ถามพี่เรื่องไฟหน้ารถหน่อยครับ

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก วีระ
พฤหัสบดีที่ , 6/7/2549
เวลา : 21:47
 IP:

58.136.72.103
อ่านแล้ว = 1958 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       ของผมเป็นมิทซูท้ายเบ้นส์ครับ ปี 2001 ครับ
เรื่องมีอยู่ว่าไฟหน้ารถผมขาดครับก็เลยไปซื้อไฟ XENON มาใส่ครับเป็นแบบที่ข้างกล่องเขียนว่า H4 หลอดก็ร้อยกว่าบาทครับ แต่ไม่สว่างครับ แต่หลอดมันใหญ่กว่าของเดิมครับ คราวนี้ก็เลยอยากถามว่ารถรุ่นนี้ควรใช้ แบบ H3 หรือ H4 ครับแนะนำผมหน่อยครัย ตอนนี้กลางคืนมองไม่เห็นครับแถมฝนตกอีก ไม่ต้องพูดเลย แนะนำหน่อยครับ



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก kengmanu
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
03:31
 IP:
57.72.66.20

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       ไฟ XENON ไม่สว่างหลอกคับ ผมเคยใช่แล้ว ถอดออกไปใส่ไฟเดิม แต่เพิ่ม 100 watt สว่างกว่า


 จาก แมว นิวแลนเซอร์
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
03:52
 IP:
58.9.40.179

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       หลอดสีขาวหรือสีฟ้าเนี่ย ถ้าไม่ใช่ซีนอนแท้ๆนะ บอกได้เลย สวยอย่างเดียว การตัดแสงผ่านความมืดสู้สีเหลืองไม่ได้ครับ ยิ่งเวลาฝนตกนะหลอดขาวๆเนี่ย มองแทบไม่เห็นเลย ชาวบ้านด่าอีกต่างหาก ของเดิมดีแล้วครับ


 จาก บวย
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
04:09
 IP:
58.64.103.150

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       ลองติดตั้งลีเลย์ด้วยสิครับ


 จาก บินหลาAC97
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
06:41
 IP:
57.72.66.20

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       ผมใช้หลอดของฟิลิปส์ครับ H4 55 W แต่ความเข้มของแสงมากกว่า ที่หลอดเขียนว่า 100/130 สว่างดีมากครับ หลอดละ 130 บาท ซื้อที่ร้านบางใผ่อะใหล่ยนต์ครับ


 จาก สมพรหม
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
08:28
 IP:
203.149.11.197

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       ไฟสีเหลืองจะเห็นชัดกับน้ำมากที่สุด ในใต้ทะเลนักประดาน้ำก็ใช้ไฟสปอตไลท์สีเหลืองครับ


 จาก wingwong
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
09:06
 IP:
203.146.104.32

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       ลองอ่านดูครับจากคุณหมอ แมวเหมียวพุงป่อง web pantip

ไฟ xenon : ความเข้าใจผิด ที่อันตรายมหาศาล
ไปอ่านมาจาก web หนึ่ง .. ความเข้าใจผิดอย่างมากๆๆ ที่ไม่มีใครเห็นว่ามันผิด .. และเป็นเรื่องอัีนตรายอย่างสูงมากด้วย

อธิบายเรื่องหลอดไฟZENON ที่คุณซื้อมาหลอดล่ะ100กว่าบาท เนี้ย ที่จิงแล้วคือ"หลอด ฮาโดรเจน"ครับ
หลอดฮาโดรเจน เนี้ยมันจะร้อนกว่าหลอด H3,H4 แบบปกติที่ใช้กัน ถ้าใช้ไปนานๆโดยไม่มีดีเลย์ จะมีอาการอย่างที่กล่าวมาข้างต้น
ส่วน หลอดZENON ของแท้ ราคาหลักหมื่น ขึ้นไป จะมีความร้อนน้อยกว่าหลอกปกติ ในการติดตั้ง จะต้องมีกล่องรีเลย์โดยเฉพาะของหลอดZENONติดตั้งไว้ด้วย
ส่วนความสว่าง หลอดZENON จะสว่างกว่ามากครับว่ากันที่10000kเลยทีเดียว
[/quote]

นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่อันตรายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะ

1. หลอด xenon คือ หลอดที่ทำงานเหมือนไฟแฟลชถ่ายรูป แสงสว่างเกิดจากการอาร์คของไฟฟ้าข้ามขั้ว (ขั้วห่างกัน 5 mm) ผ่านแกสแรงดันสูง (2 bar ... เทอร์โบอัดหนักๆ อัดกันที่แรงดัน 1.2-1.5 bar พวกแข่งขัน อัดกันที่ 2.4-2.5 bar ก่อนเครื่องกระจาย)

2. แกสในหลอด xenon เป็นแกสเฉื่อยชื่อ xenon (ถามเพื่อนที่เรียนเคมี จะรู้จักกันทุกคน) และมีแกสอื่นๆปนบ้างเล็กน้อย

3. ไฟที่ใช้จุดหลอด xenon ให้ทำงาน มีแรงดัน 12,000-18,000 volts! (แรงดัน สูงกว่าไฟที่อาร์คที่ขั้วหัวเทียนเสียอีก) เพราะแกสหรืออากาศ มีความต้านทานไฟฟ้าสูงมากๆ (เกือบอินฟินิตี้ .. ร้อยๆล้านโอห์มเลย)
ที่เรียกๆ กันว่ากล่องรีเลย์ หรือ กล่องบัลลาสท์ มีหน้าที่นี้แหละ ... แปลงแรงดันจากไฟแบต 12 volts ให้สูงถึงเกือบสองหมื่นโวลท์
แต่เมื่ออาร์คเกิดแล้ว กล่องจะต้องลดแรงดันเหลือ 100-200 volts เพราะลำอาร์ค มีความต้านทานต่ำ (100 โอห์ม)
เมื่อลำอาร์คเสถียร ให้แสงสว่างเต็มที่ ความต้านทานจะลดเหลือไม่เกิน 50 โอห์ม!! กล่องจะต้องลดแรงดันลงอีก ไม่อย่างนั้น ไหม้แน่นอน

