จาก ตู่
อังคารที่ , 1/4/2551
เวลา : 14:31
IP: 118.173.116.172
อ่านแล้ว = 2533 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
นโยบายก๊าซหุงต้ม 2 ราคา ทางแก้ไม่สะเด็ดน้ำของรัฐ
ในภาวะที่ราคาน้ำมันได้มีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้การใช้พลังงานมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการใช้ก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี มีอัตราการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด จากปีก่อนในช่วงเดือนมกราคม มีการใช้อยู่ที่ 560 ล้านลิตรต่อเดือน พอมาปีนี้ช่วงเดียวกันขยับมาอยู่ที่ 623 ล้านลิตรต่อเดือน หรือมีสัดส่วนการเติบโตอยู่ที่ 11.2% และหากเทียบกับเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา กับยอดการใช้ก๊าซหุงต้มในเดือนมกราคมของปีนี้ มีสัดส่วนการเติบโตอยู่ที่ 3.1%
*แอลพีจีภาคขนส่งโตก้าวกระโดด
นอกจากนี้ กรมธุรกิจพลังงาน ยังคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนเมษายนนี้ ยอดการใช้ก๊าซหุงต้มจะมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ส่งผลให้กำลังการผลิตที่มีอยู่ประมาณ 300,000 ตันต่อเดือน ไม่สามารถรองรับความต้องการภายในประเทศได้ และสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของการใช้ก๊าซหุงต้มนี้ ยังพบว่าส่วนใหญ่เป็นการนำไปใช้ในภาคขนส่ง เพื่อหลีกหนีราคาน้ำมันแพง และเป็นผลจากมาตรการตรึงราคาก๊าซแอลพีจีของรัฐบาลอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม จึงทำให้ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นในภาคนี้เป็นไปแบบก้าวกระโดด
จากเดิมซึ่งเคยอยู่ระดับ 6-7% ต่อปี ปรับมาอยู่ระดับ 14-15% ในปัจจุบัน ขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม แม้จะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นก็ตาม แต่ยังไม่เท่ากับการเติบโตของภาคขนส่ง ปัญหาจากปริมาณการใช้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จึงส่งผลให้ประเทศเกิดการขาดแคลนก๊าซหุงต้มเร็วกว่าที่ประมาณการไว้ 1-2 ปี แม้ว่าภาครัฐจะวางแผนการจัดหาแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถรองรับได้ทัน ทำให้ต้องมีการนำเข้ามาก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศเข้า เพื่อป้อนความต้องการที่สูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ เป็นเวลา 3 เดือน โดยล็อตแรกทางบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.)จะนำเข้ามาตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 เป็นต้นไป ในปริมาณ 22,000 ตัน
*กำหนด 2 ราคาลดนำเข้า
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าก๊าซหุงต้มนี้เอง กำลังจะส่งผลต่อไปยังผู้ใช้รถยนต์ที่ใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิง เมื่อกระทรวงพลังงานออกมาประกาศชัดเจนแล้วว่าในเดือนกรกฎาคม 2551 จะมีการกำหนดราคาก๊าซหุงต้มออกเป็น 2 ราคา โดยในภาคครัวเรือนนั้น จะกำหนดราคาให้เป็นไปตามโครงสร้างราคาที่ประกาศไว้ของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ให้อิงราคาตลาดโลกที่ 10% จากปัจจุบันอิงอยู่ที่ 5%
