| |
คำตอบที่ 1
บอย : เครื่องยนต์หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ต้องแรงกว่าคาร์บูเรเตอร์
อ.ศิริบูรณ์ : ผมยอมเสี่ยงพูดว่า ถ้าไม่มีเรื่องมลภาวะในอากาศ หัวฉีดฯ อาจจะถ้าไม่ราคาน้ำมันดิบไม่ขึ้นเป็นบ้าเป็นหลังในปี 1978 และ 1983 ก็อาจไม่สนใจหัวฉีดฯ เท่าไร อาจจะบอกว่าคาร์บูเรเตอร์ก็ทำงานได้ดีไม่มีปัญหาอะไร
คาร์บูเรเตอร์ก็ทำงานได้อย่างแจ๋วมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะคาร์บูเรเตอร์ SU ออกแบบโดยโรงงานทำรางน้ำ จากนั้นก็พัฒนาเป็นแบบ FIX VENTURI แต่ก็ไม่ได้เป็นของวิเศษ เช่น จะให้ผสมน้ำมันในขณะที่กดคันเร่งสุดๆ เครื่องยนต์หมุนรอบสูง อากาศวิ่งผ่าน VENTURI ไปก็สามารถวัดได้ ความเร็วตรงนั้นก็เป็น PRESSURE DROP ก็ดูดน้ำมันออกมา เจาะรูไว้ให้พอดีๆ ละอองก็ละเอียดพอสมควร
ถ้าน้ำมันกับอากาศที่ผสมกันแล้วลงไปใน INTAKE MANIFOLD แล้วก็แยกไปเข้าแต่ละช่อง เหมือนกันเปี๊ยบ แล้วก็วิ่งต่อไปจนถึงฝาสูบ เข้าไปในห้องเผาไหม้ ก็ถือว่าทำงานได้ ส่วนผสมบางช่องอาจจะหนาไปนิด บางช่องอาจจะบางไปหน่อย บางช่อง DROPLET โตไปหน่อย บางช่อง ATOMIZED ดี บางช่องเป็น VAPOR ไปเลย ก็ต่างกันบ้างเล็กน้อย
ตรงที่คาร์บูเรเตอร์ไม่ค่อยเก่ง บางคนก็ขี้เกียจปรับปรุงให้ดีขึ้น ทั้งที่มีปัญญา เช่น ปกติใช้คาร์บูเรเตอร์ตัวเดียววางตรงกลาง แล้วแยกท่อ 4 ท่อ ไปเข้า 4 สูบ หรือแยกท่อ 6 ท่อ ไปเข้า 6 สูบ ก็ใช้คาร์บูเรเตอร์ 4 ตัว หรือ 6 ตัว เหมือนที่พวกเราแข่งรถสมัยก่อน ใช้ WABER แบบ SIDE DRAFT หรือจะเป็น SOLEX หรือ DELOTTO ก็ได้ ใส่คาร์บูเรเตอร์แบบสูบใครสูบมัน วางไว้ใกล้ๆ พอร์ต ก็สามารถทำให้แต่ละกระบอกสูบมีส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศใกล้เคียงกันได้ แต่เป็นเพราะความขี้เกียจที่มีมาก หรือเงินที่มีน้อยจึงคิดหาทางอื่น
คาร์บูเรเตอร์มีเซ็นเซอร์อยู่ 2 จุดหลัก คือ ตำแหน่งของลิ้นและความเร็วของอากาศที่วิ่งผ่าน VENTURI ทั้งแบบ FIX และ VARIABLE ตำแหน่งของลิ้นบอกว่าเท้าขวาของผู้ขับกำลังทำอะไร สมองสั่งให้เท้าทำอะไร (แต่บางคนก็ใช้เท้าแทนสมอง) ส่วนเซ็นเซอร์อื่นก็อาจจะมี เช่น ท่อน้ำร้อนหรือไอเสียวิ่งมาอุ่นคาร์บูเรเตอร์ขณะที่เครื่องยนต์เย็น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องคาร์บูเรเตอร์ เป็นเรื่องของ INTAKE MANIFOLD
