จาก 740Gle1JzGeVvtiLpg
จันทร์, 10/7/2549
เวลา : 11:44
IP:
แก้ไข /
ลบคำตอบ
|
คำตอบที่ 36
อย่าห่วงเรื่องแก๊สขึ้นราคาเลยครับ ห่วงเรื่อง ทักษิณ เอาสุวรรณภูมิ ไปให้สิงคโปร์เช่าดีกว่า
สุวรรณภูมิมหานคร จิ๊กซอว์ ที่ต้องต่อให้ติด
เขตปกครองพิเศษ กำลังจะถูกจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย ที่จะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญ อันจะนำมาสู่จุดเริ่มต้นของความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ จนถึงขั้นสิ้นชาติ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว โดยอาศัยโครงร่างของจังหวัดที่ 77 ภายใต้ชื่อ มหานครสุวรรณภูมิ หรือ สุวรรณภูมิมหานคร นั่นเอง
อันที่จริงแล้ว เขตปกครองพิเศษ ในประเทศไทย ก็มีมานานแล้ว นั่นคือ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ด้วยเหตุผลที่ กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงของประเทศและด้วยเหตุพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ ส่วนการเป็นเขตปกครองพิเศษของเมืองพัทยา ก็ด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ การกำหนดให้เป็นเขตปกครองพิเศษจึงเอื้อต่อการบริหารพัฒนาเมืองได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษก็ยังถูกตั้งขึ้นในอีกหลายประเทศ อาทิ ในประเทศแคนนาดา จัดตั้งขึ้นด้วยเหตุผลที่เขตดังกล่าวเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส หรือในประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย สเปน ที่มีเหตุผลในการจัดตั้งขึ้นเนื่องจากความหลากหลายในด้าน วัฒนธรรม ภาษา ศาสนาและชาติพันธุ์
เขตปกครองพิเศษ สำคัญของโลกและเป็นที่รู้จักกันดี ก็คือ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และเขตปกครองพิเศษมาเก๊า ที่อังกฤษและโปรตุเกสยึดครอง เช่าซื้อ จากจีนมาเป็นเจ้าของแสวงหาผลประโยชน์กลับสู่ประเทศของตนเองมากว่า 100 ปี ซึ่งถึงแม้วันนี้ เขตปกครองพิเศษเหล่านี้จะเป็นอิสระจากผู้เช่าแล้วก็ตาม แต่ในสภาพความเป็นจริงก็ยังคงเป็นเขตเศรษฐกิจที่ยั่งยืนถาวรของอังกฤษอยู่ดี และรูปแบบพื้นฐานของเขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง-มาเก๊า เมื่อ 100 ปีที่แล้ว กำลังได้รับการปัดฝุ่นใหม่จากรัฐบาลไทย นำมาใช้กับประเทศไทยในชื่อของ สุวรรณภูมิมหานคร แตกต่างกันก็ตรงที่เปลี่ยนผู้เช่าซื้อจากอังกฤษมาเป็นสิงคโปร์ และแตกต่างกันมากที่สุดตรงที่มีเป้าหมายที่จะขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ออกไปในเขตพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
ก่อนหน้านี้ เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการพูดถึงโครงการจัดตั้งเมืองใหม่ที่จังหวัดนครนายก เพื่อเป็นการหยั่งเชิงกระแสสังคมและประชาชนว่าคิดอย่างไรกับการตั้งเมืองใหม่ (ที่เป็นมหานครของนายกฯ ตามชื่อจังหวัด) และเมื่อพบว่ากระแสการต่อต้านคัดค้านมีน้อยมาก จึงได้ชูเป้าหมายที่แท้จริงขึ้นมาใหม่ นั่นก็คือชื่อของ สุวรรณภูมิมหานคร
ข่าวลือเรื่องการกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรในเขตบริเวณรอบสนามบินสุวรรณภูมิ ของบรรดาเครือญาตินักการเมืองทั้งหลายในรัฐบาล อาจเป็นประเด็นที่หลายคนมุ่งสังเกตเป็นประเด็นหลักถึงการเข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในรัฐบาลเพื่อแสวงหาผลประโยชน์มหาศาลให้กับครอบครัวและเครือญาติ แต่แท้จริงแล้วประเด็นดังกล่าว เป็นเพียงตัวล่อเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ออกจากเป้าหมายที่แท้จริงของ สุวรรณภูมิมหานคร ที่จัดตั้งขึ้นมา เป็นเขตปกครองพิเศษ เพื่อรองรับ เขตเศรษฐกิจพิเศษ นั่นเอง
