโดยหลักการต้นทุนที่แท้จริงแล้ว ราคาจะต้องไปเคลื่อนไหวตามน้ำมันเตา เพราะถ้าเราคิดเช่นนั้น แสดงว่าเราเอาราคาก๊าซในอ่าวไทยของเราอิงกับตลาดด้วย แล้วคนไทยจะได้ประโยชน์จากการที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติเองได้อย่างไร

อย่าลืมว่าต่างชาติที่มารับสัมปทานผลิตก๊าซธรรมชาตินั้น ต้องขายให้ ปตท.อย่างเดียวอยู่แล้วตามกฎหมาย และโดยเทคนิคที่การซื้อขายผ่านท่อส่งก๊าซที่ ปตท. เป็นเจ้าของ เป็นวิธีที่ดีที่สุดอยู่แล้ว



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก NUT575
 อังคาร, 22/8/2549
 เวลา :
17:45
 IP:
58.64.123.195

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
      


 จาก chet0439
 อังคาร, 22/8/2549
 เวลา :
18:06
 IP:
61.90.195.246

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
      



 จาก InquiryS@gmail.com
 อังคาร, 22/8/2549
 เวลา :
18:59
 IP:
124.120.217.40

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       ขอบคุณท่านเจ้าของกระทู้ที่นำข้อมูลมาเสนอครับ
เคยเปรียบเทียบนานมาแล้วบนเวปนี้ว่า ถ้าที่นิวยอร์คคนต้องซื้อกล้วยหอมลูกละ 100 บาท
แล้วจำเป็นไหมที่คนไทยต้องซื้อในราคา 100 บาทเช่นกัน ทั้งๆ ที่ปลูกได้ในประเทศ

หลักการการค้าเสรีเป็นแนวคิดที่ดีและเป็นอุดมคติ
แต่ทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐ หรือประเทศในประชาคมยุโรป
เขาก็ปกป้องอุตสาหกรรมที่อ่อนแอของเขาโดยวิธีการต่างๆ กัน
การอ้างการค้าเสรีนั้นไม่มีจริงในโลกนี้ เขาต้องคิดถึงประโยชน์ของชาติก่อนเสมอ

เรื่องโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงก็เช่นกัน น้ำมันเบนซิน ดีเซล ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้า
ก็ต้องใช้โครงสร้างราคาตลาดโลก แต่จริงๆ แล้วก็ไม่เสรีเช่นกัน เพราะกลุ่มประเทศ OPEC
เอาราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือต่อรองกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ
ดังนั้น คนที่อ้างว่าต้องอิงการค้าเสรีนั้น ก็เป็นตัวตลกในโลกแห่งความเป็นจริง น่าที่จะริบปริญญาคืน

เรื่องขอราคาแก๊สในอ่าวไทยที่เป็นทรัพยากรของประเทศนั้น
มันเป็นเสรีไม่ได้อยู่แล้ว เพราะขึ้นอยู่กับโครงสร้างของทรัพยากรประเทศ
ผลประโยชน์ของชาติ การใช้ทรัพยากรเพื่อฐานทางเศรษฐกิจ ฯลฯ

แต่การที่เอาไปขายประเทศอื่น โดยไม่นำมาใช้ให้คุ้มค่า เช่น ใช้เป็นพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า
ในราคาถูก ใช้เป็นพลังงานทดแทนเบนซิน ดีเซล นั้น
ถือว่าเป็นการบิดเบือนเพื่อประโยชน์ของผลประโยชน์แก่กลุ่มตน ไม่ใช่ประเทศชาติ



 จาก NN
 อังคาร, 22/8/2549
 เวลา :
19:12
 IP:
202.33.79.26

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
      


 จาก VW V6-2.8
 อังคาร, 22/8/2549
 เวลา :
19:34
 IP:
58.8.5.18

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       เห็นด้วยเลยช่วยเสริมครับ ดูเอาเอง
จากเวปของกระทรวงพลังงาน

ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังมีใช้ไปได้อีกนาน

อุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทยคาดว่าปริมาณก๊าซที่รองรับความต้องการของตลาดในเมืองไทยในขณะนี้ (พ.ศ. 2543) มีอยู่อย่างน้อย 45 – 58 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (15 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้ก๊าซไปทั้งสิ้นประมาณ 4.2 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต)
หากไม่ค้นพบแหล่งก๊าซใหม่เพิ่มเลย ด้วยอัตราการใช้ในปัจจุบันประเทศไทยจะยังมีก๊าซธรรมชาติเหลือเพียงพอใช้อีกถึง 60 – 70 ปี
ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมยังค้นพบแหล่งก๊าซใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา จากสถิติของบริษัทยูโนแคลฯ ผู้สำรวจและผลิตก๊าซรายใหญ่ที่สุดของไทยพบว่าใน 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ สามารถค้นพบแหล่งก๊าซใหม่ๆ ได้มากกว่าการผลิตขึ้นมาใช้ถึง 1.5 เท่า


 จาก VW V6-2.8
 อังคาร, 22/8/2549
 เวลา :
19:34
 IP:
58.8.5.18

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       เห็นด้วยเลยช่วยเสริมครับ ดูเอาเอง
จากเวปของกระทรวงพลังงาน

ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังมีใช้ไปได้อีกนาน

อุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทยคาดว่าปริมาณก๊าซที่รองรับความต้องการของตลาดในเมืองไทยในขณะนี้ (พ.ศ. 2543) มีอยู่อย่างน้อย 45 – 58 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (15 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้ก๊าซไปทั้งสิ้นประมาณ 4.2 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต)
หากไม่ค้นพบแหล่งก๊าซใหม่เพิ่มเลย ด้วยอัตราการใช้ในปัจจุบันประเทศไทยจะยังมีก๊าซธรรมชาติเหลือเพียงพอใช้อีกถึง 60 – 70 ปี
ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมยังค้นพบแหล่งก๊าซใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา จากสถิติของบริษัทยูโนแคลฯ ผู้สำรวจและผลิตก๊าซรายใหญ่ที่สุดของไทยพบว่าใน 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ สามารถค้นพบแหล่งก๊าซใหม่ๆ ได้มากกว่าการผลิตขึ้นมาใช้ถึง 1.5 เท่า


 จาก ทหารพราน
 อังคาร, 22/8/2549
 เวลา :
21:08
 IP:
58.147.13.73

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       มันเป็นนโยบายทางการเมืองที่มีการแทรกแซงผลประโยชน์มหาศาล ของกลุ่มไอ้พวก ทรท.


 จาก เหอๆๆ ปลงซะ
 อังคาร, 22/8/2549
 เวลา :
22:32
 IP:
58.147.67.114

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       ป.ต.ท. พลังไทยเพื่อใคร


 จาก เต้
 อังคาร, 22/8/2549
 เวลา :
23:03
 IP:
58.136.202.254

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       เรียนพี่ thong 960
ก่อนอื่นผมขอสวัสดีพี่ก่อน ผมเองไม่ค่อยได้ Webb. เป็นปรกติเหมือนก่อน และขอขอบคุณที่นำข้อมูลนี้มาเผยแผ่แก่เพื่อนสมาชิก จำได้ว่าเรื่องผลประโยชน์นี้ ผมได้เคยบ่นให้พี่ฟัง เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ มันยังไม่ได้ออกสู่สาธารณะ เพราะแหล่งข่าวไม่ยอมเปิดเผยตัวเอง ต้องขอขอบคุณอีกครับ ที่ทำให้ความจริงปรากฎ และอนุญาตสาปแช่ง "ไอ้พวกเลว" ให้ฉิบหายทั้งหมดครับ เพื่อประโยช์นสุขแก่ปวงชนชาวไทยทุกคน