ส่วนหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จะให้มีเซ็นเซอร์เยอะแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าเป็นหัวฉีดกลไกแบบสมัยก่อนก็ทำได้ไม่เยอะ เช่น หัวฉีดแบบที่มีลูกสูบเหมือนของเครื่องยนต์ดีเซล มีหัวฉีดเรียงเป็นตับ แพงมาก ต้องเอาเครื่องจักรตัดช่องน้อยแต่พอตัวให้พอดี ตั้งก็ยาก ท่อรั่วไม่ได้
หัวฉีดกลไกก็ไม่ค่อยมีเซ็นเซอร์เหมือนกัน สิ่งที่รู้ คือ ลิ้นอากาศเปิดแค่ไหน ลิ้นอากาศก็ต่อไปถึงลูกชักที่บังคับให้หัวฉีดเปิดรูเล็กหรือรูใหญ่ ก็เหมือนคาร์บูเรเตอร์ ไม่มีอะไรพิสดารกว่า
จุดที่ต่างกัน คือ คาร์บูเรเตอร์จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่าแรงดันบรรยากาศ แต่หัวฉีดกลไกจ่ายน้ำมันฯ ด้วยแรงดันเหนือบรรยากาศ ก็ไม่เห็นเป็นอะไร น้ำมันฯ เคลื่อนที่เป็นใช้ได้
จากนั้นจึงพัฒนาเป็นหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มต้นครั้งแรกโดย BENDIX ประมาณปี 1957 แล้่ว ROGESTER ก็ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำ จากนั้นทั้ง 2 บริษัทก็ไม่อยากทำต่อ BOSH จึงซื้อลิขสิทธิ์ไปทำต่อ
หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์มีเซ็นเซอร์เยอะกว่า เช่น องศาของลิ้น อุณหภูมิเครื่องยนต์และอากาศ ความเร็วในการเปิดลิ้น ถ้าคนขับเป็นแบบกระทืบ ก็ให้คอมพิวเตอร์ช่วยคิดว่าใจร้อนแค่ไหน เวลาถอนคันเร่งสั่งให้หัวฉีดหยุดจ่ายน้ำมันฯ ก็ยังได้ สั่งให้จ่ายน้ำมันฯ หนาหรือบางแค่ไหนก็ได้ ก็ทำให้ประหบัดน้ำมันฯ
จากการที่หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์มีเซ็นเซอร์เยอะ ทำให้ผ่านกฏหมายควบคุมมลพิษของประเทศต่างๆ ได้ แต่คาร์บูเรเตอร์ทำได้ยาก เพราะเริ่มต้นไม่มีใครคิดเรื่องมลภาวะ เอาแค่สตาร์ตติด เหยียบคันเร่งแล้ววิ่งเป็นพอ แล้วก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ถ้าจะให้ทำงานหลายอย่าง เช่น ไอเสียที่ออกมาหอมชื่นใจ น้ำหยดออกปลายท่อไอเสีย ส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันฯ ต้องพอดีเป๊ะ ประมาณ 14.7 : 1 โดยน้ำหนัก แล้วจะเอาเครื่องมืออะไรวัด ถ้าเป็นหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ก็มี LAMDA SENSOR ที่บอกได้ดีขึ้น ผมไม่อยากใช้คำว่าแม่นยำ
