จาก underwater
จันทร์ที่ , 4/8/2551
เวลา : 10:23
IP: 125.24.148.178
อ่านแล้ว = 723 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
โดย สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ในสภาวะที่ทุกคนเดือดร้อนจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่แพงขึ้น หลายคนเริ่มหันมาคิดว่า บริษัทน้ำมันที่เคยเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย เหตุใดจึงสามารถทำ 'กำไร' ได้อย่างมากมายมหาศาลเกือบแสนล้านบาท และมีเงินใช้ทำการตลาดและการโฆษณามากมาย ขณะที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ กลับทำได้เพียง 'ยอมจำนน'
แนวคิดการซื้อคืนหุ้นปตท. ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเสนอต่อสาธารณะเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นความคิดสวนทาง และทำให้ถูกมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคถูกมองอย่างกังขา อย่างไรก็ตาม คนจำนวนไม่น้อยกลับเห็นว่าควรยึดคืนปตท.เลยด้วยซ้ำไป แต่ในเมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาให้ปตท.อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต่อไปในภาวะวิกฤตน้ำมัน ดังนั้น การซื้อหุ้นปตท.คืนจากตลาดหลักทรัพย์ จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ปัจจุบันกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของหุ้นปตท. 51.8% ซึ่งมีจำนวนหุ้นประมาณ 1,460 ล้านหุ้น หุ้นที่เหลือเป็นของนิติบุคคลอื่นๆ ประมาณ 847 ล้านหุ้น หุ้นละ 250 บาท (ราคาวันที่ 16 ก.ค.) ดังนั้น เราจะต้องใช้เงินประมาณ 211,750 ล้านบาทในการซื้อคืน แต่หุ้นในส่วนของภาครัฐนั้น ยังคงควรลงทุนในปตท.ต่อไป เพราะปตท.มีกำไรสุทธิประมาณ 100,000 ล้านบาท การลงทุนเพียง 2 ปีกว่าๆ ก็สามารถนำกำไรมาทำโครงการหลักประกันสุขภาพหรือสร้างรถไฟฟ้าได้สบาย
ทั้งนี้ ถ้าเราจ่ายเงินคนละไม่ถึง 3,370 บาท หรือาจจ่ายมากน้อยต่างกันตามสัดส่วนการเสียภาษี หรืออาจยืมเงินจากกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย ก็สามารถนำปตท.กลับมาเป็นของเราทุกคนได้ และสามารถลดค่าน้ำมันได้ทันทีลิตรละ 5 บาท รัฐได้ภาษีสรรพสามิตทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งต่างจากการลดภาษีน้ำมันของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังสามารถรับประกันได้ว่า ไม่ต้องปรับขึ้นราคาก๊าซอีกอย่างน้อย 10 ปี
ปัญหาการขาดแคลนก๊าซแอลพีจี
ตามปกติก๊าซแอลพีจีที่ใช้ในประเทศ จะได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติและจากการกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี นับตั้งแต่ปี 2000 - 2007 ประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติเหลือใช้ทุกปี อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2008 กลับไม่มีการผลิตก๊าซแอลพีจีจากปิโตรเคมี โดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนการปริมาณการใช้ก๊าซ พบว่ามีการนำก๊าซแอลพีจีใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต (Feed Stock) และโรงงานอุตสาหกรรมในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นถึง 30.8% และ 23.4% ตามลำดับ