การทำงานทุกอย่างที่ีว่ามา ต้องเสร็จภายใน 0.1-0.2 วินาที

กล่องบัลลาสท์ดีๆ (hella) ถึงได้แพงระเบิด

4. เมื่อหลอดสว่างเต็มที่ แรงดันในหลอดจะสูงขึ้น 30-40 bar
อุณหภูมิในหลอด จะสูงประมาณ 1200 องศาซี
ความร้อนนี้ ลดลงไม่ได้ เพราะถ้าลดลง ลำอาร์คซึ่งเป็นพลาสมา จะดับทันที .. ถึงทำให้หลอดมีขนาดใหญ่มากไม่ได้
หลอดถึงต้องมีซีลสองชั้น .. กันระเบิด

หลอดธรรมดาๆ มีอุณหภูมิไส้หลอดแถวๆ 700 องศาซี
และอุณหภูมิที่ผิวหลอดแก้ว ร้อยกว่าองศาเท่านั้น

4. ความสว่างของแสงที่ออก หน่วยวัดคือ ลูเมนส์ LUMENS ไม่ใช่ K (Kelvin)
K เป็นหน่วยวัดเปรียบเทียบ ว่าที่สว่างๆนั้น ให้สีเสมือนของที่กำลังร้อนที่กี่องศา K
เสมือนร้อนกี่ K นะ
ไม่ใช่ร้อนเท่านั้นๆ K จริง

5. ถ้าไปดู website ของ บ.ที่ผลิตหลอด xenon ระดับยักษ์ใหญ่ จะพบความจริงที่น่าตกใจ ที่เหมือนกันหมด ทุกบริษัทพูดเหมือนกันหมด คือ

องศาสียิ่งสูง (K ยิ่งสูง) ความสว่าง (L) ยิ่งน้อย

หลอด 10,000K สว่างไม่ถึง 1/2 ของหลอด 5,000K ด้วยซ้ำ!
xenon ของ BMW/MB (frost ice) มีค่าองศาสี แค่ 4300K เท่านั้น ... แต่ความสว่างแถวๆ 3,000-3,500L

หลอด phillips OEM มีองศาสีสูงสุด 6000K

พวก 10,000-12,000K ... บ.ยักษ์ใหญ่ ไม่กล้าเอาผลิตใต้ชื่อตัวเอง ... กลัวโดนฟ้อง เพราะความสว่างแค่ 1600-1800L เท่านั้น

6. หลอดไฟมีไส้ธรรมดาๆ จะมีความสว่าง 1200-1500L และให้สีเสมือนมีอุณหภูมิอยู่ที่ 2,800-3,200K
หลอด superbright จะสว่าง 1500-1800L และให้สีเสมือนมีอุณหภูมิ 3,300-3,500K
หลอดไต้หวันราคาถูกๆ จะสว่าง 1800-2000L โดยการเพิ่มขนาดของไส้หลอด ทำให้กินกระแสไฟฟ้ามากขึ้น (100-110w แทนที่จะเป็น 50/55w เหมือนหลอดธรรมดาๆ) ... ไฟรถมีแรงดัน 12v หมายถึงกระแสไฟฟ้าไหลเข้าหลอด 10A แทนที่จะเป็น 5A

จะมีรีเลย์ (ไม่ใช่ดีเลย์) หรือไม่ก็ตามที กระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้ามากขึ้น (10A) จะทำให้ขั้วหลอดที่ไม่ดี (มีความต้านทาน) ร้อนจัดจนขั้วละลายได้

จะมีรีเลย์ (ไม่ใช่ดีเลย์) หรือไม่ก็ตามที ... พลังงานไฟฟ้า ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแสงสว่างทั้งหมด แต่กลายเป็นพลังงานความร้อน(สูญเปล่า)
ความร้อนที่มากขึ้น เกินปกตินี้ จะทำให้ปรอทที่ฉาบไว้บนโคม ไหม้ หรือระเหย (หมอง)

7. หลอด xenon เก๊ (zenon, xenan ฯลฯ) เป็นหลอดมีไส้ธรรมดาๆ แต่ใช้สีเคลือบหลอด เพื่อให้แสงไฟที่ออก มีสีเสมือนกับว่า เป็นหลอด xenon แท้

แต่สีที่เคลือบ จะทำให้ความสว่างลดลง

หลอด plasma blue ของ PIAA ราคาแพง เพราะผลิตโดยทำให้ตัวแก้วของหลอด มีสีน้ำเงินจางๆ (ผสม cobalt เข้าไปในเนื้อแก้ว)
ความสว่างจึงลดลงน้อย ไม่เกิน 20%

แต่หลอดไต้หวัน .. สีเคลือบราคาถูกๆ การที่ความสว่างจะลดลง 40-50% จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
อันตรายไหมหละ?

8. หลอดไฟมีไส้ ทำงานโดยการเผาไส้หลอด (ด้วยกระแสไฟฟ้า) ให้ร้อนแดง ... ไส้หลอดจะระเหยออกไปบ้างเล็กน้อย
ระเหยไปเคลือบที่ผิวหลอดด้านใน
ใช้ไปนานๆ ไส้หลอดบางลง หลอดขาด
หรือ ไส้หลอดยังไม่ทันบาง ไอโลหะเคลือบผิวหลอด จนแสงส่องผ่านน้อยลง (เหมือนฟิล์มปรอท)

หลอดจึงบรรจุปรอท และแกสเฉื่อย ไว้เล็กน้อย
เพื่อให้เกิด Halide cycle (กรุณาหาอ่านจาก google) ซึ่งทำให้กระบวนการที่ว่ามาข้างบน ไม่เกิดขึ้น

แต่ถ้าไส้หลอดร้อนจัดเกินไป กระบวนการ halide cycle ทำงานไม่ทัน ... ไส้หลอดขาดพั้วะ!

