เครื่องคาบู ไม่มีปั๊มติ๊ก สมควรติดมั๊ยครับ ถ้าติดช่วยอะไรได้บ้าง

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก NISSAN B13
เสาร์ที่ , 1/7/2549
เวลา : 14:33
 IP:

124.157.240.161
อ่านแล้ว = 11922 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       สอบถามหน่อยครับ ผมเพิ่งไปติดแก๊สมา ตอนที่สตาร์ทน้ำมัน พอเครื่องร้อนซักพัก ผมก็เปลี่ยนเป็นแก๊ส แต่เครื่องมันจะสดุด พอถามช่าง ช่างบอกว่ารถผมไม่มีปั๊มติ๊ก ให้ไปติดซะ เพราะเวลาเครื่องมันดูดน้ำมันถ้าไม่มีปั๊มติ๊กมันจะดูดเข้ามาเยอะ พอเราปรับเป็นแก๊ส น้ำมันกับแก๊สผสมกัน มันก็จะสดุด ต้องรอจนกว่าน้ำมันจะหมดจากคาร์บู จึงจะหาย เลยอยากถามผู้รู้หน่อยครับว่า ถ้าผมไปติดปั๊มติ๊กมา จะแก้ปัญหาได้มั๊ย แล้วติดแล้วมีผลอะไรมั๊ย


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก bonsai
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
16:03
 IP:
58.147.60.230

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       ไม่น่าจะแก้ไขปัญหาได้มากหรอก เพราะอย่างไรก็แล้วแต่เครื่องคาร์บูจะประสบปัญหาเรื่องการเปลี่ยนน้ำมันเป็นแก็ส หรือแก็สเป็นน้ำนันเสมอ เพราะว่าเมื่อรถใช้น้ำนันอยู่แล้วเป็นเป็นแก็สน้ำนมันจะค้างอยู่ที่คาร์บูส่วนหนึ่งจะทำให้เครื่องสะดุดสักพักจนกว่าน้ำนัมจะหมด ในทางกลับกันเมื่อใช้แก็สอยู่แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำมันนั้นยิ่งทำไม่ได้เลยเนื่องจากคาร์บูไม่มีน้ำมันเลย จึงจำเป็นต้องใช้ปั๊มติ๊กเข้ามาช่วยในการดูดน้ำมันให้เข้าคาร์บูได้เร็วกว่าการที่จะรอให้ปั้ม AC ดูดมาให้ครับ


 จาก โจ้
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
16:08
 IP:
124.121.111.208

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       ก็ โอเคนะครับ มีเพื่อนๆ ไปติดกันมาเหมือนกัน ประมาณ 700บาท เห็นจะได้ครับ


 จาก the man
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
18:40
 IP:
58.9.157.120

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       รถยนต์ที่มีคาร์บิวจะมีปั้ม AC ติดกับเครื่องมาอยู่แล้ว ต้องติดตัวตัดน้ำมันระว่างปั้ม AC กับ คาร์บิว ลักษณะคล้ายกับกรองแก็ส ไม่ใช่ปั้มติ้ดน้ำมันเชื้อเพลิง


 จาก ต้อ
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
19:47
 IP:
124.120.117.137

