มีน้ำมันเครื่องที่ใช้กับรถติดแก๊สหรือเปล่า?

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก mikado66
อังคารที่ , 4/7/2549
เวลา : 22:36
 IP:

158.108.2.5
อ่านแล้ว = 706 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       ปกติรถผม(Mazda 3)ใช้น้ำมันเครื่อง5W-30 ตอนนี้ติดแก๊สแล้วจะถ่ายน้ำมันเครื่อง อยากทราบว่าต้องเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้เฉพาะกับรถที่ใช้แก๊สหรือไม่ครับ


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก wingwong
 พุธ, 5/7/2549
 เวลา :
08:22
 IP:
203.149.16.45

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
      
เป็นกระทู้คุณเต้ เขียนไว้นานแล้วลองอ่านดูครับ

จาก เต้
พุธที่ , 23/11/2548
เวลา : 14:25
IP:
203.151.138.77
อ่านแล้ว = 6446 ครั้ง

แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
น้ำมันเครื่องที่ใช้กับเชื้อเพลิง LPG

บทนำ

ปรกติโดยทั่วไป น้ำมันหล่อลื่นหรือน้ำมันเครื่อง ที่ใช้จะต้องมีคุณสมบัติ ด้านต่างๆ เช่น หล่อลื่น ระบายความร้อน ป้องกันสนิม และชะล้างทำความสะอาด เกี่ยวกับคุณภาพและประสิทธิภาพเกือบทุกด้านจะถูกกำหนดขึ้นจากการทดสอบคุณสมบัติฯลฯ มีหลายสถาบันทั่วโลกทดสอบและตั้งมาตรฐานหรือเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง เช่น API - AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE และ SAE - SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เป็นแหล่งอ้างอิง
นอกจากนั้น หลายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ก็มีการทดสอบและกำหนดมาตรฐานของน้ำมันเครื่องขึ้นเองในการใช้งานสำหรับรถยนต์ทั่วโลก ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องและผู้บริโภค นิยมเลือกใช้มาตรฐานหรือเกรดคุณภาพของสถาบัน API - AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE เพราะชัดเจนและสะดวกทั้งในการผลิตหรือเลือกใช้ โดยมีการระบุไว้ข้างกระป๋องน้ำมันเครื่องเสมอ
เราจะมาดูกันเฉพาะน้ำมันเครื่องที่ใช้กับเชื้อเพลิงเบนซิน ที่บอกเกรดคุณภาพของเกรดคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ตามหลังอักษรย่อ API ใช้ตัวอักษรย่อ S (STATION SERVICE-SPARK IGNITION) นำหน้าเสมอ แล้วตามด้วยตัวอักษรย่อน้ำมันเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่แย่สุดคือ A ขึ้นไปเรื่อยๆ B, C...H และ J เช่น API SE, API SH จนถึง API SM โดยไม่มี API SI ข้ามไปเพราะตัว I คล้ายเลข 1 (เช่นเดียวกับที่นั่งบนเครื่องบินที่ไม่มีตัว I) และ API SK มี SM สูงสุด รองลงมาเป็น SL และ SL ส่วนเกรดคุณภาพต่ำๆอย่าง SA และ SB ปัจจุบันไม่นิยมผลิต เพราะไม่เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซินยุคใหม่


 จาก wingwong
 พุธ, 5/7/2549
 เวลา :
08:23
 IP:
203.149.16.45

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       จาก เต้
พุธ, 23/11/2548
เวลา : 14:28
IP: 203.151.138.77




แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 1
ชั้นเกรดคุณภาพน้ำมันเครื่อง สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน

API ได้กำหนดชั้นและเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง มีดังนี้

SA - เป็นน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานล้วนๆ ไม่มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพเลย ปัจจุบันยกเลิกแล้ว

