มีข้อสงสัยเกี่ยวกับ Air Fuel Ratio

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก chai
อังคารที่ , 25/7/2549
เวลา : 20:57
 IP:

124.120.103.222
อ่านแล้ว = 5905 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       เห็นมีกระทู้ AF meter กับ Lambda ค่อนข้างเยอะ พอดีไปเจอตาราง Air Fuel Ratio ก็เลยเอามาให้ดูเผื่อจะได้ความรู้เพิ่ม ตรง 14.7 กับ 15.5






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก wuddy
 อังคาร, 25/7/2549
 เวลา :
22:21
 IP:
203.170.228.172

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       http://www.thaituner.com/index.php?showtopic=12
เอากระทู้นี้ไปอ่านเพิ่มเติมด้วยละกันนะครับ น่าจะมีประโยชน์
ขอบคุณคนที่เคยลง link ไว้ให้ และขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่เขียนให้ความรู้ไว้ด้วยครับ


 จาก chai
 พฤหัสบดี, 27/7/2549
 เวลา :
03:51
 IP:
124.120.92.195

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       ที่ผมตั้งกระทู้ขึ้นมาก็เพราะอยากทราบการปรับจ่ายแก๊สที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์เพราะข้อมูลที่รับมาไม่ค่อยชัดเจน หรืออาจมีความขัดแย้งกัน(โดยความรู้สึกส่วนตัวของผมเอง)ผมเองไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนมาใช้แก๊สก็เพื่อเน้นความประหยัดแต่ข้อสำคัญที่สุดก็คือไม่ทำให้เครื่องยนต์หรือระบบที่เกี่ยวข้องต้องได้รับอันตรายหรือเสียหายจากความประหยัด(เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย)เพราะผมคิดว่ารถเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไม่ใช่ของเล่น
- เริ่มจากการ post ครั้งแรกโดยเสนอตาราง Air Fuel Ratio (คัดลอกเขามา)เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของค่า Air Fuel Ratio ระหว่างน้ำมันกับ LPG (ถ้าข้อมูลถูกต้อง)จะสังเกตุเห็นว่ามีค่าความต่างระหว่างน้ำมันกับ LPG อยู่ 0.8(ไม่ทราบหน่วยเป็นอะไร)ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับค่า Voltage Lambda ซึ่งพอจะแยกได้ดังนี้
1.จากข้อมูลในบอร์ดส่วนใหญ่จะบอกว่าการปรับจ่ายแก๊สจะต้องอ้างอิงค่า Voltage Lambda ของแก๊สให้เท่ากับหรือใกล้เคียงกับน้ำมัน เพื่อ ECU จะได้ Controlอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องได้อย่างถูกต้อง(ปรับแต่งโดยใช้ AF meter หรือ Digital meter)
2.สาเหตุที่ค่า Voltage Lambda ของน้ำมันจะปรับขึ้นลงระหว่าง 90-900 mv มาจากการทำงานของ oxygen sensor กับ ECU และหัวฉีด (ไม่ทราบว่าตั้งใจให้เปลี่ยนตามรอบเครื่องหรือทำให้นิ่งไม่ได้)
3.การปรับจูน LPG จะต้องกำหนดรอบเครื่องยนต์ใช้งานจริง ประมาณที่ 3000 รอบ
***ถ้าดูจากค่า Air Fuel Ratio ของ LPG ในตารางที่ 1 มีค่า 15.5 และจะมีค่า Voltage Lambda ประมาณ 45-90mv ซึ่งตามตารางที่ 2 บอกว่าส่วนผสมจะบาง
***คำถาม***
1.ควรจะปรับจูน LPG ให้ได้ค่า Voltage Lambda เป็นเท่าไร(ถ้าสามารถปรับการจ่ายแก๊สได้ตามใจต้องการ ค่า Voltage Lambda ควรจะเท่ากันทุกความเร็วรอบหรือไม่)
2.ถ้าค่าตัวแปร 2 ตัวที่ไม่เท่ากัน(Air Fuel Ratio ของ น้ำมันกับ LPG)แล้วเราปรับให้เท่ากัน ECU จะแจ้งว่าเครื่องยนต์ผิดปรกติหรือไม่ (ถ้า ECU บอกว่าถูกเป็นไปได้หรือไม่ว่าเครื่องยนต์ทำงานไม่ถูกต้อง สาเหตุจากค่า Air Fuel Ratio ถูกบิดเบือน)