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       ถึงคุณนิสสันบี 13(NISSAN B13)
รถผม NISSAN SENTRA 1400 คาร์บิว(B 13) เหมือนคุณ ผมไปติดแก๊สมาได้ 8 เดือนแล้ว ใช้ดีมาก ผมจูนหม้อต้มเอง(หม้อ ecogas)
ตอนนี้ อัตราสิ้นเปลืองประมาณ กม.ละ 90 ตังค์กว่าๆ(ตจว.)และ 1 บาท(ในเมือง/รถไม่ค่อยติด) อยากแนะนำวิธีใช้งานรถรุ่นนี้แก่คุณ
ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่าน้ำมันเบ็นซินกับแก๊สนั้น ปล่อยเข้าไปในคาร์บิวร่วมกันไม่ได้เลยนะครับ เครื่องจะกระตุกหรือดับทันที
ที่นี้คุณก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ขณะที่เครื่องติดอยู่ด้วยน้ำมันนั้น จะต้องมีน้ำมันขังอยู่ในถ้วยคาร์บิวบ้าง ไม่มากก็น้อย ดังนั้นทันทีที่คุณโยกสวิทช์
มาที่ตำแหน่งกลาง(ปิดทั้ง 2 อย่าง)เครื่องจะยังคงติดอยู่(โดยใช้น้ำมันที่ขังอยู่ในคาร์บิวและไม่มีการดูดน้ำมันมาเพิ่มอีก)ถ้าขณะนี้คุณโยกสวิทช์
ไปที่แก๊สเลย เครื่องจะกระตุกหรือดับตามที่กล่าวแล้ว คุณต้องปล่อยให้เครื่องติดอย่างนั้นไปสักพัก(พักเล็กหรือพักใหญ่ก็ขึ้นกับปริมาณ
น้ำมันที่ขังอยู่ในคาร์บิว) พอเครื่องดับไปเอง(นั่นคือน้ำมันหมดคาร์บิวแล้ว)คุณก็ปิดสวิทช์กุญแจ โยกสวิทช์สลับมาที่แก๊ส แล้วบิดกุญแจสตาร์ท
ติดเครื่อง(ด้วยแก๊ส)ต่อไป ปั้มติ๊กปั้มแต๊กอะไรนั่นไม่จำเป็นต้องไปติดตั้งเพิ่มให้มันเสียตังค์ไปโดยใช่เหตุหรอกครับ เพียงแต่ขอให้คุณนึกภาพ
ให้ออก ทำความเข้าใจกับระบบให้ได้ก็ OK แล้วครับ อีกอย่างนึงคือ ตอนสตาร์ทตอนเช้าก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับน้ำมัน สตาร์ทด้วยแก๊สนี่แหละ
ชึ่งเดียวติดทุกครั้ง ผมมีวิธี จะบอกให้นะครับ วิธีสตาร์ทด้วยแก๊สที่ผมใช้อยู่ทุกเช้าคือ เมื่อเสียบลูกกุญแจสวิทช์เข้าไปแล้วบิดมาที่ตำแหน่ง
ก่อนสตาร์ท(ไฟแผงหน้าปัดติด ไฟมาตรวัดแก๊สติด)แต่อย่าเพิ่งบิดสตาร์ท ให้รอเดี๋ยวนึงก่อนเพราะถ้าเสียบกุญแจปั๊บบิดสตาร์ทปุ๊บเลย
แก๊สที่เพิ่งจะถูกเปิดยังเดินทางมาไม่เข้มข้นพอ รอแป๊บนึง(กะเอาเอง)แล้วค่อยบิดสตาร์ท รับรอง ร้อยทั้งร้อย ชึ่งเดียวติดครับ
อีกอย่างนึงคือ ที่พูดๆกันเถียงๆกันอยู่ว่าต้องเลี้ยงบ่าวาล์วอะไรนั่นน่ะ รถผมก็ไม่มีนะ แต่ผมจะใช้วิธีนี้ครับ คือทุกๆ 100 กม.ผมจะสลับ
มาใช้น้ำมันซะทีนึง ที่หน้าปัดมันจะมีไมล์แยกอยู่ไงครับ ตอนเติมแก๊สก็เซ็ทไมล์เป็น 0 แล้วจดไว้หาอัตราสิ้นเปลืองทุกครั้งอยู่แล้ว
แล้วก็วิ่งไป พอเลขไมล์ที่ว่าขึ้น 100 กม.ก็สลับมาวิ่งน้ำมันซะหน่อย แล้วก็กลับมาวิ่งแก๊สอีก พอ 200 กม.ก็สลับไปน้ำมันอีกหน่อย
แล้วก็กลับมาแก๊สพอ 300 ก็สลับไปมาอย่างนี้ตลอด ที่ผมทำอย่างนี้ก็เพื่อให้ภายในคาร์บิวหรือภายในท่อทางเดินไอดีส่วนที่เป็นยาง
หรือลูกยางต่างๆได้มีโอกาสถูกน้ำมันชะล้างบ้าง เนื่องจากแก๊ส LPG นี้มีคุณสมบัติกัดกร่อนยางมากกว่าน้ำมันเบ็นซินครับ
ส่วนวิธีที่สลับไปมาระหว่างแก๊สกับน้ำมันขณะที่รถวิ่งอยู่นั้น(ในรถคาร์บิวเกียร์ธรรมดา)ตอนที่ผมติดตั้งมาใหม่ๆ ช่างแนะนำว่าให้จอดก่อน
แล้วค่อยสลับ แต่ผมรำคาญจึงทำวิธีนี้ อ่านแล้วนึกภาพตามไปนะครับ ทำความเข้าใจดีๆ
1.วิ่งด้วยแก๊สอยู่ แล้วสลับเป็นน้ำมัน (ซึ่งเป็นปกติทั่วไปของรถติดตั้งแก๊ส) ทำได้โดย
1.1 อย่าทำตอนรถติดๆ หรือจะต้องขึ้นสะพานสูงชัน หรือต้องเลี้ยวทางแยก
1.2 แอบรถเข้ามาวิ่งเลนซ้าย