ในขณะที่ภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม แม้จะอิงราคาตลาดโลก 10% แล้วก็ตาม แต่จะต้องบวกส่วนต่างของราคาเพิ่มเข้าไป เพื่อให้ราคาก๊าซหุงต้มกับภาคขนส่งและอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกัน โดยเงินจากส่วนต่างของราคาที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปใช้คืนบมจ.ปตท. ในฐานะผู้นำเข้าที่ต้องแบกรับภาระจากส่วนต่างของราคาในตลาดโลกที่สูงถึง 502 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน จากราคาที่จำหน่าย 822 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ในขณะที่ราคาในประเทศจำหน่ายอยู่ที่ 320 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน หรือทำให้ต้องแบกรับภาระอยู่ที่ประมาณ 15.9 บาทต่อกิโลกรัม
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้น จะตกอยู่กับผู้ใช้รถยนต์ที่ใช้ก๊าซหุงต้มทันที โดยเฉพาะรถแท็กซี่ที่มีประมาณ 50,000 คัน และรถยนต์ส่วนบุคคลจำนวนหนึ่ง ที่ยังใช้ก๊าซหุงต้มอยู่ และยังไม่รวมภาคอุตสาหกรรมอีกส่วนหนึ่ง ที่จะต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้น
ส่วนความชัดเจนด้านราคาก๊าซแอลพีจีระหว่างภาคครัวเรือนกับภาคขนส่งนั้น จะมีการพิจารณาอีกครั้ง ว่าควรจะเป็นเท่าใด โดยจะมีการส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า หากปริมาณการนำเข้าในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้นำเข้าก๊าซหุงต้มมากเท่าใด อาจจำเป็นต้องใช้ยาแรงเพื่อไปอุดการใช้ก๊าซหุงต้มไม่ให้เพิ่มขึ้น และให้ประชาชนหันไปใช้ก๊าซเอ็นจีวีที่มีราคาถูกว่าแทน ซึ่งราคาก๊าซหุงต้มที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ก็อาจจะขยับขึ้นไปใกล้กับราคาน้ำมันเตาที่เวลานี้อยู่ที่ 15 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันราคาก๊าซหุงต้มอยู่ที่ 10.50 บาทต่อลิตร
ต้นทุนผู้ใช้เพิ่ม1 บาท/6 กม.
และยิ่งมีความเป็นไปได้สูงเมื่อนายชัยวัฒน์ ชูฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ออกมายืนยันว่า การนำเข้าก๊าซหุงต้มอาจจะต้องกินระยะยาวไปถึงสิ้นปีนี้ ในปริมาณ 100,000 ตัน เนื่องจากเชื่อว่าผู้ใช้รถยนต์จะยังไม่หันไปใช้ก๊าซเอ็นจีวีโดยทันที
นั่นหมายความว่า ต้นทุนของผู้ใช้ก๊าซหุงต้มจะพุ่งขึ้นทันที เพราะหากมีส่วนต่างเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมาประมาณ 47 บาทต่อการวิ่ง 600 กิโลเมตร และเมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วมีการปรับราคาก๊าซหุงต้มมาแล้ว 1.32 บาทต่อกิโลกรัม รวมกับของใหม่ที่จะปรับเพิ่มขึ้นอีกผู้ใช้รถยนต์จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเกือบ 100 บาทต่อการวิ่งระยะทาง 600 กิโลเมตร ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจะมีผลกระทบกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน
และที่สำคัญไม่รู้ภาระที่เกิดขึ้นนี้จะสิ้นสุดเมื่อใด ตราบใดที่มีการนำเข้าจำนวนมากและกินระยะเวลาหลายเดือนในการนำเข้า ทำให้การเก็บเงินคืนบมจ.ปตท.ครบตามจำนวนที่แบกรับภาระไปต้องกินระยะเวลาออกไปด้วย เท่ากับว่าผู้ใช้รถยนต์คงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ออกไปอีกนาน จนกว่าราคาจะลงมาเท่ากับภาคครัวเรือน