ส่วนด้านความแรงก็ใกล้เคียงกัน เครื่องยนต์อยากได้แบบไหนก็ให้แบบนั้น วิธีการนั้นแตกต่างกัน หัวฉีดบอกให้อากาศไหลเข้ามาในพอร์ตเอง แล้วรอฉีดน้ำมันฯ ที่ทางเข้าเลย แต่เครื่องยนต์บางบล็อกอยากโฆษณาว่าเป็นหัวฉีด แต่ทำเป็น SINGLE POINT ก็เหมือนคาร์บูเรเตอร์นั่นแหละ อากาศกับน้ำมันฯ ผสมกันก่อนแล้วถึงจะลงไปใน MANIFOLD ส่วนผสมแต่ละสูบเข้มข้นเท่ากันหรือเปล่า...ไม่รู้ ขึ้นอยู่กับว่า MANIFOLD ดีหรือเลวแค่ไหน ถ้าเป็นแบบ MULTI POINT ก็มี โอกาส ที่จะดีขึ้น ถ้าเก่งจริงในการโปรแกรม (ผมไม่ได้บอกว่าจะต้องดีขึ้นนะ)
เมื่อหัวฉีดมีเซ็นเซอร์หลายตัว จึงสามารถเล่นกับหัวฉีดได้มาก การปรับตั้งก็ง่ายขึ้น ไม่ต้องต้องกลึงหรือเจาะใหม่ เอานมหนู-นมแมวออก เปลี่ยนปั๊มฉีดใหม่...ยุ่ง ถ้าจูนหัวฉีดใช้คอมพิวเตอร์ มือไม่สกปรก แต่ต้องให้เทวดาทำ ไม่ใช่ใครก็ตามที่เปิดคอมพิวเตอร์เป็น เห็นตัวเลขอยู่บนมอนิเตอร์ แล้วจะทำได้ อย่างนั้นเรียกว่า จิ้ม เปลี่ยนตัวเลขแล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเกิดอะไรขึ้นก็ยังไม่รู้ แล้วบอกอั๊วจูนได้ ความจริงเป็นแค่ลื้อจิ้มได้ !
บอย : หัวฉีดสามารถเซตให้จ่ายน้ำมันฯ เหมาะสมกับแต่ละรอบเครื่องยนต์ได้ แต่คาร์บูเรเตอร์ทำได้ยาก
อ.ศิริบูรณ์ : ยาก แต่คนที่เซียนมากๆ ก็พอทำได้ โดยเฉพาะฟอร์มูลา วัน รอบเครื่องยนต์อยู่แถวๆ 15,000-18,000 รอบ/นาที ใช้คาร์บูเรเตอร์ก็ได้ แต่ถ้าบอกให้ทำตั้งแต่ 1,500-18,000 รอบฯ ตรงนั้นยาก
บอย : รถแข่งในปัจจุบันที่ใช้หัวฉีดเพราะจูนง่าย
อ.ศิริบูรณ์ : จูนง่ายและราคาถูก เพราะทุกคนหนีคาร์บูเรเตอร์ ตอนนี้ถ้าซื้อคาร์บูเรเตอร์อาจจะรู้สึกหนาว เพราะราคาโคตรแพง เมื่อก่อนราคาถูก สมัย 30 ปีที่แล้วผมซื้อ WEBER 40 DTOE คู่ละ 3,500 บาท ผมซื้อ 5 คู่ ได้ราคา 2,900 บาท/คู่ ปัจจุบันตัวเดียวเกือบหมื่นบาท เพราะไม่ค่อยมีใครทำ WEBER ก็ทำหัวฉีด เพราะรถยนต์ที่ออกจากโรงงานเป็นเครื่องยนต์หัวฉีด
เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักคาร์บูเรเตอร์ นมหนูอยู่ตรงไหน หน้าตาเป็นยังไง นมหนูเล็ก-นมหนูใหญ่ดูไม่ออก เพราะฉะนั้นคนจูนคนซ่อมเก่งๆ ไม่ค่อยมีแล้ว คนที่อยากใช้ก็ไม่มี บอกว่าโบราณ ล้าสมัย ทั้งที่แสนจะง่าย ไปไหนก็พกไขควงไปด้วย เวลาเสียก็แงะๆ เป่าๆ เดี๋ยวก็ใช้ได้ ถ้าเป็นหัวฉีดเปิดกล่องออกมาแล้วไม่รู้เรื่อง โทรศัพท์เรียกรถมาลาก แล้วก็ควักเงินจ่าย
