| |
คำตอบที่ 11
คุณ คต.ที่ 6 ครับ ผมจะเล่าให้ฟัง
ผมเองก็อายุปาเข้าไป 50 กว่าแล้ว เริ่มใช้รถมา ตั้งแต่ พศ.2520-21ได้ คันแรกเป็น FIAT 1100 ประตูเปิดหน้า)
ตอนนั้นทำงานใหม่ๆยังจนอยู่(ตอนนี้ก็ยังจน แหะแหะ)คันที่ 2 เป็น ซูบารุกะป๊อตู้ S-60(ทำเบาะพับ-กางเอง)เป็นเตียง
ข้างใน(ไว้รอนแรมไปนอนเวลาตกปลาค้างวันค้างคืน)คันที่ 3 เป็น มาสด้าแฟมมิเลีย 1300 ใส่หลังคาไฟเบอร์
ติดตุ่มลากเทรลเล่อร์เรือใบ(ต่อเอง)ไปเล่นที่บางแสน(หาดวอนฯ)คันนี้ป้ายแดง(มันราคาถูกดี ลุยมาก ใช้คุ้มเลย)
คันปัจจุบันเป็น NISSAN SENTRA 1.4 EX SALOON (B13) รถมือ 2 ผมใช้มา 4 ปีกว่าแล้ว วิ่ง 3 แสนกว่าโล เครื่องหลวม น้ำมันเครื่องไม่เคยเปลี่ยน(ใช้เติมเอา..มันพร่องตลอด)มาเมื่อ 8 เดือนที่แล้ว ตอนนั้น
น้ำมันลิตรละ 23-24 ได้มั๊ง ผมก็ทนไม่ไหว วิ่งเดือนละ เกือบหมื่นบาท คิดจะไปติดแก๊ส คนที่นั่ง
ไปไหนมาไหนด้วยเป็นประจำ(ภ.หมายเลข 2 )ก็ติงว่าจะเหม็นแก๊สหรือเปล่า(เหมือนแท็กซี่)ผมก็ว่า
คงไม่หรอกมั๊ง แต่ถึงจะเหม็นก็น่าจะทนเอาได้นะ แลกกับเงินโขอยู่ ที่จะประหยัดได้น่ะ ตกลงผมก็
เอารถไปติดแก๊สจนได้ เมื่อวันที่ 19 พย.48 ที่อุดมสุข ราคา 15,000 บาท ตอนไปรับรถก็ตื่นเต้นนิด
หน่อยเป็นธรรมดา เจ้าของอู่แก๊สนั่งรถพาไปเติมแก๊สที่ปั้มแก๊ส แล้วก็บรรยายวิธีการใช้รถให้ฟัง
เราก็จำได้มั่ง ไม่ได้มั่งเพราะมัวจดจ่ออยู่กับรถ ตอนนั้นมีความรู้สึกว่ามันอืดๆกว่าน้ำมันนิดหน่อย
เค้าก็บอกว่าเป็นธรรมดาของแก๊ส มันจะไม่ปรู๊ดปร๊าดเหมือนน้ำมัน เราก็คิดว่าสักพักคงชินไปเอง
พอวันที่ 21 พย.(วันศุกร์)ผมก็ไปจันท์ ก่อนไปก็แวะปั้มแก๊ส เติมแก๊สให้เต็ม เซ็ทไมล์ 0 แล้วเริ่มจด
บันทึก ระยะทางที่วิ่ง/ปริมาณที่เติมเต็ม/ราคา (ทุกครั้งหลังจากนั้นมา)เพื่อหาอัตราการสิ้นเปลือง
ปรากฏว่ามันกิน 6 โลกว่าๆต่อลิตร(น้ำมันเฉลี่ย 10.2)ผมโทร.ไปอู่ เค้าบอกว่า กินมากไปหน่อย
วันไหนว่างให้เข้ามาจูนลงหน่อย ผมก็ไม่ว่างซะที พอได้เข้ามาที่บอร์ดนี้ ได้มาอ่านมากๆเข้าก็
ลองไปจูนเองดู คิดว่ามันไม่น่าจะยากจูนไปจูนมา(แบบมั่วๆ)ก็ดีขึ้นบ้าง เป็น 8 โลกว่าต่อลิตร
ก็โอเค รับได้ ตกประมาณบาทนิดๆ แล้วก็วิ่งไปจันท์ทุกอาทิตย์ มาประมาณเดือนที่ 5 หลังจากนั้น
มีอยู่วันนึง ผมวิ่งขวา ลงจากทางด่วนบางนา(บ้านผมอยู่บางพลี/สุวรรณภูมิมหานคร)มีรถจี้ตูดมาคันนึง
ผมก็กดใหญ่ จะหนีมัน ปรากฏว่าเหยียบไม่ขึ้นซะงั้นแหละ กดคันเร่งติดพื้นรถ ได้แค่ 105 เอง
เอาแล้วสิ เป็นไรหว่า ผมก็แอบซ้าย ชลอรถ พอปล่อยคันเร่งเครื่องดับเลย ผมปิดแอร์ สตาร์ทใหม่
ก็กึกๆกักๆ ทำท่าไม่อยากจะติดซะเลย ผมก็ค่อยๆคลานเข้าไปโลตัส กม.8 เลือกที่ห่างๆเขาหน่อย
จอดที่ที่จอดรถแล้วดับเครื่อง เปิดฝากระโปรงมายืนงง(ไม่รู้จะทำไงดี)หลังจากหมุนโน่นหมุนนี่(มั่ว)
แล้วสตาร์ทก็วิ่งได้ กลับบ้านไป เช้าทำงาน เย็นวิ่งไปอู่ที่อุดมสุข ไปเล่าอาการให้ช่างฟัง ช่างก็จูนให้
ใหม่ แต่จูนแบบใหม่(ผมงงมาก)โดยปิดเข็มเดินเบา(ทองเหลืองหัวผ่า)หมดเลย แล้วเปิดตัวดำตัวเดียว