การตั้งจังหวัดใหม่ ในประเทศไทย ไม่ใช่สิ่งที่ผิดแปลกแต่ประการใด เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการแยก อำเภอที่มีพื้นที่ ประชากร เศรษฐกิจ ที่เหมาะสมและมีความพร้อม ออกมาเป็นจังหวัดมาแล้วหลายครั้ง เช่น จังหวัดสระแก้ว จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นต้น แต่สิ่งที่ผิดสังเกตในการจัดตั้งจังหวัดสุวรรณภูมิมหานคร ก็คือ สิ่งที่ระบุไว้ใน ร่างพระราชบัญญัติสุวรรณภูมิมหานคร ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรักษาการ เห็นชอบอนุมัติในหลักการ ร่าง พ.ร.บ.สุวรรณภูมิมหานคร ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ นั้น บังเอิญไปสอดคล้องรองรับกับบทบัญญัติแห่งร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ หลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารแบบพิเศษ และอำนาจการจัดการในพื้นที่ ที่แตกต่างไปจากการบริหารราชการอื่นใดที่เคยมีมาในประเทศไทย ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการบริหาร ตลอดจนการมีสนามบินอยู่ในเขตปกครองพิเศษ โดยไม่ต้องผ่านพื้นที่นอกเขตปกครองพิเศษแต่อย่างใด เพื่อรองรับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย ที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่รัฐบาลนี้ได้จัดทำขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว และไม่มีประเทศใดในโลกนำสนามบินมาไว้ในใจกลางมหานคร หรือสอดคล้องแม้กระทั่งการระบุถึงสิทธิในการถมทะเล ซึ่ง สุวรรณภูมิมหานคร ก็มีบางส่วนของพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับทะเลด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งความสอดคล้องดังกล่าว ทำให้เงาทะมึนของเขตเศรษฐกิจพิเศษ เริ่มชัดเจนและเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในทันที
ในร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระบุไว้อย่างชัดแจ้ง ดังนี้
มีอำนาจล้นฟ้า อยู่เหนือกฎหมายใดๆ
เขตเศรษฐกิจพิเศษ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน (มาตรา 7) มีอำนาจมากมายในการกำหนดนโยบายฯ รวมไปถึงการเลือกความเหมาะสมของพื้นที่ ที่จะกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (มาตรา 23) โดยการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน (มาตรา 23) ซึ่งการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยก่อนตรา จะต้องส่งร่างให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบเท่านั้น (มาตรา 24) เมื่อจัดตั้งแล้วจะมีสำนักงานเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น มีฐานะเป็นนิติบุคคลของรัฐ ที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายใดๆ (มาตรา 26) และมีคณะกรรมการบริหารที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายฯ ขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่วางนโยบายกำหนดกฎระเบียบทุกอย่างได้ด้วยตนเองและควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น (มาตรา 32) ในเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่ละเขต ให้มีผู้ว่าการเขตเศรษฐกิจพิเศษคนหนึ่งซึ่งคณะกรรมการบริหารจ้างและแต่งตั้ง (มาตรา 34) มาเป็นผู้บริหารกิจการแทนคณะกรรมการบริหาร
ข้อสังเกต คือในเรื่องอำนาจของคณะกรรมการนโยบายที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เพราะแม้ว่าการกำหนดนโยบายของคณะกรรมการนโยบายฯ ดังกล่าว จะต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนก็ตาม แต่นายกรัฐมนตรีก็เป็นประธานของคณะรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีจึงเป็นแค่ตรายางเท่านั้น และการตราพระราชกฤษฎีกา ก็ระบุให้เพียงส่งร่างฯ ให้สภาฯ เพื่อทราบเท่านั้น มิใช่ให้สภาฯ พิจารณาผ่านร่างฯ แต่อย่างใด นอกจากนั้นแล้ว ยังระบุอีกด้วยว่า จะมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายเขตในอนาคต นั่นก็หมายความว่า ในอนาคตจังหวัดเศรษฐกิจต่างๆ ทั่วประเทศไทย จะแปรไปเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อขายหรือให้เช่า อีกเป็นจำนวนมาก
ยึดครองสมบัติแผ่นดินและเวนคืนที่ดินประชาชนมาเป็นของตน
ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษกำหนด ให้สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในแนวเขตเศรษฐกิจพิเศษตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ด้วยวิธีการต่างๆ โดยชำระราคาค่าที่ดินให้กับกระทรวงการคลังตามที่กระทรวงการคลังกำหนด(มาตรา 48) ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ให้เขตเศรษฐกิจพิเศษดำเนินการโดยวิธีจัดซื้อ เช่าซื้อ เช่าระยะยาว ไม่ต่ำกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 99 ปี โดยไม่ให้นำกฎหมายที่อสังหาริมทรัพย์มาใช้ (มาตรา 51) ถมทะเล หรือโดยวิธีเวนคืน จากประชาชน (มาตรา 52)
