จาก โตต้า
พุธที่ , 16/7/2551
เวลา : 15:15
IP: 58.9.83.64
อ่านแล้ว = 837 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
โดย มติชน วัน พุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 08:05 น.
กฤษฎีกาชี้ไม่มีกฎหมายคุมห้ามตั้ง
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยแพร่ผลการพิจารณาข้อหารือของกรมธุรกิจพลังงาน กรณีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 เห็นชอบให้แก้ไขกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 เพื่อให้สามารถตั้งสถานีบริการเอ็นจีวี บนถนนสาธารณะที่มีขนาดเขตทางน้อยกว่า 16 เมตรได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 10 เมตร ในเขตกรุงเทพมหานครได้ และควบคุมไม่ให้มีการเปิดสถานีบริการแอลพีจีเพิ่มขึ้น ในเขตกรุงเทพมหานคร และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางให้สถานีบริการแอลพีจี ปรับเปลี่ยนไปให้บริการก๊าซเอ็นจีวี แต่พบว่ามติ ครม.ดังกล่าวมีปัญหาในทางปฏิบัติ
ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงาน กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรุงเทพมหานคร ซึ่งดูแลกฎหมายเกี่ยวกับการอนุญาตสถานีบริการแอลพีจีและเอ็นจีวี ชี้แจงว่า ขณะนี้กรมโยธาฯอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎกระทรวงผังเมืองรวม กทม. คาดว่าจะใช้เวลาอีกพอสมควร ส่วนกรุงเทพมหานคร ได้ยกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เพื่อควบคุมไม่ให้มีการสร้างสถานีบริการแอลพีจีเพิ่มขึ้น ในเขตกรุงเทพมหานคร ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย ขณะที่กฎหมายที่ถือปฏิบัติในปัจจุบัน ได้กำหนดขั้นตอนการออกใบอนุญาตไว้แล้ว หากผู้ขออนุญาตปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอน ผู้อนุญาตจะต้องพิจารณาอนุญาตโดยไม่สามารถใช้ดุลพินิจได้
อย่างไรก็ตาม เพื่อปฎิบัติตามมติ ครม. ดังกล่าว กรมธุรกิจพลังงานและกรุงเทพมหานครจึงใช้วิธีรับคำขออนุญาตไว้ แต่ชะลอการพิจารณาออกใบอนุญาตไว้ก่อน ทำให้มีคำขอที่ค้างเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการเสียหายและเกิดความไม่พอใจ และอาจฟ้องทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีปกครองได้
ดังนั้น กรมธุรกิจพลังงานจึงขอหารือว่า ในระหว่างการปรับปรุงข้อกฎหมาย หน่วยงานควรปฏิบัติตามมติ ครม.ดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ส่วนคำขอที่ยื่นเข้ามาและชะลอการอนุญาตไว้ควรดำเนินการอย่างไร จะพิจารณาออกใบอนุญาตไปก่อนได้หรือไม่
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 5) พิจารณาปัญหาดังกล่าว เห็นว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 เป็นเพียงมาตรการในทางบริหารที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องไปดำเนินการให้เป็นไปตามมติ เรื่องใดจำเป็นต้องแก้ไขหรือออกกฎหมายใหม่ก็ต้องไปดำเนินการเสียก่อน แต่เมื่อปรากฏว่ายังไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ครม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
หน้า 17
ที่น่าสังเกต: การออกกฎข้อบังคับของรัฐบาลปตท.อาจมองได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ เช่น การกำหนดให้รถแท๊กซี่ที่จะจดทะเบียนใหม่ต้องเป็นรถที่ติดตั้ง ngv.(ศาลปกครองคุ้มครองแล้ว) หรือรถที่ใช้ngv.ได้รับการลดภาษีประจำปีด้วยเหตุที่อ้างว่าเป็นพลังงานทางเลือกแต่lpg.ไม่ได้สิทธิ์ลดหย่อน น่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติ หากมีการฟ้องศาลปกครอง คงจะได้รู้ผลแน่นอนว่าlpg.เป็นพลังงานทางเลือกหรือไม่ หากศาลปกครองให้lpg.มีผลเป็นพลังงานทางเลือก คำอ้างที่ว่าเป็นแก๊สหุงต้ม คนใช้รถใช้ผิดประเภทจะได้หมดสิ้นจากปากของปตทเสียที รวมทั้งสิทธิที่เท่าเทียมที่ควรได้รับอย่างเสมอหน้ากับพลังงานทดเเทนอื่นเช่นการลดหย่อน ภาษี หรือการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ และการใช้ผิดประเภทจะเห็นชัดเจนเมื่อมีการนำlpg.ไปแปรรูปเป็นพลาสติกอย่างมากเท่าๆกับที่ใช้ในภาคขนส่งจนต้องนำเข้าจนเงินไหลออกมหาศาล
|