จาก nn
พฤหัสบดีที่ , 27/3/2551
เวลา : 17:17
IP: 58.9.85.140
อ่านแล้ว = 2241 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2308 27 มี.ค. - 29 มี.ค. 2551
ปตท.นำเข้าก๊าซหุงต้มแสนตัน แก้วิกฤติภาคขนส่ง/ครัวเรือน
ก๊าซหุงต้มย่างเข้าขั้นวิกฤติ ยอดการใช้ภาคขนส่งพุ่ง ปตท.ประเมินขาดแคลนถึงสิ้นปี ต้องนำเข้า 1 แสนตันแก้ปัญหา ล็อตแรกประเดิมสัปดาห์นี้ 22,000 ตัน ต้องควักกระเป๋าจ่ายแทนประชาชน 1,590 ล้านบาท ขณะที่รถยนต์ใช้ก๊าซหุงต้มอ่วมแน่ ปรับราคาก.ค.นี้ เพื่อเก็บเงินคืนปตท.จากการนำเข้า
นายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์ก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีว่า ขณะนี้การใช้ก๊าซหุงต้มของประเทศถือว่าค่อนข้างเข้าขั้นวิกฤติ เนื่องจากความต้องการใช้ในเดือนเมษายน 2551 นี้ จะพุ่งขึ้นไปประมาณ 10 % ของกำลังการผลิตที่ 300,000 ตันต่อเดือน อันเป็นผลมาจากความต้องการใช้ก๊าซหุงต้มในทุกๆ ภาคส่วนมีการใช้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคขนส่งมีอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดสูงมาก จากแต่ก่อนเคยอยู่ในระดับปีละ 6-7 % ของกำลังการผลิต แต่ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 15 % ของกำลังการผลิต
เป็นผลจากประชาชนต้องการลดภาระจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นไป อีกทั้ง มีการตรึงราคาก๊าซหุงต้มอยู่ที่ระดับ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ประกอบกับการติดตั้งก๊าซเอ็นจีวียังมีปัญหาไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ได้ จึงทำให้ประชาชนหันมาติดตั้งก๊าซหุงต้มที่มีความสะดวกกว่าแทน จึงส่งผลให้ปริมาณการใช้เพิ่มสูงมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าสัดส่วนการใช้จะเพิ่มสูงขึ้นอีกหากสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา
จากวิกฤติที่เกิดขึ้น ทางกรมธุรกิจพลังงาน และบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) จึงได้หารือร่วมกันและประเมินความต้องการใช้ก๊าซหุงต้มในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ว่าจะเพิ่มขึ้นมาอีก 90,000 ตัน หรือตกเดือนละ 30,000 ตัน ซึ่งจะต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะภายในประเทศผลิตไม่พอ ซึ่งทางบมจ.ปตท.ได้ยื่นเรื่องขอนำเข้าก๊าซหุงต้มมายังกรมธุรกิจพลังงานแล้ว และได้อนุมัติเพดานการนำเข้าสูงสุดของเดือนเมษายนไปแล้วที่ 30,000 ตัน ส่วนบมจ.ปตท.จะนำเข้าเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับทางบมจ.ปตท.จะไปประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง
นายเมตตา กล่าวอีกว่า สำหรับการประเมินการขาดแคลนก๊าซหุงต้มไว้เพียง 3 เดือนนั้น เนื่องจากการแก้ปัญหาก๊าซเอ็นจีวีที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการนั้น จะได้รับการแก้ปัญหา และทำให้ประชาชนหันมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีมากขึ้น ขณะเดียวกันทางกระทรวงพลังงานมีนโยบายที่จะทำให้ราคาก๊าซหุงต้มที่ใช้ในภาคขนส่งปรับราคาสูงขึ้นไปกว่าการใช้ในภาคครัวเรือน เพื่อที่จะเก็บเงินจากส่วนต่างของราคานี้ นำไปส่งคืนให้กับทางบมจ.ปตท.ที่ต้องแบกรับภาระจากการนำเข้าก๊าซหุงต้ม
ส่วนจะเก็บในส่วนต่างเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการนำเข้าก๊าซหุงต้มเข้าในในปริมาณมากน้อยเพียงใด เพราะหากนำเข้ามามาก คาดว่าส่วนต่างของราคาก็จะมากขึ้นตามเท่านั้น เพื่อไม่ให้บมจ.ปตท.ต้องแบกรับภาระนานเกินไป ซึ่งจะไปกำหนดกันในเดือนกรกฎาคมอีกครั้งหนึ่ง