ผมก็ถามว่าไอ้ตัวทองเหลืองหัวผ่ามันจูนเดินเบาไม่ใช่เหรอ เค้าบอกไม่ใช่ จูนหยาบจูนละเอียด
อะไรของเค้าก็ไม่รู้ สรุปว่าเค้าปิดเดินเบาหมด แล้วไปจูนที่ตัวดำข้างหม้อแทน มันก็ใช้ใด้
ผมเอารถออกมาวิ่งด้วยความกังขาว่าอะไรของมันหว่า......หลังจากที่อ่านบอร์ดมากๆเข้าก็ลยรู้ว่า
ตัวทองเหลืองหัวผ่าที่อยู่ด้านบน ข้างท่อน้ำร้อนเข้าหม้อนั้นคือ ตัวจูนเดินเบา ตัวจุกดำๆข้างหม้อนั้นคือ
ตัวปรับจ่ายหลัก(เร็กกูเลท) อย่างงี้แสดงว่าเค้าจูนให้ผมมาแบบเดินเบาก็ให้จ่ายผ่านเร็กกูเลทด้วยสิ
พอเมื่อ 2-3 วันก่อนมันชักเริ่มเกิดอาการเดินเบากระตุกๆอีก ผมก็มีความคิดว่าจะจูนกลับคืนแบบก่อน
(ใช้ตัวเดินเบาด้วย)ที่ไหนได้ พอนึกขึ้นมาได้ว่ากรองอากาศไม่ได้เป่ามานานแล้ว(เดือนกว่า)ผมรีบถอด
เอากรองไปเป่า(ฝุ่นดำออกเพียบ)พอเอากลับไปใส่ อื้มมมม....รอบเดินเบากลับขึ้นมาเนียนอย่างเก่า
หนอยแน่...ใส้กรองเริ่มตันนี่เอง สาเหตุ แต่ผมก็ยังข้องใจเรื่องปิดเข็มเดินเบาอยู่ดี กลับถึงบ้าน อดรน
ทนไม่ได้ ก็เลยจัดการจูนซะเลย (ใช้ตำราอ.แอ้ม)โดยขณะนี้เดินเบาปิดอยู่ ซึ่งปกติแล้วเครื่องต้องดับ
1.ค่อยๆคลายเดินเบาออกจนเครื่องเริ่มเสียงเบาลง(ส่วนผสมเริ่มผิด เพราะเดินเบาเริ่มจ่าย)
2.หมุนจุกดำเข้านิดหน่อย เครื่องเบาลงอีกจนเริ่มจะดับ(เร็กกูเลทจ่ายไม่พอ เดินเบาก็จ่ายไม่พอ)
3.คลายเดินเบาออกอีกหน่อย เครื่องเริ่มแรงขึ้น
4.คลายเดินเบาออกอีกหน่อย เสียงเครื่องเหมือน 3.
5.หมุนจุกดำเข้าหน่อย ถ้าเสียงเครื่องเบาลงอีกก็คลายเดินเบาออกให้เสียงเครื่องเหมือน 3.
6.ทำอย่างนี้จนกระทั่งเมื่อหมุนจุกดำเข้าแค่ไหนเสียงเครื่องก็ไม่เปลี่ยน
7.ขณะนี้แสดงว่าเครื่องเดินเบาอยู่โดยใช้แก๊สที่จ่ายผ่านเข็มเดินเบาอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับเร็กกูเลท
(จุกดำ)ถึงแม้เราจะหมุนจุกดำเข้ามากแค่ไหนก็ไม่มีผล(แต่หมุนออกมากๆจะมีผล)
8.เสร็จแล้วก็มาดูวัดรอบ แล้วจูนเข็มเดินเบาเอา ว่าจะให้รอบสูงหรือต่ำตามชอบ
ผมชอบประมาณ 800-900 รอบ (เครื่องจะนิ่งดี)
เสร็จแล้วก็มาจูนกลางสาย(Power valve)โดยวิธี Peak จูนนิ่งของอ.แอ้ม คือเร่งเครื่องให้รอบ
3500 นิ่งๆ แล้วหมุนกลางสายเข้า-ออก ให้ได้เสียงเครื่องแรงที่สุด แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ
ถึงแม้ผมจะหมุนกลางสายเข้าจนสุด(ปิดหมด)ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง(ผมก็งงอีก)เลยเปิดไว้
ที่1/4รอบ ก็โอเค เร่งขึ้นดีไม่บางไป ความร้อนก็ปกติ ส่วนที่ผมยังไม่รู้อีกอย่างคือจุกดำ(เร็กกูเลท)
เราจะหมุนเข้าหรือออกแค่ไหนจึงจะพอดี ก็เลยลองหมุนเข้าทีละน้อย ลองวิ่งและสังเกตอาการอยู่
ตอนนี้หลังจากจูนใหม่แล้วสังเกตุว่าจะประหยัดมากขึ้นมาก กล่าวคือเมื่อก่อนตอนเติมแก๊สเต็ม
ไฟ LED ที่มาตรวัดแก๊ส(8เม็ด)ติดครบ พอวิ่งไปประมาณ 70 กม.จะดับเม็ดแรก แต่ตอนนี้ 90 กม.
ถึงดับเม็ดแรก แสดงว่าประหยัดขึ้นอีกเพียบ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าไปจันท์คงจะรู้ว่าเป็นไง แล้วผมจะ
กลับมาเล่าให้อ่านใหม่ครับ
|
|