หลอด 100/110w ... สว่างจริง ขาดเร็วจริง

เวลาเราเปลี่ยนหลอดไฟหน้า เราเปลี่ยนสองข้าง (ก็อยากแต่งซิ่งนี่นา หรือใครเปลี่ยนข้างนึง 50w อีกข้าง 100w?)

เวลาขาด .. มันจะขาดไล่เลี่ยกันมาก
เพราะอะไร?

ถ้าใส่ relay แยก หลอดใครหลอดมัน ก็แล้วไป

แต่ถ้าไม่ใส่ .. จะมีแรงดันตกคร่อมสูญหาย ในระบบสายไฟส่องสว่าง
V = IR
ตอนที่หลอด 2 หลอดทำงาน V ตกคร่อม = (I1 + I2) * R
เนื่องจาก I1 = I2 ฉนั้นแรงดันตกคร่อมสูญหาย = 2*I*R
แรงดันไปถึงขั้วหลอดคือ E - 2*I*R

แต่เมื่อหลอดหนึ่งขาด ไฟตกคร่อมจะเหลือ I*R
แรงดันไปถึงขั้วหลอดคือ E - I*R

หลอดที่ปริ่มๆจะขาด โดนแรงดันเพิ่ม ถึงจะอีกนิดก็เหอะ ... ขาดไหมหละ?

ถ้าใครเคยหลอดไฟหน้าขาดคู่พร้อมกัน ตอนขับที่ 90 กม/ชม. ... คุณจะขนหัวลุกยิ่งกว่าโดนผีหลอก
ถ้าไม่กลายเป็นผีไปเสียก่อน ...

(สงวนลิขสิทธิ พรบ.ทรัพย์สินทางปัญญา ห้ามนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ ในตัวกลางทุกชนิด ที่ผู้อ่านแม้เพียง 1 คน ต้องเสียเงินเพื่อได้อ่าน โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร

ผู้ที่จะนำไปเผยแพร่ต่อ เพื่อประโยชน์ต่อมหาชนโดยตรง กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยการอ้างชื่อถึง)

จากคุณ : แมวเหมียวพุงป่อง - [ 8 ต.ค. 48 19:07:18 ]


 จาก wingwong
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
09:06
 IP:
203.146.104.32

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       บทความนี้ ของผมครับ เขียนเอง ...
กันพวกหนังสือพิมพ์เอาไปใช้
..................
พักนี้ เริ่มมีหลอด xenon เข้ามาขายมากขึ้น หลายแบบจนน่าเวียนหัว

อย่างไหนที่เหมาะสมกับรถคุณ (เราไม่พูดถึงเรื่องโคมไฟที่สาดแสงขึ้นไปแยงตาคน)

หลอด HID (high intensity discharge) หรือ xenon (ถ้าจะให้ชัดเจน ต้องเรียกว่า specialized metal halide discharge lamp .. ยาวเป็นแม่น้ำเลย ) มีสี่แบบหลักๆ

D2S - plain ๆ แสงแยงตาชาวบ้าน
D2R - เหมือน D2S แต่ป้ายสีดำทนความร้อนสูง เพื่อบังแสงออกไม่ให้กวน (ตา หรือ ตี_ ชาวบ้าน )
D1S - เหมือน D2S แต่มีวงจรจุดหลอดภายใน
D1R - เหมือน D1S แต่มีวงจรจุดหลอดภายใน
R2D2 - ต้องใช้่คู่กับ C3PO เท่านั้น

โดยทั่วไป
แบบ S ให้แสง 3200L
แบบ R โดนป้ายสี เลยเหลือแค่ 2800L

ทั้งสองอย่าง จะเป็นหลอดสองชั้น อย่างที่ว่ามา

หลอดดีๆ (ราคาแพง) หลอดชั้นนอก จะเป็นแก้วควอตซ์แบบพิเศษ (cerium doped) เพื่อ block แสง UV คลื่นสั้น ซึ่งอันตรายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (กรุณาดูคู่มือการบำรุงรักษา รถอีผุผุ รุ่นไฟนรก ซึ่งใช้หลอด xenon ถูกๆเป็นตัวอย่าง ... แสงไฟหลอด อาจทำให้ตาบอดได้!!!)

แกสส่วนผสมภายในหลอด มีหลายอย่างมาก ปรอท (และไอปรอท), sodium และ scandium halides (iodides) และอาจมี lithium and thallium halides แถมอีกนิดนึง เพื่อให้แสงที่ออกมา มีคลื่นแสงกระจายครบถ้วน (full spectrum)

หลอดดีๆ จะใช้แกส xenon แรงดันสูงเป็นตัวจุดอาร์ค (แกส xenon ให้แสงสีขาวสว่างจ้าออกมาทันที) แต่ถ้าหลอดราคาถูกๆ จะใช้แกสนีออน (neon) แรงดันต่ำ ... ใครซื้อหลอดแพงๆ ระวังตรงนี้ด้วย โดนเขาหลอก เอาหลอดราคาถูกมาขายแพง เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

หลอดที่ใช้่แกสนีออนเป็นตัวสร้างอาร์ค จะให้แสงสีแดง ตอนไฟเริ่มติด

อย่าไปมองที่ไฟโดยตรง!!! ตาจะบอดเอา

หากล้องวีดีโอ ถ่ายไปที่ฉากขาวๆ แล้วเปิดไฟ ... ถ้าเริ่มต้น แสงที่ฉากเป็นสีแดงๆ .. neon ครับ
(มีต่อ)

จากคุณ : แมวเหมียวพุงป่อง


 จาก wingwong
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
09:07
 IP:
203.146.104.32

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       ยิ่งเขียนยิ่งมันส์

หลอด D1 มีวงจรจุดอาร์คนำร่อง .. ตัวบัลลาสท์ไม่ค่อยเท่าไหร่
แต่หลอด .. แพงระยับ แถมทำยากมาก (เอาวงจรสารพัดใส่เข้าไป ใกล้ที่ร้อนจี๋ๆ มันก็พังอะดิ) .. เริ่มเสื่อมความนิยมลงแล้ว เรามาว่าถึงแต่ D2 ที่แยกวงจรอัดหลอด ออกจากตัวหลอดดีกว่า ถึงราคารวมๆ จะแพงกว่า D1 แต่ทนกว่า ปลอดภัยกว่า
..........

