| |
คำตอบที่ 1
ผู้ว่าการแบงก์ชาติคาดแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีก 5 ปี หรือจนกว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 พร้อมเตือนดูแลบัญชีเดินสะพัดให้ดีโดยเฉพาะช่วงที่มีการทำเมกะโปรเจต์ หวั่นกระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ ขณะเดียวกันแนะผู้ส่งออกมองตลาดเอเชียแทนสหรัฐ ที่กำลังมีปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัด
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "รับมือกระแสเศรษฐกิจโลก" ว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะเติบโตลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 3.9 เหลือร้อยละ 2.9 ขณะที่เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะเติบโตร้อยละ 4 และปีหน้าจะเติบโตมากกว่าร้อยละ 5 โดยราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันจะยังทรงตัวในระดับสูงเกินกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ต่อเนื่องอีก 5 ปี จนถึงปี 2010 จึงจะมีกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 16 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 จากกำลังการผลิตปัจจุบันและราคาน้ำมันจึงจะมีแนวโน้มปรับลดลงต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ได้
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับต้องมีการขยายกำลังการผลิต โดยการนำเข้าอุปกรณ์เครื่องจักรจากต่างประเทศ และมีการก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ ประเทศไทยจะต้องดูแลการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ให้ขาดดุลสูงเกินไป จนกระทบต่อความมั่นใจของต่างชาติ ซึ่งคาดว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้จะไม่เกินร้อยละ 2.5-3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นระดับที่สบายใจได้ แต่ประเทศไทยจะต้องเพิ่มการไหลเข้าของเงินทุนระยะยาวจากต่างประเทศโดยตรง และเพิ่มการออมภายในประเทศเพื่อไม่ให้กระทบต่อเงินสำรองระหว่างประเทศที่ขณะนี้มีสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง และปี 2549 คือ การส่งออก โดยคาดว่า ครึ่งปีหลังการส่งออกจะขยายตัวร้อยละ 16 ในภาวะที่การแข่งขันสูงมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจะต้องพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน พัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่างจากคู่แข่ง และพัฒนาในลักษณะคลัสเตอร์ รวมทั้งเร่งหาตลาดใหม่มาชดเชยการชะลอตัวของตลาดสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีการนำเข้าสินค้าจากไทยและเอเชียลดลงจากปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐที่สูงมาก โดยแนะให้มองตลาดเอเชีย 9 ประเทศ ยกเว้นญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกรายใหม่
"ธปท.จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อและเน้นการดูแลเสถียรภาพมากกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ และตั้งเป้าลดเอ็นพีแอลให้เหลือร้อยละ 2 ของสินเชื่อภายในปี 2550" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
|
|