1.3 ทำความเร็วให้ได้ 60-70 กม/ชม.ขึ้นไป
1.4 เร่งส่งแล้วเหยียบคลัทช์ปลดเกียร์ว่าง
1.5 ปล่อยคลัทช์แล้วโยกสวิทช์สลับเชื้อเพลิงมาที่ตำแหน่ง"กลาง"(นั่นคือปิดทั้งหมด)
1.6 เครื่องจะดับ(สังเกตุเห็นไฟที่แผงหน้าปัดติด)แต่รถยังคงวิ่งต่อไป
1.7 โยกสวิทช์สลับเชื้อเพลิงมาที่ตำแหน่ง"น้ำมัน"ทันที(อย่าช้าเดี๋ยวความเร็วลดลงมาก)
1.8 เหยียบคลัทช์เชนเกียร์(กะเอาเองตามความเร็วรถ)แล้วปล่อยคลัทช์
1.9 รถจะตื้อลงเพราะถูกฉุดด้วยเครื่องที่ดับอยู่ แต่เดี๋ยวเดียวเครื่องก็จะติด(สังเกตุไฟที่หน้าปัดดับ)
1.10 แล้วรถก็จะวิ่งต่อไป(ด้วยน้ำมัน)คุณก็กะเอาเองว่าจะให้วิ่งด้วยน้ำมันนานแค่ไหน(ผมให้ประมาณ 500-600 เมตร)
เมื่อให้วิ่งน้ำมันนานพอแล้วก็ทำการสลับกลับมาใช้แก๊สตามปกติ ทำโดย
2.วิ่งด้วยน้ำมันอยู่ แล้วสลับมาเป็นแก๊ส(ไม่ใช่เรื่องปกติของรถที่ติดตั้งแก๊ส)มีขั้นตอนดังนี้
2.1 วิ่งด้วยความเร็วไปตามปกติ(ควรคำนึงถึงข้อ 1.1 ด้วย)
2.2 โยกสวิทช์สลับเชื้อเพลิงมาที่ตำแหน่ง"กลาง"(ปิดทั้งหมด)เครื่องจะไม่ดับ(ยังมีน้ำมันค้างคาร์บิว)
2.3 ขับรถต่อไปตามปกติ มือกุมรออยู่ที่สวิทช์สลับเชื้อเพลิง(ซึ่งอยู่ตำแหน่งกลางพร้อมที่จะโยกไปที่"แก๊ส")
2.4 ขับไปเรื่อยจนรถเริ่มตื้อลง(เพราะน้ำมันเริ่มแห้งคาร์บิว)สังเกตุเข็มวัดรอบเริ่มลดลง(เครื่องจะไม่ดับเพราะความเร็วรถมันฉุดเครื่องอยู่)
2.6 โยกสวิทช์สลับเชื้อเพลิง(ที่มือกุมรออยู่)ไปทาง"แก๊ส"ทันที รถจะสะอึกไปข้างหน้านิดนึง(นั่นคือแก๊สถูกจ่ายผ่านคาร์บิวแทนน้ำมันแล้วและเครื่องติดแล้ว
2.7 ขับรถไปตามปกติ(ด้วยแก๊ส)จนกว่าจะต้องการสลับมาเป็นน้ำมันเมื่อไรก็ทำตามขั้นตอน 1.ใหม่
ผมใช้วิธีสลับนี้มาตลอดโดยคำนึงถึง"ความปลอดภัยบนท้องถนน"เป็นหลักใหญ่ จะเกินหลัก 100 หรือขาดนิดหน่อยก็ยอมได้
ความปลอดภัยต้องมาก่อน รถเรานิดๆหน่อยๆคอยได้ครับ อีกอย่างที่ผมสังเกตุพบในช่วง 8 เดือน หลังจากใช้แก๊สคือ วิ่งช้ากินแก๊สมากกว่าวิ่งเร็ว
แปลกดีครับ ตอนวิ่งน้ำมันอยู่ ถ้าเหยียบเกิน100 จะกินน้ำมันมากเรียกว่าเหยียบเท่าไหร่กินมากเท่านั้น ครั้นพอมาใช้แก๊ส
กลับเป็นตรงกันข้ามกล่าวคือ ที่ความเร็วต่ำกว่า 100 จะกินแก๊สมากกว่า 100 ขึ้นไป ผมไปจันทบุรีทุกเสาร์-อาทิตย์ ออกนอกย่านจอแจ
ผมเหยียบ 120-130 อยู่ประมาณนี้(รถเก่าเครื่องหลวม กินน้ำมันเครื่อง วิ่งสามแสนกว่าโลแล้ว)ผมคิด(เอาเอง)ว่าที่ความเร็วประมาณนี้
จะประหยัดที่สุด(ประมาณ กม.ละ 90 กว่าตังค์ ไม่ถึงบาท) แค่นี้ก็แฮ็ปปี้มากๆแล้ว รอจนกว่ารัฐจะเข้ามาควบคุมหรือห้ามใช้ LPG กับ
รถยนต์เมื่อไหร่(ไอ้รัฐเฮงซวย มันจะกีดกันทำไมของมัน)ผมก็ประหยัดไปได้หลายละ อิอิ คิดดูแล้ว จากเดือนละหมื่น(น้ำมัน)มาเหลือ
เดือนละ 4 พันกว่า(แก๊ส)มันสะใจไหมน้ออออองงงงงงง......
อืมมม.....คุณได้อ่านวิธีการต่างๆที่ผมเล่าให้ฟังไปแล้วลองไปทำดูนะครับ ตอนอ่านมันอาจจะยาวหน่อย แต่คุณนึกภาพตาม
ทำความเข้าใจขั้นตอนให้ดี มันไม่ยุ่งยากนักหรอกครับ มันต่อเนื่องกัน ลองทำดู(อย่าลืม ปลอดภัยไว้ก่อน)ไม่กี่ครั้งก็คล่องครับ
แล้วคุณจะยิ่งแฮ็ปปี้กว่านี้ครับรับรอง ส่วนเรื่องจูนแก๊สเองนั้น คุณใช้หม้อต้มยี่ห้ออะไรครับ ถ้า ecogas(มีหลาย eco)
ที่เป็นตัวหนังสือสีฟ้าๆพ่นติดผนังหม้ออยู่ละก็ ผมแนะนำวิธีจูนให้ได้ครับ(ยี่ห้ออื่นผมไม่รู้ครับเพราะเป็นการใช้แก๊สครั้งแรกของผมครับ).......ขอให้แฮ็ปปี้ครับ


