เทคนิคการจูนแก้สให้ได้ AF ratio อย่างแม่นยำ สำหรับโตโยต้า

เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net



จาก อู่ ZG Garage
อาทิตย์ที่ , 23/10/2548
เวลา : 15:59
 IP:

61.90.10.173
อ่านแล้ว = 1410 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       สำหรับเจ้าของรถโตโยต้าที่ต้องการจูนอย่างละเอียดให้ได้ แลมด้าใก้ลเคียง 1 โดยไม่ต้องใช้โปรแกรม TCCS ของโตโยต้าหรือ AF Ratio meter แพงๆ มาอ่านค่า ออกซิเจนเซนเซอร์

สำหรับรถยุโรปลองอ่านที่ http://www.weekendhobby.com/gas/gasboard/Question.asp?ID=741

ก่อนอื่นต้องมองหาขั้ว DIAGNOSIS ที่อยู่ที่ฝากระโปรงตามรูปก่อนครับ






 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก ZG garage
 อาทิตย์, 23/10/2548
 เวลา :
16:05
 IP:
61.90.10.173

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       เปิดฝาdiagnosis terminal แล้วก็หาดิจิตอลโวลท์มิเตอร์ มาวัดที่ขั้วต่ออกซิเจนเซนเซอร์ตำแหน่งตามรูป




 จาก ZG garage
 อาทิตย์, 23/10/2548
 เวลา :
16:06
 IP:
61.90.10.173

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       จากนั้นก็ทำการจูนตามแต่วิธีที่ท่านถนัด การอ่านค่าแลมด้าทำได้โดยดูค่าโวลท์ แล้วเทียบเป็นค่าแลมด้าจากกราฟ





 จาก ZG garage
 อาทิตย์, 23/10/2548
 เวลา :
16:08
 IP:
61.90.10.173

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       ตัวอย่างเช่นถ้าท่านอ่านค่าได้ ประมาณ 0.446 Volt แสดงว่าค่าแลมด้าอยู่ประมาณ 1
การจูนให้ได้ แลมด้าเท่ากับหนึ่งในทุกรอบเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่จะจูนอย่างไรให้ได้ใกล้เคียงในย่านของรอบเครื่องยนต์ที่กว้างพอสมควรก็ถือว่าดีแล้ว





 จาก ZG garage
 อาทิตย์, 23/10/2548
 เวลา :
16:09
 IP:
61.90.10.173

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       ข้อจำกัดของวิธีนี้ก็คือ เซนเซอร์ที่ติดรถเป็นแบบที่อ่านค่าได้ในช่วงแคบ(narrow band) เพราะฉะนั้นถ้าค่าแลมด้ามากหรือน้อยกว่า หนึ่งมากๆจะอ่านค่าไม่แม่นยำ แต่พอจะใข้ประมาณได้ว่า rich หรือ lean ค่อนข้างมากหรือน้อยได้แม่นพอควร
ทดลองทำดูแล้วช่วยรายงานผลให้ทราบด้วยก็จะดีครับจะได้รู้ว่ารถที่ติดแก้สในไทยจูนไว้หนาหรือบางเพียงใดครับ พยายามช่วยๆกันจูนให้ดีๆก็จะช่วยลดมลพิษในเมืองไทยได้อีกส่วนครับ เพราะการจูนที่เน้นประหยัดมากๆจะทำให้เกิดก้าซ NOx ที่ไม่ค่อยดีออกมามาก


 จาก ZG garage
 อาทิตย์, 23/10/2548
 เวลา :
16:17
 IP:
61.90.10.173

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       อ้อ ลืมไปว่าต้องติดเครื่องให้ร้อนก่อนสัก ห้าถึง สิบนาทีให้ ออกซิเจนเซนเซอร์ร้อนจนถึงอุณหภูมิทำงานก่อนจึงจะวัดได้ครับ


 จาก ผู้ไม่รู้ครับ
 อาทิตย์, 23/10/2548
 เวลา :
16:33
 IP:
203.118.113.77

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       ได้ความรู้มากครับ แต่ขอถามหน่อยครับว่า ขั้ว+ของดิจิตอลโวลท์มิเตอร์มาวัดที่ขั้วต่ออกซิเจนเซนเซอร์และขั้ว-ของดิจิตอลโวลท์มิเตอร์นำมาวัดที่ตรงไหนครับ


