จาก เทอร์โบ บีสิบสี่
จันทร์ที่ , 2/2/2552
เวลา : 05:31
IP: 203.157.29.156
อ่านแล้ว = 1127 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
เชิญพบกับตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย พร้อมสมาคมปั๊มก๊าซและสมาคมผู้ติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซฯ ไปยื่นหนังสือฉบับล่างนี้ แก่ สว.รสนา โตสิตระกูล
29 มกราคม 2552
เรื่อง ขอเสนอให้ศึกษาและออกกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือข้อกำหนดห้ามมิให้ข้า ราชการทุก กระทรวง ทบวง กรม เข้าไปเป็นกรรมการ หรือที่ปรึกษาในนิติบุคคลเอกชนหรือ
องค์กรเอกชนทุกองค์กร
เรียน ท่าน สมาชิกวุฒิสภา นางสาวรสนา โตสิตระกูล
( ประธานกรรมาธิการศึกษากรณีทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา)
สิ่งที่ส่งมาด้วย
1. สำเนาหนังสือที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552
2. ข้อมูลเรื่องโครงสร้างราคาพลังงานปัจจุบัน
3. ข้อมูลการผลิตและการใช้ แก๊ส LPG (มกราคม 2551 - พฤศจิกายน 2551)
ด้วยข้าพเจ้า ในฐานะตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์ทั่วประเทศ ซึ่งผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์ถือเป็นผู้บริโภคและเป็นผู้ใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการนำเข้าหรือลดการใช้แก๊สโซลินหรือน้ำมันเบนซิน เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงแก๊สโซลินหรือน้ำมันเบนซินมีราคาผันผวนที่สูงมาก แต่รถยนต์เป็นยานพาหนะที่จำเป็นสำหรับการประกอบสัมมาอาชีพและการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั่วประเทศมีผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์ส่วนบุคคลประมาณหนึ่งล้านคัน ทั้งนี้ยังไม่รวมรถรับจ้างสาธารณะและรถบรรทุกเล็กอีกประมาณหนึ่งแสนคัน
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. เดิมเป็นรัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรที่ไม่มุ่งแสวงหากำไร มีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการแสวงหาและดำเนินกิจการพลังงานของประเทศไทย แต่มาภายหลังมีการผลักดันและเปลี่ยนแปลงให้ ปตท.เป็นบริษัทมหาชน นอกจาก ปตท.จะเป็นองค์กรที่ผูกขาดพลังงานในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียวแล้ว ปัจจุบัน ปตท.กลายเป็นองค์กรที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจอย่างเต็มตัวกลับนิ่งเฉย เช่นการระดมเสนอผลดีของการใช้ก๊าซธรรมชาติอัด CNG โดยไม่เสนอผลเสีย ผลร้ายของ CNG แต่กลับนำเสนอผลร้ายของก๊าซ LPG เพียงด้านเดียว ทำให้ประชาชนจำนวนมากรวมไปถึงสื่อสารมวลชนรับข้อมูลไม่ครบถ้วน มองภาพผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์เป็นผู้ร้ายตลอดมา
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก LPG ในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ผ่านมา มีดังนี้