 จาก aek_cv88
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
20:02
 IP:
203.144.243.67

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       สนับสนุความคิดคุณต้อครับ ผมก็เครื่องคาร์บูครับ ซีวิค88 พอฝึกวิธีคุณต้อจนคุ้นเคยแล้วเราจะรู้ว่าควรจะสลับตอนรถวิ่งหรือจอดรถครับ(แต่ยังยืนยันว่าจอดรถปลอดภัยกว่าในเกือบทุกๆกรณีครับ)


 จาก ecogasเหมือนกันครับ
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
20:08
 IP:
202.28.245.163

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       ขอคำแนะนำการจูน ecogas หน่อยครับผมใหมือนกันจูนไม่ค่อยลงตัวต้องให้ช่างจูนทุกทีและบ้านไกลอ่ด้วยครับ ปัญหาของผมคือเหยียบแล้วตื้อแต่สตารท์ติดง่ายครับ ขอขอบคุณล่วงหน้าที่กรุณาแนะนำครับ


 จาก ต้อ
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
20:11
 IP:
124.120.117.137

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
      
อ้อ.....ผมลืมไปอีกอย่างครับ คือกรองอากาศต้องหมั่นเป่าฝุ่นบ่อยๆหน่อยครับ อาทิตย์ละครั้ง
ได้ยิ่งดีครับ ผมเจอมาแล้ว เดือนกว่าไม่ได้เป่า รอบเดินเบาตกจะดับถ้าปล่อยคันเร่ง ต้องเปิดแอร์
ช่วยให้แว็คคั่มมันยันคันเร่งไว้ พอถอดไส้กรองอากาศไปเป่า(ฝุ่นดำๆออกเพียบ)โล่งดี เอามาใส่
ติดเครื่องปั๊บ กลับไปเนียนเหมือนเดิม คิดว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะถ้ามันดูดอากาศไม่สะดวก มันจะ
ดูดแก๊สเพิ่มมาแทน ทำให้ส่วนผสมแก๊สกับอากาศผิดไป(กินแก๊สมากขึ้น รถวิ่งไม่ดี)............
สวัสดีครับ


 จาก น้าเหลิม TAC#162
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
21:20
 IP:
58.9.162.56

