จาก chalitphan
จันทร์ที่ , 24/11/2551
เวลา : 19:17
IP: 58.8.183.56
อ่านแล้ว = 2640 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
http://www.eppo.go.th/petro/price/pt-price-st-2008-11-24.xls
มีราคาน้ำมันโดยละเอียด ถ้าเกษตรกรได้ประโยชน์แต่ไม่เป็นผลดีกับรถ คุณจะเลือกอะไร
ลองย้อนกลับไปดู ราคาน้ำมันถูกกว่าแก๊สโซฮอลมานานแล้ว แต่มีการอุ้มราคา ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม
เหมือนจะมีคนพูดว่าของกินราคาจะแพงเพราะปลูกแต่สิ่งที่เอาไปใช้ประโยชน์ในพลังงานทดแทน
แต่พลังงานทดแทนแพงกว่าน้ำมัน ถ้าดีกับเครื่องยนต์ก็คงจะไม่เท่าไร
และที่เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน เห็นรณรงค์ให้ใช้น้ำมันเบนซิน95 เพราะเครื่องยนต์จะเผาใหม้หมดจด
คนออกนโยบายตอนนั้นซะแล้ว
ลองอ่านข้อดีข้อเสียของแก้สโซฮอลแล้วกัน
โอเคขอตอบแบบวิชาการหน่อยแล้วกัน
เครื่องยนต์แต่ละชนิดมีความต้องการออกเทนสูงไม่เท่ากัน ทางภาครัฐบาลจึงแบ่งน้ำมันเบนซินออกเป็น 2 ชนิด ตามค่าออกเทนนัมเบอร์ นะตอนนี้ก็มี 2 ตัว
1. น้ำมันเบนซินพิเศษ (PREMIUM MOTOR GASOLINE) มีค่าออกเทนนัมเบอร์ 95 เหมาะสมกับเครื่องยนต์เบนซินที่มีอัตราส่วนกำลังอัดสูงกว่า 8:1 ขึ้นไปซึ่งได้แก่ รถยนต์นั่งทั่วไป รถบรรทุกเล็ก (เครื่องยนต์เบนซิน)
2. น้ำมันเบนซินธรรมดา (REGULAR MOTOR GASOLINE) มีเลขจำนวนออกเทน 91 ใช้กับน้ำมันเครื่องยนต์เบนซินที่มีอัตราส่วนกำลังอัดต่ำกว่า 8:1 ซึ่งได้แก่ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก รถมอเตอร์ไซค์ เครื่องยนต์ขนาดเล็ก พวก เครื่องปั่นไฟ, รถตัดหญ้า หรือ ปั๊มน้ำขนาดเล็ก
ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E 10 E20
คือน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ที่เกิดจากการผสมระหว่าง น้ำมันเบนซิน 90%-80% กับ แอลกอฮอล์10% -20% (เอทานอล) หรือเรียกโดยย่อว่า E10-E20 โดยรถที่สามารถใช้แก๊สโซฮอล์ E10-E20 จะสามารถใช้น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95, น้ำมันเบนซินออกเทน 91
ส่วนแก๊สโซฮอล์เกดมาทำไม มันมีเพื่อลดการการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ทำให้ประเทศมีความมั่นคงทางด้านพลังงาน ลดการขาดดุลการค้า โดยทุกลิตรของน้ำมัน E10-E20 สามารถลดการนำเข้าน้ำมันลง 10%-20% ทำเกิดลงทุนเพิ่มเติมในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เกิดการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชที่ใช้ผลิตเอทานอล
ที่นี้มาดูว่าใครเผาใหม้หมดจดกว่ากัน แน่นอนจุดเดือด ของแอลกอฮอล์จะต่ำกว่าน้ำมันทำให้เผาไหม้หมดจดกว่า
แต่ก็มีแรงดันไอมากกว่า ซึ่งจะมีปัญหากับรถบางรุ่น โดยเฉพาะรถรุ่นเก่าที่ใช้คาร์บิวเรเตอร์ที่มีถังน้ำมันติดตั้งห่างจากตัวเครื่องยนต์มากเกินไป หรือรถยนต์ที่มีขนาดของท่อเชื้อเพลิงที่เล็กเกินไป ทำให้แอลกอฮอล์ที่อยู่ในท่อเชื้อเพลิงเปลี่ยนสภาพจากของเหลวเป็นไอได้ง่าย เนื่องจากความฝืดของท่อมีมากเกินไป ทำให้มีลักษณะเป็นฟองอยู่ในท่อดูดเชื้อเพลิง ส่งผลให้การหมุนของเครื่องยนต์มีความเร็วรอบไม่สม่ำเสมอ เครื่องจะกระตุกหรือดับ ในบางช่วง นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังมีคุณสมบัติกัดกร่อนสูง ยิ่งสัดส่วนของแอลกอฮอล์ ในน้ำมันมากขึ้น จะยิ่งเพิ่มคุณสมบัติการกัดกร่อนให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งสามารถกัดกร่อนยาง พลาสติกบางชนิด และโลหะประเภททองเหลือง ทองแดง รถยนต์ที่มีอะไหล่เป็นยาง หรือโลหะทองเหลือง ทองแดงที่ไม่ได้รับการออกแบบ และผลิตออกมาให้ทนต่อการกัดกร่อนของแอลกอฮอล์เป็นพิเศษ จะไม่สามารถทนต่อ การกัดกร่อนได้ อาจส่งผลให้ท่อส่งน้ำมันไปจนถึงถังน้ำมันเกิดการผุกร่อน จนทะลุได้ภายในระยะเวลาประมาณครึ่งปี-1 ปี
ที่มา http://www.iamcar.net/board/index.php?topic=40.0

|