จาก ปวยตวยทวย
พุธที่ , 20/8/2551
เวลา : 11:51
IP: 124.121.240.145
อ่านแล้ว = 2065 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
มาอ่านข่าวคนที่บอกว่าขาดทุนกันครับ
http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=101255
ครึ่งปีแรกกำไร 3.12 แสนล้าน [20 ส.ค. 51 - 04:41]
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนประจำงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2551 ที่ผ่านมาว่า จากการสำรวจผลการดำเนินการบริษัทจดทะเบียน 474 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จาก 500 บริษัทรวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน (Non-Compliance : NC) และบริษัทในกลุ่มที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด (Non-Performing Group: NPG) พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 312,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 48%
โดยในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้ มีบริษัทที่สามารถทำกำไรสุทธิได้ทั้งสิ้น 388 บริษัท และมีบริษัทที่ขาดทุนสุทธิทั้งสิ้น 86 บริษัท คิดเป็นสัดส่วนบริษัทที่มีกำไร 82% ต่อบริษัทที่ขาดทุน 18% ในขณะที่ผลการดำเนินงานโดยรวมในงวดไตรมาส 2 ปี 2551 มีกำไรสุทธิ 157,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
การที่ผลประกอบการโดยรวมของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ งวด 6 เดือนแรกของปีนี้ ยังคงเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน ทั้งกำไรสุทธิและยอดขาย แสดงว่าศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมของธุรกิจในประเทศไทยยังเข้มแข็งและมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง นางภัทรียากล่าว
ทั้งนี้ สำหรับบริษัทในกลุ่ม SET100 มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 252,565 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% ในขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 31 % ส่วนบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 มีกำไรสุทธิรวม 233,788 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 33% ขณะที่บริษัทที่มีมูลค่ากำไรสุทธิรวมสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ปตท. (PTT) บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ.ไทยออยล์ (TOP) บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และ บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
นางภัทรียายังกล่าวถึงผลการดำเนินงานของ บริษัทจดทะเบียน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Group) ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน และบริษัทในกลุ่มที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด จำนวน 453 บริษัท มีกำไรสุทธิรวม 313,823 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากระยะเดียวกันปีก่อน
โดยหากพิจารณาผลการดำเนินงานเรียงตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสุทธิสูงสุด ดังนี้ คือ กลุ่มที่ 1. กลุ่มทรัพยากร ประกอบด้วย หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดเหมืองแร่ มีกำไรสุทธิ 131,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 25 % 2. กลุ่มธุรกิจการเงิน ประกอบด้วย หมวดธนาคาร หมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ และหมวดประกันภัยและประกันชีวิต มีกำไรสุทธิ 52,828 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 316% 3. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ในหมวดพัฒนาอสัง-หาริมทรัพย์ หมวดวัสดุก่อสร้างและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มีกำไรสุทธิ 36,381 ล้านบาท หรือลดลง 8% 4. กลุ่มวัตถุดิบสินค้าอุตสาหกรรม ประกอบด้วยหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร หมวดบรรจุภัณฑ์ หมวดกระดาษและวัสดุการพิมพ์ และหมวดยานยนต์ มีกำไรสุทธิ 31,470 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 132% 5. กลุ่มเทคโนโลยี ประกอบด้วย หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและหมวดชิ้นส่วนอิเล็ก-ทรอนิกส์ มีกำไรสุทธิ 25,861 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 92% กลุ่มที่ 6. กลุ่มบริการ ประกอบด้วยหมวดพาณิชย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดการแพทย์ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ หมวดบริการเฉพาะกิจ และหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ มีกำไรสุทธิ 21,660 ล้านบาท หรือลดลง 6% กลุ่มที่ 7 กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ประกอบด้วยหมวดอาหารและเครื่องดื่ม และหมวดธุรกิจการเกษตรมีกำไรสุทธิ 10,670 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 164% กลุ่มที่ 8. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ประกอบด้วยหมวดของใช้ในครัวเรือน หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดแฟชั่น กำไรสุทธิ 3,934 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 36%
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงค่ำของวันที่ 19 ส.ค. บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) TPIPL แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ว่า ขาดทุนสุทธิ 6,823 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 878 ล้านบาท โดยนางอรพิน เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโสชี้แจงว่า ผลขาดทุนเกิดจากบริษัทได้บันทึกสำรองค่าเบี้ยปรับจำนวน 6,900.30 ล้านบาท ตามที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาว่าบริษัทได้กระทำผิดโดยร่วมกับบุคคลอื่นเผยแพร่ข้อมูลการเสนอขายหุ้นโดยมีการประเมินราคาหุ้นที่สูงเกินจริง.
|