1. โครงสร้างการผลิต นำเข้า ส่งออก ปริมาณการใช้ของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ชัดเจน มีการหมกเม็ดข้อมูลที่แท้จริงมาตลอด ปตท.ไม่สามารถชี้แจง หรือ หาหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริงการนำเข้า ส่งออกที่แท้จริงได้
2. การกำหนดนโยบายพลังงานทางเลือก LPG และพลังงานทางเลือกอื่นๆ สังคมและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสรับรู้และมีส่วนแสดงความคิดเห็นน้อยมาก ถูกกำหนดโดยหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชนที่มีผลประโยชน์จากนโยบายโครงสร้างการกำหนดราคาพลังงานทางเลือก LPG และพลังงานทางเลือกอื่นๆ
3. ผู้ที่ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์มีจำนวนเพียง 16% ส่วน ครัวเรือน 43.6 % และภาคอุตสาหกรรม 47.2% ของปริมาณการใช้ก๊าซ LPG ทั่วประเทศ แต่ผู้ใช้รถยนต์มักจะถูก ผู้บริหารระดับสูงจากปตท.บางคนและข้าราชการกระทรวงพลังงานบางคนให้ร้ายว่า เป็นผู้ใช้พลังงานผิดประเภททั้งๆที่ ประชาชนได้มีการใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์มาตั้งแต่ปี 1986 และรัฐบาลสมัยนั้น ยังสนับสนุนให้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์โดยให้ราคาครัวเรือนสูงกว่า จนมีเหตุการณ์ที่ ครัวเรือนนำถังบ้านมาเติมตามปั้มแก๊ส LPG สร้างความไม่ปลอดภัย ให้กลุ่มผู้ใช้มาตลอด แม้ยามแก๊สLPG ขาดตลาดผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์กลับต้องก็มักจะเป็นจำเลยของสังคม อันที่จริง แก๊ส LPG ถือเป็นพลังงานทางเลือกชนิดหนึ่งวัตถุประสงค์ของการใช้เป็นพลังงานหาได้ต่างจากเชื่อเพลิงอื่นๆไม่ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบทวีปยุโรป และออสเตรเลีย รัฐจะผลักดันและสนับสนุนให้ประชาชนที่ใช้ยานพาหนะขนาดเล็กที่มีเครื่องยนต์ต่ำกว่า3600 ซีซี ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์ เพราะอุปกรณ์ติดตั้งราคาถูกกว่าและถังก๊าซมีน้ำหนักที่เบากว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงอัดในถังก๊าซที่มีแรงดันน้อยกว่า CNG หลายสิบเท่าตัว อีกทั้งการขนส่งเนื้อก๊าซไปสู่สถานีจ่ายยังทำได้ง่าย ประหยัดถูกกว่าการขนส่ง CNG ที่เหมาะสมจะต้องส่งตามท่อมากกว่า รัฐในประเทศที่เจริญแล้วเหล่านั้นสนับสนุนให้รถขนส่งมวลชน รถขนส่งสินค้า รถลาก หรือรถขนาดใหญ่ที่วิ่งระยะทางไกลๆใช้ก๊าซธรรมชาติอัด หรือ CNG เพราะอุปกรณ์บรรจุก๊าซที่มีน้ำหนักมหาศาลเมื่อเทียบกับอุปกรณ์บรรจุก๊าซ LPG เนื่องจากจำเป็นต้องสร้างถังเก็บก๊าซที่หนามากเพราะก๊าซ CNG มีแรงดันหลายพันปอนด์ต่อตารางนิ้ว โครงสร้างรถบรรทุกมีโครงสร้างที่เหมาะสมกับการรับน้ำหนักบรรทุกมากๆเช่นถังเก็บก๊าซ CNG ที่มีน้ำหนักมากอยู่แล้ว การขนส่งก๊าซ CNG จะส่งตามท่อเป็นระยะทางไกลและสร้างสถานีเติมก๊าซตามเส้นทางที่ท่อก๊าซส่งไปถึง จึงเหมาะสมและช่วยอำนวยด้านขนส่งมวลชนและการขนส่งสินค้าในระยะทางไกลๆมากกว่า ซึ่งการกล่าวหาว่าผู้ใช้ก๊าซ LPG เป็นการใช้ก๊าซหุงต้มมาใช้ในรถยนต์ซึ่งเป็นการใช้พลังงานผิดประเภทนั้น หากจะมองเช่นดังว่า การใช้น้ำมันพืชซึ่งน้ำมันพืชเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นน้ำมันประกอบอาหารในครัวเรือน แต่ก็ได้มีการนำน้ำมันพืชมาใช้เป็นส่วนผสมในเชื้อเพลิงรถยนต์จนทำให้ราคาน้ำมันพืชสูงมากกว่า 100% กรณีนี้ ไม่มีผู้ใดยกเป็นประเด็นขึ้นกล่าวอ้าง ติเตียน ทั้งที่เป็นกรณีที่ไม่แตกต่างกัน
