เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net




CBG ตัวใหม่แทน NGV และ ก๊าซ CBG ซีบีจีทางรอดประเทศไทย ได้หรือไม่ ?

จาก webmaster
ศุกร์ที่ , 8/3/2556
เวลา : 23:47
 IP:

58.9.221.233
อ่านแล้ว = 56874 ครั้ง

แจ้งตรวจสอบกระทู้
 แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

      
ก๊าซ CBG ซีบีจีทางรอดประเทศไทย
http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=137042:2012-08-17-11-33-00&catid=88:2009-02-08-11-23-46&Itemid=418

ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทน 10 ปี(2555-2564) ที่ผ่านมาความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะหาเชื้อเพลิงใหม่มาทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลลงให้ได้ 25 ล้านลิตรภายในปี 2564 กำลังเป็นโจทย์ใหญ่และความท้าทายของกระทรวงพลังงาน ที่จะดำเนินงานไปสู่เป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า เชื้อเพลิงใหม่ที่จะมาทดแทนน้ำมันดีเซลนั้นจะมาจากประเภทใด เพราะปาล์มน้ำมันที่จะมาผลิตไบโอดีเซล ก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนอยู่ทุกปี ขณะที่การวิจัยพัฒนาสาหร่ายน้ำมัน ยังไม่เห็นการผลิตในรูปเชิงพาณิชย์ออกมา และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้เห็นในเชิงรูปธรรม
แต่ความคาดหวังหนึ่งที่มีทางเป็นไปได้ และกระทรวงพลังงานพยายามผลักดัน ในการหันไปพึ่งก๊าซเอ็นจีวีใช้สำหรับรถยนต์ ที่ในแต่ละปีมีอัตราการเติบโตค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการใช้อยู่ในระดับ 7,800 ตันต่อวัน ที่ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ แต่มีปัญหาตามมาว่า โครงสร้างราคาที่เป็นอยู่ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ชะลอการขยายสถานีบริการเอ็นจีวีออกไป ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอยู่ ยังกระจายไม่ทั่วถึงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ไกลจากแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ
++ดันก๊าซ ซีบีจีเป็นทางรอด
สำหรับทางออกในเรื่องนี้ ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) พยายามที่จะส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซเอ็นจีวีให้มากขึ้นและกระจายอยู่ตามพื้นที่ห่างไกล เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งก๊าซเอ็นจีวีอันเป็นต้นทุนที่สำคัญ จึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการนำก๊าซชีวภาพมาอัดในรูปของก๊าซซีบีจี ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซเอ็นจีวีหรือซีเอ็นจีวีขึ้นมา
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสนพ.ชี้ให้เห็นว่า โครงการดังกล่าว เวลานี้กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะที่เยอรมนีมีการตั้งโรงงานผลิตซีบีจีจาการนำพืชมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพและนำมาอัดเป็นซีบีจีกว่า 7.2 พันแห่ง แต่ละแห่งผลิตก๊าซซีบีจีขนาดเล็กสุดได้ 3 ตันต่อวัน หรือกว่า 2 หมื่นตันต่อวัน หากประเทศไทยสามารถส่งเสริมการตั้งโรงงานได้จำนวนมาก ก็จะทำให้แผนการจัดหาเชื้อเพลิงใหม่มาแทนน้ำมันดีเซลบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะเวลานี้การผลิตซีบีจีในไทยประสบความสำเร็จแล้ว จากที่กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ให้งบสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไปทำการวิจัยจนประสบความสำเร็จ และนำไปต่อยอดวิจัยร่มกับบริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด ตั้งอยู่อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ที่นำก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลวัวในฟาร์มจำนวนประมาณ 3,500 ตัว หรือนำก๊าซชีวภาพที่ได้วันละ 1.7-2 พันลูกบาศก์เมตร มาอันเป็นก๊าซซีบีจีได้วันละประมาณ 100 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 13 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับเครื่องจักรอุปกรณ์ทางการเกษตรได้อย่างไม่มีปัญหา รวมถึงรถยนต์กระบะที่ใช้ในฟาร์มด้วย ซึ่งล่าสุดทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ระหว่างการหารือกับทางบมจ.ปตท.ที่จะนำโครงการดังกล่าวไปต่อยอด เพื่อผลิตก๊าซซีบีจีไปสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยมีขนาดกำลังการผลิต 3 ตันต่อวันขึ้นไป
++เอกชนรุกเข้าสู่เชิงพาณิชย์
นอกจากโครงการต้นแบบแล้ว เวลานี้มีภาคเอกชนที่มีความสนใจที่จะขยายโครงการนี้ออกไปให้แพร่หลาย อย่างบริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) ได้ก่อสร้างผลิตก๊าซซีบีจีในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว โดยเป็นการนำหญ้าเลี้ยงช้างมาหมักร่วมกับน้ำเสียจากมูลสุกร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 6 ตันต่อวัน และพร้อมจะส่งจำหน่ายให้กับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ได้ไม่เกินเดือนกันยายนปีนี้
นายกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ทางบริษัทได้รับงบสนับสนุนการวิจัย 15 ล้านบาท จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาจัดทำโครงการพัฒนาก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรเพื่อการคมนาคมขึ้นมา เพื่อติดตั้งระบบผลิตก๊าซซีบีจี ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มูลค่าการลงทุนรวม 110 ล้านบาท
โดยโรงงานดังกล่าวเป็นการนำน้ำเสียจากฟาร์มสุกรที่อยู่ใกล้เคียงวันละประมาณ 10 ตัน มาหมักร่วมกับหญ้าเลี้ยงช้างวันละ 23 ตัน ซึ่งสามารถผลิตเป็นก๊าซซีบีจีได้ถึง 6 ตันต่อวัน แต่โรงงานแห่งนี้ออกแบบการผลิตไว้ได้ถึง 9 ตันต่อวัน ขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ ซึ่งเวลานี้ได้ทำสัญญาซื้อขายก๊าซซีบีจีกับทางบมจ.ปตท.ไปแล้วในราคา 16 บาทต่อกิโลกรัม นำไปป้อนให้กับสถานีบริการได้ 1 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถรองรับรถยนต์ได้ 500 คันต่อวันหรือรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ได้ 40 คันต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้บมจ.ปตท.ไม่ต้องแบกรับภาระค่าขนส่งจำนวนมาก เพราะหากเทียบกับการขนส่งก๊าซเอ็นจีวีจากอำเภอแก่งคอยขึ้นมาที่จังหวัดเชียงใหญ่แล้ว เอ็นจีวีที่จะจำหน่ายจะตกอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม
อีกทั้ง โครงการนี้นอกจากเป็นการช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้จากการปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง ที่รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 1 บาท หากเกษตรกรปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง 1 ไร่ จะได้ผลผลิต 8-17 ตันต่อไร่ และใน 1 ปีตัดได้ 6 ครั้ง เป็นรายได้ดีกว่าการปลูกข้าวในเวลานี้
นายกิตติกล่าวเสริมอีกว่า จากความสำเร็จดังกล่าว ทางบริษัทมีแผนที่จะลงทุนทำโรงงานผลิตซีบีจีที่เป็นการหมักจากหญ้าเลี้ยงช้างทั้งหมด ส่งป้อนให้กับบมจ.ปตท.อีก 5 แห่ง ขนาดแห่งละ 6 ตันต่อวัน อยู่ในจังหวัดขอนแก่น 4 แห่ง และในจังหวัดอุบลราชธานี 1 แห่ง ใช้เงินลงทุนแห่งละประมาณ 110 ล้านบาท ซึ่งการขยายโรงงานผลิตซีบีจีไปตั้งที่ต่างๆนั้น ต้องขึ้นอยู่กับพื้นที่การปลูกหญ้าเลี้ยงช้างว่าอยู่ตามพื้นที่ไหนบ้าง หากเป็นไปตามแผนคาดว่าทั้ง 5 แห่ง จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
++จัดทำแผนดันสู่นโยบาย
นายสุเทพ กล่าวเสริมว่า จากความสำเร็จของโครงการซีบีจีที่เกิดขึ้น ทางสนพ.เตรียมที่จะจัดทำแผนหรือมีเป้าหมายที่แน่ชัดในการส่งเสริมการผลิตก๊าซซีบีจีออกมาในช่วงปลายปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเป็นนโยบายการส่งเสริมให้มีการผลิตก๊าซซีบีจีในระดับวงก้าวมากขึ้นและขยายผลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะต้องมาดูว่าจะสนับสนุนในรูปแบบใด อย่างการให้เงินส่วนเพิ่มหรือ แอดเดอร์ กับโครงการ เพื่อเป็นการจูงใจให้กับผู้ผลิตซีบีจี เพราะถือว่าเป็นการผลิตพลังงานทดแทนอย่างหนึ่ง เหมือนกับที่เวลานี้ให้แอดเดอร์สำหรับการผลิตก๊าซชีวภาพนำไปผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 30 สตางค์ต่อหน่วย หรือการใช้วงเงินสนับสนุนจากภาครัฐไม่เกิน 10 % ของมูลค่าโครงการ รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับผู้ประกอบการ เป็นต้น เพราะเวลานี้เองการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าใช้กันอย่างแพร่หลาย หากผู้ประกอบการสนใจนำมาผลิตเป็นซีบีจี ก็จะช่วยให้เกิดการใช้ก๊าซซีบีจีสำหรับยานยนต์มากขึ้นตามไปด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,767 19-22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รถติดตั้งระบบ NGV สามารถเติม CBG ได้ ใช้อุปกรณ์เดียวกัน โดยคุณสมบัติของ CBG คือต้องอัดก๊าซให้ได้เท่าๆกับแรงดัน NGV ต่างกันตรงแหล่งที่มา คือ
NGV มาจากแหล่งก๊าซธรรมชาติ
CBG มาจากการปลูกพืชพลังาน หรือ ก๊าซจากมูลสกุล ที่มี มีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก















LPG ประชาชน ก็ใช้ต่อไป ไม่ต้องรอปลูกหญ้าช้าง ใช้ได้เลยทุกนี้ปลอดภัยกว่า อุปกรณ์ทันสมัยกว่า ใครติดตั้งก็สามารถนำเล่มไปแจ้งขนส่งได้ ไม่มีปัญหา อย่าเชื่อสื่อปั่นหัวครับ @ส่วนหญ้าช้างนั้นนักวิชาการ NGO ให้ข้อมูลว่า USA เขาไม่ส่งเสริมเพราะว่า ทำลายดิน แย่งน้ำ ใช้น้ำมาก อายุเกิน 4 เดือนใบไม่เขียวแล้ว ส่วนโรงไฟฟ้า 30 ล้านถ้า 100 ล้าน สงสัยว่าจะมีค่านายหน้า 70 ล้าน 10 ปีไม่คืนทุน แนะนำให้ปลูกข้าว 3 เดือนขายข้าวและนำฟางไปทำแก๊สมีเทนก็ได้ กำลัง สองเด้ง
จาก : webmaster(webmaster) 9/3/2556 19:32:41 [58.9.49.21]
 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย





 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
00:18
 IP:
58.9.221.233

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
      
มีคนรู้ทันว่า ท่านผู้บารมี กับระบบพลังานไทย กำลังจะปรับแผนเรื่องเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังานใหม่หมด
เช่น
โรงไฟฟ้าจะเบนไปทางถ่านหินแทน NGV (อ้างต้องยืมจมูกพม่าหายใจ) และจากนั้นจะตามด้วยโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลีย

พืชพลังงาน อีกอันคือ การปลูกหญ้าช้าง เพื่อผลิตไฟฟ้าด้วยชีวมวล ด้วยงบประมาณ หลักแสนล้าน
รถยนต์นั้น จะส่งเสริมให้ใช้ก๊าซ ไบโอมีเทนอัดสำหรับยานยนต์ (Compressed Bio-methane Gas : CBG) ทดแทนก๊าซ NGV

ไรกัน รถติด NGV จากห้างทำไงดี




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
00:22
 IP:
58.9.221.233

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       ท่มา :
http://www.mcot.net/site/content?id=50e69bb1150ba0d618000077

ก.พลังงานหวังสร้างโรงไฟฟ้าหญ้าเลี้ยงช้าง 10,000 แห่งShare on facebookShare on printShare on twitterShare on googleMore Sharing Services6By สำนักข่าวไทย TNA News | 4 ม.ค. 2556 16:06 | 1100 views | View Comment
กรุงเทพฯ 4 ม.ค. - นายอำนวย ทองสถิตย์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ในขณะนี้ พพ.เร่งจัดทำแผนการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าชุมชน โดยใช้หญ้าเลี้ยงช้างเป็นพืชพลังงานตามนโยบายของนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เสนอต่อนายกรัฐมนตรี และให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องทำแผนส่งเสริมร่วมกันแบบบูรณาการ เริ่มตั้งแต่การปลูก เทคโนโลยีการปลูก การตัดหญ้า การส่งเสริมการลงทุน การจัดโซนนิ่งพื้นที่ปลูก ไม่ให้แย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหาร การชักจูงเอกชนลงทุนทั้งโรงไฟฟ้า และระบบการผลิตก๊าซฯ ทดแทนแอลพีจี เอ็นจีวี ที่เรียกว่า ซีบีจี ซึ่งสามารถต่อท่อก๊าซฯ ซีบีจี ไปใช้ในพื้นที่ห่างไกลแนวท่อก๊าซธรรมชาติ ซึ่งต้นทุนการผลิตมีความคุ้นทุนกว่าการสร้างท่อก๊าซ โดยต้นทุนซีบีจีอยู่ที่ 14-15 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าชุมชนได้ศึกษาเป็นแผนระยะยาว 10 ปี จะมีชุมชนเข้าร่วม 10,000 แห่ง หรือจะได้โรงไฟฟ้าชุมชนขนาด 1 เมกะวัตต์ จำนวน 10,000 โรงไฟฟ้า ซึ่งแต่ละโรงจะใช้พื้นที่ปลูกหญ้า 800-1,000 ไร่ โดยโรงไฟฟ้าชุมชนจะลงทุนประมาณ 100 ล้านบาทต่อแห่ง แนวทางคือ เอกชนลงทุนร้อยละ 60 ชุมชน-เกษตรกรร่วมทุนร้อยละ 40 คาดใช้เวลาคืนทุนประมาณ 6 ปี โดยในส่วนของชุมชนที่ร่วมทุนนั้นมีข้อเสนอให้ภาครัฐช่วยลงทุนก่อน ด้วยการร่วมทุนแบบให้เปล่าร้อยละ 20 และเป็นเงินกู้แบบเงินทุนหมุนเวียนอีกร้อยละ 20 ขณะที่เกษตรกรจะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า เป็นผู้เพาะปลูกหญ้า และร่วมทุนติดตั้งระบบไบโอก๊าซ ซึ่งจะเป็นผลดีที่สามารถเข้าร่วมตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

“หญ้าเลี้ยงช้างหรือหญ้าเนเปียร์พันธุ์ที่ดี กรมปศุสัตว์ระบุว่าจะตัดได้ทุก 45 วัน ปลูก 1 ครั้ง อยู่ได้ 7 ปี คิดในราคาเพียง 300 บาทต่อตัน ก็คุ้มทุน เร็วดีกว่าปลูกมันสำปะหลัง และปลูกข้าวเสียอีก แต่การส่งเสริมเช่นนี้ก็ต้องทำทั้งระบบ เพื่อให้แน่ใจว่ามีตลาดชัดเจน และไทยก็ยังลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ด้วย” นายอำนวย กล่าว

ทั้งนี้ พพ.จะเสนอให้จัดโครงการนำร่องดังกล่าวที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพราะมีพื้นที่ปลูกหญ้าอยู่แล้ว โดยภาพรวมหากโครงการจะประสบความสำเร็จต้องมีการจัดโซนนิ่ง ระบบสายส่งต้องพร้อมรับโรงไฟฟ้าชุมชน ในขณะที่ราคาซื้อไฟฟ้าจากโครงการนี้ตามระบบ feed in tariff ต้องอยู่ที่ประมาณ 4-4.50 บาทต่อหน่วย. -สำนักข่าวไทย







 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
00:25
 IP:
58.9.221.233

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       ที่มา :
http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=162025:-1-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524

สนพ. เร่งผลักดันงานวิจัยพลังงานตามนโยบายกระทรวงพลังงาน เผยผลวิจัยพบหญ้าเลี้ยงช้างพันธุ์ “เนเปียร์ปากช่อง 1” เหมาะนำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน หวังให้เป็นวัตถุดิบพลังงานใหม่ในอนาคต


นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่ สนพ. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงาน ให้เร่งดำเนินโครงการวิจัยด้านพลังงาน โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยหญ้าเลี้ยงช้างมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ ใช้เป็นพลังงานทดแทน อาทิ ไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรนั้น

ที่ผ่านมา สนพ. ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จัดทำ “โครงการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตก๊าซชีวภาพจากหญ้าชนิดต่างๆ ในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 10.7 ล้านบาท เพื่อศึกษาศักยภาพในการผลิตก๊าซชีวภาพจากหญ้าชนิดต่างๆ ในประเทศไทย และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากหญ้าเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทน โดย มช.ได้มีการสำรวจข้อมูลและวิจัยหญ้าจำนวน 20 ชนิดที่มีอยู่ในประเทศ อาทิ หญ้าเลี้ยงช้างพันธุ์ต่างๆ ได้แก่ พันธุ์เนเปียร์ปากช่อง 1 พันธุ์บาน่า รวมถึง หญ้าขน หญ้าแฝก เพื่อศึกษาศักยภาพและสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตก๊าซชีวภาพ