 จาก ZG garage
 อาทิตย์, 23/10/2548
 เวลา :
16:35
 IP:
61.90.10.173

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       ขั้วลบถ้าไปแตะที่กราวน์กล่องควบคุมก็จะดีมาก(ตามทฎษฎี) แต่เวลาทำงานจริงก็เอามา แตะที่ขั้วลบแบตเตอรรี่ก็ได้ครับ


 จาก คุณไม่ต้องเดาว่าผมคือใคร
 อาทิตย์, 23/10/2548
 เวลา :
21:00
 IP:
202.57.139.125

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       เข้ามาเสริมนิดนึงครับ การจูนอยู่กับที่
ดีครับ

แต่เมื่อมีโหลด นั่นคือรถวิ่งแล้ว

ไม่แน่ว่าจะมีเอ/เอฟ ตามนั้น

ต้องจูนกันอีกที ตอนรถวิ่ง ต้องอ่านต้องรถวิ่ง

จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่า ตอนรถจอดเราจูนได้แค่ไอเดิล
ส่วนจะไปจูนตอนเร่งตัวเปล่า 3000 รอบ หรือเท่าไรรอบ
เหนื่อยเปล่าครับ

เพราะเมื่อรถวิ่งหรือมีโหลด มันจะไม่เป็นตามนั้น

ตามที่เคยทำเคยเล่น

บอกได้เลยว่า การคุมเอ/เอฟ ให้เนียน เป็นเรื่องยากถึงยากสุดๆ หรือทำได้ไม่ดี แม้เซียน ในกรณีใช้ระบบหม้อต้มครับ

เพราะพื้นฐานการทำงานของระบบหม้อต้ม เป็นฉิ่งฉับ เปิด-ปิด
มันห่วย

แนร์โรว์แบนด์ เอาไว้จูนรถได้เฉพาะตอนโคลสลูป คือขับแผ่ว กดคันเร่งไม่ลึก
เพราะตัวเซนเซอร์ไม่สามารถอ่านลงต่ำกว่า 14 ต่อ 1 ได้ดี
ส่วนตอนกดคันเร่งลึกหรือต้องการเพาเวอร์
หากเทียบกับเครื่องหัวฉีดที่เป็นโอเพ่นลูป
แนร์โรว์แบนด์ ช่วนเราไม่ได้



 จาก ZG garage
 อาทิตย์, 23/10/2548
 เวลา :
23:50
 IP:
61.91.160.43

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       เวลาที่เราจูนที่ไอเดิลได้ ที่แล้วเวลาที่รถวิ่งจริงๆรับรองว่า AF ไม่เท่าเดิมแน่นอนครับ ตรงกับความเห็นที่ 9 ครับ แต่ในช่วงที่เครื่องเดินความเร็วรอบค่อนข้างคงที่ (เงื่อนไขการทำงานคล้ายโหมดโคลสลูปในระบบหัวฉีด) ค่า AF ก็ไม่ควรที่จะแกว่งมากจนหลุดไปไกลมากๆจากค่าAFที่ไอเดิลถ้าจูนและเลือกมิกเซอร์ได้เหมาะสมพอควร

ข้อมูลที่ได้จากการวัดจริงของรถ 2000 cc ที่ลองทดสอบและบันทึกไว้คันหนึ่งเป็นดังนี้ครับ
ไอเดิล ค่าที่อ่านจากเซนเซอร์ ประมาณ 0.4
ขับเคลื่อนที่ความเร็วคงที่ ประมาณ 2500 รอบต่อนาที ประมาณ 0.7

ข้อมูลที่ได้จากการวัดจริงของรถ 2500 cc ที่ลองทดสอบและบันทึกไว้อีกคันหนึ่งเป็นดังนี้ครับ
ไอเดิล ค่าที่อ่านจากเซนเซอร์ ประมาณ 0.7
ขับเคลื่อนที่ความเร็วคงที่ ประมาณ 2500 รอบต่อนาที ประมาณ 0.9






 จาก แ แดง
 จันทร์, 24/10/2548
 เวลา :
07:49
 IP:
202.5.88.128

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       http://www.dangservice.com/lpg.htm

อู่แดงเซอร์วิส พัทยา




 จาก 55
 จันทร์, 24/10/2548
 เวลา :
08:48
 IP:
210.246.144.19

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       ติด SAFC สิปรับได้ด้วย


