| |
คำตอบที่ 4
นักวิชาการชี้เหตุราคาก๊าซหุงต้มแพงเกินจริง [4 ส.ค. 49 - 04:00]
วานนี้ (3 ส.ค.) นายวีระชัย ถาวรทนต์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อดีตอนุกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศวาระประชาชน ด้านพลังงาน โดยหนึ่งในนั้นมีนโยบายที่จะลดราคาก๊าซหุงต้มว่า ที่ผ่านมาได้เคยให้ความเห็นกับผู้แทนของกระทรวงพลังงานมาโดยตลอดว่า ผู้ส่งออกก๊าซหุงต้มตามมาตรา 7 นั้นมีกำไรเกินควร โดยสูงมากเกือบกิโลกรัมละ 8 บาท ในขณะที่เมื่อขายในประเทศมีค่าการตลาดเพียง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นเงินกำไรส่วนเกินปีละเกือบ 10,000 ล้านบาท ทำไมถึงไม่เก็บภาษีส่งออก หรือหาวิธีการอื่นๆ ที่จะนำกำไรส่วนเกินเหล่านั้น ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมาช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ในประเทศให้ได้ใช้ก๊าซหุงต้มในราคาที่ถูกลง
ก๊าซหุงต้มในบ้านเรา ส่วนใหญ่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลพลอยได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก๊าซธรรมชาติเหล่านี้ก็เป็นสมบัติของคนไทยอยู่ในอ่าวไทย คนไทยน่าจะได้รับทราบความจริงกันบ้างว่า ในขณะที่ผู้ส่งออกตามมาตรา 7 ได้กำไรมากมาย เพราะราคาตลาดโลกสูงมากกว่า 500 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อตัน บางช่วงยังมากกว่า 600 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อตันด้วยนั้น ขณะที่เพดานหรือต้นทุนในประเทศอยู่ที่ 315 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อตัน จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นว่า ได้กำไรขั้นต่ำเกือบ 200 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อตัน ส่วนวิธีการจัดสรรโควตาก่อนปี 2549 ก็แปลก ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนแต่ใช้วิธีตกลงกัน จัดสรรกันเองในกลุ่มผู้ค้าตามมาตรา 7 อดีตอนุกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าว
นายวีระชัย กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าการลดราคาก๊าซหุงต้มในกรณีนี้เป็นไปได้มาก เพียงแค่เก็บภาษีส่งออกที่ประมาณ 3 บาทต่อกิโลกรัม คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 40 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อตัน ราคาปิโตรมินอยู่ที่ 500 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อตัน ก็จะได้เงินประมาณ 6,660 ล้านบาท จากปริมาณส่งออกโดยเฉลี่ยที่ 900,000 ตันต่อปี สำหรับปริมาณการใช้ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านตันต่อปี มีประมาณ 1.155 ล้านตันใช้ในครัวเรือน ส่วนที่เหลือก็ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และขนส่ง ถ้านำกำไรส่วนเกินจากการส่งออกดังกล่าวมาชดเชยให้ผู้ใช้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนเท่านั้น โดยที่การชดเชยจากกองทุนน้ำมันยังเป็นเหมือนเช่นในปัจจุบัน ผลจะทำให้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนจะลดลง 2.3 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 34.5 บาทต่อถัง สำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งใช้ปกติในครัวเรือน นี่คือเป็นระยะสั้นที่สามารถทำได้เลย และไม่กระทบต่อฐานะการเงินการคลังของรัฐ
ส่วนในระยะยาวควรจะกลับมาทบทวนโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม เพราะผมเชื่อว่า ต้นทุนการผลิตก๊าซหุงต้มจริงๆ ต่ำมาก เพราะเป็นผลพลอยได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติและการกลั่นน้ำมัน อีกทั้งค่าการตลาดซึ่งก็คือกำไรที่ผู้ค้าในประเทศได้รับสูงถึง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 1.625 บาทต่อลิตร นั้น ควรจะพิจารณาทบทวนลดลง เพราะสูงมากเมื่อเทียบกับน้ำมันสำเร็จรูปที่ปัจจุบันอยู่ประมาณ 1 บาทต่อลิตร ซึ่งบางครั้งยังไม่ถึง 1 บาทต่อลิตรด้วยซ้ำ ทำไมต้องทำให้เอกชนที่เป็นผู้ค้าก๊าซหุงต้มมีกำไรเกินปกติ อดีตอนุกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าว
|
|