หลอด D2 สมัยแรกๆ (ความดันแกสไม่มาก) ต้องการแรงดันไฟจุดอาร์ค 7-10 kV (หัวเทียนต้องการ 10-12kV .. พวกรถแต่ง น้ำมันหนาๆ ต้องการ 15-20kV) แต่รุ่นหลังๆ แกสแรงดันสูง (2 bar) ต้องการ 10-12 kV

ถ้าง่ายแค่นั้นก็ดี
จากข้างบน จะเห็นว่า แรงดันแกสภา่ยในหลอด เมื่อหลอดติด จะสูงถึง 20-30 bar ... แีีรงดันไฟฟ้าที่จะจุดหลอดติด คราวนี้ ต้องเล่นถึง 15 kV .. สูงกว่าไฟฟ้าแรงสูงที่พาดบนเสาในกรุงเทพอีก

บัึลลาสท์ดีๆ (hella, phillips, แพ๊งงงงง) ให้แรงดันจุดอาร์ค เพื่อความชัวร์ ... 18-20 kV!

แรงดันจุดอาร์ค มันจะเป็นพัลส์ (จุดอาร์คถี่ๆๆๆๆ) จนกว่าลำอาร์คจะเสถียร ... บัลลาสท์เน่าๆถูกๆ จุดได้ 2-3 ทีก็หมดแรงข้าวต้มล่มปากอ่าวแล้ว ... ระวังจ่ายเงินฟรีนะ

เมื่ออาร์คเริ่มติด บัลลาสท์ต้องจ่ายไฟต่อเนื่อง (ไม่ใช่พัลส์) ไม่น้อยกว่า 300 volt (ถ้าจะให้ดี 450-500v) เพื่อรักษาลำอาร์คให้ร้อน

ถ้าไม่ร้อนไม่นานพอ พวกปรอท และ metal halide อื่นๆ จะไม่ระเหยเป็นไอ

เมื่อพวก MH ระเหยเป็นไอ ลำอาร์คจะนำกระแสไฟฟ้าดีมากๆๆๆ (ก็ไอโลหะนี่นา ไม่ใช่ไอแกสเฉื่อยอีกต่อไป)

ตอนนี้ ลำอาร์คจะเหมือนกับลำอาร์คของเครื่องเชื่อมไฟฟ้าแล้วครับ .. ตัวนำกระแสไฟฟ้าคือ ไอโลหะความต้านทานต่ำมาก
ถ้าไม่มีการจำกัดกระแสผ่านไอโลหะ .. ไม่หลอดบึ้ม (ระเบิดจริงๆ) บัลลาสท์ก็บึ้ม

ในเฟสสามนี่ บัลลาสท์จะลดแรงดันเหลือเพียง 16-20volts เท่านั้น แต่ต้องจ่ายกระแสได้ถึง 1.5-2.0 amp

ค่าพลังงาน (P, หรือ กระแสคูณแรงดัน) ที่บัลลาสท์จะจ่าย ต้องนิ่งสนิทที่ 35 watt

โดยแรงดันจะต้องจ่ายได้ ตั้งแต่ 16-20v (กระแส 2A, ในกรณีปกติ) ถึง 70-100v (กระแส 0.5, กรณีลำอาร์คไม่เสถียร)

ถ้าไม่นิ่ง .. พลังงานไฟฟ้าเข้าแรงเกิน .. บึ้ม

บัลลาสท์ดีๆ ราคาไม่ถูกนะ

จากคุณ : แมวเหมียวพุงป่อง


 จาก wingwong
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
09:08
 IP:
203.146.104.32

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       ปัญหาปวดหัวถัดมาของเจ้าหลอด xenon คือ
มันต้องการไฟสลับ

ไฟตรงหนะ ก็ใช้ได้หรอก แต่ได้ไม่นาน เฉพาะตอนหลอดเย็นๆเท่านั้น แต่ก็ต้องแป๊บเดียว เพราะถ้านาน สนามไฟฟ้า DC แรงๆ + แก้วร้อนๆ + เกลือ alkaline ... เด็กสายวิทย์ ม.4 รู้ดี .. เกิด electrolysis .. หลอดเสื่อมหมด

แรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่จ่ายให้หลอด จะมีความถี่แถวๆ 2-300 Hz (ยิ่งสูงยิ่งดี)

.. แต่ ... (วุ้ย เรื่องมากจริง)

กระแสไฟฟ้า AC ที่ถูกแปลงออกมาจากแบตรถ มันเป็นคลื่นสี่เหลี่ยม (square wave) ไม่ใช่คลื่นมนๆ (sine wave) .. ฉนั้น .. ที่ว่า V *I ที่ต้องคงที่ มันไม่ง่าย

เพราะ I ที่ีว่า คือ กระแสเฉลี่ย

ถ้าเป็น sine wave กระแสเฉลี่ย = 0.707 * กระแสสูงสุด (Peak)
แต่ square wave .. กระแสเฉลี่ย = ???? * peak

???? เพราะคาดเดาได้ยากว่า มันคือเท่าไหร่
ต่อให้ค่าเฉลี่ยเท่ากัน สมมุติ 1A

แต่ถ้าบัลลาสท์ลูกนึง ให้ peak 5A และ ??? = 0.2 ... กระแสเฉลี่ยก็เท่ากับ 1A

แต่อีกลูกนึง ให้ peak 2A และ ??? = 0.5 ... กระแสเฉลี่ยก็เท่ากับ 1A

Peak ยิ่งสูง .. ขั้วยิ่งพังเร็ว

บัลลาสท์ดีๆ ราคาไม่ถูกนะ

จากคุณ : แมวเหมียวพุงป่อง


 จาก wingwong
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
09:08
 IP:
203.146.104.32

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       รักจะใช้ของดี ของแพง ต้องอ่านมากๆๆๆ

คลื่นสี่เหลี่ยม ความถี่สูง.. ถึงจะไม่มาก แต่พลังงานสูงเอาเรื่อง
มันเหมือนเป็นเครื่องส่งคลื่นวิทยุ กำลังส่ง 35 วัตต์!