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       ถ้าต้องการสลับจากน้ำมันเป็นแก๊สโดยโยกสวิทเปลี่ยนทันทีทันใด ยังไงก็สะดุดครับเพราะยังมีน้ำมันค้างอยู่ในถ้วยคาร์บู ถึงแม้จะเปลี่ยนเป็นปั๊มติ๊ก็ไม่หายครับ เพราะเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนกลไกหรือเปลี่ยนวิธีการดูดน้ำมันจากถังมาที่คาร์บูเท่านั้นเอง....ถ้ายังมีตัวคาร์บูอยู่ ก็ต้องทำใจครับ ยอมเสียเวลาโยกสวิทมาที่ตำแหน่งตรงกลาง คือปิดทั้งน้ำมันและแก๊ส แล้วรอจนน้ำมันหมดถ้วยคาร์บู หลังจากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นแก๊ส...


 จาก ศักดิ์
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
21:39
 IP:
203.113.71.70

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       ยืนยันตามน้าเหลิม ของผมติดปั๊มติ้กแต่เวลาสลับจากแก็สมานำมันเครื่องไม่สดุดครับความเร็วซัก60-80 กม/ชม สงสัยปั๊มติ้กคงส่งนำมันได้ไว แต่กำลังหาทางกลับมาใช้ปั๊มเอซีอยู่ ผมชอบเดิมๆๆครับ


 จาก ฒ tau
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
22:09
 IP:
203.113.76.73

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       ขออนุญาตแทรกแซงหน่อยเพื่อความมั่นคง

1) ปั้มติ๊กสมควรติดเป็นอย่างยิ่ง 300 กว่าบาทเอง แต่มีประโยชน์มหาศาน เพราะถ้าไปพึ่งปั้มเอซี อาจจะต้องสตาร์ทกันจนแบทหมด หรือ สตาร์ทเตอร์พัง น้ำมันเพิ่งจะวิ่งขึ้นมาถึงคาบู แต่ปั้มติ๊กแค่บิดกุญแจปั้มกูดูดน้ำมันมาแล้ว อันนี้มีความแตกต่างสูงมาก แบบไม่สามารถเทียบกันได้เลย รีบติดเถิดครับ
2) การวิ่งด้วยมันบ้างแก๊สบ้าง ผมว่าเลิกเถิดครับ เพราะการกระตุกรถให้ติดขณะวิ่งมีผลเสียมากกว่าได้ ไม่มีอะไรคุ้มเลย หากต้องการใช้น้ำมันบ้าง ผมแนะนำสตาร์ทตอนเช้า ๆ สัปดาห์ละกี่ครั้งก็ได้ตามที่ต้องการ ถือเป็นการอุ่นหม้อต้มก่อนเริ่มใช้งาน และได้ตรวจตราความเรียบร้อยต่าง ๆ ไปด้วย ( เพราะกระทำตอนรถหยุด )
3) การเปลี่ยนแก๊สน้ำมันมีการกระตุกหรือสะดุดบ้างไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ลองหันมาใช้แก๊สอย่างเดียวแล้วจะรู้ว่าปัญหาที่ว่ามาก็หมดไปโดยสิ้นเชิง แล้วอย่าไปกังวลเปลี่ยนระบบให้เกิดการวอกแวกเสียสมาธิในการขับเปล่า ๆ


