จาก webmaster
พฤหัสบดีที่ , 8/1/2552
เวลา : 11:21
IP: 58.9.111.110
อ่านแล้ว = 1127 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=118209
เสนอพยุงราคาน้ำมันอีกรอบ อภิสิทธิ์ สั่งดูดงบพี อาร์ฟื้นภาพประเทศไทย [8 ม.ค. 52 - 05:45]
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจว่า ที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดกรอบของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำรายละเอียดของมาตรการและการจัดทำงบประมาณกลางปี 2552 วงเงิน 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำเสนอ ครม.เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้าเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. (คณะรัฐมนตรี) ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ขณะเดียวกันได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพลักษณ์ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กรมส่งเสริมการส่งออก เอางบประชาสัมพันธ์ทั้งหมดมาบูรณาการร่วมกันเพื่อเปลี่ยนเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยและเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะได้ผลดีกว่าการแยกกันทำ และถ้าหากงบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอก็จะจัดงบประมาณให้เพิ่มเติม
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบกรอบแนวทางและการจัดสรรงบประมาณกลางปีเพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว โดยจัดให้กลุ่มเป้าหมาย 9 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกร, แรงงานนอกภาคเกษตร, เด็ก/ผู้ปกครอง (เรียนฟรีจริง), ประชาชนผู้มีรายได้น้อย, ผู้สูงอายุ, ภาคธุรกิจเอกชน, ภาครัฐ, การท่องเที่ยวและผู้มีรายได้ประจำคาดว่าจะเบิกจ่ายงบประมาณได้ช้าที่สุดภายในวันที่ 1 เม.ย.ตั้งเป้าหมายใช้เงินให้หมดภายใน 3-6 เดือน หลังได้รับงบประมาณ โดยเงิน 60% จะอัดฉีดลงสู่รากหญ้า อีก 40% เป็นการใช้งบประมาณผ่านโครงการของรัฐบาลที่ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 เดือน ส่วนโครงการเรียนฟรีนั้น จะมีงบประมาณ 30,000 ล้านบาท ช่วยเหลือเด็กนักเรียนได้ 13 ล้านคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 10 โครงการเดิมภายใต้แผนขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีก 100,000 ล้านบาท ที่นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกฯ ได้ขออนุมัติจาก ครม.ชุดก่อนไว้เพื่อจะนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจประกอบด้วย โครงการปรับผิวทางหลวงชนบท (ถนนปลอดฝุ่น) เงินค่าตอบแทนบุคลากรรัฐ การพัฒนาศักยภาพ การผลิตสินค้าหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งออกสินค้าเกษตร การเพิ่มทุนแก่ ธ.ก.ส. และเอสเอ็มอีแบงก์ เงินอุดหนุนเบี้ยยังชีพคนชรา ค่าใช้จ่ายตามโครงการพระราชดำริ บ้านมั่นคงและการพัฒนาการศึกษา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโตได้อีก 1% ส่วนงบประชาสัมพันธ์ทีมไทยแลนด์ของ ททท.ที่มีถึง 3,000 ล้านบาท จะถูกดูดไปใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทย
ขณะที่ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่มีนโยบายต่ออายุมาตรการ 6 เดือน 6 มาตรการ ในประเด็นการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอีก หลังจากมาตรการดังกล่าวจะหมดอายุลงในวันที่ 31 ม.ค.นี้ ดังนั้น ภาษีสรรพสามิตน้ำมันในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ และกลุ่มดีเซลที่ลดลงต้องปรับขึ้นในอัตราเดิม โดยกระทรวงพลังงานได้เตรียมแผนที่จะใช้เงินกองทุนน้ำมัน 3,000 ล้านบาท เข้ามาอุดหนุน ไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันจะต้องปรับขึ้นตามการขึ้นของภาษีสรรพสามิตในทันที ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.เป็นต้นไป
ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นายกรัฐมนตรี ระบุว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันต่างจากเมื่อ 6 เดือนที่แล้วที่ราคาขายปลีกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ราคาขายปลีกในประเทศปรับลดลงต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดการใช้ที่ฟุ่มเฟือยของประชาชน จึงต้องปรับฐานภาษีสรรพสามิตมาอยู่ที่เดิมคือ แก๊สโซฮอล์จะต้องขึ้นราคาอีก 3.30 บาท/ลิตร ไบโอดีเซลบี 2 ปรับขึ้น 2.30 บาท และบี 5 ปรับขึ้น 2.10 บาท/ลิตร ซึ่งจะมีผลให้ราคาขายปลีกปรับตามไปด้วย ผมก็จะเข้าไปดูในรายละเอียดคือจะไม่ให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นในทันที จึงต้องใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปพยุงราคาระยะแรกก่อน ส่วนจะปล่อยให้ปรับขึ้นราคาจริงๆ เมื่อใด คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันที่ 16 ม.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมซึ่งมีวาระการพิจารณาโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เสนอให้พิจารณาหลังจากก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้กระทรวงพลังงานกลับมาทบทวนว่าควรจะแยกเป็น 2 ราคาระหว่างครัวเรือนกับภาคขนส่งและอุตสาหกรรมหรือไม่ ซึ่งกระทรวงพลังงานจะจัดทำหลายแนวทางให้ที่ประชุมพิจารณาแต่ยังไม่ขอเปิดเผยในขณะนี้
ส่วนภาระหนี้สินที่เกิดจากการนำเข้าแอลพีจีมาใช้ในประเทศของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่รับภาระไปแล้ว 8,900 ล้านบาทก็จะให้กองทุนน้ำมันไปรับภาระใช้หนี้ให้ก่อน โดยจะทยอยใช้คืนให้ ปตท. เพราะฐานะล่าสุดของกองทุนน้ำมันมีวงเงินสดรวม 10,000 ล้านบาท.
|