 จาก พลขับ
 จันทร์, 24/10/2548
 เวลา :
10:06
 IP:
202.28.80.4

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       A/F meter .. จริงๆแล้วไม่ได้แพงหรอก
ยิ่งแบบ digital .. ยิ่งถูกเข้าไปใหญ่ ทำเองได้ในราคาไม่ถึงสามร้อยบาท

ข้างในเป็นแค่วงจรปรี ขยายธรรมดาๆ + bar graph ... แกะของแพงๆออกมาดูได้ (ผมแกะเรียบร้อยแล้ว )

ปรีฯ ใช้ IC เบอร์ 741 ธรรมดาๆ (ยี่สิบบาท) ยังพอไหว .. เพราะมันทำแค่ ป้องกันไม่ให้เกิดโหลดต่อเซนเซอร์เท่านั้น + bar graph IC เบอร์ 3914 (ห้าสิบบาท, รวม LED 10 ตัว)

แต่ถ้าทำไม่เป็น .. ก็ต้องซื้อแหละครับท่าน :) สามพันบาท จ่ายไปเถอะครับ

คุ้มนะ ที่จะมีไว้ติดรถ ...

ตอนรถผมยังใช้คาร์บิว .. ปรับจูนแทบทุกอาทิตย์ เพื่อให้ A/F อยู่ใกล้ 1 ตลอด (ซื้อ O2 sensor มือสอง ราคาถูกๆมาฝังไว้ที่ท่อไอเสีย) .. ประหยัดน้ำมัน แถมแรงไม่ตกตะหาก


 จาก พลขับ
 จันทร์, 24/10/2548
 เวลา :
10:51
 IP:
202.28.80.4

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
       ืnarrow band ช่วยได้ครับ

อย่างน้อยๆ ก็หาใช้หาตำแหน่งที่ A/F = 1 ได้

ผมไม่รู้ว่าของแกส จะต้องปรับอย่างไร แต่ของคาร์บิวคือ

1. รอจนเครื่องร้อน (O2 ทำงานเต็มที่)
3. ปรับรอบเดินเบาขึ้นไป 1000-1200 (แรงดัน O2 Sensor เท่าไหร่ ไม่ต้องสนใจ)
2. ปรับน้ำมัน (แกส) ให้หนา (จนได้กลิ่นน้ำมันออกจากท่อไอเสีย ... แรงดันจาก O2-S อยู่ที่สูงสุด, 1.0-1.1v)
4. ปรับลดน้ำมัน (แกส?) ลงจนกว่าเึึครื่องเขย่า (แรงดัน O2S ลงต่ำกว่า 0.1v, เชื่อถือไม่ได้)
5. แล้วค่อยๆปรับน้ำมัน (แกส?) ให้หนาขึ้น ...

จุดที่มันเริ่มหายเขย่า แรงดันจาก O2 sensor จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.2 +/- 0.05
ค่อยลดรอบลง จนเหลือ 800 พร้อมกับเพิ่มน้ำมันขึ้น

ตรงนี้คือจุดตัดสิน
ถ้ารักษาแรงดัน O2S ให้อยู่แถวๆ 0.3-0.4 .. ประหยัดน้ำมันดี แต่อืด และถ้าใจร้อน กินน้ำมันเป็นอูฐ
ถ้าปรับจนแรงดัน O2S รอบเดินเบาอยู่ที่ 0.5-0.6 เครื่องกระฉับกระเฉงดี แต่ไม่เหมาะกับรถติดกรุงเทพเลย ...

...................

ในกรณีของแกส ผมยังไม่ได้ลอง จึงได้แต่แนะนำทฤษฎีว่า
1. เครื่องยนต์รุ่นใหม่ๆ มันคุมรอบเครื่อง คงทำอะไรไม่ได้มาก
2. ปรับหมุนแกสให้หนา จนแรงดัน O2S ตีสูงสุด (1 volt) .. **อย่าบาง** เพราะถ้าบาง เครื่องจะพาลชิงจุดก่อน
3. ค่อยๆปรับลดแกสลงมา จนกว่าแรงดัน*เฉลี่ย* จะลดลงเหลือ 0.4
4. ถ้าจะวิ่งลุย ก็ปรับแกสเพิ่มให้แรงดันเฉลี่ย อยู่แถวๆ 0.5-0.6


คำถามนี้มีทั้งหมด 13 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



  



Last update : 3/Nov/2013


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)