รัฐชงเรื่องให้ปตท.ส่งออก LPG เพิ่มได้ อ้างชดเชยราคาในปท(ทดแทนบุญคุณ)

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก SeeRwe - LPG
พฤหัสบดีที่ , 6/7/2549
เวลา : 10:20
 IP:

203.146.232.241
อ่านแล้ว = 869 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       รัฐชงเรื่องให้ปตท.ส่งออก LPG เพิ่มได้ อ้างชดเชยราคาในปท(ทดแทนบุญคุณปตท.) ความเห็นผมแล้ว ผมวิเคราะห์ว่า เป็นเกมกดดันและกีดกันผู้ใช้ LPG ในรถยนต์ เพราะในขณะที่น้ำมันแพงคนเปลี่ยนพลังงานทางเลือกมาเป็น LPG อุปสงค์เพิ่มขึ้นในปท. แต่ปลดปล่อยอุปทานไปต่างปท. เพื่อให้อุปทานในปท.ลดลง ผลคือกลไกราคาไงครับ หรืออาจบิดเบือนเป็นนโยบายอื่นได้อีก ทำให้เห็นว่า ไม่สมควรใช้ LPG ในรถยนต์ เพราะอุปสงค์ LPG ของรถยนต์ไปแย่งอุปสงค์ของแก๊สถัง เป็นไง แผน ปตท. เนียนมั๊ย..ไม่เชื่อ ติดตามดูต่อไปสิ

ข่าวจาก ไทยรัฐวันที่ 6/7/2006, ข่าวเศรษฐกิจ

ชดเชยราคาขายปลีกในประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เดือน ก.ค.นี้ จะมีวาระเพื่อพิจารณา เรื่องแผนการบริหารราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในประเทศใหม่ เพื่อนำมาใช้ทดแทนนโยบายการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม ที่เดิมรัฐบาลจะยกเลิกการชดเชยราคาให้ผู้บริโภค และหันมาใช้ระบบราคาลอยตัวแทนตั้งแต่กลางปีนี้ เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในการเข้าไปชดเชยราคาจำหน่ายให้กับประชาชน

โดย กพช.จะออกประกาศกำหนดขยายเพดานส่วนต่างราคาก๊าซระหว่างราคาส่งออกกับราคาจำหน่ายในประเทศ ที่ปัจจุบันกำหนดไว้ว่าหากมีส่วนต่างราคาตลาดโลก กับราคาในประเทศอยู่ในระดับ 200 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ก็ให้ สามารถส่งออกได้ เป็นให้มีส่วนต่างระหว่าง 150-300 เหรียญแทน

มาตรการนี้จะทำให้โอกาสการส่งออกของผู้ค้ามีมากขึ้นและส่วนต่างที่เกิดขึ้นก็จะได้ราคาที่ดีซึ่งจะนำเงินส่วนเพิ่มนี้มาดูแลราคาในประเทศแทน โดยเป็นการนำส่วนต่างที่เกิดขึ้นมาใช้ชดเชยราคาในประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกองทุนน้ำมันที่ปัจจุบันต้องอุดหนุน 2 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) และบางครั้งสูงถึง 3 บาทต่อ กก. ซึ่งถือเป็นการลอยตัวราคาอีกวิธีหนึ่ง โดยไม่ต้องไปขึ้นราคากับผู้บริโภคในประเทศ เพราะผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทยคือบริษัท ปตท.จำกัด

กพช.จะกำหนดให้กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ดูแลปริมาณก๊าซในประเทศให้ เพียงพอต่อความต้องการใช้ ก่อนจะอนุญาตให้ส่งออก เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลน ปัจจุบันการผลิตก๊าซในไทยมี 300 ล้าน กก.ต่อเดือน ขณะที่ความต้องการใช้ 200 ล้าน กก.ต่อเดือน

นายพานิช พงศ์พิโรดม อธิบดี ธพ. กล่าวว่า ธพ.จะดูแลให้ผู้ค้าก๊าซตามมาตรา 7 ต้องจำหน่ายในประเทศให้เพียงพอก่อน จึงจะให้ส่งออก ที่ผ่านมาราคาตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ค้าต้องการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกให้ มากกว่าเดิม ปัญหาการตึงตัวที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นในส่วนของการส่งออกมากกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การส่งออกก๊าซหุงต้ม 5 เดือนแรกของปีนี้ มีการส่งออก 325.6 ล้าน กก. ขณะที่การใช้ในประเทศ 4 เดือนแรกมีประมาณ 8,320 ตันต่อวันเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.2% เนื่องจากการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ถึง 1,085 ตันต่อวัน

นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซหุงต้ม กล่าวว่าทราบข่าวกรณีก๊าซหุงต้มตึงตัวเช่นกัน ในส่วนของร้านค้าที่เป็นสมาชิกของสมาคม ยืนยันว่าจะได้รับการจัดสรรก๊าซไปจำหน่ายอย่างเพียงพอ ขณะที่นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด กล่าวว่า ผู้ค้าก๊าซฯไม่ได้มีการลดการจำหน่ายในประเทศและหันไปส่งออกตามที่มีการกล่าวอ้าง




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก โรจน์
 พฤหัสบดี, 6/7/2549
 เวลา :
10:39
 IP:

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       อืม...
"นายพานิช พงศ์พิโรดม อธิบดี ธพ. กล่าวว่า ธพ.จะดูแลให้ผู้ค้าก๊าซตามมาตรา 7 ต้องจำหน่ายในประเทศให้เพียงพอก่อน จึงจะให้ส่งออก "

ชอบประโยคนี้จริงๆ ครับพี่น้อง

สงสัยจะเหมือน น้ำตาล หรือเปล่า?
น้ำตาลขาดตลาดไปสักพักหาซื้อไม่ได้ ซื้อได้ก็ต้องซื้อราคาแพง ก็ต้องยอมซื้อ เพราะต้องใช้ทำมาหากิน
ไปซื้อที่แม๊คโคร ยังได้แค่คนละกระสอบ

พี่น้องครับ มองคนไทย ว่าเป็นคนในชาติร่วมกันก่อน
ค่อยมองคนต่างชาติ หรือบริษัทเอกชนฯ ซิครับ

ให้ความสำคัญกับคนในชาติก่อนนะครับ
รากหญ้าอยู่ได้ พวกท่านก็อยู่ได้
รากหญ้าเสียไป พวกท่านจะอยู่อย่างไรครับท่าน
ท่านจะอยู่บน ความทุกข์ของรากหญ้าหรือครับ
คิดดูนะครับท่านผู้มีอำนาจทั้งหลาย


 จาก up
 อาทิตย์, 6/8/2549
 เวลา :
13:24
 IP:
203.146.104.32

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       up


 จาก ScaRECroW
 อาทิตย์, 6/8/2549
 เวลา :
20:59
 IP:
161.200.255.161

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
      


 จาก SR 20 DE IN B12 BY LPG
 อาทิตย์, 6/8/2549
 เวลา :
21:32
 IP:
124.121.192.14

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
      


 จาก แจ็ค
 อาทิตย์, 6/8/2549
 เวลา :
22:38
 IP:
124.121.80.165

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       เกรียจมานๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ




 จาก ไป
 อาทิตย์, 6/8/2549
 เวลา :
22:38
 IP:
124.121.127.125

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       เหี้ยเอ๊ยย รังแกประชาชน


 จาก ไท
 จันทร์, 7/8/2549
 เวลา :
08:05
 IP:
221.128.90.93

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       รัฐชงเรื่องให้ปตท.ส่งออก LPG ???

ไม่ใช่...มั๊ง ก็เท่าที่เห็น
กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการดำเนินนโยบายพลังงาน
ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ ปตท.
ใครเป็นนายใครก็เห็นๆกันอยู่
ปตท.ว่าไง รมต.ก็ว่างั้น รอเซ็นตามนายสั่งก็พอ


 จาก Ople
 จันทร์, 7/8/2549
 เวลา :
08:08
 IP:
203.107.217.194

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       เราได้แต่รับรู้คับ


 จาก golf
 จันทร์, 7/8/2549
 เวลา :
08:39
 IP:
203.147.10.141

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       บ้าที่สุด อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย โอ้ย!!ก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ข้อยถูกกลั่นแกล้ง
ดูรัฐมันทำหน้าตาเฉยสิ CHIT!!!


 จาก 777
 จันทร์, 7/8/2549
 เวลา :
13:00
 IP:
203.146.16.140

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
      
15 ตุลาคม ลาก่อนนะ


 จาก คนใช้แก๊ส
 จันทร์, 7/8/2549
 เวลา :
13:13
 IP:
202.6.107.60

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2549


http://www.bangkokbiznews.com/2006/08/06/w017_126313.php?news_id=126313


ก๊าซหุงต้ม ลดราคาได้จริงหรือ?