บอย : รถยนต์ทั่วไปใช้งานตั้งแต่รอบต่ำ-รอบสูง เช่น 800-6,000 รอบฯ คาร์บูเรเตอร์ก็ไม่น่าจะเหมาะสม
อ.ศิริบูรณ์ : ถ้าจะให้เดินเบานิ่ม ใสปิ๊ง เวลา FULL POWER กดคันเร่งลงไปควันดำไม่ออก ไม่มีสะอึก...ยาก แต่ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ ส่วนหัวฉีดที่มีเซ็นเซอร์หลายตัว มีคำสั่งหลายชุด คนจูนแต่ละคนก็อาจจะให้ความสำคัญของเซ็นเซอร์แต่ละตัวไม่เท่ากัน รวมทั้ง ACTUATOR ก็อาจจะต่างกัน โปรแกรมก็ต่างกันได้ แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาใกล้เคียงกัน
คาร์บูเรเตอร์มีข้อเสีย คือ ถ้าถนนไม่เรียบ น้ำมันฯ ที่อยู่ในลูกลอยจะมีปัญหา เวลาเลี้ยวอาจมีปัญหาน้ำมันฯ หนาหรือบางเกินไป เป็นเพราะคาร์บูเรเตอร์ตัวละไม่กี่บาท ถ้าอยากเสียเงินค่าคาร์บูเรเตอร์ตัวละแสนบาทก็บอกมา จะหาคนทำให้แบบไม่แพ้หัวฉีด ได้แรงม้าไม่ต่างจากหัวฉีด ถ้ามีลูกลอยแล้วมีปัญหา ก็ไม่ต้องมี เช่น เครื่องยนต์ของโกคาร์ตหรือเครื่องบินที่ตีลังกาไป-มา แต่ในรถยนต์ต้องใช้คาร์บูเรเตอร์แบบมีลูกลอยเพราะราคาถูก
เปลี่ยนไปใช้คาร์บูเรเตอร์แบบไม่มีลูกลอยก็ได้ เปลี่ยนเป็นแบบปั๊มหรือไดอะแฟรม หรือจะใช้วิธีคล้ายๆ หัวฉีดก็ได้ มีตัวส่งมาแล้วก็เอากลับไป เป็นแบบ VOLUME METERING หรือระดับน้ำมันฯ ก็ได้ บอกมาก็แล้วกัน ทำออกมาแล้วอาจจะบอกไม่ถูกเลยว่าเป็นหัวฉีดหรือคาร์บูเรเตอร์ เพราะระบบควบคุมเกือบเหมือนหัวฉีด แต่ใช้แรงดันต่ำกว่าบรรยากาศ นั่นคือคำจำกัดความของคาร์บูเรเตอร์ของผม ใครจะขัดคอก็ตามใจ
จะให้สั่งละเอียดแยบยลแค่ไหนก็ได้ อยากได้ MECHANICAL ใช่ไหม...ได้ ให้ใช้อิเล็กทรอนิกส์ช่วยนิดหน่อย...ได้ ผมหาคนออกแบบให้ได้
บอย : อิเล็กทรอนิกส์ช่วยจุดไหน
อ.ศิริบูรณ์ : ตอนถอนคันเร่งแล้วตัดน้ำมัน เป็นสวิตช์ไฟฟ้า พอถอนคันเร่งก็มีเข็มวิ่งเข้าไปเสียบในรู น้ำมันฯ ก็ไม่ไหล เหมือนหัวฉีดไหม...เกือบเหมือน ตอนอากาศเย็นก็วัดอุณหภูมิอากาศไปบอกกล่องอีซียู แล้วก็บอกว่าอยากได้น้ำมันฯ หนา ก็ชักเข็มออกมาจากรูนมหนู น้ำมันฯ ก็เข้าเยอะ พอร้อนก็ปิดไว้เหมือนเดิม ในที่สุดก็เหมือนหัวฉีด แต่ผมคิดว่าถ้าจะเล่นเกมส์นี้หรือท้าท้ายกัน ต้องไม่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ได้กำลังใกล้เคียงกันก็ได้ แต่ยาก ในเวลานี้เหลืออยู่กี่คนก็ไม่รู้
