| |
คำตอบที่ 4
ไม่รู้รายละเอียดในเชิงลึกเหมือนกันครับ
แต่ถ้าคุณได้อ่าน link ที่ผมลงไว้ คนเขียนเค้าย้ำประมาณว่าตัววัด O2 ที่ติดรถมา มันเป็นแบบ narrow band มันก็ทำงานได้สมชื่อมันจริง ๆ
ลองดูรูปที่ผมลงไว้สิครับ (เป็นรูปที่ผมได้จากเวปนี้ หรือไงนี่แหละ จำไม่ได้แล้ว ต้องขอบคุณคนที่ลงไว้ด้วยละกัน) ลองดูช่วงที่กราฟมี slope สิครับ มันแคบซะไม่มี ระยะห่างไม่น่าเกิน 1 (14-15 กะเอาจากสายตา) ผมก็เลยมาคิดเอาเล่น ๆว่า ถึงเราปรับส่วนผสมให้หนา ประมาณว่า รถผมวัดได้ 0.97 V อัตราส่วนมันอาจหนาตั้งแต่ 10-14 เลย จริงไหมครับ (จากรูปนะ อากาศ 10-14 ส่วน : เชื้อเพลง 1 ส่วน) แต่ถ้าบางนี่สิ บางแค่ไหนหละ ถ้าสมมติว่าวัดแรงดันได้ ต่ำเท่าเส้นล่าง มันก็บางได้ตั้งแต่ 15-20 อีกเช่นกัน ถ้าบางประมาณ 15 อาจไม่เป็นไร แต่ถ้าบางมาก ๆ ยกตัวอย่างเช่น 20 มันจะเป็นอย่างไรหละ เดาเอาว่า รถอาจไม่มีกำลัง ใช้งานไม่ได้ หรืออาจเกิด back fire ไม่รู้ว่าอ่านเข้าใจเปล่า คนเขียนเองยัง งง เลย เขียนวกไปวนมา 555
ผมก็เลยสรุปด้วยตัวเองเลยว่า ผมจะไม่ปรับหม้อต้มเล่นอีกละ ปรับไปปรับมามันก็ไม่เห็นประหยัดอะไรเลย แต่ผมก็มีหลักของผมน๊า 555 ไม่ได้มั่ว จากประสบการณ์นะ ผมจะปรับให้แก๊สหนาไว้ก่อน เดินเบาประมาณ 0.97 V แต่พอใช้งาน เวลาเราขับ ค่าตรงนี้มันจะลดลงเหลือ 0.87-0.89 V ผมก็มาดูที่กราฟอีกที นั่นก็แสดงว่า อัตราส่วนตัวเลขมันไม่ได้ต่ำมาก มันอาจอยู่ป้วนเปี้ยนแถว 14 นิด ๆ ใช่ไหมหละ เพราะว่าอัตราส่วนมันไม่คงที่ วิ่งไปมาได้ระหว่าง 0.97-0.88 V แค่นี้ผมก็พอใจละ แต่ถ้าใครคิดว่าเจ๋งพอแล้วปรับให้ได้ 0.5 V ก็คงจะดี แต่ผมว่ามันไม่ได้ประหยัดสักเท่าไรหรอก อัตราส่วนมันจะเพิ่มเป็น 14.5 แค่นั้นเอง 14:1 กับ 14.5:1 เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วนิดเดียวเอง ผมว่า มันไม่น่าประหยัดแบบเห็นได้ชัดน๊า ผมเลยเน้นหนาไว้ก่อน เพราะกลัว back fire ถ้าได้มีโอกาสสัมผัสสักครั้ง แล้วคุณจะไม่อยากเจอมันอีกเลย มีแต่เสียกับเสียครับ ไม่คุ้ม