ยิ่งไปกว่านั้น เขตเศรษฐกิจพิเศษมีอำนาจให้บุคคลอื่นใช้ประโยชน์ในที่ดินของเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยวิธีขาย ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ให้เช่าช่วง หรือแลกเปลี่ยนก็ได้ ( มาตรา 55) และ การให้บุคคลภายนอกเช่าหรือให้เช่าช่วงที่ดินที่มีเนื้อที่เกินกว่า 100 ไร่ให้กระทำได้โดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมที่ดิน และสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าให้ตกทอดแก่ทายาทได้และผู้เช่าจะให้เช่าช่วงหรือโอนสิทธิการเช่า ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ให้แก่บุคคลภายนอกอีกทอดหนึ่งก็ได้ (มาตรา 57) และให้สิทธิการเช่าตามพระราชบัญญัตินี้ให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้โดยการจำนองได้ (ธนาคารจะปฎิเสธการชำระหนี้ไม่ได้) (มาตรา 58)
ในกรณีที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือเขตคุ้มครองและรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ หรือเขตอุทยานแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ ให้เขตเศรษฐกิจพิเศษมีอำนาจเข้าไป ครอบครอง พัฒนาหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้ ด้วยวิธีต่างๆ ที่มีข้อยกเว้น 2 ประการ คือ มิใช่ป่าต้นน้ำลำธารตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดและไม่มีใดผู้ครอบครองโดยอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย เท่านั้น (มาตรา 61)
นั่นก็หมายความว่า สาธารณะสมบัติของชาติ หรือแม้กระทั่งที่ดินส่วนบุคคล บ้านเรือนของประชาชน ที่อยู่ภายในเขตที่กำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเขตฯ ตามกฎหมาย ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้มา แม้กระทั่งพื้นที่ป่าสงวนหรือการถมทะเล ก็สามารถทำได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วประเทศไทย ก็คงไม่มีอะไรเหลืออีกต่อไป แม้กระทั่งแผ่นดิน
ไม่ต้องเสียภาษีให้ประเทศไทย
ในร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ กำหนดอีกว่า ให้ทรัพย์สินของเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือทรัพย์สินที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเช่ามาเพื่อใช้ในการดำเนินการของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีทรัพย์สิน รวมไปถึงทรัพย์สินให้บุคคลอื่นเช่าหรือเช่าช่วง คณะรัฐมนตรีก็สามารถลดอัตราภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เรียกเก็บจากทรัพย์สินที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่ละเขตลงก็ได้ (มาตรา 62)
อสังหาริมทรัพย์ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษได้มาให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งปวง และในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้เขตเศรษฐกิจพิเศษต้องเสียภาษีเงินได้จากการได้มาหรือแลกเปลี่ยนซึ่งอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ให้เขตเศรษฐกิจพิเศษได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าว รวมไปถึง กรณีที่เขตเศรษฐกิจพิเศษโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่นิติบุคคลที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจัดตั้งขึ้น หรือที่เขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมลงทุนกับบุคคลอื่น ในการจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาและจำหน่ายเพื่อประโยชน์อื่นใดด้วย ( มาตรา 63)
จะเห็นได้ว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษเกิดขึ้นเพื่อการกอบโกยสมบัติของชาติเพียงประการเดียว ไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐแต่อย่างใดเลย ทั้งที่ ประชาชนคนไทย เอกชนไทย หรือแม้กระทั่งรัฐวิสาหกิจไทย ก็ยังต้องเสียภาษีให้กับรัฐ
ประชาชนจะต้องเสียภาษี สนับสนุนเพี่อเป็นงบประมาณให้
