| |
คำตอบที่ 6
ลองอ่านดูครับจากคุณหมอ แมวเหมียวพุงป่อง web pantip
ไฟ xenon : ความเข้าใจผิด ที่อันตรายมหาศาล
ไปอ่านมาจาก web หนึ่ง .. ความเข้าใจผิดอย่างมากๆๆ ที่ไม่มีใครเห็นว่ามันผิด .. และเป็นเรื่องอัีนตรายอย่างสูงมากด้วย
อธิบายเรื่องหลอดไฟZENON ที่คุณซื้อมาหลอดล่ะ100กว่าบาท เนี้ย ที่จิงแล้วคือ"หลอด ฮาโดรเจน"ครับ
หลอดฮาโดรเจน เนี้ยมันจะร้อนกว่าหลอด H3,H4 แบบปกติที่ใช้กัน ถ้าใช้ไปนานๆโดยไม่มีดีเลย์ จะมีอาการอย่างที่กล่าวมาข้างต้น
ส่วน หลอดZENON ของแท้ ราคาหลักหมื่น ขึ้นไป จะมีความร้อนน้อยกว่าหลอกปกติ ในการติดตั้ง จะต้องมีกล่องรีเลย์โดยเฉพาะของหลอดZENONติดตั้งไว้ด้วย
ส่วนความสว่าง หลอดZENON จะสว่างกว่ามากครับว่ากันที่10000kเลยทีเดียว
[/quote]
นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่อันตรายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะ
1. หลอด xenon คือ หลอดที่ทำงานเหมือนไฟแฟลชถ่ายรูป แสงสว่างเกิดจากการอาร์คของไฟฟ้าข้ามขั้ว (ขั้วห่างกัน 5 mm) ผ่านแกสแรงดันสูง (2 bar ... เทอร์โบอัดหนักๆ อัดกันที่แรงดัน 1.2-1.5 bar พวกแข่งขัน อัดกันที่ 2.4-2.5 bar ก่อนเครื่องกระจาย)
2. แกสในหลอด xenon เป็นแกสเฉื่อยชื่อ xenon (ถามเพื่อนที่เรียนเคมี จะรู้จักกันทุกคน) และมีแกสอื่นๆปนบ้างเล็กน้อย
3. ไฟที่ใช้จุดหลอด xenon ให้ทำงาน มีแรงดัน 12,000-18,000 volts! (แรงดัน สูงกว่าไฟที่อาร์คที่ขั้วหัวเทียนเสียอีก) เพราะแกสหรืออากาศ มีความต้านทานไฟฟ้าสูงมากๆ (เกือบอินฟินิตี้ .. ร้อยๆล้านโอห์มเลย)
ที่เรียกๆ กันว่ากล่องรีเลย์ หรือ กล่องบัลลาสท์ มีหน้าที่นี้แหละ ... แปลงแรงดันจากไฟแบต 12 volts ให้สูงถึงเกือบสองหมื่นโวลท์
แต่เมื่ออาร์คเกิดแล้ว กล่องจะต้องลดแรงดันเหลือ 100-200 volts เพราะลำอาร์ค มีความต้านทานต่ำ (100 โอห์ม)
เมื่อลำอาร์คเสถียร ให้แสงสว่างเต็มที่ ความต้านทานจะลดเหลือไม่เกิน 50 โอห์ม!! กล่องจะต้องลดแรงดันลงอีก ไม่อย่างนั้น ไหม้แน่นอน
การทำงานทุกอย่างที่ีว่ามา ต้องเสร็จภายใน 0.1-0.2 วินาที
กล่องบัลลาสท์ดีๆ (hella) ถึงได้แพงระเบิด
4. เมื่อหลอดสว่างเต็มที่ แรงดันในหลอดจะสูงขึ้น 30-40 bar
อุณหภูมิในหลอด จะสูงประมาณ 1200 องศาซี
ความร้อนนี้ ลดลงไม่ได้ เพราะถ้าลดลง ลำอาร์คซึ่งเป็นพลาสมา จะดับทันที .. ถึงทำให้หลอดมีขนาดใหญ่มากไม่ได้
หลอดถึงต้องมีซีลสองชั้น .. กันระเบิด
หลอดธรรมดาๆ มีอุณหภูมิไส้หลอดแถวๆ 700 องศาซี
และอุณหภูมิที่ผิวหลอดแก้ว ร้อยกว่าองศาเท่านั้น
4. ความสว่างของแสงที่ออก หน่วยวัดคือ ลูเมนส์ LUMENS ไม่ใช่ K (Kelvin)
K เป็นหน่วยวัดเปรียบเทียบ ว่าที่สว่างๆนั้น ให้สีเสมือนของที่กำลังร้อนที่กี่องศา K
เสมือนร้อนกี่ K นะ
ไม่ใช่ร้อนเท่านั้นๆ K จริง
5. ถ้าไปดู website ของ บ.ที่ผลิตหลอด xenon ระดับยักษ์ใหญ่ จะพบความจริงที่น่าตกใจ ที่เหมือนกันหมด ทุกบริษัทพูดเหมือนกันหมด คือ
องศาสียิ่งสูง (K ยิ่งสูง) ความสว่าง (L) ยิ่งน้อย
หลอด 10,000K สว่างไม่ถึง 1/2 ของหลอด 5,000K ด้วยซ้ำ!