*ตั้งทีมสกัดก๊าซรั่วไหล
สิ่งที่ตามก็คือ ความวุ่นวายในบ้านเมืองที่จะเกิดขึ้นมาอีกก็เป็นไปได้ เมื่อบรรดาแท็กซี่อาจจะออกมาเรียกร้องถึงความไม่เป็นธรรมจากส่วนต่างของราคาที่เกิดขึ้นนี้ อีกทั้งปัญหาความกังวลที่อาจจะมีการลักลอบนำก๊าซหุงต้มที่ใช้ในภาคครัวเรือนนำไปใช้กับภาคขนส่ง หรือการนำถังก๊าซหุงต้มไปกรอกถ่ายใส่รถและอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้ กำลังเป็นสิ่งที่น่าห่วงของหลายฝ่าย
แต่พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้ตัดสินใจนำมาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้มมาใช้ จนทำให้การใช้ก๊าซหุงต้มพุ่งขึ้น ยืนยันว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น เพราะมีการตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการนำก๊าซแอลพีจีไปใช้ในภาคส่วนอื่นๆ ที่จัดตั้งตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ออกมารองรับไว้แล้ว โดยมีนายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการจะมีทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพากร กรมการค้าภายใน หน่วยงานของกระทรวงพลังงาน จะช่วยกันดูแล
ขณะที่นายเมตตา บอกว่ากระบวนการติดตามตรวจสอบไม่เป็นน่าห่วง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นสินค้าจำเป็น การใช้มีข้อจำกัดไม่ใช่โยกย้ายไปจำหน่ายที่อื่นๆ ได้ง่าย เวลาขนส่งมีใบกำกับ จะทราบว่าขนส่งไปจุดใด อีกทั้ง สามารถติดตามรายได้ทางบัญชี มีการตรวจสอบภาษีที่แจ้งได้
ที่สำคัญจะดึงสมาคมร้านค้าปลีกก๊าซหุงต้ม เข้ามามีส่วนร่วมดูแล เพราะเป็นผู้รับก๊าซหุงต้มจากโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม ถ้าโรงบรรจุไม่บรรจุให้ และไปจำหน่ายทางอื่นที่แพงกว่า ร้านค้าก๊าซจะไม่มีก๊าซหุงต้มนำไปขายผู้บริโภค ซึ่งทำให้ร้านค้าเสียผลประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ร้านค้าก๊าซจะเป็นผู้แจ้งเบาะแสว่ามีการโยกย้ายก๊าซไปยังที่ใดบ้าง และการกรอกถ่ายก๊าซหุงต้มก็มีกฎหมายกำกับดูแล ที่สำคัญเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ขณะที่การเก็บเงินคืนบมจ.ปตท.ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพราะตลาดมีการแบ่งแยกชัดเจนอยู่แล้วว่าก๊าซหุงต้มที่ออกมาจากคลังจะไปส่งยังจุดใด
*รัฐรอความหวังเอ็นจีวี
อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐมีความหวังว่า เมื่อก๊าซหุงต้ม 2 ราคาเริ่มใช้ ความต้องการใช้ก๊าซหุงต้มจะเริ่มชะลอตัวลง และจะส่งผลต่อปริมาณการนำเข้าที่ลดลงด้วย จนถึงจุดหนึ่งจะไม่มีการนำเข้ามา ด้วยราคาก๊าซหุงต้มที่สูงขึ้น และผู้ใช้รถยนต์จะหันไปติดตั้งก๊าซเอ็นจีวีที่มีราคาถูกกว่าแทน
ส่วนจะเป็นไปตามความคาดหวังที่รัฐวางไว้หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับว่า ในช่วงระยะเวลาที่เหลืออีก 3 เดือนภาครัฐจะแก้ปัญหาก๊าซเอ็นจีวีที่ยังขาดแคลนได้มากน้อยเพียงใด ไม่ว่าการเพิ่มสถานีบริการที่ปัจจุบันมีอยู่ 181 แห่ง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ และบางแห่งปริมาณก๊าซเอ็นจีวีก็ไม่พอป้อนลูกค้าได้ทัน บางแห่งต้องรอเข้าคิวนานเป็นแถวยาว