บัลลาสท์ชีลด์คลื่นไม่ดี
สายเดินจากบัลลาสท์ ไปหลอดไม่ดี
ชีลด์ที่ขั้วหลอดไม่ดี
ฯลฯ
คลื่นกวนแหลกเละ
กวนทั้งกล่องควบคุมเครื่องยนต์แย่ๆ (พวกกล่องสมอง ECU มือสอง )
และกล่องเครื่องเสียงแพงๆ

เราเตือนคุณแล้ว

กลับมาที่หลอดดีกว่า

ที่พูดมาแล้ว .. หลอดมันเล็กนิดเดียว พลังงานอัดเข้าไปมหาศาล เพื่อแสงที่แรงกล้า และประสิทธิภาพที่สูงลิ่ว

ถ้าอัดเข้าไปเกิน .. แค่ 10% มีสิทธิหลอด (ข้างใน) ระเบิด หรือร้าว .. เสียอะดิ (ผมเปลี่ยนอาชีพ ไปขายบัลลาสท์ดีๆ ดีไหมเนี่ย )

ถ้าอย่างนั้น .. ไฟ xenon สว่างแรงพอแล้ว ลดพลังงานที่จะจ่ายมันดีไหม? หลอดจะได้ทนด้วย ...

แย่หนักเข้าไปอีก เพราะถ้าขั้วหลอดร้อนไม่พอ มันจะสร้างอาร์คได้ไม่ดี แรงดันคร่อมร่วงลง (cathode fall) แถวๆนี้ก็จะร่วงมากขึ้น ไม่มีอะไรไปผลักไอออนบวกของโลหะ ที่หนักๆ ไม่ให้เข้ามาอัดขั้วหลอด (ที่มีประจุลบเยอะแยะ) .. แป๊บเดียว ขั้วจะเริ่มเป็นรอย (sputters) ทำให้ติดยาก ... หลอดเสื่อม .. เสียอีกห้าพัน ค่าหลอดใหม่

รวมๆความ ... บัลลาสท์จะต้องจ่ายพลังงานให้หลอดได้ 35 วัตต์เด๊ะๆๆๆๆ +/- ไม่เกิน 10%

จบดีกว่า เดี๋ยวโดนหาว่ามาขายของ

จากคุณ : แมวเหมียวพุงป่อง - [ 8 ต.ค. 48 20:32:39 ]


 จาก wingwong
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
09:09
 IP:
203.146.104.32

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       คำถามบ่อย & คำตอบไม่บ่อย
1.ค่า K ของหลอดไฟมีผลต่อความสว่างและสีของแสงที่ออกมาไหม

มีผล

ค่า K คือ อุณหภูมิสี (ไม่ใช่อุณหภูมิของไส้หลอด)ของแสงที่ออกมา โดยเทียบกับสีของของที่เผาจนร้อน จนอุณหภูมิที่ระบุ (กี่ K ก็ว่าไป)

หลอด 5000k คือ หลอดที่มีสีสันของแสงไฟ เหมือนของที่เผาจนร้อน 5500 องศา Kelvin

เน้น ... เน้น .... เน้น ...

สีสัน ไม่ใช่ความสว่าง

และ ...

K ยิ่งมาก ดูเหมือนสว่างมากขึ้น แต่จริงๆแล้ว สว่างน้อยลง

ยิ่งหลอด xenon ยิ่งเห็นผลชัด หลอด 4100k ให้ความสว่างประมาณ 3500 lumens ในขณะที่หลอด 10,000-12,000 ให้ความสว่างไม่เกิน 2000 lumens

บ.ผลิตหลอด xenon ยี่ห้อดีๆ จะไม่ผลิตหลอดที่สีไฟเกิน 5500k โดยใช้ชื่อของบริษัทเองครับ

หลอดมีไส้ทั่วๆไป ให้ความสว่าง 1200-1800 lumens

2. ค่า K มีผลต่อความร้อนภายในโคมไฟหน้าไหม

ค่า K ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องความร้อนของหลอด
ความร้อน และความสว่าง ขึ้นกับจำนวนวัตต์ของหลอด

3.ถ้า ค่า K มากๆจะทำให้โคมไฟหน้าขุ่นหรือละลายไหม (ถ้าเป็นโคมพลาสติก)
แล้วสรุปว่าค่า K คืออารัย? ประโยชน์คืออะไร? ยิ่งมาก ยิ่งทำไมหรือ?