4. ก๊าซ LPG นั้น เราสามารถผลิตเองได้ในประเทศ จากทรัพยากรธรรมชาติ บ่อก๊าซในอ่าวไทย ของคนไทย และมีการส่งขายต่างประเทศมายาวนานนับ 10 ปี รวมถึงในปีที่แล้วซึ่งเป็นปีที่ขาดแคลน ผู้ผลิตก็ยังส่งออกก๊าซ LPG ไปขายต่างประเทศถึง 2 หมื่นตัน ก๊าซ LPG กว่าครึ่งผลิตจากโรงแยกก๊าซของ ปตท. LPG ส่วนที่เหลือมาจากผลิตภัณฑ์ของโรงกลั่นน้ำมัน วัตถุดิบในการผลิตก๊าซ LPG ของโรงแยกก๊าซ ปตท. คือ ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีก๊าซธรรมชาติขึ้นมาจากอ่าวไทยวันละประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ซึ่งเป็นปริมาณที่เยอะมาก) การผลิตก๊าซ LPG นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อมีการกลั่นน้ำมันก็จะได้ ก๊าซ LPG ตามมาด้วย ถือว่า ก๊าซ LPG เป็นผลพลอยได้ จากการกลั่น ซึ่งทราบว่าต้นทุนการผลิตในประเทศนั้นอยู่ที่ 320 เหรียญสหรัฐต่อตัน ดังนั้น คนไทย จะต้องมีสิทธิ์ใช้ในราคาที่ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรมไม่ใช่อิงราคาตลาดโลกเสมอไป โดยปี 2551 มีปริมาณที่ผลิตได้เองในประเทศ 54.73 % จากการกลั่นน้ำมัน 35.17% นำเข้า 10% เครือข่าย ผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย ขอสนับสนุนให้ควบคุมราคาแก๊ส LPG ในภาคครัวเรือนแบบคงที่ต่อไป ส่วนภาคอุตสาหกรรมและขนส่งนั้นหากจำเป็นต้องพิจารณา ปรับโครงสร้าง ก็ขอให้ปรับโครงสร้างแบบ กึ่งลอยตัว โดยนำปริมาณที่ผลิตได้ในประเทศทั้งจากอ่าวไทยและการกลั่นน้ำมัน มาหาค่าเฉลี่ยกับราคาน้ำเข้า หากต้องมีการนำเข้าจริง ไม่ใช่ผลิตได้แล้วทำการส่งออกในราคาตลาดโลกแล้วกลับสั่งซื้อเข้ามา เป็นลักษณะอัฐยายซื้อขนมยาย ทั้งนี้ต้องมีองค์กรกลางที่ประกอบด้วยผู้แทนจากหลายภาคส่วน มาควบคุมด้านราคา โดยห้ามมิให้เอกชนผู้ประกอบการ ขึ้น ลงราคาตามอิสระ การขาดแคลนก๊าซ LPG ของไทย จะเกิดจากปัญหาที่ ปตท.สร้างโรงแยกก๊าซไม่เพียงพอหรือไม่ หรือเพียงพอแต่หาเหตุหยุดการแยกก๊าซเป็นครั้งคราวอ้างว่าเป็นการซ่อม ทำให้ปริมาณการผลิตไม่เพียงพอชั่วคราวหรือไม่ ทำให้ต้องสูญเสียก๊าซธรรมชาติที่มีคุณค่าวันละกว่า 600-700 ล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งหากนำก๊าซธรรมชาติทั้งหมดมาผ่านโรงแยกก๊าซได้ ประเทศไทยคงมีก๊าซใช้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ปัญหานี้ทำให้ไทยต้องเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าก๊าซ LPG ส่วนที่ขาดอยู่ประมาณ 10% ของปริมาณการใช้ในปี 2551 ซึ่งความพยายามปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG ของกระทรวงพลังงานที่ผ่านมามีเหตุที่น่าสงสัยดังนี้