ผลการวิจัยพบว่า หญ้าเลี้ยงช้างพันธุ์เนเปียร์ปากช่อง 1 ที่ปัจจุบันนิยมนำไปใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์นั้น มีผลผลิตต่อไร่สูงสุด โดยมีผลผลิตประมาณ 70 — 80 ตันสด/ไร่/ปี ซึ่งมากกว่าหญ้าชนิดอื่นเกือบ 7 เท่า นอกจากนี้ ยังพบว่ามีอัตราการผลิตก๊าซมีเทนสูงกว่าหญ้าชนิดอื่น โดยมีอัตราการผลิตก๊าซชีวภาพประมาณ 6,860 — 7,840 ลบ.ม./ไร่/ปี สามารถผลิตเป็นก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) ได้ประมาณ 3,118 - 3,563 กก./ปี เหมาะสมต่อการนำมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนมากกว่าหญ้าชนิดอื่นๆ

“นอกจาก สนพ. จะมอบหมายให้ มช. วิจัยหญ้าชนิดต่างๆ ที่เหมาะสำหรับนำมาผลิตก๊าซชีวภาพแล้ว ยังได้มอบหมายให้ มช.ศึกษาและวิจัยนำก๊าซชีวภาพที่ได้จากฟาร์มปศุสัตว์มาผลิตเป็นก๊าซ CBG ซึ่งสามารถใช้ทดแทนก๊าซ NGV สำหรับยานยนต์ ทั้งนี้ จากการวิจัยพบว่า ก๊าซ CBG ที่ได้มีคุณสมบัติเทียบเท่า NGV สำหรับยานยนต์ตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน โดยปัจจุบัน มช. ยังทำการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาพลังงานก๊าซชีวภาพไปสู่พลังงานทดแทนในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้ทันต่อความต้องการการใช้พลังงานในรูปแบบใหม่และเกิดประโยชน์สูงสุด” ผอ.สนพ.กล่าว



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
00:28
 IP:
58.9.221.233

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. กระทรวงพลังงานเปิด เผยว่า สนพ. ได้มีการมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการศึกษาวิจัยนำพืชชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย และคาดว่า จะมีศักยภาพ ซึ่งหนึ่งในจำนวนผู้ที่นำการศึกษา จะมีหญ้าเลี้ยงช้างมีการปลูกอยู่แล้ว ในประเทศ มาทดลองผลิตเป็นพลังงาน ซึ่งหญ้าดังกล่าว มีลักษณะลำต้นขายอ้อยเติบโตเร็ว และเป็นหญ้าในตระกูลเดียวกับหญ้าที่ประเทศเยอรมนี นำมาผลิตเป็นพลังงานปัจจุบันมีผลผลิตอยู่ที่ 40 ตันต่อไร่ ต่อปี โดยหญ้าเลี้ยงช้าง 1 ตัน สวามารถผลิตไบโอแก๊สได้ 160-190 ลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ หากต้องการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ 1 เมกะวัตต์ ต้องใช้พื้นที่ปลูกหญ้าประมาณ 438 ไร่ อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง เพื่อนำมาผลิตจนพลังงานนั้น นอกจากจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรที่ช่วยสร้างรายได้แล้ว ราคารับซื้อของศูนย์อำนวยการอนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง อยู่ที่ประมาณ 1.20 บาท เกษตรกรจะมีรายได้จากการจำหน่ายปีละ 48,000 บาทต่อไร่

http://news.sanook.com/1032083/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%8A.%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95Biogas/


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
00:33
 IP:
58.9.221.233

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413364094

พระเอกมาแล้ว!ก๊าซ CBG ทดแทน NGV ขาดตลาดเติมรถเก๋ง-รถไถ วิ่งฉิวเล็งส่งขายปตท.

ปัญหาต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ในพื้นที่ห่างไกลแนวท่อที่มีราคาสูง รวมถึงปัญหาการขาดแคลน ก๊าซ NGV ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน เนื่องจากปัญหาความ ต้องการใช้ก๊าซ NGV ในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้กระทรวง พลังงานต้องเร่งดำเนินนโยบายสร้างเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน โดยส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย อีกทั้งพัฒนาและสาธิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทน และพลังงานสะอาดที่ใช้เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ พร้อมผลักดันให้นำผลงานวิจัยไปต่อยอดในเชิง พาณิชย์

ในปี 2554 ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้สนับสนุนการศึกษาและวิจัย การนำก๊าซชีวภาพมาต่อยอดเพื่อนำไปผลิตเป็นก๊าซ ไบโอมีเทนอัดสำหรับยานยนต์ (Compressed Bio-methane Gas : CBG) ทดแทนก๊าซ NGV ในภาคขนส่ง โดยปัจจุบันได้เริ่มมีการศึกษาและวิจัยนำก๊าซ ชีวภาพที่ได้จากฟาร์มปศุสัตว์มาผลิตเป็นก๊าซ CBG โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จากผลการศึกษาพบว่า ก๊าซ CBG ที่ได้จากการนำก๊าซชีวภาพมาพัฒนานั้น ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ก๊าซที่ได้ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่า NGV สำหรับยานยนต์ตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน มีกำลังการผลิต 20 ลบ.ม./ชม. เทียบเท่าการผลิตก๊าซ NGV/CNG จำนวน 16 ถัง/วัน (15 กก./ถัง)

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการ สนพ. กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เป็นที่น่ายินดีที่ปัจจุบันประเทศ ไทย มีภาคเอกชนเห็นความสำคัญในการลงทุนระบบผลิตก๊าซ CBG จากก๊าซชีวภาพอย่างจริงจัง โดยบริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบนท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด (มหาชน) (UAC) ภายใต้การสนับสนุนของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและ อนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้จัดทำโครงการ “พัฒนาก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรเพื่อการคมนาคม” ขึ้น เพื่อติดตั้งระบบผลิตก๊าซ CBG ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มูลค่าการลงทุนรวม 110 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในส่วนของการลงทุนระบบปรับสภาพก๊าซชีวภาพ จำนวน 15 ล้าน

โดยระบบการผลิตก๊าซ CBG ได้มีการต่อเชื่อมท่อนำก๊าซชีวภาพมาจากฟาร์มสุกรของ บริษัท มงคลแอนด์ซัน ฟาร์ม จำกัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ติดกันนำมาผลิตเป็นก๊าซ CBG โดยมีกำลังผลิตติดตั้ง 6 ตัน/วัน เทียบเท่าเติมรถยนต์ได้ 500 คัน/วัน เติมรถขนส่งขนาดใหญ่ได้ 40 คัน/วัน ซึ่งจะสามารถทดแทนการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ประมาณปีละ 2.2 ล้านลิตร หรือก๊าซ LPG ปีละ 1.6 ล้านตัน ปัจจุบันได้ก่อสร้างระบบ เสร็จเรียบร้อยและได้มีการทดลองผลิตก๊าซ CBG แล้วเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2555 และจะเริ่มจำหน่ายให้ ปตท.ในระยะ แรก 3 ตัน/วัน

ดังนั้น เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ทางสนพ. ได้สนับสนุนให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สวพ.นครพิงค์ มช.) จัดทำ “โครงการจัดสร้างต้นแบบระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัดสำหรับยานยนต์” เพื่อศึกษาวิธีการปรับแต่งเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซไบโอมีเทนอัดเป็นเชื้อเพลิง และจัดสร้างต้นแบบระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนจากก๊าซ ชีวภาพ ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ (Mobile Unit) เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 14 ล้านบาท

การดำเนินงานโครงการ สวพ.นครพิงค์ มช. ได้มีการจัดสร้างต้นแบบและพัฒนาเทคโนโลยีระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทน อัดสำหรับยานยนต์ (Compressed Bio-methane Gas : CBG) ขึ้น โดยใช้ก๊าซชีวภาพจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบ ซึ่งจากการวิจัยประสบผลสำเร็จเป็นอย่าง ดี โดยก๊าซ CBG ที่ได้มีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซ NGV สามารถผลิตก๊าซ CBG ได้ 8 กก./ชม.