ขณะที่ปริมาณการใช้ในการคมนาคม ขนส่ง รถยนต์ และหุงต้มในครัวเรือนเพิ่มขึ้นเพียง 18.2% และ 12.2 % เท่านั้น แล้วเหตุใดจึงเกิดภาวะการขาดแคลนก๊าซแอลพีจีในช่วงนี้
กำไรจากสัมปทานก๊าซธรรมชาติ รัฐได้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควรได้
บริษัทยูโนแคล เป็นผู้ขุดเจาะและได้รับสัมปทานจากรัฐบาลหลายสมัย ซึ่งรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลขิงแก่ในอดีต นายปิยสวัสดิ์ อมรนันท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้อนุญาตให้ต่ออายุสัมปาทาน ทั้งที่ยังไม่หมดอายุสัมปทาน นอกจากนี้ มักเอ่ยทวงบุญคุณกับผู้บริโภคว่า สามารถต่อรองราคาค่าก๊าซให้กับผู้บริโภคได้ ทั้งที่เปรียบเสมือนการสอยมะม่วงหลังบ้านแล้วบอกว่า 'เราจะขายมะม่วงลดราคาให้กับเจ้าของบ้าน' เมื่อบริษัทยูโนแคลขายทรัพย์สินให้แชพลอนเป็นจำนวนเงิน 8 แสนล้านบาท มีเรื่องน่าสนใจว่า 50% ของทรัพย์สินของบริษัทยูโนแคลเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
ข้อน่าสังเกต : ระบบสัมปทานก๊าซธรรมชาติ ประเทศไทยเก็บค่าภาคหลวงเพียง 12.5% และมีการแบ่งผลกำไร แต่รวมแล้วไม่เกิน 50% ของรายได้ ขณะที่บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติต่างแบ่งกำไรให้รัฐบาลโบลิเวียถึง 82%
กำไรจากการผูกขาดท่อก๊าซโดยปตท. เพราะเป็นผู้ใช้ประโยชน์เพียงผู้เดียว
ความสำคัญของระบบท่อก๊าซธรรมชาติไม่ได้มีเพียงรายได้จากค่าผ่านท่อจำนวน 20,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังหมายถึงกิจการท่อก๊าซฯ ซึ่งผูกขาดตามธรรมชาติ
1. ปัจจุบันปตท.เป็นพ่อค้นคนกลางผูกขาดการซื้อก๊าซจากผู้รับสัมปทานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ และผูกขาดการจำหน่ายก๊าซฯ โดยการคิดค่าตอบแทนในการจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติโดยบวก 'ค่าหัวคิว' ในอัตรา 1.75% - 9.33% ของราคาเนื้อก๊าซฯ เฉลี่ย ดังนั้น หากผู้ใช้ก๊าซฯ และผู้จุดเจาะก๊าซฯ สามารถซื้อ-ขายก๊าซฯ กันได้โดยตรง จะสามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้าขั้นต่ำได้ถึงปีละ 3,500 ล้านบาท
2. การเลือกปฏิบัติในการขายก๊าซฯ ให้โรงแยกก๊าซของปตท.ในราคาถูก ขณะที่ขายให้โรงไฟฟ้าในราคาที่แพง ทั้งนี้ ปตท.ขายก๊าซฯ ให้โรงแยกก๊าซฯ จำนวน 5 โรงของตัวเองในราคาประมาณ 150 บาท (ไม่รวมค่าผ่านท่อ) แต่ขายกีาซฯ ให้แก่กฟผ.ราคา 180 บาท (ไม่รวมค่าผ่านท่อ) ทำให้เป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าส่วนเกิน ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนต้องแบกรับ นอกจากนี้ โรงแยกก๊าซของปตท.ไม่ได้มีหน้าที่เพียงการผลิตก๊าซหุงต้ม เพื่อใช้ภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งออกผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกนอกประเทศด้วย ซึ่งเป็นการสร้างกำไรให้บริษัทปตท.ถึง 15,000 บาทต่อปี ซึ่งสูงกว่ากำไรที่ได้จากท่อส่งกีาซฯ ทั้งที่วงเงินลงทุนต่ำกว่าหลายเท่าตัว