SB - ประกาศใช้ปี 1930 เพิ่มเพียงสารเพิ่มคุณภาพบางชนิด เช่น สารป้องกันการสึกหรอ สารป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปัจจุบันยกเลิกแล้ว

SC - ประกาศใช้ปี 1964 เพิ่มสารชะล้าง ป้องกันตะกอนและสนิม

SD - ประกาศใช้ปี 1968 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SC ไม่ควรเลือกใช้ในปัจจุบัน

SE - ประกาศใช้ปี 1972 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SD ไม่ควรเลือกใช้ในปัจจุบัน

SF - ประกาศใช้ปี 1980 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SE และเน้นป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนมากขึ้น ไม่ควรเลือกใช้ หากไม่จำเป็น

SG - ประกาศใช้ปี 1988 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SF เน้นป้องกันการเกิดตะกอนตม-ยางเหนียวเพิ่มขึ้น ลดการเกิดเขม่าบนหัวลูกสูบ-ห้องเผาไหม้ และลดการสึกหรอของวาล์ว ยังพอเลือกใช้ได้ถ้าจำเป็น

SH - ประกาศใช้ปี 1992 เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SG เน้นการลดมลพิษและลดการสึกหรอเพิ่มขึ้น สามารถเลือกใช้ได้

SJ - ประกาศใช้วันที่ 15 ตุลาคม 1996 เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่มีเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและสารเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นจาก SH เน้นการระเหยต่ำ ค่าฟอสฟอรัสต่ำ ป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดีขึ้น มีอายุการใช้งานนานขึ้น
ต้องผ่านการทดสอบพิเศษด้วยมาตรฐานเหนือกว่า API SH อีก 7 ประการ คือ
1. จำกัดปริมาณของฟอสฟอรัส
2. ระดับการระเหยต่ำ
3. ทดสอบการเกิดเขม่าในอุณหภูมิสูง
4. ทดสอบการเกิดโฟมในอุณหภูมิสูง
5. ทดสอบการรวมตัวกับน้ำ
6. การรวมตัวได้ของสารหล่อลื่น
7. ความสามารถในการคงสภาพการหล่อลื่นเมื่ออุณหภูมิต่ำ

น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ SJ มีคุณสมบัติโดดเด่น คือ
1. ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์บำบัดไอเสีย (แคตตาลิติก คอนเวอร์เตอร์) เพราะมีการควบคุมปริมาณของฟอสฟอรัสไว้ต่ำมาก
2. ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
3. ลดการปล่อยมลพิษ
4. คงสภาพทุกช่วงอุณหภูมิได้ดี
5. การใช้น้ำมันเครื่องต่างชนิดต่างรุ่นผสมกันใช้งานด้วยความจำเป็น มีความเสี่ยงต่อการแยกตัวหรือส่งผลลบน้อย

SL - ประกาศใช้ปี 1999 เป็นน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่มีเกรดคุณภาพ เพิ่มทุกด้านของประสิทธิภาพและโมเลกุลในสารเพิ่มคุณภาพยืดหยุ่นตัวใด้ดีขึ้น เน้นการระเหยต่ำ ค่าฟอสฟอรัสต่ำ ป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดีขึ้น มีอายุการใช้งานนานขึ้น และเน้นการลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ เด่นที่สุดในการเลือกใช้

SM - ประกาศใช้ปี 2004 มีคุณสมบัติเหนือกว่า SL อยู่หลายด้าน เป็นน้ำมันเครื่องเกรดสูงสุดที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันกับเครื่องยนต์เบนซิน



 จาก wingwong
 พุธ, 5/7/2549
 เวลา :
08:24
 IP:
203.149.16.45

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       จาก เต้
พุธ, 23/11/2548
เวลา : 14:30
IP: 203.151.138.77




แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 2
ความหนืด

ความหนืด คือ ตัวกำหนดความสามารถของการไหล และสร้างชั้นเคลื่อบหล่อลื่นภายในเครื่องยนต์
SAE - SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS คือ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ โดยกำหนดใช้อักษรย่อ SAE ตามด้วยเกรดความหนืดเป็นตัวเลขจำนวนเต็มที่ลงท้ายด้วย 5 หรือ 0 เช่น 15, 30 หรือ 50 ฯลฯ เลขมากยิ่งหนืด เลขน้อยยิ่งใส เช่น 50 หนืดกว่า 40 และ 5 ใสกว่า 20 โดยวัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส (210 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องที่ไหลเวียนขณะเครื่องยนต์ทำงาน

ถ้าวัดที่ -18 องศาเซลเซียส (0 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิของอากาศในบางประเทศที่หนาวจัด เพื่อป้องกันปัญหาน้ำมันเครื่องหนืดเกินไปจนไหลไม่ไหว จะตามท้ายตัวเลขด้วยตัวอักษร W-WINTER เช่น 5W, 10W หรือ 20W ฯลฯ การเลือกน้ำมันเครื่องในไทย ให้สนใจตัวเลขเปล่าๆที่ไม่ได้ตามท้ายด้วย W เพราะไม่มีอุณหภูมิติดลบ อากาศปกติก็ 20-35 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว

การเลือกใช้น้ำมันเครื่องในด้านเกรดความหนืด ต้องเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิอากาศทั่วไป และสภาพความหลวมของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ เพราะต้องมีความหนืดเหมาะสมต่อการไหลเวียนภายในเครื่องยนต์ เช่น ถ้าอากาศภายนอกเย็นจัด น้ำมันเครื่องก็ควรใส ไหลง่าย ในช่วงสตาร์ทเครื่องยนต์และยังไม่ร้อน ถ้าน้ำมันเครื่องหนืดเกินไปก็ไหลเวียนไม่ทัน และอาจทำให้เครื่องยนต์สึกหรอหรือพัง

น้ำมันเครื่องเกรดความหนืดเดี่ยว ไม่เป็นที่นิยมใช้กับเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน

น้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวม
เรียกสั้นๆ ว่า น้ำมันเครื่องเกรดรวม ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในภูมิประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมากในแต่ละช่วงเวลาหรือฤดู หรือผลิตสูตรเดียวแต่สามารถจำหน่ายได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก น้ำมันเครื่องเกรดรวมสามารถปรับหรือคงความหนืดให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานทุกอุณหภูมิได้ เมื่อร้อนจะปรับตัวให้หนืด และถ้าเย็นลงจะปรับตัวให้ใส

โดยมีการผลิตและวัดความหนืด ณ 2 อุณหภูมิ คือ ที่ -18 องศาเซลเซียส ระบุเป็นตัวเลขตามหลังด้วยตัวอักษร W เช่น 10W และที่ 100 องศาเซลเซียส ระบุเป็นตัวเลขเปล่าๆ เช่น 20 แล้วนำมาระบุรวมกันตามหลังตัวอักษรย่อ SAE โดยนำการวัดที่ -18 องศาเซลเซียสนำหน้าแล้วคั่นด้วยเครื่องหมาย - เช่น SAE 20W-50การผลิตน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดรวมให้สามารถปรับความหนืดได้ เมื่อร้อนแล้วหนืด เย็นแล้วใส ต้องมีการเติมสารปรับความหนืด ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้สารโพลีเมอร์ ที่เป็นโมเลกุลสายยาว เมื่อเย็นจะหดตัว น้ำมันเครื่องจึงใส ถ้าร้อนจะขยายและยืดตัวออก ทำให้น้ำมันเครื่องข้นขึ้น

โพลีเมอร์ แม้จะทำให้น้ำมันเครื่องสามารถปรับความหนืดได้ แต่เมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่ง โมเลกุลสายยาวของโพลีเมอร์มักจะขาดออกจากกัน เมื่อร้อนการขยายตัวจะน้อยลง และทำให้น้ำมันเครื่องมีความหนืดลดลงบ้าง ต่างจากน้ำมันเครื่องเกรดความหนืดเดี่ยวในมาตรฐานเดียวกันซึ่งไม่มีการเติมสารโพลีเมอร์ จะคงความหนืดเมื่ออายุการใช้งานผ่านไปได้ดีกว่า