บอย : ขณะรอบกลางๆ เช่น 3,500 รอบฯ หัวฉีดเซตได้ดีกว่าหรือเปล่า
อ.ศิริบูรณ์ : คาร์บูเรเตอร์ก็ทำได้ อยู่ที่การออกแบบ ไม่ใช่เซ็นเซอร์เพียงแค่ 2 ตัว เหมือนคาร์บูเรเตอร์ทั่วไป เป็นแบบที่พวกเราไม่เคยรู้ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่บอก เพราะบอกไปก็ไม่รู้ ถ้าอยากรู้ต้องทำสัญญากันก่อน ผมไม่ได้บอกว่าผมทำได้ แต่รู้ว่ามีคนทำได้ แต่กำลังจะสูญพันธุ์แล้ว
ปัจจุบันก็มีทางเลือกอื่นแล้ว คือ หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ เด็กรุ่นใหม่คิดว่าทันสมัย แล้วจะมาทำคาร์บูเรเตอร์ให้คนอื่นดูถูกทำไม ราคาก็ไม่มี แต่เนื่องจากหาคนทำไม่ค่อยได้ก็เลยโคตรแพง
บอย : รถแข่งควอเตอร์ไมล์ที่อเมริกาที่ใช้คาร์บูเรเตอร์ก็มี
อ.ศิริบูรณ์ : ด้วยเหตุผล 2 ข้อ คือ 1. กติกาบังคับ 2. แม้ไม่บังคับก็มีคนซนและท้าทาย ใช้คาร์บูเรเตอร์ตัวโตๆ 2 ลูก ซึ่งผมไม่อยากเรียกยี่ห้อ เพราะโดนผ่าตัดจนเรียกยี่ห้อไม่ได้แล้ว ต้องสลักชื่อคนทำเอาไว้แทน แล้วก็ไปวิ่ง 2-3 รอบ กลับมาถอดคาร์บูเรเตอร์ออก เปลี่ยนใส่หัวฉีดชุดละล้านบาท ออกไปวิ่งแล้วกินกันไม่ได้ ผมไม่ได้บอกว่าคาร์บูเรเตอร์ชนะ แต่หัวฉีดไม่กิน ทั้งที่เซ็นเซอร์ยุ่บยั่บ ACTUATOR เพียบ กล่องอีซียูใบเบ่อเร่อ เซียนมารุมแล้วรุมอีก ก็วิ่ง 6.8 วินาทีเหมือนกัน
มีคนทำอยู่แต่เราอาจไม่รู้เพราะอยู่ไกล คนที่เก่งคาร์บูเรเตอร์ก็ทำสุดความสามารถ คนเก่งหัวฉีดก็บอกว่าน่าจะสู้ได้ เพียงแค่ความอยากรู้ทำนองนี้ก็ทำให้เกิดการแข่งขันได้ แต่เป็นการแข่งแบบมิตรภาพ แข่งเพื่อหาความรู้
ปรากฏว่าคนโบราณก็ยังเก่งอยู่ คนสมัยปัจจุบันก็เก่ง แต่เก่งคนละวิธี ใช้ชิ้นส่วนต่างกัน การสื่อสาร การออกคำสั่งต่างกัน ความเก่งก็พอๆ กัน แต่อยู่ในระดับสุดยอดของโลก ถ้าถามผมว่าข้างถนนใครเก่งกว่ากัน ผมก็ต้องบอกคาร์บูเรเตอร์ไม่เก่ง ถ้าบอกว่าในเมืองไทยไม่เห็นมีคนเก่งคาร์บูเรเตอร์...ใช่ เพราะไม่มีใครสั่งให้เก่ง
แต่ที่อเมริกายังต้องการคนเก่งคาร์บูเรเตอร์อีกเยอะ นอกจาก PRO STROCK แล้ว ใน STROCK CAR ก็ต้องเก่ง ยังมีคาร์บูเรเตอร์ชนิดลูกโตๆ 830 CFM แล้วก็มีรูเล็กๆ 3/4 นิ้ว อยู่ข้างใต้ 4 รู เพื่อไม่ให้รถเร็วเกินไป ผมรู้จักคนแบบนี้อยู่หลายคน แล้วก็รู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นเทวดาเดินดิน