การดำเนินการ ในเรื่องระบบสาธารณูปโภคในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น ถนน ท่อระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา ระบบสื่อสารโทรคมนาคมและระบบสารสนเทศ ระบบป้องกันอุบัติภัย ระบบควบคุมและขจัดมลภาวะ และการรักษาสิ่งแวดล้อม การบริการของรัฐแก่ผู้ประกอบกิจการหรืออยู่อาศัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สะดวกและรวดเร็ว ระบบการขนส่ง และ สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการและระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยคณะรัฐมนตรีจะกำหนดให้จัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนให้เขตเศรษฐกิจพิเศษหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแทนส่วนราชการก็ได้ (มาตรา 65) หรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษจะออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นเพื่อการลงทุนเองก็ได้ โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ( มาตรา 67)
ถ้ารายได้ของเขตเศรษฐกิจพิเศษมีจำนวนไม่เพียงพอสำหรับรายจ่าย ซึ่งมิใช่เป็นรายจ่ายที่หักเป็นเงินสำรองและโบนัสของคณะกรรมการบริหารและพนักงาน และเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่สามารถหาเงินจากทางอื่นได้ รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่เขตเศรษฐกิจพิเศษเท่าที่จำเป็น (มาตรา 90) และทรัพย์สินของเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (เป็นหนี้ ไม่ต้องชำระ ยึดทรัพย์ไม่ได้ ) (มาตรา 92)
ซึ่งนอกจากเขตเศรษฐกิจพิเศษจะไม่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐแล้ว รัฐยังต้องนำเงินภาษีที่เก็บจากประชาชน และงบประมาณของรัฐวิสาหกิจที่ได้มาจากรายได้ที่จัดเก็บจากประชาชน ไปสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกด้วย
รัฐอิสระ ห้ามเข้า โดยไม่ได้รับอนุญาต ละเมิดสิทธิประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ผู้ใดจะเข้าประกอบกิจการหรืออยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์อื่นใดในที่ดินของเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องได้รับอนุญาต และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เขตเศรษฐกิจพิเศษกำหนด (มาตรา 73) ผู้ใดไม่ปฏิบัติ ก็มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นออกจากที่ดินของเขตเศรษฐกิจพิเศษภายในเวลาที่เขตเศรษฐกิจพิเศษกำหนด (มาตรา 74) และให้เขตเศรษฐกิจพิเศษมีอำนาจเข้าดำเนินการตามที่จำเป็นและเห็นสมควร จะดำเนินการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นก็ได้ ให้มีอำนาจเข้าไปในอาคารสถานที่และขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งของที่อยู่ภายในอาคารสถานที่นั้นเพื่อนำไปเก็บรักษา ขายทอดตลาด ก็ได้ และ ในกรณีที่เกิดความเสียหายหรือสูญหายกับทรัพย์สินหรือสิ่งของที่ขนย้าย เขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายหรือสูญหายนั้น เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน การเก็บรักษา และการขายทอดตลาดแล้วเหลือเงินเท่าใด ให้คืนแก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิต่อไป
นั่นก็หมายความว่าต่อไปนี้ คนไทย จะไปไหนมาไหน โดยพละการตามใจชอบไม่ได้อีกต่อๆ ไป การเดินทางผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือการทำมาหากินใดๆก็ตาม จะต้องขออนุญาตจากเขตเศรษฐกิจพิเศษเสียก่อน ซึ่งเขตเศรษฐกิจฯ จะอนุญาตหรือไม่ก็ได้ หรือจะเก็บค่าผ่านทางก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีถิ่นฐานบ้านเรือนครอบครัว หรือเข้าไปทำมาหาเลี้ยงชีพในเขตที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หากไม่ทำตามหลักเกณฑ์ที่เขตเศรษฐกิจฯ กำหนด ก็จะถูกรื้อถอน ขับไล่ ออกจากเขตเศรษฐกิจฯ โดยทันที ซึ่งจะเป็นการจำกัดและสิทธิของคนไทยตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
สิทธิเหนือสิทธิเหนือคนไทย เหนือกฎหมายในประเทศไทย
ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการหรืออยู่อาศัยในที่ดินของเขตเศรษฐกิจพิเศษ อาจได้รับสิทธิพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาบังคับใช้ ได้แก่
- สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นของคนต่างด้าว
- สิทธิในการนำคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่อาศัยในราชอาณาจักร
- สิทธิในการนำหรือส่งเงินออกไปนอกราชอาณาจักร