ตัวเลขที่ระบุความหนืด ลงท้ายด้วยตัวอักษร W วัดที่ -18 องศาเซลเซียส ตามด้วยตัวเลขเปล่าๆ วัดที่ 100 องศาเซลเซียส เช่น SAE 10W-50 ยิ่งมีตัวเลขห่างกัน เช่น 10 กับ 50 เกินกว่า 35 (50-10) แสดงว่าน้ำมันเครื่องนั้นสามารถปรับความหนืดตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้มาก ปรับตัวให้ใสหรือข้นได้มากแต่เมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว ความหนืดของน้ำมันเครื่องเมื่อร้อนหรือประมาณ 100 องศาเซลเซียส มีแนวโน้มว่าจะลดลงได้เร็วกว่าน้ำมันเครื่องที่มีเลขเกรดความหนืดห่างกันน้อยๆ เช่น ตามตัวอย่างจากเดิม SAE 10W-50 ความหนืดอาจเหลือเทียบได้เป็น SAE 10W-40


 จาก wingwong
 พุธ, 5/7/2549
 เวลา :
08:24
 IP:
203.149.16.45

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
      
จาก เต้
พุธ, 23/11/2548
เวลา : 14:35
IP: 203.151.138.77




แก้ไข / ลบคำตอบ
คำตอบที่ 3
น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเชื้อเพลิง LPG

เครื่องยนต์ที่ใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิง จะเกิดการเผาไหม้ในห้องสันดาป ได้อย่างสะอาดหมดจดกว่าเชื้อเพลิงเบนซิน จะสังเกตุได้ว่า จะไม่เกิดปัญหาการเผาไหม้ ไม่สมบูรณ์ ในอุณหภูมิต่ำเหมือนกับเชื้อเพลิงเบนซิน
สำหรับอุณหภูมิที่เกิดขึ้นรอบๆกระบอกสูบจากการใช้เชื้อเพลิง LPG จะสูงกว่า ความหนืดของน้ำมันจะลดลง น้ำมันเครื่องก็จะเสื่อมคุณภาพ ทำให้เกิดสารประเภท วานิชและทาร์ ที่เกิดจากการเสื่อมคุณภาพที่อุณหภูมิสูง จะไปเกาะติดอยู่ตามลูกสูบและร่องแหวน เป็นต้น ทำให้เกิดการสึกหรอ และในขณะเดียวกันสารจำพวกกรด ที่เกิดขึ้น จากฟอสฟอรัสที่อยู่ในสารประกอบไฮโดรคาร์บอน จะไปกัดกร่อนผิวของแบริ่งและโลหะอื่นๆของ เครื่องยนต์

ฉะนั้นเครื่องยนต์ที่ใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิง จึงต้องการน้ำมันเครื่องชนิดที่มีคุณสมบัติดี ที่อุณหภูมิสูง
ซึ่งต่างกับเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซิน ที่ค่อนข้างเน้นคุณสมบัติดี ที่อุณหภูมิต่ำกว่า

เครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง LPG มีการสันดาปอย่างสมบูรณ์ จึงเกิดสารประกอบจากพวกคาร์บอนและตะกอน จากเผาไหม้น้อย น้ำมันเครื่องสะอาดกว่า เชื้อเพลิง LPG ไม่มีสารโซเวนท์ที่ไปทำละลายพวกสารหล่อลื่น ที่เคลือบเครื่องยนต์ และไม่ไปทำละลายให้น้ำมันเครื่องเจือจาง ทำให้น้ำมันเครื่องมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น