บอย : ราคาของเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์กับหัวฉีดที่มีกำลังใกล้เคียงกัน
อ.ศิริบูรณ์ : สูสีกัน หัวฉีดที่ดีมากๆ ราคาก็เป็นล้านบาท คาร์บูเรเตอร์ระดับนั้นก็ไม่ให้ใครมาขโมยง่ายๆ ไม่ใช่เปิดแคตาลอกแล้วเลือกซื้อได้ โคตรแพงเลย
บอย : ถ้ากติกาไม่ห้ามใช้หัวฉีด ก็ยังใช้คาร์บูเรเตอร์หรือไม่
อ.ศิริบูรณ์ : เด็กรุ่นใหม่คงใช้หัวฉีด เพราะจูนไม่เป็น...ไม่รู้จัก แต่คนรุ่นเก่าอายุขนาดผมที่เป็นแชมป์เยอะแยะ ก็คงใช้คาร์บูเรเตอร์ เพราะไม่รู้จักหัวฉีดเหมือนกัน คิดว่าชาตินี้คงตายไปพร้อมกับคาร์บูเรเตอร์
บอย : ในหลักการแล้วทั้ง 2 ระบบก็ยังให้กำลังใกล้เคียงกันอยู่
อ.ศิริบูรณ์ : คุณภาพของส่วนผสมระหว่างอากาศกับน้ำมันฯ ที่ส่งลงไปใน RUNNER เข้าไปในพอร์ตแล้วไปถึงวาล์วไอดี สามารถทำให้มี ATOMIZATION ใกล้เคียงกันได้
บอย : เฉพาะเครื่องยนต์หายใจธรรมดาอย่างเดียวหรือเปล่า
อ.ศิริบูรณ์ : ใช่ คาร์บูเรเตอร์ไม่เคยถูกออกแบบมาให้รู้จักกับเทอร์โบ ทำงานร่วมกันลำบาก
บอย : คำว่าลำบากแปลว่ายังเป็นไปได้
อ.ศิริบูรณ์ : ใช่ แต่จะให้นุ่มนวล CUT OFF ตรงนี้ แถมโน่นนิด แถมนี่หน่อย...ลำบาก เพราะเทอร์โบมีปัญหาของตัวเองเยอะ เช่น LAG และ MATHCING ความเร็วของข้อเหวี่ยงเครื่องยนต์ กับความเร็วของใบพัดเทอร์โบติดต่อสื่อสารกันแบบหลวมๆ คือ ผ่านไอเสีย ไม่ได้ต่อเนื่องกันแบบ 1 : 1
เครื่องยนต์บอกว่าอยากได้แบบนี้ แต่เทอร์โบจะให้อีกอย่าง ปกติเทอร์โบกับเครื่องยนต์ก็พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้ว ยังต้องมาสั่งคาร์บูเรเตอร์ให้เอาใจเครื่องยนต์อีกด้วย...เหนื่อย
บอย : ถ้าใช้คาร์บูเรเตอร์เทอร์โบสำหรับแข่งอย่างเดียว จะง่ายขึ้นหรือไม่
อ.ศิริบูรณ์ : ถ้าใช้แข่ง BONNEVILLE แหย่ลงไปเลย กดคันเร่งจนเมื่อย ใช้คาร์บูเรเตอร์ก็ได้ ไม่มีรอบเดินเบา ไม่มีช่วงเร่งความเร็ว กดสุดๆ อย่างเดียว เทอร์โบจะดูดหรือเป่าก็ได้ ส่วนไฟจุดระเบิดก็ไม่ยาก จะเป็นแบบจานจ่ายโบราณหรือ MAGNITRO หรือจะใช้คอมพิวเตอร์ก็ยังได้
บอย : ถ้าเป็นการแข่งแบบอื่นที่ใช้รอบเครื่องยนต์ต่างกันมากๆ