นอกจากนี้ สนพ.ได้มอบหมายให้ สวพ.นครพิงค์ มช. ดำเนินการวิจัยต่อร่วมกับ บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด ในการนำก๊าซ CBG ที่ผลิตได้ มาทดสอบประสิทธิภาพด้วยการใช้งานจริงกับรถกระบะเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2400 ซีซี ที่ใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิง พบว่าระบบสามารถทำงานได้ปกติ และเครื่องยนต์เดินเรียบเมื่อเร่งความเร็ว

“โครงการจัดสร้างต้นแบบระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัดสำหรับยานยนต์นี้ มีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนำก๊าซชีวภาพมาปรับปรุงคุณภาพและผลิตเป็นก๊าซ CBG ให้ใกล้เคียงกับก๊าซ NGV เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกอีก ทางหนึ่งให้กับประชาชน ซึ่งผลดีนอก จากจะเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลน ก๊าซ NGV ในพื้นที่ห่างไกลแนวท่อก๊าซ ธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิด การใช้พลังงานสะอาด ลดมลพิษและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย โดยในปี 2556 สนพ. มุ่งหวังให้มีโครงการนำก๊าซชีวภาพในระดับชุมชน มาพัฒนาปรับปรุงคุณภาพและผลิตเป็นก๊าซ CBG อีกไม่ต่ำกว่า 5 โครงการ ซึ่ง นอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว ยังช่วยให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน สอดรับกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล” ผอ.สนพ. กล่าว

ด้านนายบัลลพ์กุล ทิพยเนตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ สนพ. และสวพ.นครพิงค์ มช.ในการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยการจัดสร้าง อาคารศูนย์สาธิตต้นแบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัด ในบริเวณฟาร์มโคนม อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เพื่อติดตั้งระบบผลิตก๊าซ CBG สำหรับยานยนต์ โดยใช้ก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลโคนมภายในฟาร์มที่ผลิตได้ถึงวันละ 1,700-2,000 ลบ.ม. ต่อเชื่อมไปยังระบบผลิตก๊าซ CBG ทั้งนี้ ฟาร์มฯ ได้ร่วมทดสอบโดยนำรถไถที่ใช้งานในฟาร์มมาติดถังก๊าซขนาด 50 ลิตรน้ำ จำนวน 1 คัน เติมก๊าซ CBG พบว่า รถไถใช้งานได้ดี และช่วยลดค่าน้ำมันดีเซลที่ใช้ในฟาร์มฯ ได้มากถึง 50%

ปัจจุบันมีประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง เยอรมนี สามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากพืชเพื่อให้ได้ก๊าซมีเทนมาใช้เป็นเชื้อเพลิง โดยมีแหล่งผลิตพร้อมใช้งานแล้วกว่า 6,800 แห่งทั่วประเทศ สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้ 1,600 เมกะวัตต์



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
00:45
 IP:
58.9.221.233

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       โครงการผลิตก๊าซ CBG เพื่อการคมนาคมแห่งแรกในประเทศไทย
5 มีนาคม 2556

จากสถานการณ์ด้านพลังงานและภาวะอากาศของโลก ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นทุกปี สถานการณ์ราคาพลังงานและความต้องการใช้พลังงานในโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกประเทศต้องทบทวนการใช้พลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนการผลิตและใช้พลังงานทดแทนที่ได้จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ควบคู่กับการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้เล็งเห็นปัญหาและตระหนักถึงภาระหน้าที่ จึงกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ กำกับดูแลกิจการพลังงานการอนุรักษ์พลังงาน การพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด จัดทำแผนพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน 10 ปี โดยก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานประเภทหนึ่ง ที่สามารถนำมาใช้เป็นรูปแบบพลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน และผลิตเป็นก๊าซ CBG ใช้ในยานยนต์ได้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ในฐานะที่มีบทบาทหลักในการพัฒนาพลังงานทดแทน ได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน ดำเนินโครงการพัฒนาก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรเพื่อการคมนาคม ให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศึกษาเทคโนโลยี ความเหมาะสมด้านเทคนิค และการคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ อีกทั้งประเมินผลกระทบของเครื่องยนต์ในการใช้งานจริง ซึ่งทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้คัดเลือกบริษัทนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่แตง เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากการมีศักยภาพและเชี่ยวชาญการปรับปรุงคุณภาพก๊าซชีวภาพ สำหรับการผลิต CBG ใช้วัตถุดิบ 2 ส่วน ได้แก่ มูลสุกรทั้งหมด มีประมาณ 10-12 ตันต่อวัน จากสุกร ประมาณ 35,000 ตัว ของบริษัท มงคล แอนด์ ซัน ฟาร์ม จำกัด อำเภอแม่แตง ผสมกับน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกร ประมาณ 200 ลบ.ม. ต่อวัน และหญ้าหมัก อายุ 30-45 วัน ประมาณ 20-23 ตันต่อวัน
ก๊าซชีวภาพที่ได้ จะถูกปรับปรุงคุณภาพโดยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และนำความชื้นออกจนมีปริมาณก๊าซมีเทนเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 90 การทดสอบคุณภาพของก๊าซ CBG ใช้มาตรการฐานของกรมธุรกิจพลังงาน มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ และบรรจุลงถังที่แรงดัน 250 บาร์ ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ โครงการดังกล่าว คาดว่าจะสามารถผลิตก๊าซ CBG ได้ 6 ตันต่อวัน เติมรถยนต์ขนาดเล็กได้ 500 คันต่อวัน หรือเติมรถขนส่งขนาดใหญ่ได้ 40 คันต่อวัน ทดแทนการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ปีละ 2.2 ล้านลิตร ลดการใช้ก๊าซหุงต้ม(LPG) ได้ปีละประมาณ 1.6 ล้านกิโลกรัม โดยจัดส่งให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จำหน่ายเป็นโครงการนำร่องให้กับรถยนต์ในจังหวัดเชียงใหม่
ก๊าซชีวภาพถือเป็นพลังงานบนดิน ที่สามารถผลิตได้โดยใช้เวลาอันสั้น ทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ลดมลภาวะ น้ำเสีย อากาศเสีย ลดกลิ่น และแมลงวัน ช่วยให้โรงงาน ผู้ประกอบการอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการปลูกพืชพลังงาน ก่อให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานในประเทศ ลดการสูญเสียเงินตราในการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โครงการนี้ นับเป็นก้าวแรก และครั้งแรกของประเทศไทย ในการพัฒนาพลังงานก๊าซชีวภาพ เป็นพลังงานทดแทน CBG เพื่อใช้ในรถยนต์ โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชนและชุมชนภาคเกษตร


กนกรัตน์ ปัญญา สวท.เชียงใหม่
http://thainews.prd.go.th/centerweb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNRPT5602280010016




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
01:00
 IP:
58.9.221.233

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       http://pimthai.co.th/?p=27392

“ยิ่งลักษณ์” ปลื้มโครงการนำร่อง “CBG” ลดดีเซล
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการผลิตก๊าซชีวภาพอัด CBG (Compressed Bio-methane Gas) เพื่อการคมนาคมแห่งแรกของประเทศไทย ณ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อพัฒนาพลังงานทดแทน
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โครงการนำร่อง CBG ที่ จ.เชียงใหม่นี้ เกิดจากความร่วมมือที่สำคัญของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญ ซี่งได้ร่วมกันศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีในการนำก๊าซชีวภาพมาผลิตเป็นไบโอมีเทนอัด หรือเรียกง่ายๆ ว่า ก๊าซ CBG ดังกล่าว โดยโครงการฯ ได้ใช้วัตถุดิบสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ มูลสุกรในพื้นที่โครงการ ซึ่งมีสุกรจำนวน 35,000 ตัว หรือได้วัตถุดิบประมาณ 10-12 ตันต่อวันผสมรวมมากับน้ำทิ้งจากฟาร์มสุกรประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และรวมกับวัตถุดิบซึ่งได้จากส่วนที่ 2 ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ให้ความสำคัญในขณะนี้ คือ หญ้าเลี้ยงช้างหมัก ที่มีอายุ 30-45 วัน ประมาณ 20-23 ตันต่อวันสำหรับโครงการนำร่องผลิต CBG แห่งแรกนี้ มั่นใจว่าจะสามารถผลิตได้ 6 ตันต่อวัน และสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อเติมในรถยนต์ประมาณ 500 คันต่อวัน หรือใช้เติมในรถขนส่งขนาดใหญ่ได้ 40 คันต่อวัน ซึ่งสามารถทดแทนการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ประมาณปีละ 2.2 ล้านลิตร หรือลดการใช้ก๊าซหุงต้น (LPG) ได้ประมาณปีละ 1.6 ล้านกิโลกรัม โดยเบื้องต้น กระทรวงพลังงานจะร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการจำหน่ายเป็นโครงการนำร่องให้รถยนต์ในจังหวัดเชียงใหม่
ด้านนายอำนวย ทองสถิต อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ CBG ดังกล่าว ว่า พพ.. เป็นผู้สนับสนุนทุนในส่วนของระบบปรับปรุงคุณภาพ และอัดก๊าซชีวภาพจำนวนเงิน 15 ล้านบาท




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
01:03
 IP:
58.9.221.233

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน นำเจ้าหน้าที่ สนพ.และสื่อมวลชน ร่วมทดสอบประสิทธิภาพก๊าซไบโอมีเทนอัด (Compressed Bio-Methane Gas : CBG) ที่ได้จากการนำก๊าซชีวภาพจากมูลโคนมมาปรับปรุงคุณภาพเป็นก๊าซ CBG สำหรับยานยนต์ ด้วยการเติมก๊าซในรถพร้อมทดลองขับขี่ พบว่าระบบเครื่องยนต์สามารถทำงานได้ปกติ

ทั้งนี้ก๊าซ CBG ที่ผลิตได้ อยู่ภายใต้โครงการ “จัดสร้างต้นแบบระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัดสำหรับยานยนต์” ซึ่ง สนพ. ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สวพ.นครพิงค์ มช.) ดำเนินการวิจัยร่วมกับบริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด


สนพ. 02-612-1555 ต่อ 205
http://webboard.yenta4.com/topic/529010





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
01:29
 IP:
58.9.221.233

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       http://www.vcharkarn.com/varticle/42454

หลายสำนักบอกไว้ว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อากาศของโลกเราร้อนระอุเช่นทุกวันนี้ คือ ก๊าซมีเทน ที่เกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติและจากฝีมือมนุษย์เรา เช่น จากนาข้าว จากการย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิต หรือจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพราะก๊าซมีเทนนั้น สามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดได้ดีกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า ทำให้ความร้อนสะสมอยู่ในบรรยากาศ และเป็นตัวการที่ให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างที่ได้สัมผัสกันอยู่ทุกวัน

เมื่อเหรียญยังมีสองด้าน ทุกสิ่งบนโลกย่อมมีทั้งข้อดีและจุดด้อย... แม้ก๊าซมีเทนที่เป็นหนึ่งในตัวการทำให้โลกร้อน แต่เราสามารถนำมาช่วยทำให้โลกเย็นลงได้เช่นกัน ด้วยการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์แทนการใช้น้ำมัน ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลสารจากการเผาไหม้ของน้ำมันได้อย่างดี โดยการแปรสภาพก๊าซมีเทนให้เป็น “ก๊าซชีวภาพอัด” หรือ ก๊าซ CBG นั่นเอง



ก๊าซชีวภาพอัด หรือ CBG (Compressed Bio- methane gas) คือ การนำก๊าซชีวภาพ ซึ่งกว่า 60% ขององค์ประกอบเป็นก๊าซมีเทน ที่เกิดจากการนำวัตถุดิบและของเสียจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เช่น น้ำเสียจากโรงงานน้ำตาล โรงงานแป้งมันสำปะหลัง หรือมูลสัตว์จากโรงเลี้ยงสัตว์ มาผ่านกระบวนการหมักในสภาวะไร้ออกซิเจน ได้ก๊าซชีวภาพดิบ นำไปผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพเพื่อแยกสารปนเปื้อนออก และอัดความดันเพื่อบรรจุใส่ถัง สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์แทนการใช้น้ำมันก๊าดแอลพีจีหรือก๊าซเอ็นจีวีได้

ประโยชน์จากการใช้ก๊าซ CBG :
ลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง และลดปัญหามลภาวะจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสารพิษต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ภายในรถยนต์
เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานประเทศ ลดการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศ โดยทากเราผลิตก๊าซ CBG ได้ 2.64 ล้านกิโลกรัมต่อปี จะสามารถทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลได้มากกว่า 2.58 ล้านลิตรต่อปี
เป็นพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งของไร้ค่าให้สามารถนำกลับมาใช้สร้างประโยชน์สูงสุด
เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ห่างไกลจากแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพราะช่วยประหยัดตันทุนและระยะเวลาขนส่งก๊าซเอ็นจีวีไปยังพื้นที่เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
13:04
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
      




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
13:05
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
      




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
13:06
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
      




แรงดันหากนำมาอัดเพื่อเติมในรถยนต์ นั้นก็ไม่ต่าง NGV นะครับ หากอัดได้มาก 200 bar เต็มถังก็วิ่งได้มาก
จาก : webmaster(webmaster) 9/3/2556 15:41:23 [115.87.137.11]
 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
13:12
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
      




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
13:14
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 14
      




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
13:17
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 15
      




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
13:19
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 16
      




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
13:29
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 17
       ที่มา : http://www.dailynews.co.th/businesss/165625

เล็งนำหญ้าเลี้ยงช้างมาผลิตเป็นแอลพีจี วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2555 เวลา 16:08 น.
พลังงานเล็งส่งเสริมเกษตรกรปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง นำมาผลิตแอลพีจีเหมือนกับเยอรมนี สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร วันนี้ (8 พ.ย.) นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยหลังการตรวจเยี่ยมสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ว่า มอบหมายให้ สนพ. เร่งงานวิจัยและพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลและพลังงานทดแทนที่จะนำมาลดต้นทุนด้านพลังงานของประเทศให้เสร็จภายในม.ค.-ก.พ.56 จากกรอบเดิมจะเสร็จกลางปีหรือสิ้นปีโดยเฉพาะศึกษาถึงต้นทุนการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหญ้าเลี้ยงช้างเพื่อนำมาผลิตไบโอแก๊สและไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งกระทรวงพลังงานจะรับซื้อในราคาที่สูงเพื่อจูงใจให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

“ในต่างประเทศสามารถนำไบโอแมสมาผลิตเป็นแก๊สหุงต้ม หรือแอลพีจีได้ จึงเป็นพลังงานที่ควรสนับสนุน แต่สนพ.ต้องไปกำหนดวิธีคำนวนราคาหญ้าที่จูงใจและไม่ขาดทุนเพื่อจูงใจเกษตรกร ตลอดอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าหรือแอดเดอร์ เพราะปัจจุบันต่ำมากเพียง 30สต.ต่อหน่วยเท่านั้น” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โปัจจุบันมีประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เยอรมนี สามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการหมักพืชพลังงาน เพื่อให้ได้ก๊าซมีเทนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแล้ว กว่า 5,000 แห่ง ทั่วประเทศ และจีนมีโรงผลิตไฟฟ้าที่ใช้หญ้าเลี้ยงสัตว์ขนาด 30 เมกะวัตต์แล้ว ส่วนในประเทศไทย สนพ. ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ศึกษาวิจัยนำพืชชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศ เช่น หญ้าเลี้ยงช้าง ที่ปลูกอยู่แล้วในประเทศมาทดลองผลิตเป็นพลังงาน ซึ่งหญ้าดังกล่าว ลำต้นคล้ายอ้อย เติบโตเร็ว และเป็นหญ้าในตระกูลเดียวกับหญ้าที่ประเทศเยอรมนีนำมาผลิตเป็นพลังงาน ปัจจุบันมีผลผลิตอยู่ที่ 40 ตันต่อไร่ต่อปี โดยหญ้าเลี้ยงช้าง 1 ตัน สามารถผลิตไบโอแก๊สได้ 160 – 190 ลบ.ม. หากต้องการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ 1 เมกะวัตต์ ต้องใช้พื้นที่ปลูกหญ้าประมาณ 438 ไร่

สำหรับการส่งเสริมการปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง เพื่อนำมาผลิตเป็นพลังงานนั้น นอกจากจะเป็นผลดีต่อเกษตรกร สร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร โดยปัจจุบัน ราคารับซื้อของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง ทำให้เกษตรกรจะมีรายได้จากการจำหน่ายปีละ 48,000 บาทต่อไร่ หากโครงการวิจัยดังกล่าวประสบผลสำเร็จ เชื่อว่าหญ้าเลี้ยงช้าง จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของพืชพลังงานในอนาคต ที่สามารถนำไปผลิตเป็นพลังงาน ทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซปิโตรเลียมเหลวจากต่างประเทศ และทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
13:32
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 18
       หญ้าที่โตเร็วที่สุดในโลก
เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในบ้านเรา โดยเฉพาะผู้ที่เลี้ยงแพะ แกะ วัว ควาย คงจะเป็นที่รู้จักกับหญ้าเนเปียร์เป็นอย่างดี เพราะเป็นหญ้าที่เจริญเติบโตได้ดี มีคุณค่าทางอาหารสูง สัตว์ชอบกิน มีชื่อทางวิชาการว่า Pennisetum purpureum แต่ปัจจุบันนี้ได้การพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ขึ้นใหม่เป็นสายพันธุ์ลูกผสมระหว่าง Pennisetum purpureum กับ Pennisetum alopecuroides (Chinese Pennisetum) มีลักษณะของใบและลำต้นใกล้เคียงกับต้นอ้อยมาก มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าเนเปียร์ที่ปลูกๆกันอยู่ทุกวันนี้

ที่มา : http://www.eco-agrotech.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538654340&Ntype=2





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
14:29
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 19
       หญ้ามิสแคนทัสช้างจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา Miscanthus

หญ้ามิสแคนทัสช้าง (Miscanthus giganteus)
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
หมวด: Magnoliophyta
ชั้น: Liliopsida
อันดับ: Poales
วงศ์: Poaceae
วงศ์ย่อย: Panicoideae
สกุล: Miscanthus
Keng

หญ้ามิสแคนทัสช้าง (Miscanthus giganteus) เป็นหญ้ามิสแคนทัสชนิดพืชหลายฤดูชนิดหนึ่ง (perennial grass) ขนาดใหญ่ (ที่สามารถสูงได้ถึง 4 เมตร) ที่นำมาใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ปัจจุบันมีการผลิตเชิงการค้าในสหราชอาณาจักรซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดที่เพิ่มกำลังเพิ่มอย่างรวดเร็ว นอกจากการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าและความร้อนที่มีราคาประหยัดแล้ว หญ้ามิสแคนทัสช้างยังเป็นพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ด้วยระบบรากที่มีขนาดใหญ่มันจึงสามารถหาอาหารได้ดีกว่า นอกจากนี้ลำต้นส่วนล่างที่สูงยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ ตามธรรมชาติได้ดีด้วย การให้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงและไม่ต้องการการดูแลมาก หญ้ามิสแคนทัสช้างจึงมีความเหมาะสมมากในการเก็บกักคาร์บอนและใช้ในการสร้างดิน

