จาก เซ็งจิต
พุธที่ , 24/12/2551
เวลา : 08:22
IP: 121.100.32.51
อ่านแล้ว = 1227 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2385 21 ธ.ค. - 24 ธ.ค. 2551
คนใช้รถเอ็นจีวี/แอลพีจี/ทำใจ 1 ม.ค.52 ภาครัฐ ปตท.เอาแน่ปรับขึ้น1.50-2 บาทต่อกิโลกรัม
ผู้ ใช้รถยนต์ทั้งแอลพีจีและเอ็นจีวี เตรียมรับข่าวร้ายวันปีใหม่ ปตท.ประกาศปรับราคาเอ็นจีวีขึ้นไปอีก 1.50 บาทต่อกิโลกรัม อ้างราคายังไม่สะท้อนตามความเป็นจริง และครม.มีมติให้ทำได้ ขณะที่กบง.เร่ง ให้"อภิสิทธิ์"ลงนามประกาศราคาก๊าซหุง เพื่อให้มีผลทัน 1 ม.ค.52 ส่งผลแอลพีจีขึ้นไป 2 บาทต่อกิโลกรัม และหลังจากนั้นจะขอทบทวน มติกพช.ใหม่ ให้ปรับไม่ถึง 6 บาทต่อกิโลกรัม
นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เพื่อแจ้งขอปรับราคาก๊าซเอ็นจีวีขึ้นไป 11 บาทต่อกิโลกรัม โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป จากเดิมที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติที่ให้ปรับขึ้นไป 12 บาทต่อกิโลกรัมในปี 2552 และในปี 2553 ขึ้นเป็น 13 บาทต่อกิโลกรัม และหลังจากนั้นทางบมจ.ปตท.จะกำหนดปรับราคาขึ้นไปตามต้นทุนที่เป็นจริง แต่จะไม่เกินครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมันดีเซล
ส่วนการที่ขอปรับราคาก๊าซเอ็นจีวีขึ้นไป 11 บาทต่อกิโลกรัมนี้ เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงมามาก หากจะปรับขึ้นไปที่ระดับ 12 บาทต่อกิโลกรัม เกรงว่าราคาก๊าซเอ็นจีวี จะเลยเพดานราคาที่กำหนดไว้ ที่ไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมันดีเซลที่เวลานี้อยู่ที่ 19.34 บาทต่อลิตร หรือหากสิ้นสุด 6 มาตรการ 6 เดือน ที่จะครบกำหนดสิ้นเดือนมกราคม 2552 รัฐบาลจะปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลขึ้นไปอีก 2.30 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้ราคาดีเซลอยู่ในระดับ 21-22 บาทต่อลิตร ก็จะทำให้ก๊าซเอ็นจีวีมีราคาไม่เกินตามเพดานที่กำหนดไว้
ทั้งนี้ ราคาก๊าซเอ็นจีวีใหม่ที่จะขอปรับขึ้นนี้ จะได้รับความเห็นชอบหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสนพ. ที่อาจจะต่อรองให้ปรับขึ้นเพียง 1.50 บาทต่อกิโลกรัม จากที่ปัจจุบันจำหน่ายอยู่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก และเกรงว่าการส่งเสริมการใช้ก๊าซเอ็นจีวีจะชะลอตัวหากปรับขึ้นไปมาก ซึ่งหากเป็นราคานี้ทางบมจ.ปตท.ก็สามารถรับได้ แต่หากทางสนพ.ไม่ยอมให้มีการปรับขึ้นเลย ทางบมจ.ปตท.ก็ไม่เจรจาอีก และยืนยันที่จะปรับราคาขึ้นไป เพราะถือว่าได้แจ้งไปแล้ว อีกทั้ง มีมติครม.ในการเห็นชอบให้มีการปรับราคาไว้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ คิดว่าทางภาครัฐคงเข้าใจ เพราะเวลานี้ทางสนพ.ก็มีข้อมูลศึกษาต้นทุนของก๊าซเอ็นจีวีไว้แล้ว จึงน่าจะยอมให้มีการปรับขึ้นไปได้
นายณัฐชาติ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ แม้จะปรับราคาก๊าซเอ็นจีวีขึ้นไป บมจ.ปตท.ก็ยังต้องแบกรับภาระต้นทุนจากการจำหน่ายอยู่ จากราคาที่สะท้อนความจริงควรจะอยู่ที่ 14.50 บาทต่อกิโลกรัม หรือแบกรับภาระอยู่ 6 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันราคาที่จำหน่ายอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม หรือคิดเป็นเงินที่ต้องแบกรับภาระในปีนี้ประมาณ 3,700 ล้านบาท จากที่ปีก่อนแบกรับอยู่ที่ 1,900 ล้านบาท และปี 2549 แบกรับอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท รวม 3 ปี แบกรับภาระอยู่ที่ 6,800 ล้านบาท