อ.ศิริบูรณ์ : ถ้าใช้รอบต่างๆ กัน เช่น ROAD RACING มีการเปลี่ยนความเร็วบ่อยๆ ตั้งแต่ 60-300 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วกติกาบังคับให้มีแค่ 5-6 เกียร์ ใช้คาร์บูเรเตอร์ลำบาก เพราะ POWER BAND กว้างมาก เช่น กติกาบังคับให้มี 4 เกียร์ เกียร์ 1 ตั้งแต่ 60-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เกียร์ 2 ตั้งแต่ 100-160 เกียร์ 3 ตั้งแต่ 160-240 เกียร์ 4 ตั้งแต่ 240-300 รอบเครื่องยนต์ก็ต้องหมุนตั้งแต่ 4,000-8,500 รอบฯ ถ้าใช้คาร์บูเรเตอร์ที่เป็นพื้นฐานปกติก็เหนื่อยหน่อย แต่ถ้ามี 10 เกียร์ ก็พอได้ หรือถ้าวิ่งสนามวงรีก็พอได้
ถ้าเป็นคาร์บูเรเตอร์ที่ยังไม่เกิดในโลก แล้วก็คงไม่เกิด เพราะไม่มีใครบ้าทำให้เกิด แต่มีหลักการ มีคนทำได้ เจ๋งแน่นอน แต่ใครจะทำ ในเมื่อทำแล้วขายไม่ได้ เพราะแพงมหาศาล แล้วจะทำไปทำไม มีแรงกระตุ้นที่จะกระตุ้นให้เซียนคาร์บูเรเตอร์พร้อมเพื่อนอีกหลายคนอยากทำคาร์บูเรเตอร์ที่ครองโลกหรือเปล่า...คงไม่มีมั๊ง
บอย : ถ้ามีเงินก็สามารถทำให้คาร์บูเรเตอร์มี POWER BAND กว้างๆ ได้
อ.ศิริบูรณ์ : ได้ แต่ยุ่ง รูปร่างไม่เหมือนคาร์บูเรเตอร์ที่เห็นทั่วไป นมหนูอาจจะมี 20 ตัว หรือมีเข็มวิ่งไป-วิ่งมาเยอะแยะไปหมด
ถ้าคิดว่าหัวฉีดเจ๋งจริง (ซึ่งยังไม่ใช่) ก็ดูว่าหัวฉีดมีวงจรอะไรบ้าง แล้วเอามาทำเป็นระบบกลไกให้หมด ใช้น้ำมัน รู อากาศ PRESSURE DROP ตรงไหน มีรูวิ่งไปลักษณะไหน ลอกแบบหัวฉีดมาเลย แต่แพงแน่นอน เพราะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ต้องเริ่มใหม่หมด อาศัยความรู้ด้านคาร์บูเรเตอร์ 100 กว่าปีที่ผ่านมาไม่ได้เลย แต่ทำได้
บอย : เด็กรุ่นใหม่มักจะคิดว่าทำไม่ได้
อ.ศิริบูรณ์ : ที่คิดว่าทำไม่ได้เพราะไปเห็นคาร์บูเรเตอร์เก่าๆ ที่ออกแบบมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เปิดสมองให้กว้างขึ้นอีกนิด จะพูดอะไรออกมาอย่าไปนึกถึงของเก่า ให้คิดว่าคาร์บูเรเตอร์ที่เข้า ข้อกำหนดแต่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนั้น จะเจ๋งขนาดไหน มนุษย์ยังมีสมองอีกเยอะที่สามารถทำได้
ในรถแข่ง TOP FUEL เมื่อ 7-8 ปีที่แล้วใช้ ELECTRONIC CLUTCH CONTROL ไม่มีเกียร์ จากนั้น NHRA ห้ามใช้ ก็เปลี่ยนไปใช้ไฮดรอลิก มีวาล์วเยอะแยะ พอห้ามใช้ไฮดรอลิก ก็เปลี่ยนไปใช้แบบกลไกมีลูกตุ้มเต็มไปหมด
ช่วงแรกๆ ที่มี 2,000 แรงม้า ยังใช้เกียร์อาจจะเป็น 2-3 จังหวะ พอมี 3,000 แรงม้า ก็เอาเกียร์ออก ต่อตรงแล้วมีคลัตช์อยู่ วิธีให้คลัตช์จับ คือ จับทันทีทันใด เพราะถ้าให้ค่อยๆ จับคลัตช์ไหม้แน่นอน ต่อมามีคาร์บอนที่ทนความร้อนสูงได้ ก็ออกแบบให้คลัตช์ค่อยๆ จับ ปรากฏว่าในปัจจุบัน กว่าคลัตช์จะจับกันสนิท 100% รถวิ่งไปแล้ว 80% ของระยะทางทั้งหมด