แต่ทางกระทรวงพลังงาน ก็เชื่อว่าระยะเวลาที่เหลือนี้ ทางบมจ.ปตท.จะสามารถดำเนินการแก้ปัญหาให้บรรลุล่วงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้ ไม่ว่าการเพิ่มสถานีบริการเป็น 201 แห่ง และการเพิ่มจำนวนรถบรรทุกเพื่อขนส่งก๊าซเอ็นจีไปตามสถานีลูกต่างๆ 516 คัน จากปัจจุบันมีอยู่ 375 คัน ซึ่งจะเพียงพอต่อการเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้ได้
*เตือนแท็กซี่ล่วงหน้าติดเอ็นจีวี
อีกทั้ง การตรึงราคาก๊าซหุงต้มในช่วงที่เหลืออีก 3 เดือนนี้ ได้มีการเตือนล่วงหน้ากับบรรดาแท็กซี่ไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ในเดือนกรกฎาคมนี้จะปรับราคาก๊าซหุงต้มอย่างแน่นอน เพื่อให้แท็กซี่รีบไปประสานงานกับบมจ.ปตท.เพื่อเร่งติดตั้งเอ็นจีวีให้ฟรี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าแท็กซี่ที่มีอยู่ประมาณ 50,000 คัน จะติดตั้งเอ็นจีวีให้เสร็จภายในระยะเวลา 3 เดือนได้อย่างไร ในเมื่อแผนของบมจ.ปตท.ที่มีอยู่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ถึง 2 ปี
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมองการแก้ปัญหานี้ว่า เวลานี้ผู้ที่ขับแท็กซี่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์ จะมาเช่าจากผู้ประกอบการแท็กซี่ขับ ซึ่งจะมีให้เลือกว่าจะขับรถแท็กซี่ที่ใช้ก๊าซหุงต้มหรือเอ็นจีวี ซึ่งหากจะให้มีเงินเหลือกลับบ้าน ก็ต้องเลือกรถแท็กซี่ที่ใช้เอ็นจีวี เพราะมีราคาถูกกว่า และได้มีการประสานไปยังเจ้าของอู่แท็กซี่ให้ทยอยมาเปลี่ยนเป็นเอ็นจีวี เพราะหากราคาก๊าซหุงต้มปรับขึ้นไป จะไม่มีผู้มาเช่าแท็กซี่ขับ เจ้าของอู่ก็จะเสียผลประโยชน์
ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเอง จากเคยที่ใช้น้ำมันเตาในกระบวนการผลิต เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไป ทำให้หันมาใช้ก๊าซหุงต้มในราคาที่ถูกกว่า ทางบมจ.ปตท.ก็มีแผนว่า จะใช้ถังก๊าซขนาดใหญ่ เพื่ออัดก๊าซเอ็นจีวี ส่งให้ภาคอุตสาหกรรมแทน ซึ่งจะเป็นการช่วยลดภาระของภาคอุตสาหกรรมได้ เมื่อมีการปรับราคาก๊าซหุงต้มขึ้นไป
จากปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น คงไม่สามารถโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นผู้บริโภคก็ต้องหนีไปใช้ของถูกแทน ซึ่งการจะให้ผลักดันให้ไปใช้เอ็นจีวีก็มีปัญหาปริมาณการรองรับที่ไม่เพียงพอและไม่เกิดความสะดวก ประชาชนมีทางเลือกน้อย
แต่ก็ยังมีความหวังว่า นโยบายก๊าซหุงต้ม 2 ราคา อาจจะมีการทบทวนอีกครั้ง เมื่อมีการประเมินว่าก๊าซเอ็นจีวี ทุกวันนี้เองก็ยังไม่สามารถรองรับกับความต้องการได้จริงๆ และเงินที่ใช้แบกรับภาระของบมจ.ปตท.ประมาณ 1,590 ล้านบาท จากการนำเข้าก๊าซหุงต้ม 100,000 ตัน ก็ไม่มากนักเมื่อเทียบกับกำไรที่ได้รับแต่ละปี นโยบายดังกล่าวจึงเป็นการยืดปัญหาการใช้ก๊าซหุงต้มออกไปเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ไม่ใช่เป็นทางแก้ที่สะเด็ดน้ำเสียทีเดียว
ที่มา...จากหนังสือพิมพฺฐานเศรษฐกิจ 1 เมษายน 2551
|