 จาก ต้อ
 เสาร์, 1/7/2549
 เวลา :
22:10
 IP:
124.120.117.137

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       คุณ คต.ที่ 6 ครับ ผมจะเล่าให้ฟัง
ผมเองก็อายุปาเข้าไป 50 กว่าแล้ว เริ่มใช้รถมา ตั้งแต่ พศ.2520-21ได้ คันแรกเป็น FIAT 1100 ประตูเปิดหน้า)
ตอนนั้นทำงานใหม่ๆยังจนอยู่(ตอนนี้ก็ยังจน แหะแหะ)คันที่ 2 เป็น ซูบารุกะป๊อตู้ S-60(ทำเบาะพับ-กางเอง)เป็นเตียง
ข้างใน(ไว้รอนแรมไปนอนเวลาตกปลาค้างวันค้างคืน)คันที่ 3 เป็น มาสด้าแฟมมิเลีย 1300 ใส่หลังคาไฟเบอร์
ติดตุ่มลากเทรลเล่อร์เรือใบ(ต่อเอง)ไปเล่นที่บางแสน(หาดวอนฯ)คันนี้ป้ายแดง(มันราคาถูกดี ลุยมาก ใช้คุ้มเลย)
คันปัจจุบันเป็น NISSAN SENTRA 1.4 EX SALOON (B13) รถมือ 2 ผมใช้มา 4 ปีกว่าแล้ว วิ่ง 3 แสนกว่าโล เครื่องหลวม น้ำมันเครื่องไม่เคยเปลี่ยน(ใช้เติมเอา..มันพร่องตลอด)มาเมื่อ 8 เดือนที่แล้ว ตอนนั้น
น้ำมันลิตรละ 23-24 ได้มั๊ง ผมก็ทนไม่ไหว วิ่งเดือนละ เกือบหมื่นบาท คิดจะไปติดแก๊ส คนที่นั่ง
ไปไหนมาไหนด้วยเป็นประจำ(ภ.หมายเลข 2 )ก็ติงว่าจะเหม็นแก๊สหรือเปล่า(เหมือนแท็กซี่)ผมก็ว่า
คงไม่หรอกมั๊ง แต่ถึงจะเหม็นก็น่าจะทนเอาได้นะ แลกกับเงินโขอยู่ ที่จะประหยัดได้น่ะ ตกลงผมก็
เอารถไปติดแก๊สจนได้ เมื่อวันที่ 19 พย.48 ที่อุดมสุข ราคา 15,000 บาท ตอนไปรับรถก็ตื่นเต้นนิด
หน่อยเป็นธรรมดา เจ้าของอู่แก๊สนั่งรถพาไปเติมแก๊สที่ปั้มแก๊ส แล้วก็บรรยายวิธีการใช้รถให้ฟัง
เราก็จำได้มั่ง ไม่ได้มั่งเพราะมัวจดจ่ออยู่กับรถ ตอนนั้นมีความรู้สึกว่ามันอืดๆกว่าน้ำมันนิดหน่อย
เค้าก็บอกว่าเป็นธรรมดาของแก๊ส มันจะไม่ปรู๊ดปร๊าดเหมือนน้ำมัน เราก็คิดว่าสักพักคงชินไปเอง
พอวันที่ 21 พย.(วันศุกร์)ผมก็ไปจันท์ ก่อนไปก็แวะปั้มแก๊ส เติมแก๊สให้เต็ม เซ็ทไมล์ 0 แล้วเริ่มจด
บันทึก ระยะทางที่วิ่ง/ปริมาณที่เติมเต็ม/ราคา (ทุกครั้งหลังจากนั้นมา)เพื่อหาอัตราการสิ้นเปลือง
ปรากฏว่ามันกิน 6 โลกว่าๆต่อลิตร(น้ำมันเฉลี่ย 10.2)ผมโทร.ไปอู่ เค้าบอกว่า กินมากไปหน่อย
วันไหนว่างให้เข้ามาจูนลงหน่อย ผมก็ไม่ว่างซะที พอได้เข้ามาที่บอร์ดนี้ ได้มาอ่านมากๆเข้าก็
ลองไปจูนเองดู คิดว่ามันไม่น่าจะยากจูนไปจูนมา(แบบมั่วๆ)ก็ดีขึ้นบ้าง เป็น 8 โลกว่าต่อลิตร
ก็โอเค รับได้ ตกประมาณบาทนิดๆ แล้วก็วิ่งไปจันท์ทุกอาทิตย์ มาประมาณเดือนที่ 5 หลังจากนั้น
มีอยู่วันนึง ผมวิ่งขวา ลงจากทางด่วนบางนา(บ้านผมอยู่บางพลี/สุวรรณภูมิมหานคร)มีรถจี้ตูดมาคันนึง
ผมก็กดใหญ่ จะหนีมัน ปรากฏว่าเหยียบไม่ขึ้นซะงั้นแหละ กดคันเร่งติดพื้นรถ ได้แค่ 105 เอง
เอาแล้วสิ เป็นไรหว่า ผมก็แอบซ้าย ชลอรถ พอปล่อยคันเร่งเครื่องดับเลย ผมปิดแอร์ สตาร์ทใหม่
ก็กึกๆกักๆ ทำท่าไม่อยากจะติดซะเลย ผมก็ค่อยๆคลานเข้าไปโลตัส กม.8 เลือกที่ห่างๆเขาหน่อย
จอดที่ที่จอดรถแล้วดับเครื่อง เปิดฝากระโปรงมายืนงง(ไม่รู้จะทำไงดี)หลังจากหมุนโน่นหมุนนี่(มั่ว)
แล้วสตาร์ทก็วิ่งได้ กลับบ้านไป เช้าทำงาน เย็นวิ่งไปอู่ที่อุดมสุข ไปเล่าอาการให้ช่างฟัง ช่างก็จูนให้
ใหม่ แต่จูนแบบใหม่(ผมงงมาก)โดยปิดเข็มเดินเบา(ทองเหลืองหัวผ่า)หมดเลย แล้วเปิดตัวดำตัวเดียว