3. การเอื้อประโยชน์ให้ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทลูกของปตท. โดยการรับซื้อก๊าซในราคาที่แพงกว่า ก๊าซที่รับซื้อจากผู้ผลิตก๊าซอื่นๆ แต่ขณะเดียวกันปตท.ผ.ก็เป็นคู่สัญญารายใหญ่ขายก๊าซให้ปตท. ถือเป็นการผูกขาดการจัดหาก๊าซปตท. แทนที่จะทำหน้าที่เจรจาราคาตามสัญญาซื้อขายก๊าซให้มีความเป็นธรรม เพราะหากปตท.สผ.ยิ่งได้กำไรมากเท่าไหร่ ปตท.ก็จะได้ผลพลอยได้จากกำไรปตท.สผ.ด้วย เนื่องจากได้ถือหุ้นอยู่ถึง 66.4% ส่วนภาระค่าก๊าซราคาแพงนั้น ปตท.ก็เพียงแต่ส่งผ่านต่อไปยังผู้ใช้ก๊าซ นอกจากนี้ ยังทำการบวกหัวคิวเพื่อฟันกำไรอีกต่อด้วย
ผลปรากฎ คือ 'ก๊าซที่ปตท.ซื้อจากแหล่งในอ่าวไทยที่ปตท.สผ.ร่วมทุน มีราคาแพงกว่าเแหล่งอื่นๆ ถึง 28% และก๊าซที่ซื้อจากแหล่งในพม่าที่ปตท.สผ.ร่วมทุนด้วย มีราคาแพงกว่าแหล่งอื่นถึง 72% ส่งผลให้ปตท.สผ.มีกำไรถึงปีละกว่า 30,000 ล้านบาท และเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น โดนได้รายได้กว่า 90% ของปตท.สผ.จากการหากำไรจากคนไทย'
กำไรผูกขาดอีกส่วนหนึ่งของปตท.ยังมาจาก 'ค่าผ่านท่อ' ซึ่งคำนวนจากฐานอัตราผลตอบแทนการลงทุนในการวางท่อก๊าซ ซึ่งในอดีตปตท.ได้รับการการันตีโดยมติครม. สมัยรัฐบาลทักษิณสูงถึง 16-18%
มีการประเมินว่า เงินค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจำนวน 100 บาท จะไปตกอยู่ในมือปตท.ถึง 42.90 บาท ขณะที่กฟผ.ได้รับเพียง 27.10 บาทเท่านั้น ถ้ารัฐจัดการกับ 'กำไรผูกขาด' ทั้งหมดของปตท.ได้ ก็อาจทำให้สามารถลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนได้ถึง 13,000 - 14,000 ล้านบาทต่อปี-------------------------------------------------------
การคิดราคาก๊าซแอลพีจี
พล.ท.(หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 1 ชุดเพื่อดูแลปัญหาก๊าซแอลพีจี โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นราคา โดยอ้างว่ารัฐต้องแบกรับภาระในการอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจีอย่างหนัก ทั้งนี้ พล.ท.(หญิง) พูนภิรมย์ต้องคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่เช่นนั้นอาจถูกข้อครหาว่าอุ้มบริษัทก๊าซ เนื่องจากทุกคนกำลังถูกหลอก เพราะบริษัทต้องการส่งออกก๊าซเพื่อทำกำไรได้มากขึ้น ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรในประเทศไทย
ต้นทุนจริงของก๊าซแอลพีจี
จะพบว่าราคาก๊าซแอลพีจีที่รัฐบาลกำหนดที่โรงแยกก๊าซยังได้กำไรอยู่ และไม่ได้เป็นราคาที่มีการอุ้มก๊าซแอลพีจีแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับต้นทุนจริงของการผลิตก๊าซแอลพีจี ดังนี้
ราคาต้นทุน 6.68 บาทต่อกก. (กิโลกรัม - 1 ลิตร เท่ากับ 0.57 กิโลกรัม)
- ค่าการกลั่น (โรงแยกก๊าซ) 2.10 บาทต่อกก.
ราคาต้นทุนหน้าโรงแยกก๊าซปตท. 8.78 บาทต่อกก. (กำไรที่ได้เป็นของปตท.)
ราคาขายส่งหน้าโรงแยกก๊าซปตท. 11.0751 บาทต่อกก. (โรงแยกก๊าซได้กำไรอย่างน้อย 2.295 บาทต่อกก.)
- ภาษีสรรพสามิตร/กองทุน/เทศบาล 2.3870 บาทต่อกก.
- กองทุน 0.3030 บาทต่อกก.
- ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 0.9636 บาทต่อกก.
ราคาขายปลีก 18.00 บาทต่อกก.
- ค่าการตลาด 3.2566 บาทต่อกก. (ตกเป็นของสถานีบริการแก๊ซ)
- ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 0.2280 บาทต่อกก.