ค่า K ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องความร้อนของหลอด ฉะนั้น จะขุ่นหรือไม่ขุ่น ไม่ได้เกี่ยวกับค่า K
K ยิ่งสูง ก็แค่สวย
และที่เข้าใจผิดกันมากๆๆ คือ ค่า K ที่เหมาะสมที่สุดนั้นคือ 4100-5500 เท่านั้น (สีเหลือง หรือ เหลือง-ขาว)
เพราะในเวลากลางคืน ตาคนเรา ไวต่อแสงที่มีโทนสีร้อน (เหลือง) มากกว่าโทนสีเย็นหลายเท่า
ยิ่งแสงไฟ มีโทนสี K สูงเท่าไหร่ แสงที่สะท้อนกลับจากพื้นถนน หรือ วัตถุอื่นๆ จะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ และเห็นไม่ชัดมากขึ้น

ถ้าของที่มีโทนสีสูง (K สูง) ดีกว่า K ต่ำ .. เราคงเห็นเส้นถนน ที่ระบุถึงอันตราย เป็นสีขาวอมม่วง แทนที่จะเป็นสีเหลืองไปนานแล้วครับ

4. หลอด xenon กินไฟน้อยกว่าหลอดธรรมดา แล้วทำไมฟิวส์เดี๋ยวขาดๆ หละ?

ตัวหลอด ไม่กินไฟ
แต่บัลลาสท์กิน และยัด
จ่ายไฟให้หลอด ต้องรักษาพลังงานให้คงที่ (P=35 watts +/- 10%)

ตอนเริ่มทำงาน วงจรภายในต้องดึงพลังงานมาสะสมในกล่อง .. เพื่อการจุดอาร์คด้วยพลังงานสูงมาก หลายๆครั้ง ได้พอเพียง

ก็เหมือนกับเล่นซับ ในเครื่องเสียง
แอมป์ 100 วัตต์ ขืนต่อฟิวส์ 100/12 .. 8 แอมป์เข้าไป ฟิวส์ขาดกระจาย! เพราะมันสามารถอัดได้้ (สั้นๆ) ถึง 400 วัตต์

แค่ไฟแฟลชถ่ายรูปดวงกระจิ๋ว วงจรภายในยังต้องสะสมพลังงานไว้ถึง 15-50 joules เลย ... มากพอที่จะทำให้คนแกะไฟแฟลชออกมาเล่นโดยไม่รู้เรื่อง ร่วงลงไปกองกับพื้น! (โดนมาแล้ว )

NOTE: ไม่เกี่ยวกับ xenon
... ประสบการณ์ตรงของผม เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา .. เกือบตายครับ ...

เดินทางไปเชียงใหม่ .. ผ่านตาก-ลำปาง-ลำพูน ตอนพลบค่ำพอดี แถมฝนตกปรอยๆ
ไฟองศา K สูง ... มองเส้นถนนไม่เห็นเลย! ต้องเปิด spotlight สีเหลือง ถึงจะค่อยยังชั่วหน่อย

ปล. หลอดไฟหน้า สีเหลือง หายากเป็นบ้า แถมแพงด้วย

มี link ดีๆให้อ่าน เกี่ยวกับ xenon

http://www.camryclub.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=21

จากคุณ : แมวเหมียวพุงป่อง - [ 8 ต.ค. 48 21:26:44 ]


 จาก wingwong
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
09:10
 IP:
203.146.104.32

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       relay ทำหน้าที่เป็นแค่สะพานไฟเท่านั้น
ถ้าระบบไฟเดิมสมบูรณ์ และมีความสามารถในการทดกระแสสูงได้
การติด relay ก็ไม่มีความจำเป็น
ระบบไฟของรถในอุดมคติ จะมีแรงดันอยู่ที่ 14.4 volt
ซึ่งในระบบจริงๆ ก็จะมีแรงดันอยู่แถวๆ 13-14 volt
ถ้าระบบสมบูรณ์ แรงดันที่ตกคร่อมหลอดก็จะอยู่ที่ 13-14 volt
ต่อ relay เข้าไป แรงดันตกคร่อมก็ได้เท่านั้น ไม่มีทางได้มากกว่านั้น

ถูกต้องเลยครับ

แต่มีข้อต้องระวังอยู่ 2-3 อย่าง โดยสาเหตุของปัญหาอยู่ตรง ถ้าระบบไฟเดิมสมบูรณ์ ... หาไม่ค่อยได้ครับ


1. นอกจากการเสื่อมตามธรรมชาติ .. การออกแบบ การตลาด มีผลทำให้ระบบไม่ค่อยสมบูรณ์

รถรุ่้นเก่า ... ไฟผ่านเข้าสวิทช์คอกุญแจ ก่อนไปผ่านเข้ารีเลย์ .. ฉนั้น สวิทช์คอกุญแจ รับภาระอย่างหนักบ่อยๆ ไหม้ได้ง่ายๆ

2. เมื่อรถติดเครื่อง และกราวด์สมบูรณ์ แรงดันที่แบตเตอรี่ หรือที่จุดมีไฟใดๆ (Hot wire) เทียบกับกราวด์ ณ จุดใดๆในรถคือ 14.4V
แต่กราวด์ ไม่เคยสมบูรณ์ (จาก 1 .. การตลาด)
แรงดันจะในหลายๆจุด จะเหลือแค่ 14.1-14.2 เท่านั้น

3. ไฟหน้า ดึงพลังงาน 50 + 50 = 100w หรือ กระแส 100/14.4 ... 7 Amp. โดยจ่ายไปข้างละ 3.5A
นั่นหมายความว่า หลอดเมื่อทำงาน จะมีความต้านทาน 14.4/3.5 หรือ 4.1 โอห์ม

หน้าสัมผัสรีเลย์ จะมีความต้านทาน 0.05-0.1 โอห์มครับ

หมายความว่า พลังงานสูญเสียที่หน้ารีเลย์ตรงนี้ 0.2-0.4 volts เชียวครับ

4. ในรถทั่วๆไป ไฟจะจ่ายเข้า Load center และอ้อมไปอ้อมมา ผ่านขั้วต่อหลายขั้ว ผ่านฟิวส์หลายตัว ก่อนจะจ่ายให้โหลด
เป็นอย่างนั้น แม้จะเป็นรถระดับ high ๆ
ผลคือ เมื่อมีการดึงกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แรงดันตกคร่อมขั้วต่อต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้น แรงดันที่จ่ายออกมาให้โหลดจริงๆ วัดที่โหลด น้อยลงไปเรื่อยๆ
ในรถหลายๆยี่ห้อ โดยเฉพาะรถญี่ปุ่น จะเห็นชัดเจน .. ดิปไฟหน้าปุ๊บ ไฟหน้าปัทม์รถวูบลง หรือ แอร์ทำงาน ไฟหน้าจะสว่างน้อยลงนิดนึง