4 สิงหาคม 2549 16:51 น.
อ.วีระชัย ถาวรทนต์ weerachais@yahoo.com สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : มีคำถามมากมายในกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่จะลดราคาก๊าซหุงต้มว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงนโยบายในการหาเสียงแบบประชานิยมเลียนแบบพรรคไทยรักไทย

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตย้อนไปในสมัยที่ยังทำงานในฐานะอนุกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้เคยให้ความเห็นต่อผู้แทนของกระทรวงพลังงานมาโดยตลอดว่า ผู้ส่งออกก๊าซหุงต้มตามมาตรา 7 นั้นมีกำไรเกินควร โดยสูงมากเกือบกิโลกรัมละ 8 บาท ในขณะที่เมื่อขายในประเทศมีค่าการตลาดเพียง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นเงินกำไรส่วนเกินปีละเกือบ 10,000 ล้านบาท

ทำไมไม่เก็บภาษีส่งออกหรือหาวิธีการอื่นๆ ที่จะนำกำไรส่วนเกินเหล่านั้นซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมาช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ในประเทศให้ได้ใช้ก๊าซหุงต้มในราคาที่ถูกลง แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆจากกระทรวงพลังงานเลย ในวันที่ 3 มิถุนายน 2549 ผมก็ได้เรียกร้องเรื่องนี้ผ่านรายการวิทยุอีกครั้งในคลื่น 90.5 โดยผมคิดว่าคนไทยน่าจะได้รับทราบความจริงกันบ้าง ดังนั้น จึงเป็นที่มาของบทความฉบับนี้ที่จะบอกกล่าวให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างแท้จริง

ก๊าซหุงต้ม (LPG) มาจาก 2 ทาง กล่าวคือ เป็นผลพลอยได้ (by product) ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันในสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนที่เหลือประมาณ 60% ซึ่งเป็นส่วนหลักนั้นได้จากผลพลอยได้ (by product) ที่เหลือมาจากการแยกก๊าซธรรมชาตินั่นเอง

โดยหลักการของการกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ปากหลุมนั้น ใช้วิธีคิดจากต้นทุน หรือ cost plus นั่นคือเอาต้นทุน บวกด้วยกำไรพอสมควร เป็นหลักการที่ใช้มาตลอดและเป็นที่ยอมรับ ตัวอย่างเช่น ราคาก๊าซธรรมชาติที่ ปตท. ขายให้การไฟฟ้า คิดจากราคาเนื้อก๊าซเฉลี่ยที่ปากหลุม บวกกับค่ากำไร หรือ margin แล้วบวกกับต้นทุนส่วนเพิ่มที่คิดบนค่าผ่านท่อ

ประเด็นก็คือว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) เมื่อเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ หรือผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน ต้นทุนส่วนเพิ่มจริงๆ นั้นเกือบไม่มีเลย เพราะการคิดต้นทุนการแยกก๊าซธรรมชาติ กับกำไรบางส่วนได้รวมอยู่ในราคาก๊าซธรรมชาติที่ขายให้การไฟฟ้า หรือขายให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ไปแล้ว

เราจึงเห็นกำไรของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ร่วมแสนล้าน ซึ่งกำไรส่วนใหญ่ก็มาจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติสูงเกือบ 90% ทั้งที่มาจากธุรกิจก๊าซของปตท.เอง และจาก ปตท.สผ. (บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)) ส่วนธุรกิจน้ำมันนั้นเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10%

อีกด้านหนึ่งเช่นเดียวกันต้นทุนต่างๆ ของโรงกลั่นน้ำมันก็ได้สะท้อนอยู่ในค่าการกลั่นน้ำมัน และสะท้อนอยู่ในราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ขายอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเป็นดังที่กล่าว ก็อาจพอสรุปได้ว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) มีต้นทุนเพื่อให้ได้มาต่ำมาก เพราะต้นทุนส่วนใหญ่ได้ถูกสะท้อนไปกับราคาขายก๊าซธรรมชาติ และราคาน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว

แต่โครงสร้างการตั้งราคาขายก๊าซหุงต้ม (LPG) กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับการตั้งราคาขายก๊าซธรรมชาติ โดยเอาราคาประกาศปิโตรมิน ของทางตะวันออกกลาง ที่ซาอุดีอาระเบีย เป็นเกณฑ์ หักด้วยค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากซาอุฯ มากรุงเทพฯ คงที่ที่ 16 US$ ต่อตัน ซึ่งกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 315 US$ ต่อตัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ราคาตามประกาศ ปิโตรมิน (ตั้งเป็นตุ๊กตา) 500 US$/Ton