 จาก up
 พฤหัสบดี, 27/7/2549
 เวลา :
09:51
 IP:
221.128.100.64

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       ดีมากครับ ช่วยต่อด้วยครับ


 จาก wuddy
 พฤหัสบดี, 27/7/2549
 เวลา :
12:28
 IP:
203.170.231.232

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       ไม่รู้รายละเอียดในเชิงลึกเหมือนกันครับ
แต่ถ้าคุณได้อ่าน link ที่ผมลงไว้ คนเขียนเค้าย้ำประมาณว่าตัววัด O2 ที่ติดรถมา มันเป็นแบบ narrow band มันก็ทำงานได้สมชื่อมันจริง ๆ
ลองดูรูปที่ผมลงไว้สิครับ (เป็นรูปที่ผมได้จากเวปนี้ หรือไงนี่แหละ จำไม่ได้แล้ว ต้องขอบคุณคนที่ลงไว้ด้วยละกัน) ลองดูช่วงที่กราฟมี slope สิครับ มันแคบซะไม่มี ระยะห่างไม่น่าเกิน 1 (14-15 กะเอาจากสายตา) ผมก็เลยมาคิดเอาเล่น ๆว่า ถึงเราปรับส่วนผสมให้หนา ประมาณว่า รถผมวัดได้ 0.97 V อัตราส่วนมันอาจหนาตั้งแต่ 10-14 เลย จริงไหมครับ (จากรูปนะ อากาศ 10-14 ส่วน : เชื้อเพลง 1 ส่วน) แต่ถ้าบางนี่สิ บางแค่ไหนหละ ถ้าสมมติว่าวัดแรงดันได้ ต่ำเท่าเส้นล่าง มันก็บางได้ตั้งแต่ 15-20 อีกเช่นกัน ถ้าบางประมาณ 15 อาจไม่เป็นไร แต่ถ้าบางมาก ๆ ยกตัวอย่างเช่น 20 มันจะเป็นอย่างไรหละ เดาเอาว่า รถอาจไม่มีกำลัง ใช้งานไม่ได้ หรืออาจเกิด back fire ไม่รู้ว่าอ่านเข้าใจเปล่า คนเขียนเองยัง งง เลย เขียนวกไปวนมา 555
ผมก็เลยสรุปด้วยตัวเองเลยว่า ผมจะไม่ปรับหม้อต้มเล่นอีกละ ปรับไปปรับมามันก็ไม่เห็นประหยัดอะไรเลย แต่ผมก็มีหลักของผมน๊า 555 ไม่ได้มั่ว จากประสบการณ์นะ ผมจะปรับให้แก๊สหนาไว้ก่อน เดินเบาประมาณ 0.97 V แต่พอใช้งาน เวลาเราขับ ค่าตรงนี้มันจะลดลงเหลือ 0.87-0.89 V ผมก็มาดูที่กราฟอีกที นั่นก็แสดงว่า อัตราส่วนตัวเลขมันไม่ได้ต่ำมาก มันอาจอยู่ป้วนเปี้ยนแถว 14 นิด ๆ ใช่ไหมหละ เพราะว่าอัตราส่วนมันไม่คงที่ วิ่งไปมาได้ระหว่าง 0.97-0.88 V แค่นี้ผมก็พอใจละ แต่ถ้าใครคิดว่าเจ๋งพอแล้วปรับให้ได้ 0.5 V ก็คงจะดี แต่ผมว่ามันไม่ได้ประหยัดสักเท่าไรหรอก อัตราส่วนมันจะเพิ่มเป็น 14.5 แค่นั้นเอง 14:1 กับ 14.5:1 เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วนิดเดียวเอง ผมว่า มันไม่น่าประหยัดแบบเห็นได้ชัดน๊า ผมเลยเน้นหนาไว้ก่อน เพราะกลัว back fire ถ้าได้มีโอกาสสัมผัสสักครั้ง แล้วคุณจะไม่อยากเจอมันอีกเลย มีแต่เสียกับเสียครับ ไม่คุ้ม