ราคาในท้องตลาดจริง 18.21 บาทต่อกก. (หรือ 10.3797 บาทต่อลิตร)
-------------------------------------------------------
เรื่องจริงธุรกิจน้ำมัน
ราคาปัจจุบันลดได้ 5 บาท
เริ่มต้นจากการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันของบริษัทน้ำมันที่สูงกว่าต้นทุนจริง เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า บริษัทน้ำมันจะอาศัยราคาน้ำมันซื้อ-ขายล่วงหน้าของประเทศสิงคโปร์เป็นต้นทุนราคาน้ำมัน ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงของบริษัท เนื่องจากบริษัทน้ำมันส่วนใหญ่ซื้อน้ำมันจากประเทศแถบตะวันออกกลาง
ดังนั้น หากประเทศสิงคโปร์กำหนดราคาซื้อ-ขายน้ำมัน 34 บาท บริษัทน้ำมันก็จะกำหนดราคาน้ำมันภายในประเทศที่ 35 บาทโดยอัตโนมัติ เพราะได้บวกค่าขนส่งเพิ่มอีก 1 บาท เมื่อนำไปรวมกับค่าการตลาด ภาษีกองทุนน้ำมัน และภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 6 บาท จะทำให้ราคาน้ำมันในท้องตลาดเป็น 41 บาท
แต่หากเราพิจารณาจากต้นทุนน้ำมันที่แท้จริง จะพบว่าต้นทุนราคาน้ำมันดิบ ที่ซื้อ-ขายกันประมาณ 140 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาเรล จะทำให้ราคาน้ำมันดิบก่อนการกลั่นของบริษัทน้ำมันมีราคาแค่ 28 บาท เมื่อรวมค่าขนส่งและค่าการกลั่นของบริษัทจำนวน 2 บาท ค่าการตลาดและภาษีทุกประเภทอีก 6 บาท ปตท.ควรขายน้ำมันเพียงลิตรละ 36 บาท เพราะแค่นี้ก็มีกำไรแล้ว
ดังนั้น พล.ท.(หญิง) พูนภิรมย์ ควรทราบเรื่องการคิดราคาน้ำมันอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้เป็นอย่างดี จึงมีมติเสนอให้บริษัทน้ำมันลดราคาน้ำมัน เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงได้กำไรมากมายอยู่ดี
การทำหน้าที่ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ทับซ้อน
ปัญหาที่ทุกคนควรทราบ คือ กรรมการนโยบายและกรรมการบริหารในกิจการพลังงาน (กบง.) ทำหน้าที่ทับซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เช่น นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการปตท. หรืออธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งเคยเป็นกรรมการปตท. แต่กลับเคยมีบทบาทในการคิดค่าเช่าที่สาธารณะของรัฐจากปตท. ซึ่งมีการถูกตั้งคำถามว่า เป็นการรักษาผลประโยชน์ของหน่วยงานไหนมากกว่ากัน
หรือแม้แต่นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. และยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด, บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน), และบริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทำให้ปตท.มีอิทธิพลต่อบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแทบทุกแห่ง
ยึดไม่ได้ จึงต้องซื้อคืน
ตามที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบ่งแยกทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชน รอนสิทธิเวนคืน และสิทธิในการใช้เงินทุนของรัฐ พร้อมให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่กระทรวงการคลัง แต่ปตท.ยังสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินเหล่านี้ได้ ทำให้ทุกวันนี้อำนาจในการผู้ขาดก่อก๊าซธรรมชาติโดยปตท.ยังคงดำรงอยู่
ปตท.ได้คืนทรัพย์สินให้กระทรวงการคลัง มูลค่าประมาณ 14,000 ล้านบาท แม้ว่าก่อนหน้าที่นายประเสริฐ เคยให้สัมภาษณ์ว่า 'ปัจจุบันโครงข่ายท่อก๊าซและที่ดินของปตท. มีมูลค่าตามบัญชี 100,000 ล้านบาท คิดเป็น 10% ของมูลทรัพย์ของปตท.'