ก) การผลักดันให้ขึ้นราคาสวนกระแสกับราคาก๊าซในตลาดโลกที่ร่วงลงมา 60% จากกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งการจะขึ้นราคาก๊าซ LPG หรือไม่ จะขึ้นมากน้อยเท่าใดนั้น จะต้องยึดหลักและยืนอยู่บนเหตุผล3ประการคือ
1.ต้องมี "ความถูกต้อง เหมาะสม" ถ้าหากว่าการขึ้นราคามีหลักเกณฑ์ที่เป็นข้อเท็จจริงเหมาะสม มีราคาต้นทุนที่ผลิตในประเทศ มี่การกำหนดอัตราภาษี มีค่าการตลาดที่เหมาะสมโดยทุกขั้นตอนของโครงสร้างราคาไม่สูงเกินไปนัก ไม่เกินความจำเป็นที่ราคาควรจะเป็นไม่เป็นภาระกับประชาชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าวเกินสมควร
2. ต้อง"เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ" การกำหนดโครงสร้างและราคา ยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งความสุจริต บนพื้นฐานของความเป็นจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพราะปัจจุบันพลังงานที่ใช้ในรถยนต์ มิใช่มีแต่น้ำมันเชื้อเพลิงในลักษณะของแก๊สโซลินแต่เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันมีทั้ง แก๊สโซฮอลล์ ไบโอดีเซล ก๊าซ CNG และ ก๊าซ LPG ทุกอย่างที่กล่าวมาถือเป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ได้ทั้งสิ้น ดังนั้น นอกจากแก๊สโซลินแล้ว เชื้อเพลิงชนิดอื่นก็คือพลังงานทางเลือกได้เช่นกัน ดังนั้นการกำหนดโครงสร้างราคา ไม่ว่า โครงสร้างราคา CNG หรือโครงสร้าง LPG ก็ดี สมควรที่จะกำหนดโครงสร้างเหมือนหรือใกล้เคียงกัน นับจากต้นทุนผลิตในประเทศที่แท้จริง การกำหนดอัตราภาษีทุกชนิด ก็ควรจะกำหนดใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ CNG เก็บอัตราหนึ่ง LPG เก็บอีกอัตราหนึ่งที่สูงกว่า ประชาชนซึ่งถือว่าเป็นผู้บริโภคจะเป็นผู้เลือกใช้สินค้าด้วยตนเอง มิใช่กำหนดอัตราภาษีหรืออัตราค่าการตลาด เงินอุดหนุนกองทุนน้ำมัน ที่แตกต่างกันโดยเจตนาที่จะกำหนดให้อัตราภาษีหรือเงินอื่นของ LPG สูงขึ้นเพื่อจูงใจให้คนใช้ LPG น้อยลง อย่างนี้ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรม
3. ต้อง"ไม่มีพฤติการณ์หรือการกระทำใดๆที่ส่อเจตนาหรือเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ในทางการค้าของบุคคลหรือนิติบุคคลใด" สืบเนื่องจากข้อ 1และ ข้อ 2 การจะปรับราคาต้องมีเหตุผลที่เชื่อถือได้ รับฟังได้ มีเหตุผล ไม่มีนัยยะ ของการเกื้อหนุนผู้ประกอบการเอกชนแอบแฝง ข้อเท็จจริงปัจจุบัน ปตท. มิใช่รัฐวิสาหกิจเหมือนแต่ก่อน แต่ปตท. จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน ดังนั้น ปตท.คือนิติบุคคล เอกชนที่เป็นองค์กรแสวงหากำไร และไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ เมื่อปตท.เป็นนิติบุคคล ก็เป็นเหมือนบริษัทนิติบุคคล แต่เป็นนิติบุคคลมหาชน ที่ให้ประชาชนซื้อหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้ และเป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบัน ปตท. แบกรับภาระการอุดหนุนราคา ก๊าซ CNG ไว้ ราวๆ 2-3 บาท ต่อกิโลกรัม อีกทั้งแผนการลงทุนส่งเสริมให้ผู้คนไปใช้ CNG ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งที่ลงทุนไปมากแล้ว ปตท.