หม้อต้มมันก็เป็นอะไรที่แปลกนะ วันนี้เราว่าเราปรับหนาแล้ว แต่พออีกวัน ขับ ๆ ไป ดันบาง ที่รอบเครื่องนึงซะนี่ และก็ถ้าใครได้มีโอกาสวัดแรงดันตรงนี้จริง ๆ คุณลองขับให้มันเร็ว ๆ ซะหน่อย แล้วยกคันเร่งเลย แบบให้มันไหล แล้วลองเหลือบดูแรงดันที่มิเตอร์อีกทีสิ ถ้าเห็นแล้วจะรู้ว่าช่วงที่มันไม่มีแรงดูด มันจะเป็นอย่างไร ผมเคยเห็นมาแล้ว บางครับ บางระดัน 0.0xx V เลยหละ เห็นแล้วเสียว ต้องรีบกดคันเร่งให้ลิ้นปีกผีเสื้อมันเปิดไว้สักนิด แรงดันตรงนี้ก็จะดีขึ้น แต่บอกก่อนนะว่าตอนขับเร็วมันไม่บางนะ ยังได้ 0.8 V ทุกย่านความเร็ว
ผมก็อยากได้ข้อมูลเหมือนกัน ว่ามันต้องบางอย่างไร มันถึงจะ back fire บางนานแค่ไหน หรือว่า ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ที่ทำให้มันเกิด back fire แต่ก็คงไม่อยากทดสอบด้วยตัวเองแล้ว
ว่าแล้วก็เอาเรื่องความประหยัดไปเทียบกับเรื่องยางให้ฟังดีกว่า ผมเปลี่ยนยางยี่ห้อนึงที่บอกว่าประหยัดน้ำมัน ผมลองดูแล้วไม่เห็นมันประหยัดแบบเห็นได้ชัดเลย เค้าว่ามาประมาณ 10 % ถ้าเอามาคิดคำนวณแบบเล่น ๆ สมมติว่ารถผมกินน้ำมัน 10 กม/ลิตร ถ้าใช้ยางยี่ห้อนี้ ก็เหลือ 9.9 กม/ลิตร ผมว่า คงวัดอัตราประหยัดไม่เห็นอ๊ะ ยิ่งการจราจรแบบไม่แน่นอนในกรุงเทพด้วยแล้ว จริงไหมครับ
การใช้แก๊สเท่าที่ผมเจอ (ใช้งานมาประมาณ 3 พันกว่ากิโลเมตร ประมาณ 10 ถัง) ผลกระทบในระยะสั้น ผมว่าคงไม่เห็นได้ชัดหรอก แต่ระยะยาวมันต้องมีแน่ๆ ว่าง ๆ ลองถอดลิ้นปีกผีเสื้อออกมาดู แล้วลองดูในท่อ ID สิ ถ้าผมเห็นมาไม่ผิด มันจะมีคราบน้ำมันเหนียว ๆ สีเหลือง ๆ (อันนี้ไม่มั่นใจในข้อมูลนะ ไปตรวจสอบกันเองละกัน)
ยกตัวอย่างอีกเรื่องนึง อันนี้ก็ฟังเค้าเล่ามาอีกเหมือนกัน ได้มีโอกาสได้รู้จักกับพี่ท่านนึง ไม่ได้จบช่างยนต์ แต่มีความสามารถเรื่องเครื่องยนต์ ทำเครื่องเองได้ทั้งหมด เค้าก็เล่าให้ฟังว่า รถเค้า ได้ทำเครื่องใหม่มาทั้งหมด เพราะว่าเครื่องพัง ควันขาว สาเหตุที่ต้องทำใหม่เพราะ......หลายท่านอาจนึกไม่ถึง ผมก็นึกไม่ถึงเช่นกัน เป็นเพราะแก๊สโซฮอล์ครับ พี่เค้าบอกว่าแค่ 3 ถังเอง เห็นผลชัดเจน เพราะของเค้าเป็นรถเก่า ก็เลยกลับมาคิดถึงรถผม ที่เคยเติมเหมือนกัน แต่รถผมไม่เก่าไม่ใหม่ กลาง ๆ มันก็เลยยังไม่แสดงอาการ แต่ระยะยาวไม่รู้ พี่เค้าบอกว่ารถเค้า ทุกอย่างที่เป็นยาง พังหมด ไม่ว่าจะท่อน้ำมันที่เป็นยาง ยางตีนวาวล์ และอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง เค้าบอกว่า มันโดนแอลกอฮอล์กัดจนเสียหาย (จำไม่ได้ว่าเสียหายยังไง) ข้อมูลนี้จะเชื่อ หรือไม่เชื่อก็ได้ ผมก็ฟังช่างที่ทำเครื่องเล่าใหัฟังอีกที