 จาก thong 960
 พุธ, 23/8/2549
 เวลา :
09:28
 IP:
203.118.101.113

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       เรียนคุณเต้
ปรัชญาในการก่อตั้งธุรกิจของ ปตท. มันสวนทางกับกับการดำเนินการในปัจจุบันครับ สมัยช่วงก่อตั้งเขาก็เอาเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องของพวกเราไปลงทุน แต่หลังจากการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมามันสะท้อนบางสิ่งบางอย่างออกมาว่าเขาต้องการแสวงหากำไรสูงสุดโดยไม่เคยมองว่าประชาชนจะเดือดร้อนอย่างไร และจะช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไร อย่ามาอ้างน๊ะว่าขึ้นราคาน้ำมันช้ากว่าบริษัทน้ำมันอื่น 1-2 วัน โธ่! มันก็แค่เศษเนื้อที่โยนมาให้ประชาชนเท่านั้น ซึ่งมันต่างจากกำไรที่ได้ปีละนับหมื่นนับแสนล้าน ทุกวันนี้ก็ดีแต่ออกข่าวจะลอยตัว lpg อยู่เป็นประจำมันน่าเบื่อจริงๆคุณเต้ กระทู้เรื่องผลการทดสอบการใช้น้ำมันเครื่องของคุณเต้ไปถึงไหนแล้วช่วยมา update ให้มิตรรักแฟนเพลงหน่อยครับ


 จาก คนใช้แก๊ส
 พุธ, 23/8/2549
 เวลา :
10:06
 IP:
203.144.233.162

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       อะไรๆ ปตท. ก็เป็นผู้กำหนด เราพอจะมีทางเอา ปตท. คืนกลับมาให้เป็นของรัฐหรือเป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนเดิมได้หรือไม่ครับ แล้วให้บุคคลอย่างอาจารย์ที่ท่านเจ้าของกระทู้โพสต์มาและหรือท่านผู้มีความรู้และรักชาติรักประชาชนท่านอื่นมาช่วยกันแก้ไขข้อกำหนดต่างๆ ของปตท.ให้เป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด


 จาก สิงห์รมแก๊ส
 พุธ, 23/8/2549
 เวลา :
13:17
 IP:
203.113.85.242

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       ขออนุญาต จขกท
นำข้อความไปเผยแพร่ในเว็ปอื่นๆ ด้วย
เพื่อให้ทราบกันในวงกว้างครับ


 จาก thong 960
 พุธ, 23/8/2549
 เวลา :
20:47
 IP:
203.118.101.108

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
       เชิญครับแต่ถ้าจะให้ดีควรpost ในห้องรัชดา ของ pantip ด้วยก็จะดีครับ


 จาก เต้
 พุธ, 23/8/2549
 เวลา :
23:01
 IP:
124.120.97.223

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 14
       เรียนพี่ thong 960
ปตท. เกิดขึ้นวิกฤตการณ์น้ำมันเมื่อปี 2521 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักด์ ความมั่นคงทางพลังงานอยู่ในมือของคนต่างด้าว ครั้นเมื่อ พล.อ.เกรียงศักด์ ได้ประกาศลาออกกลางสภาฯ หลังจากวิกฤตการณ์นั้นก็ได้ พณฯท่าน พล.อ. เปรม มาเป็นนายกรัฐมนตรี(คำนำหน้า "พณฯท่าน" ควรใช้กับคณะองคมนตรีเท่า ไม่ควรใช้กับนักการเมือง) การเมือง การปกครอง ในยุคของ พณฯท่าน พล.อ. เปรม ได้มีการปรับกลยุทธ์ของชาติ โดยมีผลประโยช์นแก่ปวงชนชาวไทยเป็นหลัก ฉะนั้นการปิโตเลียมแห่งประเทศไทยจึงได้กำเนิดขึ้น โดยได้มีการซื้อหุ้นโรงกลั่นน้ำมันจากคนต่างด้าวกลับมาเป็นสมบัติของรัฐบาลไทย ผลจากการที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้นำซึ่งเกิดความมั่นคงต่อนโยบายด้านการพล้งงานของชาติ ในสมัยนั้นการปิโตเลียมแห่งประเทศไทย คือผู้ถ่วงดูลย์ทางด้านพลังงานระหว่างรัฐบาลไทยกับผู้ค้าต่างด้าว แต่ในยุคปัจจุบัน "ได้มีกลุ่มคนเลว" นำเอาสมบัติที่สำคัญของชาติ "ไปแปรรูป" ซึ่งหมายความว่าพาวต่างด้าวสามารถใช้เงินทุนอันมหาสาร เข้ามาซื้อกิจการด้านพลังได้อีก จะเกิดอะไรหรือครับ? ถ้ารัฐวิสาหกิจตกไปเป็นของเอกชน การทำกำไรสูงสุดก็จะเกิดขึ้นในกลุ่มคนเลวพวกนั้น มันไม่สนใจหรอกครับ ว่าคนไทยทั้งแผ่นดินจะเดือดร้อน เพราะระบบทุนนิยมก็คือ "ปลาใหญ่กินปลาน้อย" "มือใครยาวสาวได้ สาวเอา" ผมไม่อยากประเทศชาติไทย เป็นเช่นประเทศอาร์เจนตินา "ลุกขึ้นเถิดพี่น้องไทย อย่าให้ชีวิตสูญเปล่า"