หักค่าขนส่ง - 16 US$/Ton

คิดที่เพดาน 315 US$/Ton

คิดอัตราแลกเปลี่ยน 40 บาทต่อ US$ เป็น 12.6 บาทต่อกิโลกรัม

ภาษีสรรพสามิต 2.17 บาทต่อกิโลกรัม

ภาษีเทศบาล 0.217 บาทต่อกิโลกรัม

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ชดเชย) -2.5301 บาทต่อกิโลกรัม

ราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ 12.4569 บาทต่อกิโลกรัม

(รัฐต้องชดเชยค่าขนส่งอีก 2-4 บาทต่อกิโลกรัม)

ค่าการตลาด 3.2534 บาทต่อกิโลกรัม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.0997 บาทต่อกิโลกรัม

ราคาขายปลีก (รวม VAT) 16.8140 บาทต่อกิโลกรัม


ถึงแม้ว่าจะมีการตรึงราคาอยู่ทำให้รัฐต้องสูญเงินไปโดยเฉลี่ย 5 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับการชดเชยของกองทุนน้ำมันและค่าขนส่ง แต่ค่าการตลาดที่ผู้ค้าได้รับนั้นสูงถึง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม เหมือนการันตีกำไรให้เอกชน โดยที่รัฐได้รายได้จากภาษีเพียง 3.4867 บาทต่อกิโลกรัม แต่รัฐกลับต้องชดเชยสูงถึงประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม รัฐไม่ได้อะไรเลย

ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นเอกชนผู้ส่งออก ตามมาตรา 7 อาทิเช่น ปิคนิค, ปตท. ,สยามแก๊ส, worldgas, ยูนิค ,คาลเท็กซ์ คงส่งออกกันพอควร (ปตท.อาจจะมีหน้าที่หลักที่จะต้องจัดให้ผู้ใช้ในประเทศมีก๊าซหุงต้มใช้เพียงพอก่อนเป็นอันดับแรกแล้วจึงส่งออก) วิธีการจัดสรรโควตาส่งออกในอดีตก่อนปี 2549 นั้น ใช้วิธีตกลงกัน จัดสรรกันเองในกลุ่มผู้ค้าตามมาตรา 7 โดยมีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นเจ้าภาพในการตกลงกัน

จากตัวเลขเห็นได้เลยว่าได้กำไรขั้นต่ำอยู่แล้วประมาณเกือบ 200 US$/Ton (เพราะราคาต่างประเทศสูงมากกว่า 500 US$/Ton บางช่วงมากกว่า 600 US$/Ton ด้วยซ้ำ) หรือเกือบ 8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งตกอยู่ในมือเอกชนล้วนๆ รัฐไม่ได้อะไรเพราะการส่งออกไม่มีการเสียภาษี คิดเป็นตัวเลขคร่าวๆ ส่งออกปีละประมาณ 900,000 ตัน เป็นเงินประมาณ 6,660 ล้านบาทต่อปี (=185 x 40 x 900,000)

คงต้องมีผู้ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ เป็นประเด็นที่นำสืบต่อไปน่าจะไม่ยาก เพราะผู้ค้าก๊าซหุงต้มตามมาตรา 7 ก็มีจำกัด อาทิเช่น ปิคนิคแก๊ส, ปตท.,สยามแก๊ส, worldgas, ยูนิค, คาลเท็กซ์ เป็นต้น ฉะนั้นน่าจะพอเห็นภาพพอควร และจะสามารถนำไปสู่วิธีที่จะทำให้ราคาก๊าซหุงต้มลดลงในระยะสั้น และระยะยาวดังนี้

1. จัดเก็บค่าโควตาการส่งออกก๊าซหุงต้ม (LPG) เหมือนกับการเก็บค่าพรีเมียมข้าวในอดีต แล้วออกกฎหมายนำมูลค่าเงินที่เก็บได้นำมาลดราคาค่าก๊าซหุงต้มที่ขายในประเทศ ทดลองคิดเก็บค่าโควตาการส่งออกที่ 3 บาทต่อกิโลกรัม เอกชนยังได้เยอะอยู่ถ้าส่งออก เพราะไม่ต้องเสียภาษีในประเทศเลย คำนวณง่ายๆ ดังนี้

