จาก thong 960
อังคารที่ , 22/8/2549
เวลา : 16:52
IP: 203.118.101.78
อ่านแล้ว = 1333 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ต้องเป็นของคนไทยทุกคน
21 สิงหาคม 2549 16:48 น.
อ.วีระชัย ถาวรทนต์ weerachais@yahoo.com สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านผู้อ่านหลายท่านที่ได้ Email มาให้กำลังใจในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างพลังงานในประเทศ วันก่อนฟังท่าน ดร.ปิยสวัสดิ์ แล้วไม่สบายใจ มีคำถามมากมายว่า ความเห็นที่ท่านมองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานนั้น มุ่งไปที่การแข่งขันอย่างเสรีในที่สุดหรือไม่ ผมคิดว่าต้องเข้าใจในเรื่องความแตกต่างของอุตสาหกรรมน้ำมัน กับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติให้ดี
ผมไม่ปฏิเสธเลยว่าแนวคิดการแทรกแซงอุตสาหกรรมน้ำมันนั้น ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เหตุผลหนึ่งก็คือกลไกของโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ถูกกำหนดด้วยกลไกตลาด โดยการนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นในประเทศ ฉะนั้นการปล่อยกลไกให้ระดับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับขึ้นลงตามราคาตลาดโลกโดยหลักการทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
แต่สำหรับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น เริ่มต้นทางของก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยหรือจากที่อื่นๆ ขายให้กับ ปตท.รายเดียว ใช้หลักการการคิดราคาตามสัญญากับผู้ผลิตโดยอาศัยหลักการการคิดต้นทุน (Cost Plus) แล้วปรับด้วยดัชนีบางตัวที่สะท้อนค่าต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น อาทิเช่น CPI, PPI, อัตราแลกเปลี่ยน ฯ เป็นหลักในการคิดราคาตั้งแต่ต้นทาง จน ปตท. ขายก๊าซธรรมชาติให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ก็กำหนดราคาโดยใช้เกณฑ์ต้นทุนที่ซื้อบวกกับค่าผ่านท่อและกำไรส่วนเพิ่มพอสมควร
พอแยกก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ที่เป็นมีเทนขายให้โรงไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ อีเทนอีกบางส่วนขายให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วนที่หนักที่สุดคือโพรเพนกับบิวเทนในสัดส่วน 60:40 เรียกว่า LPG หรือก๊าซหุงต้ม กลับตั้งราคาโดยใช้เกณฑ์ตลาดโลก ถึงแม้จะตั้งราคาเพดานไว้ที่ไม่เกิน 315 US$ ต่อตัน ขณะที่ปัจจุบันราคาตลาดโลก (ปิโตรมิน) อยู่ที่ 547 US$ ต่อตัน สำหรับตัวเลขเดือนสิงหาคมนี้ ทำให้มองว่าไม่เป็นธรรมกับประชาชน
อาจจะมีคำถามว่าก๊าซหุงต้มบางส่วน ได้มาจากผลพลอยได้ของโรงกลั่นน้ำมัน ก็มีคำถามอีกว่าเขาก็มีต้นทุนในการกลั่นสูงเพราะต้องใช้พลังงานในการกลั่นสูง แล้วทำไมตัวเลขเดือนธันวาคม 2548 โรงกลั่นบางโรงส่งออกก๊าซหุงต้มที่ราคา FOB ที่ประมาณ 10.92 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาฐานในประเทศที่มีเพดานนั้นอยู่ที่ 12.6 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้งผู้ค้ามาตรา 7 บางรายยังขายส่งออกราคา FOB ที่ 35.35 บาทต่อกิโลกรัม
คำถามคือทำไมราคาส่งออกต่างกันขนาดนั้น แสดงว่าเป็นไปได้ที่ต้นทุนต่ำมากอย่างที่กล่าวถึงไปแล้ว อาจจะไม่ถึง 10-11 บาทต่อกิโลกรัมด้วยซ้ำ ตัวเลขการส่งออกก๊าซหุงต้มปี 2548 ประมาณ 948,000 ตัน ขณะที่การใช้เฉพาะในครัวเรือนอยู่ที่ 1.6 ล้านตันต่อปี
ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวแล้ว เชื่อว่าธุรกิจก๊าซมีโครงสร้างต้นทางต่างกับธุรกิจน้ำมัน เราจึงต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยต้องปรับโครงสร้างต้นทุนส่วนเพิ่มของก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งก็คือก๊าซหุงต้มให้เป็นระบบและเป็นธรรมโดยท้ายที่สุดรัฐก็ไม่ต้องอุดหนุนก๊าซหุงต้มอีกต่อไป และประชาชนก็ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีเอกชนบางรายได้ประโยชน์มากจนเกินไป
ในเรื่องของโครงสร้างก๊าซธรรมชาติที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับค่าไฟฟ้านั้นยังมีอีกมาก ปัจจุบัน 70% ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศคือก๊าซธรรมชาติ ฉะนั้นถ้ามีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรม ก็จะมีผลต่อราคาค่าไฟทันทีโดยผ่านค่า Ft
1. สำหรับการที่เอกชนรายหนึ่งคือ ปตท. มีอำนาจผูกขาดในการเป็นผู้ซื้อและขายก๊าซธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ ปตท.กำหนดราคาฐานของสัญญาที่เป็นราคา ณ ปากหลุม เฉลี่ยแบ่งเป็น 2 pool โดยแหล่งในอ่าวไทยทั้งหมดอาทิเช่น Unocal 1, Unocal 2,3, Pailin, Bongkot, Chevron, Arthit จัดอยู่ในราคาเฉลี่ยของทุกแหล่งในการรับซื้อเป็นราคา pool 1
ส่วนแหล่งจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Yadana, Yetagun, MTJDA A-18, MTJDA B-17 คิดราคาเฉลี่ยของทุกแหล่งเป็นราคาที่เรียกว่า pool 2 ปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติของทั้ง 2 pool นั้นไม่ต่างกันมากมายนัก แต่สิ่งที่ต่างชัดเจนคือ ราคา pool 2 แพงกว่าราคา pool 1 ประมาณ 30-40 บาทต่อล้านบีทียู
คำถามคือเป็นธรรมกับคนไทยไหมที่การไฟฟ้าฯ ที่ท้ายที่สุดผลักภาระต้นทุนมาเป็นค่าไฟฟ้าให้คนไทยใช้นั้น ต้องใช้ฐานค่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่แพงกว่า นั่นคือใช้ราคา pool 2 แทนที่จะใช้ราคา pool 1 จากแหล่งในอ่าวไทยที่เป็นของคนไทยทุกคน
โรงแยกก๊าซของ ปตท.เองซึ่งต้องส่งให้อุตสาหกรรมต่อนั้น โดยเฉพาะปิโตรเคมี กลับได้ใช้ก๊าซธรรมชาติในราคาฐานที่ถูกกว่าคือใช้ราคา pool 1 นั่นเอง
วิธีการที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงง่ายๆ ก็คือเปลี่ยนให้การไฟฟ้ามาใช้ราคาฐานที่ pool 1 ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงได้ แต่ที่เหมาะสมควรจะใช้ระบบราคาเดียวอย่างแท้จริง (One Price Policy) ใช้ราคาเฉลี่ยเท่ากันทุกประเภทธุรกิจและแหล่งที่มา คือนำราคา pool 1 และ pool 2 มาเฉลี่ยกัน (เพราะปัจจุบันราคา pool 3 มีฐานราคาเท่ากับ pool 2 เพราะใช้ฐานที่เหลือมาจาก pool 2 เพราะแหล่ง pool 3 จริงๆ ยังไม่ปรากฏในปัจจุบัน (Imported LNG)) ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้เช่นเดียวกัน
ข้อนี้น่าจะดีที่สุด เพราะเท่าที่ดูจากโครงสร้างการขายของ ปตท.แล้ว พบว่าการตั้งราคา pool 1 ไว้นั้น เหมือนมีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุนธุรกิจในเครือตัวเองได้ใช้ก๊าซราคาถูก เพราะส่วนที่เหลือจาก pool 1 มากเหลือเกินประมาณเกือบ 50 ล้านบีทียูต่อเดือน กลับเข้าสมทบในราคาของ pool 2 ซึ่งเฉลี่ยแล้วสูงกว่าดังกล่าว ทำให้การไฟฟ้าฯ ต้องซื้อก๊าซราคาสูงขึ้นแม้ว่าการไฟฟ้าฯ (EGAT) ทั้งหมดใช้ก๊าซธรรมชาติเพียง 28-29 ล้านบีทียูต่อเดือน กลับไม่ได้ใช้ราคาที่ถูกกว่าคือ pool 1 นั่น น่าจะพอเห็นได้ชัดว่าการตั้งราคาแบบนี้ เอื้อให้ธุรกิจของปตท.เอง แต่ไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนผู้ใช้ไฟ