ผมก็ถามว่าไอ้ตัวทองเหลืองหัวผ่ามันจูนเดินเบาไม่ใช่เหรอ เค้าบอกไม่ใช่ จูนหยาบจูนละเอียด
อะไรของเค้าก็ไม่รู้ สรุปว่าเค้าปิดเดินเบาหมด แล้วไปจูนที่ตัวดำข้างหม้อแทน มันก็ใช้ใด้
ผมเอารถออกมาวิ่งด้วยความกังขาว่าอะไรของมันหว่า......หลังจากที่อ่านบอร์ดมากๆเข้าก็ลยรู้ว่า
ตัวทองเหลืองหัวผ่าที่อยู่ด้านบน ข้างท่อน้ำร้อนเข้าหม้อนั้นคือ ตัวจูนเดินเบา ตัวจุกดำๆข้างหม้อนั้นคือ
ตัวปรับจ่ายหลัก(เร็กกูเลท) อย่างงี้แสดงว่าเค้าจูนให้ผมมาแบบเดินเบาก็ให้จ่ายผ่านเร็กกูเลทด้วยสิ
พอเมื่อ 2-3 วันก่อนมันชักเริ่มเกิดอาการเดินเบากระตุกๆอีก ผมก็มีความคิดว่าจะจูนกลับคืนแบบก่อน
(ใช้ตัวเดินเบาด้วย)ที่ไหนได้ พอนึกขึ้นมาได้ว่ากรองอากาศไม่ได้เป่ามานานแล้ว(เดือนกว่า)ผมรีบถอด
เอากรองไปเป่า(ฝุ่นดำออกเพียบ)พอเอากลับไปใส่ อื้มมมม....รอบเดินเบากลับขึ้นมาเนียนอย่างเก่า
หนอยแน่...ใส้กรองเริ่มตันนี่เอง สาเหตุ แต่ผมก็ยังข้องใจเรื่องปิดเข็มเดินเบาอยู่ดี กลับถึงบ้าน อดรน
ทนไม่ได้ ก็เลยจัดการจูนซะเลย (ใช้ตำราอ.แอ้ม)โดยขณะนี้เดินเบาปิดอยู่ ซึ่งปกติแล้วเครื่องต้องดับ
1.ค่อยๆคลายเดินเบาออกจนเครื่องเริ่มเสียงเบาลง(ส่วนผสมเริ่มผิด เพราะเดินเบาเริ่มจ่าย)
2.หมุนจุกดำเข้านิดหน่อย เครื่องเบาลงอีกจนเริ่มจะดับ(เร็กกูเลทจ่ายไม่พอ เดินเบาก็จ่ายไม่พอ)
3.คลายเดินเบาออกอีกหน่อย เครื่องเริ่มแรงขึ้น
4.คลายเดินเบาออกอีกหน่อย เสียงเครื่องเหมือน 3.
5.หมุนจุกดำเข้าหน่อย ถ้าเสียงเครื่องเบาลงอีกก็คลายเดินเบาออกให้เสียงเครื่องเหมือน 3.
6.ทำอย่างนี้จนกระทั่งเมื่อหมุนจุกดำเข้าแค่ไหนเสียงเครื่องก็ไม่เปลี่ยน
7.ขณะนี้แสดงว่าเครื่องเดินเบาอยู่โดยใช้แก๊สที่จ่ายผ่านเข็มเดินเบาอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับเร็กกูเลท
(จุกดำ)ถึงแม้เราจะหมุนจุกดำเข้ามากแค่ไหนก็ไม่มีผล(แต่หมุนออกมากๆจะมีผล)
8.เสร็จแล้วก็มาดูวัดรอบ แล้วจูนเข็มเดินเบาเอา ว่าจะให้รอบสูงหรือต่ำตามชอบ
ผมชอบประมาณ 800-900 รอบ (เครื่องจะนิ่งดี)
เสร็จแล้วก็มาจูนกลางสาย(Power valve)โดยวิธี Peak จูนนิ่งของอ.แอ้ม คือเร่งเครื่องให้รอบ
3500 นิ่งๆ แล้วหมุนกลางสายเข้า-ออก ให้ได้เสียงเครื่องแรงที่สุด แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ
ถึงแม้ผมจะหมุนกลางสายเข้าจนสุด(ปิดหมด)ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง(ผมก็งงอีก)เลยเปิดไว้
ที่1/4รอบ ก็โอเค เร่งขึ้นดีไม่บางไป ความร้อนก็ปกติ ส่วนที่ผมยังไม่รู้อีกอย่างคือจุกดำ(เร็กกูเลท)
เราจะหมุนเข้าหรือออกแค่ไหนจึงจะพอดี ก็เลยลองหมุนเข้าทีละน้อย ลองวิ่งและสังเกตอาการอยู่
ตอนนี้หลังจากจูนใหม่แล้วสังเกตุว่าจะประหยัดมากขึ้นมาก กล่าวคือเมื่อก่อนตอนเติมแก๊สเต็ม
ไฟ LED ที่มาตรวัดแก๊ส(8เม็ด)ติดครบ พอวิ่งไปประมาณ 70 กม.จะดับเม็ดแรก แต่ตอนนี้ 90 กม.
ถึงดับเม็ดแรก แสดงว่าประหยัดขึ้นอีกเพียบ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าไปจันท์คงจะรู้ว่าเป็นไง แล้วผมจะ
กลับมาเล่าให้อ่านใหม่ครับ