เคยลองวัดดู รถยนต์ที่เครื่องยนต์สมบูรณ์ๆ แต่ใช้งานมา 2 ปี แรงดันที่ขั้วหลอดไฟ เหลือแค่ 13.2-13.5V เท่านั้น ทั้งๆที่แรงดันที่ขั้วแบต อยู่แถวๆ 14.2-14.3V
(ใช้ Fluke digital วัดในรถ 5 คัน ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และ USA เป็นไปตามที่คาดคะเนในทฤษฎี)

หายไปเกือบ 1 volts (7%) เชียวนะครับ

จาก P = V2/R จะเห็นได้ว่า ถ้า V ลดลง 7% จะทำให้ P ลดลง 15%

5. การเดินไฟจ่ายให้หลอดไฟหน้า หรือ load ต่างๆ ที่ถูกต้อง คือ เดินออกจากแบตเตอรี่โดยตรง ผ่านฟิวส์ ก่อนไปเข้ารีเลย์ ที่อยู่ใกล้โหลดมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

จากคุณ : แมวเหมียวพุงป่อง - [ 8 ต.ค. 48 21:47:36 ]


 จาก wingwong
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
09:10
 IP:
203.146.104.32

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
       หลอด D1 มีวงจรจุดอาร์คนำร่อง .. ตัวบัลลาสท์ไม่ค่อยเท่าไหร่
แต่หลอด .. แพงระยับ แถมทำยากมาก (เอาวงจรสารพัดใส่เข้าไป ใกล้ที่ร้อนจี๋ๆ มันก็พังอะดิ) .. เริ่มเสื่อมความนิยมลงแล้ว

ตรงนี้ผิดครับ

มี บ.หลายๆเจ้า เริ่มปั่นกระแส D1 ขึ้นมาอีกรอบ
ตอนนี้ วิวัฒนาการเรื่อง pulse transformer (PT) มันดีขึ้น ทำให้สามารถใส่เข้าไปที่ขั้วหลอดได้

ผลคือ บัลลาสท์จ่ายแรงดันแค่ระดับ 1-2 kV ไปที่ขั้วหลอด ตัว PT จะดันแรงไฟขึ้นให้สูงพอ (15-20kV) เพื่อจุดอาร์ค

มันง่ายกว่าจ่ายแรงดัน 15-20 kV ผ่านห้องเครื่องไปที่ขั้วหลอดเยอะ

เมื่อแรงดันต่ำลง สายไฟที่นำแรงดัน 1kV สามารถลากได้ยาวกว่าเดิม การป้องกันแรงดันอาร์คลงกราวด์ก็ง่ายขึ้น

และที่สำคัญ ตัวบัลลาสท์ สามารถวางไกลๆหลอดได้ ไม่ต้องมาวางไว้แถวๆหน้าเครื่อง ให้อกสั่นขวัญแขวนกับน้ำที่จะสาดใส่

ใครจะใส่ xenon .. ดูเรื่องของ -S กับ -R ที่ต่อท้ายหลอดให้ดีๆครับ ไม่งั้นอาจโดนจิ๊กโก๋หน้าปากซอย เขวี้ยงหินใส่ได้่

หลอดตระกูล -R ใช้กับพวกโคมสะท้อนแสง (reflector) ... ตัวจานฉายจะควบคุมลำแสงให้ลงล่างเอง ... พวกไฟตาเพชรสมัยใหม่นั่นแหละครับ

หลอดตระกูล -S ใช้กับพวกมีเลนส์อยู่ที่กระจกหน้า ตัวจานฉายจะเรียบๆ .. เห็นได้ชัดๆ คือ ไฟยิ้มของ BMW พวก 520i หรือ 320i ที่ยังไม่มีกระจกปิดทับ หรือ MB รุ่นใหม่ๆ

ปล. ในความเห็นของผม พวกโคมฉาย ที่ใช้หลอดตระกูล -S เนี่ย ตอนกลางวัน มันไม่มีความสวยงามเอาซะเลย ให้ตายเหอะ! ... แต่ตอนกลางคืน เปิดไฟแล้ว งดงามเป็นที่สุด ... เป็นดวงนิดเดียว มองจากด้านข้างๆ ไม่สว่าง แต่เหลือบรุ้งพรายสวยเชียว

..............

ตอบคุณหน่อง (คห.4) ครับ

หลอด LED กินหลอด xenon ยากมาก

ตัว xenon พื้นที่ฐานมันแค่ 1 นิ้วเอง (1 ตร.นิ้ว)
รวมโคมไฟ ก็แค่ 6" ให้แสงสว่างกว่า 3,000L (30 ตร.นิ้่ว)

แต่ LED แบบ high power (ที่สว่างกว่าหลอดไฟ LED จราจร) เกือบสิบเท่า ให้แสงสว่างแค่ 80L/ตร.นิ้ว ... บนพื้นที่ที่ขนาดเท่าโคม 6" ให้แสงสว่างออกมาได้อย่างมากที่สุดก็แค่ 2400L เท่านั้น .. น้อยกว่ากันเกือบสิบเท่า

(เพิ่มเติม หลัง edit)
การใช้ LED มาแทน xenon เป็นเรื่องยากมาก ถึงมากที่สุด
เพราะ LED ถึงจะอายุใช้งานยาวนาน แต่ต้องที่อุณหภูมิต่ำ (25-35 องศา)

ไม่ใช่ในรถ ที่อุณหภูมิกระโดดไปถึง 60-70 องศา

ยิ่งเป็นหลอดหน้ารถ พื้นที่นิดเดียว (30 ตร.นิ้ว) ถ้าจะให้ความสว่าง 3000L ต้องใช้ LED แบบ high power ไม่น้อยกว่า 3000/80 หรือประมาณ 40 ตัว

ตัวนึงกินไฟ 3w .. 40 ตัวก็ 120w

ไม่รู้จะระบายความร้อนออกให้ทัน อย่างไรดี (ถึงบอกว่ายาก)

และไม่รู้ว่าจะจัดเรียง LED 40 หลอดอย่างไรดี ให้แสงพุ่งไปรวมกันที่จุดเดียว (ถึงบอกว่ายากที่สุด)

เพราะหลอด xenon หรือ หลอดมีไส้ .. จุดกำเนิดแสง มีจุดเดียวเท่านั้น
แต่หลอด LED ..40 หลอด .. โอย!