 จาก แอ้ม
 พฤหัสบดี, 27/7/2549
 เวลา :
13:45
 IP:
61.19.55.143

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       จาก ตาราง
ค่า โวล์ท ของ แลมด้าน่าจะผิด
โวท สูง อัตราส่วยผสมจะหนา
โวทต่ำ จะบาง

ประเดน มันไม่ใช่ ว่า ต้องตามค่านั้นค่านี้

ประเดนอยู่ที่ว่า เครื่องยนต์เดินเรานั้น ใช้ แลมด้าเป็นตัวควบคุม การจ่ายน้ำมัน
เราตัดทิ้ง เราไม่ใช้น้ำมัน
จึงไม่สนแลมด้า
ต่อมา
เราไม่ทราบว่า เราจ่ายแก๊สมากน้อยเท่าไร
เราจึงเอาแลมด้ามาวัด
จะเห็น ได้ว่า
จะมากหรือน้อย รถวิ่งได้ทั้งสิ้น
น้อย หรือ น้อยเกินไป วิ่งไม่ออก
มาก หรือมากเกินไป วิ่งดี แต่กิน
ฉะนั้น
หาค่าพอดี
พอดีเท่าไหร่
ดูโวท เอา
หรือกะๆๆเอาพอวิ่งได้
หรือ ใส่อุปกรณ์เสริม แลมด้าคอนโทรลจ่ายแก๊ส ตาม โอทู สั่ง

ผลกระทบ ของค่าโวท กํบไฟเอ็นจิ้น
โวทน้อย อีซียู รถ ตรวจได้ ว่าบาง เอ็นจิ้น ขึ้น
โวทมาก อีซียู รถ ตรวจได้ ว่าหนา เอ็นจิ้น ขึ้น
ต่อมา
หลอกโอทู
จูน หนาๆๆๆ รถวิ่งดี ทำไงดี เดี๊ยวเอ็นจิ้นขึ้น งั้นหลอกมันดีกว่า ว่าไม่หนา นะ โดยใส่ค่า บางๆให้มัน
เท่านี้เอ็นจิ้นก็ไม่ขึ้น แล้ว



 จาก wuddy
 พฤหัสบดี, 27/7/2549
 เวลา :
16:26
 IP:
203.170.231.232

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       คุณ แอ้ม อุตสาห์เข้ามาช่วยให้ความกระจ่าง
รบกวนอีกนิดนึงครับ เรื่อง back fire มันเกิดได้ยังไงบ้างครับ
บางแล้วเกิด หรือว่า มีตัวแปรใดบ้างครับ


 จาก โรจน์
 พฤหัสบดี, 27/7/2549
 เวลา :
17:04
 IP:
210.213.9.210

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       เคยขับรถแล้ว backfire อยู่ทีนึง
รถของเพื่อน ติดแก๊สเสร็จใหม่ๆ ให้ผมลองขับ ผมก็ลอง

ขณะขับด้วยความเร็วไม่สูงมากนัก แล้วกระทืบคันเร่งมิด เพื่อให้รถคลิ๊กดาวน์ ผล backfire จนเครื่องดับ
หม้อกรองกระเด็นเลย
ตรวจสอบสาเหตุพบว่า ท่อไอดีมีรั่วอยู่ข้างใต้ บังสายตาเลยหาไม่พบ
ท่อไอดีรั่วก็เป็นสาเหตุนึง ทำให้ส่วนผสมบาง

แต่วันนี้ขับรถตัวเองมาทำงาน แก๊สเกือบหมด รถวิ่งไม่ออก เท้าเหยีบเท่าเดิม แต่ความเร็วตกลงเรื่อยๆ
A/F ที่ติดไว้ ไฟดับหมดทุกดวง (แสดงว่าบางแน่ๆ แล้ว) ถึงผมจะเหยียบคันเร่งต่อไป ความเร็วก็ยังตกอยู่ดี แต่ไม่เกิด backfire แฮะ ทำไมมันไม่ backfire ก็ไม่รู้ ในเมื่อมันบางซะขนาดนั้น มันคงไม่ใช่บางปุ๊บ back ปั๊บเลยเป็นแน่แท้

สลับน้ำมันได้ ก็วิ่งมาเติมแก๊สเลย


 จาก ...
 เสาร์, 29/7/2549
 เวลา :
16:20
 IP:
203.170.228.172

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       ขออนุญาตหนุนกระทู้ขึ้นไปข้างบนหน่อยนะ เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์