- สิทธิในการได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน
- สิทธิในการถือครองหรือเปิดบัญชีเงินฝากเป็นเงินตราต่างประเทศกับสถาบันการเงิน
- สิทธิที่จะได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรทุกประเภท
- สิทธิได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายในบังคับของกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักร การส่งออกไปนอกราชอาณาจักร การครอบครองหรือการใช้ประโยชน์ซึ่งของดังกล่าว หรือเกี่ยวกับการควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพ การประทับตรา หรือเครื่องหมายใด ๆ แก่ของนั้น หรือแม้กระทั่งการนำเข้ามาทำลายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (มาตรา 76 89)
สิทธิต่างๆ ที่กำหนดไว้นี้ เปิดกว้างมาก การนำเข้าคนต่างด้าว สิ่งผิดกฎหมาย ขยะพิษ สารพิษ สิ่งที่ต้องห้ามนำเข้าในราชอาณาจักรไทย ใดๆ ก็สามารถนำเข้า ส่งออก ได้โดยขนส่งผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างชอบธรรม นี่คือความสอดคล้องสำคัญที่กล่าวถึงตั้งแต่ตอนต้น ที่เกี่ยวข้องกับ สุวรรณภูมิมหานคร อย่างแยกกันไม่ออก นอกจากนั้นแล้ว ยังมีสิทธิในการนำเงินไทยเข้า-ออก นอกประเทศได้อย่างไม่จำกัด และไม่ต้องขออนุญาต นั่นก็หมายความว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นแหล่งฟอกเงินสกปรกให้ขาวสะอาดได้เป็นอย่างดี ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ให้กับประเทศไทยอีกด้วย
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการสรุปบางส่วนของบทบัญญัติตามร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้น นอกจากนี้ แล้วยังมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเขตเศรษฐกิจแต่ละเขต รวมทั้งบัญชีแนบท้าย ที่จะมีตามออกมา เมื่อเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีบทบัญญัติอะไรที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านี้อีกหรือไม่ ประการใด ซึ่งยังมองไม่เห็นเลยว่าประเทศไทย คนไทย แผ่นดินไทย จะได้ประโยชน์อะไร และแค่เพียงเท่าที่กล่าวมาคร่าวๆ นี้ ก็เพียงพอแล้วที่ สุวรรณภูมิมหานคร จะนำประเทศไทยไปสู่ความหายนะและสิ้นชาติในที่สุด
แล้วทำไมต้องเป็น สุวรรณภูมิมหานคร ???
เป็นคำถามที่ไม่กล้าตอบ แต่ขออ้างอิง web site หนังสือพิมพ์คมชัดลึก (www.komchadluek.net/column/pra/2005/10/28/03.php) วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของโหรชื่อดังของประเทศ หมอลักษณ์ เรขานิเทศ เลขาธิการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์ ที่กล่าวฟันธงไว้ว่า .....สำหรับประเด็นที่ถกเถียงกันมากในขณะนี้ คือ เมือง สุวรรณภูมิมหานคร โหรลักษณะ บอกว่า เป็นเมืองใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นจังหวัดที่ 77 ตามหลักโหราศาสตร์เมืองใหม่นี้ จะมีพื้นที่ครอบคลุม เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ อันหมายถึง ส่วนที่ทำธุรกิจ ก็คือ บางส่วน ของจังหวัดนครนายก ไล่มา ทางรังสิตไล่มาทางฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ จะครอบคลุม พื้นที่เป็นแนวกว้าง ต่อเนื่องเป็นพระราชสมบัติมหานครใหม่
ดูจากดวงวางศิลาฤกษ์ สร้างมหานครสุวรรณภูมิ ที่ได้ปรากฏไปแล้ว พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ตรงนั้นคือ ดวงฤกษ์ของเมืองใหม่ ที่เรียกว่า มหานครสุวรรณภูมิ โหรลักษณ์ กล่าว
.
ไม่ขอกล่าวอะไรในประเด็นนี้มากไปกว่านี้ มิเช่นนั้นแล้ว มันจะโยงเข้าไปสู่ปฏิญญาฟินแลนด์ ด้วยประการทั้งปวงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญที่สุด ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ ฉบับนี้ ผ่านการอนุมัติเห็นชอบหลักการ วาระสำคัญของรัฐบาล Agenda based จากคณะรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 โดย คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... ที่คณะทำงานด้านกฎหมาย ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้ยกร่างและแก้ไขเพิ่มเติมตามผลการประชุมหารือร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธาน
อย่างนี้ ไม่เรียกว่า ขายชาติ ขายแผ่นดิน แล้วจะเรียกว่าอะไร ???
********************************
15 มิถุนายน 2549
|
|