แต่เดิมนั้น ก่อนที่ปตท.ได้ถูกแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ ปตท.เคยเป็นกลไลหนึ่งในการตรึงราคาน้ำมันในประเทศ โดยปตท.ได้นำกำไรส่วนเกินจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติมาชดเชยราคาน้ำมันให้แก่ผู้บริโภค
ขายปตท.แล้วขาดทุน ขายทำไม
หุ้มปตท.วันที่ 16 ก.ค. 2551 มีราคาปิดตลาดอยู่ที่ 250 บาทต่อหุ้น ส่วนเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2550 ซึ่งเป็นวันฟังผลคำพิพากษาของตุลาการ หุ้นปตท.มีราคาปิดตลาดที่ 380 บาทต่อหุ้น ส่วนวันที่ 31 ส.ค.2549 ซึ่งเป็นวันที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและพวก 4 คน ฟ้องคดี หุ้นปตท.มีราคา 236 บาทต่อหุ้น แต่เมื่อปี 2544 เมื่อปตท.ถูกรัฐบาลทักษิณนำออกไปขาย มีราคาหุ้นเพียง 35 บาท!
การขายหุ้นทั้งหมด 25 % ของปตท.เมื่อปี 2544 จำนวน 800 ล้านหุ้น ซึ่งควรจะทำเงินได้ประมาณ 28,000 ล้านบาท แต่การขายครั้งนั้นกลับขาดทุน!!!!! เพราะ
- การแก้ไขบัญชีย้อนหลังของปตท. ทำให้ทรัพย์สินหายไปประมาณ 36,000 ล้านบาท ทำให้มีการขาดทุนเบื้องต้น 8,000 ล้านบาท
- มีการใช้เงินจำนวน 800 ล้านบาท เพื่อจ้างบริษัทขายหุ้น
- ปตท.ขายหุ้นให้พนักงานในราคาพาร์ 10 จำนวน 48 ล้านหุ้น
- ปตท.จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นหลังการขายเพียง 3 เดือน ในจำนวน 2 บาทต่อหุ้น รวมทั้งหมด 1,600 ล้านบาท
ซื้อคืนเท่าไหร่และเอาเงินมาจากไหน
ปตท.มีทรัพย์สินประมาณ 800,000 - 900,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลมีหุ้นประมาณ 51.8% ประมาณ 1,460 ล้านหุ้น ดังนั้น ทรัพย์สินที่ต้องซื้อคืนควรมีมูลค่าไม่เกิน 450,000 ล้านบาท
หากพิจารณาเฉพาะมูลค่าหุ้นที่เหลือของนิติบุคคลอื่นๆ ประมาณ 847 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 250 บาท (ราคาเมื่อวันที่ 16 ก.ค.) จะต้องใช้เงินประมาณ 211,750 ล้านบาท แต่ปตท.มีกำไรสุทธิเกือบ 100,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อลงทุนไปเพียง 2 ปี ก็จะคืนทุน
แล้วจะนำเงินมาจากไหน คิดว่าควรยืมเงินจากกองทุนประกันสังคมต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย หรือประชาชนทุกคนช่วยบริจาคเงินกันคนละ 3,370 บาท เราก็สามารถซื้อปตท.กลับมาได้ หรือจะจ่ายกันตามสัดส่วนการเสียภาษีก็ได้
-------------------------------------------------------
คำแนะนำ
1.ควรดำเนินการให้บริษัทน้ำมันลดราคาน้ำมัน 5 บาทต่อลิตร และเลิกใช้ราคาของประเทศสิงคโปร์กำหนดราคาน้ำมันในประเทศ รวมทั้งต้องหันมาใช้โครงสร้างราคาน้ำมันที่แท้จริง เพื่อคำนวนราคาจำหน่ายภายในประเทศ
2.หยุดส่งออกก๊าซธรรมชาติ และหยุดขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติทุกชนิด
3.ขายก๊าซธรรมชาติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในราคาที่เป็นธรรมเพื่อลดภาระของประชาชน
4.สนับสนุนการใช้พลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างยั่งยืน
5.กระทรวงการคลังต้องเร่งตรวจสอบการคืนทรัพย์สินของปตท.อย่างครบถ้วน
-------------------------------------------------------
ที่มา นิตยสาร 'ฉลาดซื้อ' ฉบับที่ 89 โดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
(ติดต่อ 'ฉลาดซื้อ' ได้ที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 211/2 ซ.งามวงศ์วาน 31 ถ.งามวงศ์วาน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0-2952-5060-2 โทรสาร 0-2580-9337)
|