[แก้] การใช้งานการวิจัยเชิงทดลองที่ทำในสหรัฐฯ และไอร์แลนด์กำลังก้าวหน้าไปได้ดีมากในการใช้หญ้ามิสแคนทัสช้างเป็นแหล่งชีวมวลสำหรับผลิตพลังงานทั้งเพื่อการเผาโดยตรงและเพื่อผลิตแอลกอฮอล์จากเซลลูโลส หรือเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดอื่น

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
14:33
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 20
       แหล่งข้อมูลอื่นงานวิจัยหญ้ามิสแคนทัสในอิลลินอยส์ - You Tube

Grass is greener in biofuel future
http://www.youtube.com/watch?v=YHX09MYSitg

Miscanthus Crops pictures เครือข่ายพันธมิตรยุโรป REGIX
http://edition.cnn.com/2008/TECH/science/08/06/miscanthus.biofuel/index.html?iref=intlOnlyonCNN

John Amos Enegy Ltd Biomass Agents - ความร้อนและไฟฟ้า
http://www.champs-energies.com/miscanthus-gigantus
http://www.champs-energies.com/photos

Bical Energy - ความร้อนและไฟฟ้า
http://www.johnamos.co.uk/
http://www.bical.net/

หญ้ามิสแคนทัส
http://bioenergy.ornl.gov/papers/miscanthus/miscanthus.html

Miscanthus as energy source (เยอรมัน)
http://www.miscanthus.at/

Miscanthus x giganteus - as an energy crop - งานวิจัยหญ้มิสแคนทัสที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์
http://miscanthus.uiuc.edu/

Miscanthus - GEGA National Standards Ireland - หญ้ามิสแคนทัส - GEGA มาตรฐานแห่งชาติ ไอร์แลนด์
http://www.gega.ie/


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
17:13
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 21
       สนพ.วิจัย นำหญ้าเลี้ยงช้างมาผลิตก๊าซชีวภาพ คาดอนาคตพัฒนาเป็น CBG ใช้ในรถยนต์

สนพ. ผลักดันโครงการก๊าซชีวภาพสู่การนำพืชพลังงานมาหมักเป็นพลังงานทดแทนเร่งศึกษาหาศักยภาพหญ้าเลี้ยงช้างมาเป็นพืชพลังงานตัวใหม่ คาดอนาคตสามารถผลิตเป็นไฟฟ้าและก๊าซชีวภาพอัดใช้ในรถยนต์

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทนถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสนพ. ในการพัฒนานโยบาย แผนและมาตรการด้านพลังงานของประเทศให้เหมาะสมกับการใช้และการพัฒนาประเทศอย่างพอเพียงและยั่งยืน ซี่งที่ผ่านมา สนพ. ได้มีการส่งเสริมการวิจัยและการจัดหาพลังงานทดแทนทุกรูปแบบ อาทิ พลังงานชีวมวล พลังงานก๊าซชีวภาพ พลังงานแสงอาทิตย์ ลมและน้ำ เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน15 ปี ที่วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนให้เป็นร้อยละ20 ของการใช้พลังงานในปี2565

โดยในส่วนของพลังงานทดแทนจากก๊าซชีวภาพ สนพ. ได้มีการดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพจากสิ่งที่มีอยู่ในประเทศ เช่น วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม มูลสัตว์ และเศษอาหาร มาผลิตเป็นพลังงานทดแทน ได้แก่ ไฟฟ้าและความร้อน ตั้งแต่ปี 2538จนถึงปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการฯ แบ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ 534 แห่ง และโรงงานอุตสาหกรรม 107 แห่ง สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้กว่า 700 ล้าน ลบ.ม. ต่อปีหรือ 214,000 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ คิดเป็นมูลค่าทดแทน 3,746 ล้านบาท

สำหรับในช่วงปี 2551-2560 ได้มีการส่งเสริมวิจัยพัฒนานำกากของเสีย โดยเฉพาะการนำพืชพลังงานที่มีศักยภาพมาหมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพใช้ทดแทนพลังงาน ซึ่งผลที่ได้นอกจากจะสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าและความร้อนแล้ว จะมีการพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การผลิตเป็นก๊าซชีวภาพอัด (CBG) ใช้ทดแทน NGV ในภาคขนส่งอีกด้วย โดยปัจจุบันมีประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เยอรมนี สามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการหมักพืชพลังงาน เพื่อให้ได้ก๊าซมีเทนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแล้ว กว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ และจีนมีโรงผลิตไฟฟ้าที่ใช้หญ้าเลี้ยงสัตว์ขนาด 30 เมกะวัตต์แล้ว ส่วนในประเทศไทย สนพ. ได้มีการมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ทำการศึกษาวิจัยนำพืชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยและคาดว่าจะมีศักยภาพ ซึ่งหนึ่งในจำนวนพืชที่ทำการศึกษา จะมี “หญ้าเลี้ยงช้าง” ที่มีการปลูกอยู่แล้วในประเทศ มาทดลองผลิตเป็นพลังงาน ซึ่งหญ้าดังกล่าว มีลักษณะลำต้นคล้ายอ้อย เติบโตเร็ว และเป็นหญ้าในตระกูลเดียวกับหญ้าที่ประเทศเยอรมนีนำมาผลิตเป็นพลังงาน ปัจจุบันมีผลผลิตอยู่ที่ 40 ตัน/ไร่/ปี โดยหล้าเลี้ยงช้าง 1 ตัน สามารถผลิตไบโอแก๊สได้ 160–190 ลบ.ม. ทั้งนี้ หากต้องการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ 1 เมกะวัตต์ ต้องใช้พื้นที่ปลูกหญ้าประมาณ 438 ไร่

ผอ.สนพ. กล่าว “การส่งเสริมการปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง เพื่อนำมาผลิตเป็นพลังงานนั้น นอกจากจะเป็นผลดีต่อเกษตรกร คือ สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร โดยปัจจุบัน ราคารับซื้อของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ. ลำปาง อยู่ที่ประมาณ1.20 บาท เกษตรกรจะมีรายได้จากการจำหน่ายปีละ 48,000 บาทต่อไร่ และหากโครงการวิจัยดังกล่าวประสบผลสำเร็จ เชื่อว่าหญ้าเลี้ยงช้าง จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของพืชพลังงานในอนาคต ที่สามารถนำไปผลิตเป็นพลังงาน ทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซปิโตรเลียมเหลวจากต่างประเทศ และทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และที่สำคัญ ยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในอนาคตอีกด้วย”





 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
17:17
 IP:
115.87.137.11

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 22
       ก๊าซซีบีจี'ทางรอดประเทศไทย
http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=137042:2012-08-17-11-33-00&catid=88:2009-02-08-11-23-46&Itemid=418

ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทน 10 ปี(2555-2564) ที่ผ่านมาความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะหาเชื้อเพลิงใหม่มาทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลลงให้ได้ 25 ล้านลิตรภายในปี 2564 กำลังเป็นโจทย์ใหญ่และความท้าทายของกระทรวงพลังงาน ที่จะดำเนินงานไปสู่เป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า เชื้อเพลิงใหม่ที่จะมาทดแทนน้ำมันดีเซลนั้นจะมาจากประเภทใด เพราะปาล์มน้ำมันที่จะมาผลิตไบโอดีเซล ก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนอยู่ทุกปี ขณะที่การวิจัยพัฒนาสาหร่ายน้ำมัน ยังไม่เห็นการผลิตในรูปเชิงพาณิชย์ออกมา และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้เห็นในเชิงรูปธรรม
แต่ความคาดหวังหนึ่งที่มีทางเป็นไปได้ และกระทรวงพลังงานพยายามผลักดัน ในการหันไปพึ่งก๊าซเอ็นจีวีใช้สำหรับรถยนต์ ที่ในแต่ละปีมีอัตราการเติบโตค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการใช้อยู่ในระดับ 7,800 ตันต่อวัน ที่ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ แต่มีปัญหาตามมาว่า โครงสร้างราคาที่เป็นอยู่ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ชะลอการขยายสถานีบริการเอ็นจีวีออกไป ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอยู่ ยังกระจายไม่ทั่วถึงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ไกลจากแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ
++ดันก๊าซ ซีบีจีเป็นทางรอด
สำหรับทางออกในเรื่องนี้ ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) พยายามที่จะส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซเอ็นจีวีให้มากขึ้นและกระจายอยู่ตามพื้นที่ห่างไกล เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งก๊าซเอ็นจีวีอันเป็นต้นทุนที่สำคัญ จึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการนำก๊าซชีวภาพมาอัดในรูปของก๊าซซีบีจี ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซเอ็นจีวีหรือซีเอ็นจีวีขึ้นมา
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสนพ.ชี้ให้เห็นว่า โครงการดังกล่าว เวลานี้กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะที่เยอรมนีมีการตั้งโรงงานผลิตซีบีจีจาการนำพืชมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพและนำมาอัดเป็นซีบีจีกว่า 7.2 พันแห่ง แต่ละแห่งผลิตก๊าซซีบีจีขนาดเล็กสุดได้ 3 ตันต่อวัน หรือกว่า 2 หมื่นตันต่อวัน หากประเทศไทยสามารถส่งเสริมการตั้งโรงงานได้จำนวนมาก ก็จะทำให้แผนการจัดหาเชื้อเพลิงใหม่มาแทนน้ำมันดีเซลบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะเวลานี้การผลิตซีบีจีในไทยประสบความสำเร็จแล้ว จากที่กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ให้งบสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไปทำการวิจัยจนประสบความสำเร็จ และนำไปต่อยอดวิจัยร่มกับบริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด ตั้งอยู่อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ที่นำก๊าซชีวภาพที่ได้จากมูลวัวในฟาร์มจำนวนประมาณ 3,500 ตัว หรือนำก๊าซชีวภาพที่ได้วันละ 1.7-2 พันลูกบาศก์เมตร มาอันเป็นก๊าซซีบีจีได้วันละประมาณ 100 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 13 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับเครื่องจักรอุปกรณ์ทางการเกษตรได้อย่างไม่มีปัญหา รวมถึงรถยนต์กระบะที่ใช้ในฟาร์มด้วย ซึ่งล่าสุดทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ระหว่างการหารือกับทางบมจ.ปตท.ที่จะนำโครงการดังกล่าวไปต่อยอด เพื่อผลิตก๊าซซีบีจีไปสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยมีขนาดกำลังการผลิต 3 ตันต่อวันขึ้นไป
++เอกชนรุกเข้าสู่เชิงพาณิชย์
นอกจากโครงการต้นแบบแล้ว เวลานี้มีภาคเอกชนที่มีความสนใจที่จะขยายโครงการนี้ออกไปให้แพร่หลาย อย่างบริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) ได้ก่อสร้างผลิตก๊าซซีบีจีในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว โดยเป็นการนำหญ้าเลี้ยงช้างมาหมักร่วมกับน้ำเสียจากมูลสุกร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 6 ตันต่อวัน และพร้อมจะส่งจำหน่ายให้กับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ได้ไม่เกินเดือนกันยายนปีนี้
นายกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ทางบริษัทได้รับงบสนับสนุนการวิจัย 15 ล้านบาท จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาจัดทำโครงการพัฒนาก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรเพื่อการคมนาคมขึ้นมา เพื่อติดตั้งระบบผลิตก๊าซซีบีจี ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มูลค่าการลงทุนรวม 110 ล้านบาท
โดยโรงงานดังกล่าวเป็นการนำน้ำเสียจากฟาร์มสุกรที่อยู่ใกล้เคียงวันละประมาณ 10 ตัน มาหมักร่วมกับหญ้าเลี้ยงช้างวันละ 23 ตัน ซึ่งสามารถผลิตเป็นก๊าซซีบีจีได้ถึง 6 ตันต่อวัน แต่โรงงานแห่งนี้ออกแบบการผลิตไว้ได้ถึง 9 ตันต่อวัน ขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ ซึ่งเวลานี้ได้ทำสัญญาซื้อขายก๊าซซีบีจีกับทางบมจ.ปตท.ไปแล้วในราคา 16 บาทต่อกิโลกรัม นำไปป้อนให้กับสถานีบริการได้ 1 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถรองรับรถยนต์ได้ 500 คันต่อวันหรือรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ได้ 40 คันต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้บมจ.ปตท.ไม่ต้องแบกรับภาระค่าขนส่งจำนวนมาก เพราะหากเทียบกับการขนส่งก๊าซเอ็นจีวีจากอำเภอแก่งคอยขึ้นมาที่จังหวัดเชียงใหญ่แล้ว เอ็นจีวีที่จะจำหน่ายจะตกอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม
อีกทั้ง โครงการนี้นอกจากเป็นการช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้จากการปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง ที่รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 1 บาท หากเกษตรกรปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง 1 ไร่ จะได้ผลผลิต 8-17 ตันต่อไร่ และใน 1 ปีตัดได้ 6 ครั้ง เป็นรายได้ดีกว่าการปลูกข้าวในเวลานี้
นายกิตติกล่าวเสริมอีกว่า จากความสำเร็จดังกล่าว ทางบริษัทมีแผนที่จะลงทุนทำโรงงานผลิตซีบีจีที่เป็นการหมักจากหญ้าเลี้ยงช้างทั้งหมด ส่งป้อนให้กับบมจ.ปตท.อีก 5 แห่ง ขนาดแห่งละ 6 ตันต่อวัน อยู่ในจังหวัดขอนแก่น 4 แห่ง และในจังหวัดอุบลราชธานี 1 แห่ง ใช้เงินลงทุนแห่งละประมาณ 110 ล้านบาท ซึ่งการขยายโรงงานผลิตซีบีจีไปตั้งที่ต่างๆนั้น ต้องขึ้นอยู่กับพื้นที่การปลูกหญ้าเลี้ยงช้างว่าอยู่ตามพื้นที่ไหนบ้าง หากเป็นไปตามแผนคาดว่าทั้ง 5 แห่ง จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
++จัดทำแผนดันสู่นโยบาย
นายสุเทพ กล่าวเสริมว่า จากความสำเร็จของโครงการซีบีจีที่เกิดขึ้น ทางสนพ.เตรียมที่จะจัดทำแผนหรือมีเป้าหมายที่แน่ชัดในการส่งเสริมการผลิตก๊าซซีบีจีออกมาในช่วงปลายปีนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเป็นนโยบายการส่งเสริมให้มีการผลิตก๊าซซีบีจีในระดับวงก้าวมากขึ้นและขยายผลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะต้องมาดูว่าจะสนับสนุนในรูปแบบใด อย่างการให้เงินส่วนเพิ่มหรือ แอดเดอร์ กับโครงการ เพื่อเป็นการจูงใจให้กับผู้ผลิตซีบีจี เพราะถือว่าเป็นการผลิตพลังงานทดแทนอย่างหนึ่ง เหมือนกับที่เวลานี้ให้แอดเดอร์สำหรับการผลิตก๊าซชีวภาพนำไปผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 30 สตางค์ต่อหน่วย หรือการใช้วงเงินสนับสนุนจากภาครัฐไม่เกิน 10 % ของมูลค่าโครงการ รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับผู้ประกอบการ เป็นต้น เพราะเวลานี้เองการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าใช้กันอย่างแพร่หลาย หากผู้ประกอบการสนใจนำมาผลิตเป็นซีบีจี ก็จะช่วยให้เกิดการใช้ก๊าซซีบีจีสำหรับยานยนต์มากขึ้นตามไปด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,767 19-22 สิงหาคม พ.ศ. 2555


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
21:02
 IP:
58.9.49.21

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 23
       พพ.จ่อของบ 300 ล้าน หนุนโครงการหญ้าเลี้ยงช้าง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2556 14:59 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9560000028876

นายอำนวย ทองสถิตย์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อขออนุมัติใช้เงินกองทุน 300 ล้านบาท สนับสนุนโครงการปลูกหญ้าพลังงานทดแทน หรือ หญ้าเลี้ยงช้าง ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบให้เริ่มทดลองใน 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่แล้ง พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ที่ปลูกข้าวไม่ได้
ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีพลังงาน มีนโยบายที่จะส่งเสริมโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซชีวภาพจากหญ้าเลี้ยงชาติ โดยบรรจุในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี ฉบับใหม่ ให้มีกำลังผลิตรวม 10,000 เมกะวัตต์ โดยส่งเสริมให้ชุมชนและเอกชนร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ ตามพื้นที่ที่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมการปลูกหญ้ารอบโรงไฟฟ้าแบบมีสัญญารับซื้อต่อเนื่องในราคาประกัน เพื่อให้มั่นใจว่า จะมีหญ้าผลิตไฟฟ้าตลอด โดยโครงการนี้ได้จัดทำเป็นวาระแห่งชาติ เริ่มนำร่องใน จ.ชัยภูมิ นครราชสีมา และนครสวรรค์ หากดำเนินการได้นั้น นอกจากจะได้พลังงานทดแทนเสริมความมั่นคงแล้ว เกษตรกรยังมีรายได้ดีด้วย


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก WebMaster GasThai.Com
 เสาร์, 9/3/2556
 เวลา :
21:07
 IP:
58.9.49.21