จำเป็นที่จะต้องผลักดันให้มีการปรับราคา ก๊าซ CNG ขึ้นมาอย่างน้อยกิโลกรัมละ 2 บาทและต่อไปจะต้องปรับให้ได้ราคาขายอย่างน้อยที่ 12.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งปัจจุบันขายอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม และหากจะปรับราคาขึ้นมาอีก 2 บาท เป็น 10.50 บาท ราคาก็จะมาใกล้เคียงกับราคา ก๊าซ LPG ที่ลิตรละ 11.35 บาท กรณีนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ในแง่ของการตลาดที่จะจูงใจให้ผู้คนมาเปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงเป็นรถ NGV เพราะการติดตั้งอุปกรณ์เป็น NGV เจ้าของรถต้องลงทุนสูงกว่า การติดตั้ง LPG 2-3 เท่าตัว แม้การลงทุนปั๊มก๊าซ CNG ก็เป็นเงินมหาศาลเมื่อเทียบกับการตั้งปั๊ม LPG จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้อง "เตะ" ราคา LPG ให้หนีราคา CNG ที่จะปรับขึ้นมา ดังนั้น หากเจตนาของการปรับราคา LPG เพียงเหตุผลที่แท้จริงเพื่อขยับราคาให้หนีราคา CNG เพื่อการค้าขายด้านการตลาดของผู้ค้าก๊าซ CNG ที่มี ปตท.เป็นนิติบุคคลเอกชนผูกขาดรายเดียวแล้ว นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า การผลักดันให้มีการขึ้นราคาของ LPG อาจมีเจตนาที่ไม่สุจริตหรืออาจมีนัยยะที่แอบแฝง รวมไปถึงอาจเป็นการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนผู้ผูกขาดการขายเพียงรายเดียวก็ได้ หากเป็นจริงและสามารถนำสืบได้ถึงนัยยะที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าวได้ คณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องภาครัฐที่มีส่วนรู้เห็นสนับสนุนอาจมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็ได้
ข) LPG ที่ขาดแคลนในปีที่แล้วก็เพียง 10% ของปริมาณการใช้ ดังนั้น การพยายามผลักดันให้มีการขึ้นราคาทำราวกับว่าไทยนำเข้าก๊าซLPGจากต่างประเทศมาทั้งหมดจึงดูไม่สมเหตุผลในสายตาผู้บริโภค
ค) การขาดแคลนนี้มีสาเหตุหลักมาจากการบริหารจัดการของภาคเอกชน ดังนั้น การลงโทษประชาชน 60 ล้านคน ด้วยการขึ้นราคา LPG อีก 2.70 บาท ทำให้ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายสูงถึง20.83ต่อกิโลกรัมเป็นสิ่งที่เป็นธรรมหรือไม่
ง) ขณะนี้ ราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลกช่วงนี้อยู่ที่ 380 ดอลลาร์ต่อตัน หรือ 13 บาทกว่าต่อกิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งราคานี้ได้รวมเอากำไรของผู้ผลิตเข้าไปแล้ว ดังนั้น ใครเป็นผู้รับผลประโยชน์จากส่วนต่างระหว่างราคาที่รัฐกำหนดกับราคาตลาดโลกอีก 7.50 บาทต่อกิโลกรัม รวมเป็นเงินกว่า3หมื่นล้านบาทต่อปีคงต้องมีคำตอบที่ชัดเจนต่อสังคม