อาจจะมีคนแย้งไปว่า ต้นทุนแต่ละแหล่งไม่เท่ากัน แต่เนื่องจากปริมาณส่งก๊าซของทั้ง 2 pool ใกล้เคียงกัน จึงไม่น่าจะกระทบต่อกำไรของปตท.มากนัก (กำไรร่วมแสนล้านบาท) เพราะที่หนึ่งได้เงินลดลง อีกที่หนึ่งก็จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นนั่นเอง และที่สำคัญวิธีนี้น่าจะเป็นธรรมต่อทุกคน และสังคมอีกด้วย
2.ให้ EGAT ซื้อก๊าซโดยตรงจากผู้ผลิตได้บ้าง โดยไม่ผ่าน ปตท. บางแหล่งเช่น น้ำพอง เพื่อให้ EGAT ใช้ Power of buyers เต็มที่ ค่าก๊าซก็จะลดลง ค่า Ft ลดลง ค่าไฟฟ้าก็ลดลงด้วย
3.ทบทวนประกาศ กพช. ฉบับที่ 1/2544 24 ตุลาคม 2544 ที่กำหนด ROE ปัจจุบัน 18% และภายหลังแผนแม่บทฉบับที่ 3 คิด ROE ที่ 16% ผลก็ทำให้การคำนวณค่าผ่านท่อก๊าซสูงเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าดอกเบี้ยเงินกู้กำหนดไว้ 10.5% คิด Risk Premium 3-4% ก็จะได้ ROE เหลือประมาณ 13.5-14.5% ก็เพียงพอ ความเสี่ยงธุรกิจต่ำมาก เพราะการขนส่งก๊าซต้องใช้ท่อเป็นหลักอยู่แล้ว (ปัจจุบันคิดราคาค่าผ่านท่ออยู่ประมาณ 12% ของราคาเนื้อก๊าซ) ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้ค่าผ่านท่อถูกลง การไฟฟ้าฯก็จะซื้อก๊าซได้ถูกลง ค่าไฟฟ้าของประชาชนก็จะถูกลงจากค่า Ft ที่ลดลงนั่นเอง
4.เปลี่ยนแปลงระบบ Enhance Single Buyer เป็นระบบ Third Party Access โดยจะทำให้มีผู้ซื้อก๊าซจากผู้ผลิตมากขึ้น ไม่จำกัดแต่เฉพาะ ปตท. ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีรูปแบบของคณะกรรมการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ เช่นการกำหนดอัตราค่าผ่านท่อที่เป็นธรรมสำหรับทุกๆ ราย เป็นต้น เพิ่มกลไกการแข่งขัน ค่าก๊าซก็จะถูกลง ค่า FT ก็ถูกลง ค่าไฟฟ้าก็ย่อมถูกลงด้วย
5.ในระยะยาว การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติโดยเฉพาะในอ่าวไทย ไม่ให้อิงกับราคาน้ำมันเตา เพราะตามสูตรราคานั้นอิงกับราคาน้ำมันเตาสูงถึง 30% (สำหรับในแหล่งพม่าสูงถึง 50%) ตรงนี้น่าจะปรับเปลี่ยน เพราะการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันเตาในตลาดโลก ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตก๊าซธรรมชาติเลย เพราะในส่วนของโครงสร้างราคาก็มีการปรับตามดัชนีเศรษฐกิจพื้นฐานเช่น PPI CPI และ OM อยู่แล้ว (ในแหล่งอ่าวไทยอิงอยู่ประมาณ 55% และแหล่งพม่าที่ 10%)
ฉะนั้นการตั้งสูตรราคาก๊าซธรรมชาติโดยไม่อิงกับราคาน้ำมันเตา มีความเป็นไปได้สูง เพราะไม่มีเหตุผลอะไรถ้าเราจะคิดโดยหลักการต้นทุนที่แท้จริงแล้ว ราคาจะต้องไปเคลื่อนไหวตามน้ำมันเตา เพราะถ้าเราคิดเช่นนั้น แสดงว่าเราเอาราคาก๊าซในอ่าวไทยของเราอิงกับตลาดด้วย แล้วคนไทยจะได้ประโยชน์จากการที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติเองได้อย่างไร
อย่าลืมว่าต่างชาติที่มารับสัมปทานผลิตก๊าซธรรมชาตินั้น ต้องขายให้ ปตท.อย่างเดียวอยู่แล้วตามกฎหมาย และโดยเทคนิคที่การซื้อขายผ่านท่อส่งก๊าซที่ ปตท. เป็นเจ้าของ เป็นวิธีที่ดีที่สุดอยู่แล้ว
|