ด้านนายชัยวัฒน์ ชูฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยว่า ปลายสัปดาห์นี้ ทางบมจ.ปตท.จะนำเข้าก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศในล็อกแรกก่อนประมาณ 22,000 ตัน ซึ่งจะขออนุมัตินำเข้าจากกรมธุรกิจพลังงานเป็นเดือนๆไป เพราะต้องไปดูว่าแต่ละเดือนขาดแคลนเท่าใด ที่สำคัญประเมินว่าการขาดแคลนก๊าซหุงต้มจะยังมีไปจนถึงสิ้นปีนี้ และคงต้องนำเข้าถึง 100,000 ตัน เพราะยอดการใช้โตเร็วมาก จากปีก่อนเฉลี่ยอยู่ที่ 250 ล้านกิโลกรัมต่อเดือน แต่เดือนมกราคมที่ผ่านมามียอดพุ่งขึ้นถึง 280 ล้านกิโลกรัม และขณะนี้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 300 ล้านกิโลกรัมต่อเดือนแล้ว
ทั้งนี้ แม้ว่ากระทรวงพลังงานจะปรับราคาก๊าซหุงต้มในส่วนของภาคขนส่งขึ้นไปให้แตกต่างจากภาคครัวเรือนในเดือนกรกฎาคมนี้แล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าผู้ที่ใช้ก๊าซหุงต้มคงไม่หันมาเปลี่ยนเป็นก๊าซเอ็นจีวีโดยง่าย ด้วยเหตุผลการลงทุนติดตั้งไปแล้ว แม้ราคาปรับขึ้นมาก็ยังต้องมีความจำเป็นใช้ก๊าซหุงต้มต่อไป อีกทั้ง การจะหันมาติดตั้งเอ็นจีวี ผู้บริโภคยังมีความเชื่อว่าการใช้ก๊าซเอ็นจีวียังไม่เกิดความสะดวกอยู่เมื่อเทียบก๊าซหุงต้ม
หากเป็นไปตามสถานการณ์ที่ประเมินไว้ ภาระที่บมจ.ปตท.ต้องแบกรับจากการนำเข้าก๊าซหุงต้ม 100,000 ตันนี้คงไม่ต่ำกว่า 1,590 ล้านบาท เนื่องจากขณะนี้ราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกอยู่ที่ 822 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ในขณะที่ราคาในประเทศถูกควบคุมอยู่ที่ 320 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ทำให้มีส่วนต่างของราคาอยู่ที่ 502 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน หรือตกกิโลกรัมละ 15.9 บาท(คำนวณที่ค่าเงินบาท 31.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยในล็อตแรกที่นำเข้านี้บมจ.ปตท.แบกรับอยู่ที่ประมาณ 350 ล้านบาท
ซึ่งภาระที่เกิดขึ้นนี้ ยังไม่รวมถึงค่าปรับที่บมจ.ปตท.มีสัญญาส่งก๊าซหุงต้มไปมาเลเซีย และเวียดนามอีกส่วนหนึ่ง เพราะไม่สามารถจัดหาก๊าซหุงต้มส่งไปให้ได้ด้วย
นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น และก๊าซธรรมชาติ และรองกรรมการผู้จัดหารใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.)เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการลดภาระของบมจ.ปตท.ในการนำเข้าก๊าซหุงต้ม จะเร่งดำเนินการส่งเสริมการใช้ก๊าซเอ็นจีวีให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในเดือนกรกฎาคม 2551 ด้วยการขยายสถานีแม่เพื่ออัดส่งก๊าซเอ็นจีวีไปตามสถานีลูกให้ได้ 12 แห่ง จากปัจจุบันมีอยู่ 10 แห่ง ซึ่งจะทำให้สามารถส่งก๊าซได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,165 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากเดิม 1,245 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
และจะเพิ่มรถขนส่งก๊าซเอ็นจีวีเป็น 516 คัน จากปัจจุบัน 375 คัน ซึ่งจะทำให้สามารถขนส่งก๊าซเอ็นจีวีกระจายไปตามสถานีบริการเอ็นจีวีได้ 201 แห่งภายในเดือนกรกฎาคมนี้อย่างแน่นอน จากที่ปัจจุบันมีจำนวนปั๊มอยู่ 181 แห่ง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนก๊าซเอ็นจีวีได้
ในขณะที่รถแท็กซี่ที่ใช้ก๊าซหุงต้มซึ่งมีจำนวนอยู่ 50,000 คัน ทางบมจ.ปตท.จะดำเนินการเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นเอ็นจีวีให้ฟรี ซึ่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้ ซึ่งหากลดการใช้ก๊าซหุงต้มมากเท่าใด บมจ.ปตท.จะมีก๊าซหุงต้มเหลือเพื่อไปส่งออกมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้มีรายได้เข้ามาประเทศเพิ่มมากขึ้น และช่วยลดภาระในการนำเข้าก๊าซหุงต้มได้ทางหนึ่งด้วย
|