เก็บค่าโควตาส่งออกที่ 3 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 3,000 บาทต่อตัน จากปริมาณส่งออกโดยเฉลี่ยที่ 900,000 ตันต่อปี สำหรับปริมาณการใช้ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านตันต่อปี มีประมาณ 1.155 ล้านตันใช้ในครัวเรือน (55%) ส่วนที่เหลือก็ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และขนส่ง

ถ้านำกำไรส่วนเกินจากการส่งออกดังกล่าวมาชดเชยให้ผู้ใช้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนเท่านั้น โดยที่การชดเชยจากกองทุนน้ำมันยังเป็นเหมือนเช่นในปัจจุบัน ผลจะทำให้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนจะลดลง 2.3 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 34.5 บาทต่อถัง สำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งใช้ปกติในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันขายอยู่เฉพาะราคาเนื้อก๊าซ (เปลี่ยนถัง) ถังละ 265 บาท ถ้าไม่รวมค่าขนส่ง (ซื้อหน้าร้าน) ก็คิดที่ 255 บาทต่อถัง

ดังนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ก็จะสามารถลดราคาลงได้เท่ากับ 34.50 บาทต่อถัง นั่นคือประชาชนจะสามารถซื้อได้ที่ราคา 220.50 บาทต่อถัง (ไม่รวมค่าขนส่งถึงบ้าน) หรือถ้าจะนำกำไรส่วนเกินเหล่านี้มาชดเชยเงินที่กองทุนน้ำมันชดเชยอยู่ก็จะเป็นประโยชน์ ทำให้ไม่ต้องอ้างว่าขณะนี้รัฐได้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ผลก็คือสามารถปล่อยลอยตัวได้เลยและประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ

2. ในระยะยาว เห็นจะต้องเข้าไปสู่การปรับโครงสร้างการตั้งราคาก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องอาศัยคณะกรรมการจากหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาถกเถียงกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอาศัยหลักการการตั้งราคาที่ให้สะท้อนต้นทุนส่วนเพิ่มที่แท้จริง ไม่ใช่กำหนดเพดานไว้ที่ 315 US$/Ton ผมเชื่อว่าต้นทุนการผลิตก๊าซหุงต้มจริงๆ ต่ำมาก เพราะเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันและการแยกก๊าซธรรมชาติ

ในเมื่อโครงสร้างก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ต้นทางจากอ่าวไทยนั้นใช้หลักการต้นทุนเป็นตัวตั้งราคา แต่พอมาเป็นก๊าซหุงต้มซึ่งเป็นผลพลอยได้แท้ๆ กลับเปลี่ยนไปใช้ราคาที่แพงขึ้น หรือเป็นราคากลางที่ซาอุฯ เหล่านี้ไม่เป็นธรรมกับคนไทยเจ้าของประเทศอย่างแน่นอน

3. ค่าการตลาดที่สูงถึง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 1.625 บาทต่อลิตรนั้น ควรจะพิจารณาทบทวนลดลง เพราะสูงมากเมื่อเทียบกับน้ำมันสำเร็จรูปที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 บาทต่อลิตร อีกทั้งบางช่วงยังไม่ถึง 1 บาทต่อลิตรเลย ทำไมต้องทำให้เอกชนที่เป็นผู้ค้าก๊าซหุงต้มมีกำไรเกินปกติด้วย

กล่าวโดยสรุปพวกเราคนไทยน่าจะพอคิดได้ว่าการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศนั้น มีผลประโยชน์ซ่อนอยู่กลับกลุ่มคนบางกลุ่ม ไม่ใช่เป็นประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ น่าจะถึงเวลาแล้วที่พวกเราคนไทยควรที่จะเรียกร้องการปรับโครงสร้างธุรกิจพลังงานทั้งระบบอย่างจริงจัง เอาไว้ในบทความต่อๆ ไป จะเริ่มตีแผ่โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ และโครงสร้างค่าไฟฟ้ากันต่อไป






 จาก Pepsi
 จันทร์, 7/8/2549
 เวลา :
13:56
 IP:
125.24.72.164

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       อนิจจาประเทศไทย คนรวยจงเจริญ


 จาก ปตทท
 จันทร์, 7/8/2549
 เวลา :
14:05
 IP:
124.120.239.205

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
       จน.....เครียด....ติด ngv....


 จาก som
 จันทร์, 7/8/2549
 เวลา :
14:20
 IP:
218.168.50.182

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 14
       รวย.....เครียด....ติด lpg


คำถามนี้มีทั้งหมด 14 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)