 จาก นักเลงขี้รำคาญ
 เสาร์, 26/8/2549
 เวลา :
12:58
 IP:
58.147.57.79

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 15
       ความเป็นจริงที่เราหลายคนไม่รู้เกี่ยวกับ ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันก็คือ ปตท.ขึ้นราคาน้ำมันช้า หรือบางช่วงไม่ขึ้น ในขณะที่ราคาต้นทุนสูงกว่าราคาหน้าปั้ม กว่าลิตร 1-2 บาท ทำให้ขาดทุนรวมแล้วหลายหมืนล้าน แล้วถามว่า ปตท.ได้อะไร ได้หน้าหรือ จริง ๆ ก็ได้หน้าแน่นอน รัฐบาลก็ได้หน้าเพราะแสดงให้ประชาชนเห็นว่า นี่เห็นมั้ย เรารักประชาชนขนาดไหน ราคาน้ำมันเราขายให้ถูกว่าต้นทุนลิตรละเป็น บาท

แล้วประชาชนได้อะไร ได้ใช้น้ำมันถูกจริงหรือ ? จริงสิครับ แต่ในระยะสั้น ๆ เท่านั้น อย่าลืมว่า ปตท. รัฐบาลไม่ได้ถือหุ้น 100% แล้ว ปตท. อยู่ในตลาดหุ้น ในทางเศรษฐศาสตร์มีกรณีศึกษาอย่างนี้มากมาย คือผู้ที่มีเงินทุนเหนือกว่า หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่าปลาใหญ่ ก็จะหั่นราคา ขายแบบขาดทุน รายเล็กรายน้อย ก็ต้องเลิกกิจการหมด บางคนอาจจะสมน้ำหน้าว่า ดีสิ ไอ้พวก เชลล์ เอสโซ่ เจท ที่เป็นของต่างชาติจะได้ออกไป แล้วสถานีบริการาของคนไทยจะได้ผงาด ถ้าคิดอย่างนี้คิดผิดแล้วครับ ถ้าหากพวกนี้ถอนทุนออก กลับประเทศเขาไป เหลือแต่ ปตท.และบางจาก คุณคิดว่าเขาจะมาลดราคาน้ำมันให้คุณเหมือนตอนนี้ไหม ระยะยาวแล้วเขาต้องมีกำไรสูงสุด ซึ่งมันเป็นปรัชญาในการทำธุรกิจอยู่แล้ว และเมื่อเวลานั้นมาถึง อาจจะเจอแต่ปั้มน้ำมันที่มีห้องน้ำเน่า ๆ เหมือนสมัยเมื่อ 10 กว่าปีก่อนเป็นแน่



 จาก thong 960
 พุธ, 30/8/2549
 เวลา :
22:52
 IP:
203.118.101.118

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 16
       ที่พันทิปกระทู้นี้ติด top 5 ครับลองตามอ่านดูhttp://www.pantip.com/cafe/ratchada/topic/V4647579/V4647579.html


คำถามนี้มีทั้งหมด 16 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)