จ) ปตท.มีต้นทุนคือก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่รับซื้อมาในราคาต่ำกว่าตลาดโลกมาก (ราคาเฉลี่ยก๊าซธรรมชาติของไทยตั้งแต่ปี 2542) ซึ่งอาจเกิดจากรัฐบาลในอดีตได้ให้สัมปทานราคาถูกต่อเอกชนในการขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียมเพื่อให้ประชาชนได้มีพลังงานใช้ในราคาที่ไม่สูงนัก ดังนั้น การตั้งธงในการกำหนดราคาพลังงานไทยที่อิงราคาตลาดโลกหรือสูงกว่าตลาดโลกทั้งที่ก๊าซส่วนใหญ่ก็ผลิตได้เองในประเทศ จึงน่ากังขาเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนเจ้าของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีแต่เสียกับเสีย ถ้า ปตท.และกระทรวงพลังงานอ้างว่าผู้ใช้ก๊าซในรถยนต์ทำให้ก๊าซ LPG ขาดแคลน จนต้องนำเข้า นั่นหมายถึงถ้าตัดปริมาณการใช้ 16% ของปริมาณการใช้มวลรวม จะทำให้ก๊าซพอใช้หรือ??? และการจะต้องอิงราคาก๊าซตามราคาตลาดโลกทั้งที่ต้นทุนที่ผลิตในประเทศมีตัวเลขยืนยันชัดเจนอยู่แล้วจะเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคพลังงานทางเลือกกรณีนี้หรือ หากมิฉะนั้นแล้วประชาชนจะต้องซื้อข้าวสารในราคาตลาดโลกด้วยหรือไม่ ทั้งที่เราเป็นผู้ผลิตข้าวเปลือกและสีเป็นข้าวสารได้เองในประเทศ?????
ฉ) หากมีความจำเป็นต้องนำเข้าพลังงานทางเลือกในราคาตลาดโลก สมควรที่จะต้องแยกแยะว่าพลังงานที่นำเข้าในราคาตลาดโลกนั้น นำไปใช้ นำไปจำหน่ายในภาคส่วนใด ไม่ใช่นำเข้ามาตันละ 450 เหรียญ ในปริมาณ 10 % ส่วนปริมาณที่เหลืออีก 90 %สามารถผลิตได้เองในราคาต้นทุนที่ 320 เหรียญต่อตัน แต่กลับให้มีการผลักดันให้กำหนดราคาขาย เท่ากับ 450 เหรียญต่อตันทั้ง 100% ผลต่างของราคาที่เป็นกำไรมหาศาลตกอยู่ที่ใคร เป็นการสร้างภาระให้ประชาชนเกินสมควรหรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่
ดังนั้น เครือข่าย ผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องพลังงานทางเลือก LPG (ก๊าซปิโตรเลียมเหลว) เพื่อให้ท่านได้พิจารณาเพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการดำเนินการดังนี้
1. ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงานหรือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อเท็จจริงและมูลที่แท้จริงของโครงสร้างการผลิต การจำหน่าย การนำเข้า การส่งออก ปริมาณการใช้ และโครงสร้างราคา ของพลังงานทางเลือก LPG และCNG รวมไปถึงพลังงานทางเลือกอื่นๆ ต่อสาธารณะ โดยไม่มีการหมกเม็ดปิดบังข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริง หรือเสนอข้อเท็จจริงด้านเดียวดังเช่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะสื่อมวลชนและทางเวปไซท์ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สื่อต่างๆ เพื่อให้สาธารณชนได้ทราบและมีส่วนรับรู้ อันเป็นการสนับสนุนให้หน่วยงานได้มีการดำเนินการแบบธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง
2. การกำหนดนโยบายราคาพลังงานทางเลือก ต้องให้สาธารณชน องค์กรอิสระ ภาคส่วนของประชนที่มีส่วนได้เสีย ได้มีส่วนรับรู้และตัดสินใจ มิใช่ให้บริษัทเอกชน ร่วมกับข้าราชการกระทรวงพลังงาน ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมีอำนาจในการผลักดันนโยบายฯได้ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของสังคมแท้จริง สร้างระบบนายทุนคุมการเมืองแบบเดิมๆเข้ามาหาผลประโยชน์โดยการทุจริตทางนโยบาย สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติมหาศาล ส่วนภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ให้ใช้โครงสร้างกึ่งลอยตัว โดยเพิ่มราคา ขึ้นลง ตาม จำนวนที่นำเข้าจริงหากจะต้องมีการนำเข้าเพราะผลิตในประเทศไม่พอเพียงจริงๆ และเพิ่มเงินนำเข้ากองทุน LPG โดยตั้งเป็นกองทุนอิสระ แล้วนำเงินกองทุนนี้ไปชดเชย เอกชน ที่นำเข้าในแต่ละเดือน ต่อไป โดยให้เอกชนที่นำเข้า แสดงเอกสาร หลักฐาน การสั่งซื้อ นำเข้า การเสียภาษีศุลกากร มาแสดง เพื่อขอรับเงินชดเชยการนำเข้าต่อไป จัดตั้งให้มีองค์ร่วม 3 ภาค ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชนผู้ประกอบการ ภาคตัวแทนผู้บริโภค เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดโครงสร้างราคาและกำหนดราคาในแต่ละครั้ง
3 ให้ออกกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือข้อกำหนดห้ามมิให้ ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดหรือที่ปรึกษาในนิติบุคคลเอกชนหรือองค์กรเอกชนทุกองค์กรแบบเด็ดขาด แม้รัฐมนตรีก็ไม่อาจอนุมัติได้ โดยเฉพาะนิติบุคคลด้านพลังงาน เพราะข้าราชการเป็นผู้กำหนดนโยบายและควบคุมนโยบายของรัฐอยู่แล้ว วัตถุประสงค์แห่งการจ้างที่ข้าราชการตามระเบียบข้าราชการพลเรือนไม่ว่าระดับใด ไม่ปรากฏว่าไม่ต้องมาทำงานเต็มเวลา ในปัจจุบันมีข้าราชการแทบทุกกระทรวง ทุกกรมในหน่วยงานราชการโดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง ใช้เวลาราชการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของนิติบุคคลเอกชน ซึ่งนอกจากจะทำให้เสียเวลากับการปฏิบัติงานในหน้าที่ข้าราชการในส่วนราชการ ในหน่วยงานของรัฐและการให้บริการแก่ประชาชนแล้ว การไปนั่งเป็นกรรมการ อนุกรรมการ หรือเป็นบอร์ดในนิติบุคคลบางแห่ง อาจถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษ เอื้อประโยชน์แก่องค์กรนั้นๆได้ ถึงแม้ว่านิติบุคคลนั้นๆรัฐจะเข้าไปถือหุ้นก็ตาม ดังนั้นนิติบุคคลเอกชน หรือองค์กรภาคเอกชนควรจะสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถด้านนั้นๆที่เป็นเอกชนและมีความเป็นกลาง ที่มิใช่ข้าราชการ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการและการดำเนินการของภาครัฐไปเป็นตัวแทนของรัฐและประชาชน ซึ่งต้องเป็นผู้มีความเป็นธรรมและมองเห็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าผลกำไรผู้ถือหุ้น
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและเพื่อให้ท่านใช้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งจากภาคประชาชนผู้บริโภคโดยตรง ในการดำเนินการ ตามเห็นสมควรต่อไป
ขอแสดงความนับถือ
นาย รุ่งชัย จันทสิงห์
ตัวแทน เครือข่าย ผู้ใช้ก๊าซ LPG ในรถยนต์แห่งประเทศไทย

|