จาก webmaster
เสาร์ที่ , 17/1/2552
เวลา : 08:21
IP: 58.9.111.65
อ่านแล้ว = 1373 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
เบรกขึ้นราคา"แอลพีจี-เอ็นจีวี"อ้างลดผลกระทบศก.-ปตท.อ่วมแบกภาระหมื่นล.
กพช.อุ้มต่อผู้ใช้แอลพีจี-เอ็นจีวี ชะลอขึ้นราคาไม่มีกำหนด อ้างลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว "อภิสิทธิ์" ยันไม่ได้กลัวแรงต่อต้าน ด้าน ปตท.อึ้งแบกภาระส่วนต่างร่วมหมื่นล้านบาท เตรียมประชุมผู้ถือหุ้นหารือรับได้แค่ไหน
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552 ว่าที่ประชุม กพช.มีมติให้ชะลอการปรับขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) และราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยต้องมีการนำเข้าก๊าซแอลพีจีเดือนละ 3.3 หมื่นตัน เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมากนั้น ประชาชนได้นำแอลพีจีมาใช้ในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ราคาแอลพีจีจากต่างประเทศราคาสูงกว่าราคาจำหน่ายในประเทศ โดยให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) รับภาระส่วนต่างราคาไปก่อน แล้วรัฐบาลจะนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชยให้ภายหลัง
นพ.วรรณรัตน์ ระบุว่า กพช.เห็นชอบในหลักการให้ใช้กองทุนน้ำมันฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้น จากกรณีที่จะมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หลังจากสิ้นสุดนโยบาย 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ โดยที่ประชุมให้กระทรวงพลังงานปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในอัตราที่เหมาะสม คาดว่าจะใช้เงินจำนวน 3,000 ล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลยังคงตรึงราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีไว้ ไม่ใช่เป็นเพราะว่ารัฐบาลกลัวจะถูกแรงต่อต้านจากประชาชน ในส่วนของแอลพีจีถ้าไปขยับขึ้นราคาก็จะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะกลายเป็นการสวนทางกับมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงได้ตัดสินใจให้มีการชะลอออกไป
ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การชะลอขึ้นราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีจะทำให้การใช้ในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับที่ผ่านมา และจะต้องนำเข้าแอลพีจีต่อไปอีก ซึ่งจะเกิดส่วนต่างของราคาอยู่ที่ 2,000-5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นภาระของกองทุนน้ำมันฯ ในอนาคต โดย ปตท.คาดว่าจะต้องแบกภาระที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าแอลพีจี น่าจะอยู่ที่ระดับ 1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ปตท.จะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเร็วๆ นี้ เพื่อพิจารณาว่าจะรับภาระที่เพิ่มขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน
http://www.komchadluek.net/2009/01/17/x_main_a001_332253.php?news_id=332253
|