สำหรับน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเชื้อเพลิง LPG ในบ้านเราเขตเป็นร้อน อุณหภูมิอากาศไม่ติดลบ
ดูได้จากตารางดัชนีความหนืดที่เหมาะสม คือ SAE 40 และเกรดที่เหมาะสม API SJ ถึง API SM เช่น
API SJ 10W40 เปลี่ยนถ่ายที่ 10,000 KM.
API SL 10W40 เปลี่ยนถ่ายที่ 15,000 KM.
API SM 10W40 เปลี่ยนถ่ายที่ 20,000 KM
บางผู้ผลิต เช่น บางจาก ปตท.รับรองน้ำมันเครื่องเกรด API SM สามารถใช้ได้ถึง 40,000 KM.

ข้อมูลอ้าวอิง
ผลิตภัณท์น้ำมันหล่อลื่น เชล์ลประเทศไทย
หนังสือมาตฐานโครงสร้างและการใช้รถ LPG สสทน(ไทย-ญี่ปุ่น)
มาตฐานน้ำมันหล่อลื่น บางจากปิโตเลียม
แผ่นพับแนะนำน้ำมันเครื่อง ปตท.
Web site SAE



 จาก 4A Super ช้า
 พุธ, 5/7/2549
 เวลา :
08:47
 IP:
125.24.76.36

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       ใช้แบบเดิมๆไปครับ แต่ยืดอายุ การถ่ายน้ำมันเครื่องได้อีก 1 เท่าตัวครับ


 จาก a
 พุธ, 5/7/2549
 เวลา :
13:04
 IP:
203.101.146.2

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       5w-30 Haviline Fully synetic energy ของ Caltex ที่ด้านหลังเขียนว่าใช้กับ LPG ด้วย
ประหยัดเชื้อเพลิงกว่ายี่ห้ออื่น รอบขึ้นเร็ว เสียงเครื่องเบาแม้ว่าจะขับที่ความเร็วสูง
ยี่ห้อที่ผมเคยใช้ Valvoline 5w-30 fully sysnetic power นำมันเครื่องอับดับ 1 ที่ช่างชาวอเมริกันเลือกใช้ ,Shell Helix Ulta Fully 5w-40,Conoco 5w-30 (Jet) ไม่ประทับใจเท่า 5w-30 Haviline Fully synetic energy ของ Caltex ครับ

ที่ปั้ม Caltex ขาย 1950 บาทไม่มีของแถม แต่ที่บางไผ่ อะไหล่ยนต์ สุขุมวิท 62 ยานพระโขนง ขาย 1350 บาท แถมยังมี ชุด package บำรุงรักษารถมูลค่ากว่า 1000 บาทอีกคุ้มจริงๆ


 จาก วิศวเกิน
 พุธ, 5/7/2549
 เวลา :
21:19
 IP:
61.47.104.189

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       เอาของเดิม พิมพ์เติมข้างกระป๋องว่า "เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ใช้ก๊าซแอลพีจี" แล้วขึ้นราคา...ซัก 2 เท่า เป็นไง สบายใจขึ้นไหม?


 จาก nano
 พฤหัสบดี, 6/7/2549
 เวลา :
09:22
 IP:
202.57.172.7

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       ผมเห็นของ esso เขียนข้างกระป๋องเลยว่า ใช้กัน LPG ได้ ครับ


 จาก แงซาย:Duke B14 TAC35
 พฤหัสบดี, 6/7/2549
 เวลา :
14:09
 IP:
59.36.194.134

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
      
ผมเคยไปเดินในพิทที่สนามพีระเซอร์กิต พิทหลังนะครับไม่ใช้พิทหน้าของทีมโรงงาน
กระป๋องนำ้มันเครื่องที่ผมเห็นทีมแข่งอิสระทิ้งไว้มากที่สุดคือ คาลเท็กซ์ ฮาโวลีนครับ
ลองเป็นข้อมูลใช้ตัดสินใจนะครับ


คำถามนี้มีทั้งหมด 9 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)