ถ้าเป็น ELECTRONIC CLUTCH CONTROL จะให้คลัตช์ค่อยๆ จับแค่ไหนก็ได้ วัดระยะทางก็ได้ วัด G LOAD ก็ได้ ปัจจุบันใช้ระบบกลไก CENTRIFUGAL FORCE
บอย : เครื่องยนต์หัวฉีดยุคใหม่เกี่ยวข้องกับไฟจุดระเบิดด้วย
อ.ศิริบูรณ์ : ในเมื่อใช้ไฟฟ้าในระบบหัวฉีดแล้ว ก็อยากควบคุมไฟจุดระเบิดให้ดีด้วย สัญญาณที่ใช้ก็เหมือนๆ กัน ใช้เซ็นเซอร์พอๆ กัน
เช่น ถ้าเครื่องยนต์มีอุณหภูมิสูงก็ต้องตั้งไฟอ่อน เพื่อไม่ให้น็อก หรือลิ้นเร่ง ถ้าลิ้นเปิด พระเจ้าก็ถีบอากาศเข้ามาได้ 1 บาร์ COMPRESSION RATIO ทำงานเต็มที่ ก็ต้องตั้งไฟอ่อน แต่ถ้าลิ้นปิด อากาศก็เข้าไม่ได้ ก็ตั้งไฟแก่ได้ เพราะฉะนั้นก็ใช้เซ็นเซอร์ร่วมกับหัวฉีดได้
เหมือนเซ็นเซอร์ที่ล้อของระบบ ABS จับสัญญาณเปรียบเทียบความเร็วกับล้ออื่น ถ้าล้อไหนช้ากว่าแสดงว่าจะหยุดหมุนก็คลายแรงดันน้ำมันเบรก ก็ใช้เซ็นเซอร์ตัวเดียวกับระบบ TRACTION CONTROL ถ้ากดคันเร่งแล้วล้อไหนหมุนเร็วกว่า ก็เบรกหรือไม่ก็ถอนคันเร่ง เพื่อให้ทุกล้อมีความเร็วใกล้เคียงกัน
บอย : เครื่องยนต์หัวฉีดปัจจุบันละเอียดกว่าคาร์บูเรเตอร์เพราะมีไฟเข้ามาเกี่ยวข้อง
อ.ศิริบูรณ์ : ใช่ แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกันอย่างยุติธรรมก็อย่าเอาไฟมาเกี่ยวข้อง เพราะไฟไม่ได้อยู่ที่คาร์บูเรเตอร์ แต่อยู่ที่จานจ่าย และทั้งหัวฉีดและคาร์บูเรเตอร์ก็สามารถมีจานจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ได้ หรือจะไม่อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เป็นลูกตุ้มเหวี่ยงไป-เหวี่ยงมา ซึ่งยุ่งยากเป็นบ้า เซ็นเซอร์ก็มีแค่ 2 ตัว คือ SPEED และ VACUUM แล้วจะให้ทำงานเก่งเหมือนเซ็นเซอร์ 7-8 ตัวก็คงเหนื่อยหน่อย
ถามว่าให้คาร์บูเรเตอร์ทำงานใน POWER BAND แคบๆ ได้ไหม...ได้ ให้แม่นมากๆ ได้ไหม...ไม่ค่อยได้ แต่ถ้าถามว่าในรถบ้านที่ POWER BAND กว้างๆ ใช้อิเล็กทรอนิกส์ คอนโทรลย่อมดีกว่า แต่ถ้าไม่อยากใช้อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ยกเว้นการตั้งไฟ แต่ความแม่นยำที่อ่านใจเครื่องยนต์ว่าอยากได้เท่าไรนั้น โยนเงินมาเยอะๆ จะหาคนทำให้ แต่แพงกว่า แล้วจะทำไปทำไม
|
|