 จาก khomgrid # TAC 314
 เสาร์, 21/10/2549
 เวลา :
11:25
 IP:
124.121.18.227

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       ผมใช้รถ toyota คาร์บูฯ ปี 86 ช่างติดปั๊มติ๊กให้มาเลย
มีอาการกระตุกถ้าจอดติดนานๆ คล้ายมีน้ำมันค้างตอนสลับ
จากน้ำมันไปแก็ส ลองปิดทั้งแก๊สและน้ำมัน ปรากฏว่าวิ่งต่อ
ได้อึดใจหนึ่งก่อนดับ แสดงว่ามีน้ำมันเล็ดลอดมาจากปั๊มติ๊ก
สอบถามผู้รู้ใน web แนะนำให้ใช้โซลินอยตัดน้ำมัน ติดก่อน
เข้าคาร์บูฯ ตามรูป ได้ผลดีไม่มีอาการกระตุกอีก

แต่ถ้ายังไม่มีปั๊มติ๊ก ให้ลองติดโซลินอยระหว่างปั๊ม ac
กับคาร์บูฯ โดยให้อยู่ใกล้คาร์บูฯมากที่สุด เพื่อให้สลับจาก
น้ำมันเป็นแก๊สได้เร็ว

ถ้าทำแล้วมีอาการสตาร์ทน้ำมันตอนเช้ายาก สาเหตุ
เกิดจากปั้ม ac ดูดน้ำมันมาช้ากว่าเต็มคาร์บูฯ หากกลัว
มอเตอร์สตาร์ทพัง หรือรำคาญ มีวิธีแก้ ดังนี้
1. ก่อนเข้าบ้านให้สลับเป็นน้ำมันกลางอากาศตามวิธี
ของคุณต้อ
2. ยอมเสียเงินติดปั้มติ๊ก

สำหรับผมตั้งใจจะเอาปั้ม ac มาติดตามเดิม เพราะรำคาญ
เสียงปั้มติ๊กและชอบให้มันมี 2 ระบบ

การสลับ ไป - มา ระหว่างแก็สกับน้ำมัน กลางอากาศ
ตามวิธีของคุณต้อ อาจเกิดอันตรายกับเพื่อนร่วมทางได้
จึงควรมีการฝึกก่อนตอนออกต่างจังหวัด เมื่อเกิดความมั่นใจ
แล้วค่อนนำมาใช้ใน กทม.

ถ้าไม่มั่นใจควรใช้วิธีของคุณ ฒ ( คต.10 ข้อ 2 ) ส่วนการ
ใช้แก๊สอย่างเดียวผมไม่ค่อนจะเห็นด้วย เหตุผลมีผู้ให้ความเห็น
แล้วมากมายใน web

ผมก็ 50 ยังแจ๋วเหมือนกัน ชอบใจวิธีการอธิบายและความตั้งใจ
ในการให้ความรู้ของคุณต้อมาก ๆ เป็นผมพิมพ์ยาวแบบนี้สงสัย
webmaster คงลบกระทู้ไปเสียก่อน เพราะกลายเป็นกระทู้ " เก่า "








 จาก khomgrid
 เสาร์, 21/10/2549
 เวลา :
11:35
 IP:
124.121.18.227

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
      




คำถามนี้มีทั้งหมด 13 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)