หม้อต้มมันก็เป็นอะไรที่แปลกนะ วันนี้เราว่าเราปรับหนาแล้ว แต่พออีกวัน ขับ ๆ ไป ดันบาง ที่รอบเครื่องนึงซะนี่ และก็ถ้าใครได้มีโอกาสวัดแรงดันตรงนี้จริง ๆ คุณลองขับให้มันเร็ว ๆ ซะหน่อย แล้วยกคันเร่งเลย แบบให้มันไหล แล้วลองเหลือบดูแรงดันที่มิเตอร์อีกทีสิ ถ้าเห็นแล้วจะรู้ว่าช่วงที่มันไม่มีแรงดูด มันจะเป็นอย่างไร ผมเคยเห็นมาแล้ว บางครับ บางระดัน 0.0xx V เลยหละ เห็นแล้วเสียว ต้องรีบกดคันเร่งให้ลิ้นปีกผีเสื้อมันเปิดไว้สักนิด แรงดันตรงนี้ก็จะดีขึ้น แต่บอกก่อนนะว่าตอนขับเร็วมันไม่บางนะ ยังได้ 0.8 V ทุกย่านความเร็ว
ผมก็อยากได้ข้อมูลเหมือนกัน ว่ามันต้องบางอย่างไร มันถึงจะ back fire บางนานแค่ไหน หรือว่า ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ที่ทำให้มันเกิด back fire แต่ก็คงไม่อยากทดสอบด้วยตัวเองแล้ว
ว่าแล้วก็เอาเรื่องความประหยัดไปเทียบกับเรื่องยางให้ฟังดีกว่า ผมเปลี่ยนยางยี่ห้อนึงที่บอกว่าประหยัดน้ำมัน ผมลองดูแล้วไม่เห็นมันประหยัดแบบเห็นได้ชัดเลย เค้าว่ามาประมาณ 10 % ถ้าเอามาคิดคำนวณแบบเล่น ๆ สมมติว่ารถผมกินน้ำมัน 10 กม/ลิตร ถ้าใช้ยางยี่ห้อนี้ ก็เหลือ 9.9 กม/ลิตร ผมว่า คงวัดอัตราประหยัดไม่เห็นอ๊ะ ยิ่งการจราจรแบบไม่แน่นอนในกรุงเทพด้วยแล้ว จริงไหมครับ
การใช้แก๊สเท่าที่ผมเจอ (ใช้งานมาประมาณ 3 พันกว่ากิโลเมตร ประมาณ 10 ถัง) ผลกระทบในระยะสั้น ผมว่าคงไม่เห็นได้ชัดหรอก แต่ระยะยาวมันต้องมีแน่ๆ ว่าง ๆ ลองถอดลิ้นปีกผีเสื้อออกมาดู แล้วลองดูในท่อ ID สิ ถ้าผมเห็นมาไม่ผิด มันจะมีคราบน้ำมันเหนียว ๆ สีเหลือง ๆ (อันนี้ไม่มั่นใจในข้อมูลนะ ไปตรวจสอบกันเองละกัน)
ยกตัวอย่างอีกเรื่องนึง อันนี้ก็ฟังเค้าเล่ามาอีกเหมือนกัน ได้มีโอกาสได้รู้จักกับพี่ท่านนึง ไม่ได้จบช่างยนต์ แต่มีความสามารถเรื่องเครื่องยนต์ ทำเครื่องเองได้ทั้งหมด เค้าก็เล่าให้ฟังว่า รถเค้า ได้ทำเครื่องใหม่มาทั้งหมด เพราะว่าเครื่องพัง ควันขาว สาเหตุที่ต้องทำใหม่เพราะ......หลายท่านอาจนึกไม่ถึง ผมก็นึกไม่ถึงเช่นกัน เป็นเพราะแก๊สโซฮอล์ครับ พี่เค้าบอกว่าแค่ 3 ถังเอง เห็นผลชัดเจน เพราะของเค้าเป็นรถเก่า ก็เลยกลับมาคิดถึงรถผม ที่เคยเติมเหมือนกัน แต่รถผมไม่เก่าไม่ใหม่ กลาง ๆ มันก็เลยยังไม่แสดงอาการ แต่ระยะยาวไม่รู้ พี่เค้าบอกว่ารถเค้า ทุกอย่างที่เป็นยาง พังหมด ไม่ว่าจะท่อน้ำมันที่เป็นยาง ยางตีนวาวล์ และอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง เค้าบอกว่า มันโดนแอลกอฮอล์กัดจนเสียหาย (จำไม่ได้ว่าเสียหายยังไง) ข้อมูลนี้จะเชื่อ หรือไม่เชื่อก็ได้ ผมก็ฟังช่างที่ทำเครื่องเล่าใหัฟังอีกที

|
|