ขนาดจะใช้เป็นหลอดไฟเบรค .. ยังปวดหัวกันอยู่นาน
เพราะธรรมชาติของหลอด LED นั้น มันให้แสงสว่างเป็นลำแคบๆ

ใส่เข้าไป 20 หลอด แสงพุ่งสะเปะสะปะ ขึ้นฟ้าลงดินหมด
แต่พอมีคนหัวใส่ เอามันมาวางที่กรอบโลหะ เลยค่อยดูดีหน่อย

แต่ราคาหละครับ? .. แพงดีไหมครับ
แก้ไขเมื่อ 09 ต.ค. 48 03:59:16

จากคุณ : แมวเหมียวพุงป่อง - [ 8 ต.ค. 48 22:30:49 ]


 จาก สิงห์รมแก๊ส
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
15:20
 IP:
203.113.85.242

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 14
       เยี่ยมจริงๆ



 จาก ตี๋เล็กศิษย์ทรยศ
 ศุกร์, 7/7/2549
 เวลา :
20:59
 IP:
203.170.228.172

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 15
       โอ้ว เจ๋งมากครับ คุณวิงเวียน


 จาก รอน
 เสาร์, 8/7/2549
 เวลา :
10:47
 IP:
210.1.34.226

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 16
       เยี่ยมครับ



 จาก Dreamworkproject TAC#138
 เสาร์, 8/7/2549
 เวลา :
20:09
 IP:
58.9.161.169

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 17
       ท้ายเบนซ์ ใช้ H4 ได้อย่างเดียวนี่ครับ H3 นี้ใช้สำหรับไฟตัดหมอกครับ
ปล. ผมเดิน relay เอง ใช้สายไฟเส้นใหญ่กว่าที่ relay ใช้กันในท้องตลาด สว่างดีครับ แต่โคมรุ่นเก่า ๆ สว่างมากก็ไม่ดี เพราะแยงตา สู้รุ่นใหม่ ๆ ไม่ได้ รวมแสงดีกว่า


 จาก Mai_Camry
 เสาร์, 8/7/2549
 เวลา :
21:34
 IP:
58.9.197.199

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 18
       ติด ซีนอล แท้ ๆสิครับได้สว่าง ๆ


 จาก วีระ
 จันทร์, 10/7/2549
 เวลา :
09:10
 IP:
203.144.227.98

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 19
       ขอบคูณมากๆๆๆๆๆๆครับได้ความรู้เยอะเลยครับ ไม่ผิดหวังจริงๆแถมเกินความคาดหวังอีก ขอให้พี่ๆทุกคนสุขภาพแข็งแรงครับ


 จาก กบ
 จันทร์, 10/7/2549
 เวลา :
10:16
 IP:
202.183.235.66

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 20
       ใช้ oslam h4 เหมือนเดิมหน่ะดีแล้ว
ไฟขาวเนี่ย ผู้ผลิตผลิตออกมาเพื่อหลอกชาวบ้านตาดำๆโดยเฉพาะ

ถ้าไฟขาวดี ทำไมไฟถนน ไม่ทำเป็นสีขาว หรือ ไม่ก็ใช้ หลอด ฟลูออเรสเซ็นต์ เหมือนในซอยหมู่บ้านไปเลยหล่ะ ถูกดีด้วย

แต่ถ้าสังเกตุดูให้ดีๆ หลอดไฟตามหมู่บ้าน เวลาฝนตก มันจะมองอะไรแทบจะไม่เห็นเลย

ถ้ากลับไปเรียนเรื่องการดีโซน์โคมไฟ เท่าที่จำได้ ลำแสงสีเหลืองอ่อนจะเป็นสำแสงที่สะท้อนแสงได้ดีที่สุด ถ้าสังเกตุ โฆษณาปตท ที่มีรูปแท่นกลางทะเล เค้ายังใช้สีเหลืองเลย เพื่อให้มองเห็นได้ชัด ตอนกลางคืน

ตอนกลางคืน เวลาเวลาขับรถ เปิดไฟ แมวตัดหน้ารถ คุณต้องสนใจด้วยเหรอ ว่าแมวสีอะไร

สำหรับผม ขอให้เห็นแมวชัดเจนก็เพียงพอแล้ว สีอะไรก็ช่างพระมารดามัน

ไฟซีนอน หรือ ไฟขาว ที่ยังผลิตขายได้ปาวๆ เพราะว่า มันยังมีคนซื้ออยู่ เห็นเป็นของใหม่ คิดว่ามีแล้วจะดูดี แต่จริงๆ แล้วห่วยมาก ยิ่งเรื่องการสะท้อนแสงด้วย ห่วยที่สุด

พอการสะท้อนไม่ดี พี่ก็เลยต้องเพิ่มความเข้มแสงเข้าไป กลายเป็นที่มาของไฟ xenon นรก อ่ะ


 จาก iv
 พฤหัสบดี, 13/7/2549
 เวลา :
09:52
 IP:
210.1.34.226

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 21
       up'


คำถามนี้มีทั้งหมด 21 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)