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 24
       นายอำนวย ทองสถิตย์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ในขณะนี้ พพ.เร่งจัดทำแผนการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าชุมชน โดยใช้หญ้าเลี้ยงช้างเป็นพืชพลังงานตามนโยบายของนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เสนอต่อนายกรัฐมนตรี และให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องทำแผนส่งเสริมร่วมกันแบบบูรณาการ เริ่มตั้งแต่การปลูก เทคโนโลยีการปลูก การตัดหญ้า การส่งเสริมการลงทุน การจัดโซนนิ่งพื้นที่ปลูก ไม่ให้แย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหาร การชักจูงเอกชนลงทุนทั้งโรงไฟฟ้า และระบบการผลิตก๊าซฯ ทดแทนแอลพีจี เอ็นจีวี ที่เรียกว่า ซีบีจี ซึ่งสามารถต่อท่อก๊าซฯ ซีบีจี ไปใช้ในพื้นที่ห่างไกลแนวท่อก๊าซธรรมชาติ ซึ่งต้นทุนการผลิตมีความคุ้นทุนกว่าการสร้างท่อก๊าซ โดยต้นทุนซีบีจีอยู่ที่ 14-15 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าชุมชนได้ศึกษาเป็นแผนระยะยาว 10 ปี จะมีชุมชนเข้าร่วม 10,000 แห่ง หรือจะได้โรงไฟฟ้าชุมชนขนาด 1 เมกะวัตต์ จำนวน 10,000 โรงไฟฟ้า ซึ่งแต่ละโรงจะใช้พื้นที่ปลูกหญ้า 800-1,000 ไร่ โดยโรงไฟฟ้าชุมชนจะลงทุนประมาณ 100 ล้านบาทต่อแห่ง แนวทางคือ เอกชนลงทุนร้อยละ 60 ชุมชน-เกษตรกรร่วมทุนร้อยละ 40 คาดใช้เวลาคืนทุนประมาณ 6 ปี โดยในส่วนของชุมชนที่ร่วมทุนนั้นมีข้อเสนอให้ภาครัฐช่วยลงทุนก่อน ด้วยการร่วมทุนแบบให้เปล่าร้อยละ 20 และเป็นเงินกู้แบบเงินทุนหมุนเวียนอีกร้อยละ 20 ขณะที่เกษตรกรจะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า เป็นผู้เพาะปลูกหญ้า และร่วมทุนติดตั้งระบบไบโอก๊าซ ซึ่งจะเป็นผลดีที่สามารถเข้าร่วมตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

“หญ้าเลี้ยงช้างหรือหญ้าเนเปียร์พันธุ์ที่ดี กรมปศุสัตว์ระบุว่าจะตัดได้ทุก 45 วัน ปลูก 1 ครั้ง อยู่ได้ 7 ปี คิดในราคาเพียง 300 บาทต่อตัน ก็คุ้มทุน เร็วดีกว่าปลูกมันสำปะหลัง และปลูกข้าวเสียอีก แต่การส่งเสริมเช่นนี้ก็ต้องทำทั้งระบบ เพื่อให้แน่ใจว่ามีตลาดชัดเจน และไทยก็ยังลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ด้วย” นายอำนวย กล่าว

ทั้งนี้ พพ.จะเสนอให้จัดโครงการนำร่องดังกล่าวที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพราะมีพื้นที่ปลูกหญ้าอยู่แล้ว โดยภาพรวมหากโครงการจะประสบความสำเร็จต้องมีการจัดโซนนิ่ง ระบบสายส่งต้องพร้อมรับโรงไฟฟ้าชุมชน ในขณะที่ราคาซื้อไฟฟ้าจากโครงการนี้ตามระบบ feed in tariff ต้องอยู่ที่ประมาณ 4-4.50 บาทต่อหน่วย

ที่มา:
http://www.thaifinbiz.com/sme_detail.php?tab=1&smes_id=3967




 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



 จาก Love Green World
 พุธ, 11/9/2556
 เวลา :
21:55
 IP:
171.99.249.234

 

แก้ไข / ลบคำตอบ

 คำตอบที่ 25
       1.รัฐบาลจะต้องเร่งประชาสัมพันธ์เต็มรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่องผ่านฟรีทีวีทุกช่องตลอด 24 ชั่วโมงในเรื่องการรณรงค์ให้ใช้น้ำมันแกสโซฮอล E85 และเร่งดำเนินการติดตั้งหัวจ่าย E85 ให้ครอบคลุมทั้งประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เพราะรถยนต์ Flexible Fuel Vihicle(FFV) ค่ายรถต่างๆเริ่มผลิตออกจำหน่ายมากแล้วเช่น Mitsubishi Lancer EX , TOYOTA New ALTIS , VOLVO , FORD , BMW , MAZDA , NISSAN ฯ
2.หาทางสร้างโรงงานผลิตแผง Solar Cell ในประเทศไทยเพื่อทำให้ราคาถูกลงส่งเสริมให้ทุกบ้านติดตั้งแผงชนิดนี้ในหมู่บ้านชนบทหรือในเมืองเพื่อพึ่งพาตนเองด้านไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ลดการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนลง
3.เร่งส่งเสริมการปลูกหญ้าเลี้ยงช้างพันธุ์ปากช่อง1 เพื่อการผลิตไฟฟ้าและทำ CBG เพื่อใช้แทน NGV/CNG ในรถยนต์นั่งและรถบรรทุกทั่วไปทดแทนการขนส่งในภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานตอนบนทั้งหมด
4.ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเขต กทม.และปริมณฑล เพื่อลดมลพิษทางอากาศ ลดการเป็นโรคร้ายต่างๆทางระบบหายใจและลดโลกร้อนในระยะยาว ลดความเสื่อมโทรมของเมืองหลวงจากควันไอเสียรถยนต์ที่มีแต่ทำลายและทำร้ายทั้งคน สัตว์ อาคารบ้านเรือน ที่สำคัญช่วยชาติประหยัดเงินที่จะต้องไปซื้อน้ำมันและก๊าซ LPG จากต่างประเทศปีละหลายแสนล้านบาทและไทยมีความมั่นคงด้านพลังงานที่สูงมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง


 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย



คำถามนี้มีทั้งหมด 25 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป



เพื่อความปลอดภัยในการนำเสนอข้อมูลของผู้ใช้ GasThai.Com สมาชิกเวบเท่านั้น จึงจะตั้งกระทู้ และ ตอบคำถามได้ครับ

สำหรับท่านที่สมัครสมาชิกแล้ว Login Click ที่นี่
สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิก สมัครสมาชิก Click ที่นี่




ปั้ม G Gas
แก๊สใสสะอาด

ที่สุดในโลก ทุกสาขาทั่วไทย แถมฟรีกาแฟ รับบัตรเครดิต
ถัง ชื่นศิริ " Linh " วาวล์ Tomaseto
Sor 080-599-7538 ; mail sor@gasthai.com
S.C.C ปทุมธานี
Tel: 0-2978-1578-9,08-1333-9593
ชัย หมากกระจาย
ติดแก๊สกับเราแล้วสบายใจ Tel:081-6130157
G-Autogas Service
ติดตั้ง แก้ปัญหาระบบแก๊สรถยนต์ 084-6787539
สันติการช่าง
02-286-94692 081-685-5666 ,081-922-9753
หัวฉีดแก๊ส
Atiker

02- 722 4440
หัวฉีดแก๊ส
Wentgas

02- 722 4440
ทูลเกษา เอ็นจิเนียริ่ง
ติดต่อ

Tel:0-2573-5378
Dynamite ติดตั้ง ซ่อม Gas
คลองหลวงศูนย์ล้อ

0-2901-6272-4
หัวฉีดแก๊ส AG
อุปกรณ์ติดตั้ง LPG/NGV

02-943-2535
แป๊ะ หมากกระจาย
รับติดตั้ง LPG NGV ซ่อมเครื่องยนต์

086 404 6278


หงษ์ทอง ออโต้แก๊ส
ติดต่อ

Tel:083-444-9444 , 080-444-4500
อู่ธนดล ลาดปลาเค้า 52
ติดต่อ

Tel:096-423-9654 , 093-592-2447
บริษัท พรศักดิ์ อ่อนนุช จำกัด
ติดต่อ

Tel:02-726-1594-95, 02-726-1599
ปั้ม G Gas
แก๊สใสสะอาด

ที่สุดในโลก ทุกสาขาทั่วไทย แถมฟรีกาแฟ รับบัตรเครดิต
SPEED GAS
ติดต่อ

Tel:02 4595676 084-099-0994
ARMY Service
ติดต่อ

Tel:08-36856112 08-63347868
พื้นที่ว่างให้ลงโฆษณา
ติดต่อ

Tel:081-6419681
NGK SPARK PLUGS
ติดต่อ

Tel:02-2227708, 081-9320098
G.O GASSERVICE
ติดต่อ

Tel:0-2580-6393 , 0-2952-2441 , 084-3449691 , 089-0429994
'งามวงศ์วานสองก๊าซ
ติดต่อ

Tel:02-9511208 086 - 8884950
หจก.ธง.ออโต้เซอร์วิส
ติดต่อ

Tel: 02-892-1727-8
MasterGasService
ติดต่อ

Tel:02-952-4099 089-2010870


Last update : 23/9/2556


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  facebook.com/GasThaiForCar