ส่วนในปีหน้า จะแบกรับภาระเป็นเท่าใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับว่าราคาเอ็นจีวีที่ขอปรับขึ้นอยู่ในอัตราเท่าใด รวมถึงปริมาณการใช้ก๊าซเอ็นจีวีจะเพิ่มมากขนาดไหน จากปัจจุบันอยู่ที่ 2,900 ตันต่อวัน อีกทั้ง หากราคาน้ำมันช่วงกลางปีหน้ามีราคาสูงขึ้น อาจจำเป็นต้องขอปรับราคาเอ็นจีวีขึ้นไปใหม่เป็น 12 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งหลังจากนั้นแล้วคงจะมาดูว่าจะต้องแบกรับภาระอีกเท่าใด
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มีมติที่จะร่างคำสั่งนายกรัฐมนตรีเพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนก๊าซปิโตรเลียม เหลว เพื่อขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีลงนามในการประกาศปรับราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีในภาคขนส่งและ อุตสาหกรรมขึ้นไป 6 บาทต่อกิโลกรัม ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่เห็นชอบไปแล้ว ที่จะให้ทยอยปรับ 2 บาทต่อกิโลกรัมติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนนั้น คาดว่าทางสนพ.จะเร่งส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไม่เกินสิ้นเดือนธันวาคมนี้ เพื่อที่จะให้มีผลประกาศใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป โดยจะปรับในอัตรา 2 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม
และหลังจากนั้นเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ลงตัวแล้ว ทางกระทรวงพลังงาน จะทำเรื่องถึง กพช.ให้มีการทบทวนมติในการปรับราคาก๊าซหุงต้มภาคขนส่งและอุตสาหกรรมใหม่ เนื่องจากฐานเดิมในการพิจารณาการปรับราคาก๊าซหุงต้มขึ้นไป 6 บาทต่อกิโลกรัมนั้น อิงราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกอยู่ที่ 650 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน เพื่อที่จะเก็บเงินมาใช้หนี้คืนบมจ.ปตท.ที่ต้องแบกรับภาระจากการนำเข้าก๊าซ หุงต้มประมาณ 8,000 ล้านบาท มาใช้คืนให้ครบภายในเดือนพฤศจิกายน 2553
แต่เนื่องจากเวลานี้ราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกอ่อนตัวมาอยู่ในระดับ 338 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และมีการประเมินว่าในปีหน้าราคาเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ระดับ 350 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน เมื่อสถานการณ์ราคาก๊าซหุงต้มเปลี่ยนไปเช่นนี้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องปรับราคาก๊าซหุงต้มภาคขนส่งและอุตสาหกรรมขึ้นไปถึง 6 บาทต่อกิโลกรัม เพราะการปรับราคาขึ้นไป 2 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนมกราคมนี้ ถือว่าเป็นราคาที่สูงกว่าราคาในตลาดโลกช่วงนี้แล้ว
ส่วนหนี้ที่ต้องชำระคืนบมจ.ปตท. 8,000 ล้านบาท จะมอบหมายให้กบง.ไปพิจารณาภายหลังว่าจะเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้น เพื่อมาใช้หนี้คืนได้หรือไม่
|