 จาก วุฒิ
 เสาร์, 29/7/2549
 เวลา :
22:22
 IP:
202.28.62.245

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       up ครับ มีประโยชน์จริงๆ


 จาก ช่างเครื่องนิสัยดี
 เสาร์, 29/7/2549
 เวลา :
23:50
 IP:
58.9.15.143

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       การที่เกิด backfire นั้นไม่ได้เกิดจากส่วนผสมบางเท่านั้นนะครับ มันเกิดจากการที่เราไปตั้งไฟจุดระเบิดร่วงหน้ามากเกินไป การที่เราตั้งไฟจุดระเบิดร่วงหน้ามากนั้นก้ไม่ต่างจากไฟแก่ที่เราเคยเจอกันนั้นล่ะ แต่ตรงนี้ก้ไม่ใช้สาเหตุที่แท้จริงนัก จริงแล้วการ backfire ของเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงนั้น เกิดจากบ่าวาล์วของเครื่องยนต์ไม่ดีบวกกับการตั้งไฟแก่มากเกินไปเลยทำให้มีประการไฟลอดออกมาจากห้องเผาไหม้ ก้ลองนึกดูแล้วกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีประกายไฟบางส่วนลอดออกมากทางท่อร่วมไอดี ระเบิดครับ ถ้าส่วนผสมบางก็ดังบุๆนิดเดียว แต่ถ้าหนาล่ะ ไม่ดังบุๆนะครับ แต่เดียวนี้ไม่ค่อยเจอเรื่องแบบนี้มากนักแล้วล่ะ นานๆจะเจอสักที เพราะช่างที่ติดแก๊สเขาจะรู้แล้วว่ารถเก่าๆแบบว่ามากๆจะไม่ยุ่งกับมันเพระว่าเดียวมันจะเป็นระเบิดเอา เขาก็เลยรับแต่รถใหม่ๆสังเกตุดูได้ว่ารถที่ติดแล้วช่างกล้าที่จะติดจะเป็นรถใหม่ๆทั้งนั้นเลย แต่รถเก่าก็อย่าน้อนใจนะครับถ้าอยากติดก็ต้องเอาไปเช็ดเครื่องยนต์ก่อนว่ายังสมบรูณ์อยู่ไหม ถ้าช่างบอกว่าโอเค ก็เอาไปติดได้เลย การเช็ดเครื่องยนต์ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก็มีขั้นต่อนไม่กี่อย่างเลยเช่น การเช็คกำลังอัดของห้องลูกสูบ ค่าที่ได้ต้องอยู่ในค่า 8-12 ถือว่า OK ผ่าน จากนั้นก็มาดูรอบเครื่องยนต์ที่ตำแหน่งเดินเบาว่าปกติไหม และการเร่งเครื่องยนต์มีรอบที่เพิ่มขึ้นเป็ฯแบบราบเรียบไม่มีอาการกระตุกหรือสดุดที่ความเร็วรอบต่างๆ และที่สำคัญต้องเอาออกไปลองวิ่งด้วยน้ำมันก่อนที่จะติดแก๊สว่ามันวิ่งเป็ฯยังไงบ้าง อืดบ้างไหม ถ้าเช็คตรงจุดต่างๆเหล่านี้แล้วผ่านก็ติดแก๊สได้ตามสบายหายห่วง จะหว่งก็เพียงว่าจะไปเทียวที่ใหนดีอาทิตย์นี้


 จาก chai
 จันทร์, 31/7/2549
 เวลา :
18:40
 IP:
124.120.99.218

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       ต้องขอขอบคุณทุกท่านมากครับที่ให้ความรู้ ผมจะทดลองนำข้อมูลไปปรับจูนดู เท่าที่ผ่านมาไม่กล้าไปแตะต้องตัวปรับจูนสักเท่าไร ปรับได้ก็แค่หมุนซ้าย-หมุนขวา ทีละนิด (กลัวมากกับ backfire ) พอได้ข้อมูลผมลองหมุนเข้าจนเครื่องดับ (ขณะเดินเบา) แสดงว่าส่วนผสมบางก็คงไม่เกิด backfire ได้ง่าย ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทดลองปรับจูนและเก็บข้อมูลอยู่ครับ หากได้ข้อมูลพอสรุปได้แล้วจะนำมาเล่าให้ฟัง


คำถามนี้มีทั้งหมด 11 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)