xenon ของ BMW/MB (frost ice) มีค่าองศาสี แค่ 4300K เท่านั้น ... แต่ความสว่างแถวๆ 3,000-3,500L
หลอด phillips OEM มีองศาสีสูงสุด 6000K
พวก 10,000-12,000K ... บ.ยักษ์ใหญ่ ไม่กล้าเอาผลิตใต้ชื่อตัวเอง ... กลัวโดนฟ้อง เพราะความสว่างแค่ 1600-1800L เท่านั้น
6. หลอดไฟมีไส้ธรรมดาๆ จะมีความสว่าง 1200-1500L และให้สีเสมือนมีอุณหภูมิอยู่ที่ 2,800-3,200K
หลอด superbright จะสว่าง 1500-1800L และให้สีเสมือนมีอุณหภูมิ 3,300-3,500K
หลอดไต้หวันราคาถูกๆ จะสว่าง 1800-2000L โดยการเพิ่มขนาดของไส้หลอด ทำให้กินกระแสไฟฟ้ามากขึ้น (100-110w แทนที่จะเป็น 50/55w เหมือนหลอดธรรมดาๆ) ... ไฟรถมีแรงดัน 12v หมายถึงกระแสไฟฟ้าไหลเข้าหลอด 10A แทนที่จะเป็น 5A
จะมีรีเลย์ (ไม่ใช่ดีเลย์) หรือไม่ก็ตามที กระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้ามากขึ้น (10A) จะทำให้ขั้วหลอดที่ไม่ดี (มีความต้านทาน) ร้อนจัดจนขั้วละลายได้
จะมีรีเลย์ (ไม่ใช่ดีเลย์) หรือไม่ก็ตามที ... พลังงานไฟฟ้า ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแสงสว่างทั้งหมด แต่กลายเป็นพลังงานความร้อน(สูญเปล่า)
ความร้อนที่มากขึ้น เกินปกตินี้ จะทำให้ปรอทที่ฉาบไว้บนโคม ไหม้ หรือระเหย (หมอง)
7. หลอด xenon เก๊ (zenon, xenan ฯลฯ) เป็นหลอดมีไส้ธรรมดาๆ แต่ใช้สีเคลือบหลอด เพื่อให้แสงไฟที่ออก มีสีเสมือนกับว่า เป็นหลอด xenon แท้
แต่สีที่เคลือบ จะทำให้ความสว่างลดลง
หลอด plasma blue ของ PIAA ราคาแพง เพราะผลิตโดยทำให้ตัวแก้วของหลอด มีสีน้ำเงินจางๆ (ผสม cobalt เข้าไปในเนื้อแก้ว)
ความสว่างจึงลดลงน้อย ไม่เกิน 20%
แต่หลอดไต้หวัน .. สีเคลือบราคาถูกๆ การที่ความสว่างจะลดลง 40-50% จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
อันตรายไหมหละ?
8. หลอดไฟมีไส้ ทำงานโดยการเผาไส้หลอด (ด้วยกระแสไฟฟ้า) ให้ร้อนแดง ... ไส้หลอดจะระเหยออกไปบ้างเล็กน้อย
ระเหยไปเคลือบที่ผิวหลอดด้านใน
ใช้ไปนานๆ ไส้หลอดบางลง หลอดขาด
หรือ ไส้หลอดยังไม่ทันบาง ไอโลหะเคลือบผิวหลอด จนแสงส่องผ่านน้อยลง (เหมือนฟิล์มปรอท)
หลอดจึงบรรจุปรอท และแกสเฉื่อย ไว้เล็กน้อย
เพื่อให้เกิด Halide cycle (กรุณาหาอ่านจาก google) ซึ่งทำให้กระบวนการที่ว่ามาข้างบน ไม่เกิดขึ้น
แต่ถ้าไส้หลอดร้อนจัดเกินไป กระบวนการ halide cycle ทำงานไม่ทัน ... ไส้หลอดขาดพั้วะ!
หลอด 100/110w ... สว่างจริง ขาดเร็วจริง
เวลาเราเปลี่ยนหลอดไฟหน้า เราเปลี่ยนสองข้าง (ก็อยากแต่งซิ่งนี่นา หรือใครเปลี่ยนข้างนึง 50w อีกข้าง 100w?)
เวลาขาด .. มันจะขาดไล่เลี่ยกันมาก
เพราะอะไร?
ถ้าใส่ relay แยก หลอดใครหลอดมัน ก็แล้วไป
แต่ถ้าไม่ใส่ .. จะมีแรงดันตกคร่อมสูญหาย ในระบบสายไฟส่องสว่าง
V = IR
ตอนที่หลอด 2 หลอดทำงาน V ตกคร่อม = (I1 + I2) * R
เนื่องจาก I1 = I2 ฉนั้นแรงดันตกคร่อมสูญหาย = 2*I*R
แรงดันไปถึงขั้วหลอดคือ E - 2*I*R
แต่เมื่อหลอดหนึ่งขาด ไฟตกคร่อมจะเหลือ I*R
แรงดันไปถึงขั้วหลอดคือ E - I*R
หลอดที่ปริ่มๆจะขาด โดนแรงดันเพิ่ม ถึงจะอีกนิดก็เหอะ ... ขาดไหมหละ?
ถ้าใครเคยหลอดไฟหน้าขาดคู่พร้อมกัน ตอนขับที่ 90 กม/ชม. ... คุณจะขนหัวลุกยิ่งกว่าโดนผีหลอก
ถ้าไม่กลายเป็นผีไปเสียก่อน ...
(สงวนลิขสิทธิ พรบ.ทรัพย์สินทางปัญญา ห้ามนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ ในตัวกลางทุกชนิด ที่ผู้อ่านแม้เพียง 1 คน ต้องเสียเงินเพื่อได้อ่าน โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
ผู้ที่จะนำไปเผยแพร่ต่อ เพื่อประโยชน์ต่อมหาชนโดยตรง กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยการอ้างชื่อถึง)
จากคุณ : แมวเหมียวพุงป่อง - [ 8 ต.ค. 48 19:07:18 ]
|
|