เครื่องมือในการใช้งาน website =>> สมัครสมาชิก | Login | Logout | เปลี่ยนไอคอนประจำตัว | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อโฆษณา         View Stats by Truehits.Net


 

ประเด็นสำหรับการสื่อความเรื่อง LPG
SAURI
จาก SAURI
202.44.7.67
พฤหัสบดีที่ , 24/9/2552
เวลา : 11:14

อ่านแล้ว = 1143 ครั้ง
แจ้งตรวจสอบกระทู้ แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน ส่งหาเพื่อน

       1.สถานการณ์ของ LPG ในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต รวมถึงปริมาณการใช้ในแต่ละภาคส่วน (ครัวเรือน, ขนส่ง, อุตสาหกรรม, ปิโตรเคมี) เป็นเท่าไหร่
ข้อเท็จจริง : สถานการณ์การใช้ LPG ปี 2548 - 2550
•ปริมาณการใช้ LPG ในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 2.9 ล้านตัน , 3.3 ล้านตัน และ 3.9 ล้านตัน โดยการส่งออกได้ค่อยๆ ลดลงจาก 0.9 ล้านตัน , 0.6 ล้านตัน และ 0.3 ล้านตัน ตามลำดับ
ปี 2551
•ช่วงไตรมาสแรกของปี 2551ปริมาณและความต้องการใช้ LPG ของประเทศเริ่มตึงตัว แต่ เพื่อความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ตามนโยบายรัฐบาล จึงได้มีการส่งออก LPG เฉพาะประเทศในแถบอินโดจีน เฉลี่ยประมาณ 5,000 ตัน/เดือน ด้วยราคาตามตลาดโลก โดยได้รับอนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน
•ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง แต่รัฐฯ ยังคงตรึงราคา LPG ซึ่งมีราคาถูกกว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมาก ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมและผู้ใช้รถยนต์ได้ปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันมาเป็น LPG ทำให้ปริมาณการใช้ LPG เมื่อสิ้นปี 2551 เพิ่มขึ้นเป็น 4.7 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 20 %) และเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นในภาคยานยนต์สูงถึง 36%
•ปตท.ได้หยุดการส่งออก LPG ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 และเริ่มนำเข้าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา นับเป็นการนำเข้า LPG ครั้งแรก (ประมาณ 22,000 ตัน) ในรอบ 16 ปี ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการขาดแคลน LPG ในประเทศ รวมปริมาณนำเข้าถึงสิ้นปี 2551จำนวน 450,000 ตัน
•สรุปปริมาณการใช้ LPG รวมทั้งประเทศในปี 2551 มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 4.7 ล้านตัน โดยใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคครัวเรือน 2.1 ล้านตัน ภาคอุตสาหกรรม 0.6 ล้านตัน ภาคคมนาคม 0.7 ล้านตัน ภาคปิโตรเคมี 0.9 ล้านตัน ใช้เป็นวัตถุดิบและเชื้อเพลิงอื่นๆ 0.3 ล้านตัน ขณะที่ LPG สามารถผลิตได้ในประเทศปริมาณรวม 4.4 ล้านตัน
ปี 2552
•การใช้ LPG ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.52) อยู่ที่ 2.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 คิดเป็น 4% คาดการณ์ปริมาณการใช้ LPG รวมทั้งประเทศในปี 2552 อาจเพิ่มสูงขึ้นที่ปริมาณ 5.0 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นประมาณ 7% จากปี 2551) ขณะที่คาดการณ์ขีดความสามารถการผลิตในประเทศประมาณ 4.3 ล้านตัน
•ตั้งแต่ต้นปี 2552 ปตท.ได้มีการนำเข้า LPG ในเดือน ม.ค.-มิ.ย. รวมปริมาณ 168,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปี 2551 ถึง 700% (นำเข้าเพียง 22,000 ตัน)สำหรับไตรมาส 3 ได้มีการนำเข้า 250,000 ตัน และคาดว่าในไตรมาส 4 อาจต้องนำเข้า LPG เพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ตันต่อเดือน รวมปริมาณนำเข้าทั้งปีประมาณ 718,000 ตัน
•ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายการควบคุมราคา LPG ของภาครัฐฯ ประกอบกับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศบางแห่งมีแผนหยุดซ่อมบำรุงประจำปี มีการลดการผลิตและนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงภายในโรงกลั่นแทนการนำออกมาจำหน่าย (เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงก๊าซ LPG)

การรับภาระส่วนต่างในการนำเข้าของ ปตท.และการชดเชยของภาครัฐ
•ปตท.ต้องรับภาระส่วนต่างของราคานำเข้ากับราคาควบคุมหน้าโรงกลั่นในประเทศ ซึ่งรัฐฯ ได้นำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชยส่วนต่างให้แก่ ปตท.ในภายหลัง
•ปี 2551 ปตท.รับภาระส่วนต่างจากการนำเข้า LPG กับราคาที่รัฐฯควบคุม รวมเป็นจำนวนเงินประมาณ 8,000 ล้านบาท รัฐได้ทยอยจ่ายคืนให้ในปี 2552
•ปี 2552 ปตท.ได้รับภาระฯ เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,522 ล้านบาท (ม.ค.-ส.ค.52) และ รัฐอยู่ระหว่างทยอยจ่ายคืน ปตท.คาดว่าจะชำระครบจำนวนได้ภายใน 1-2 ปี

การนำเข้าจากต่างประเทศ/การเก็บสำรอง
•ปตท.ในฐานะบริษัทบริษัทพลังงานแห่งชาติ รับภาระการนำเข้า LPG เพื่อช่วยมิให้ประเทศเกิดการขาดแคลน
•ปตท.มิได้เป็นผู้ผูกขาดการนำเข้า LPG เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายการค้าเสรี(การนำเข้า LPG ) และไม่มีการจำกัดสิทธิแต่อย่างใด ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดต่างมีสิทธิ์นำเข้า LPG ได้ แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ประสงค์นำเข้า LPG เนื่องจากเกรงว่าจะต้องรับภาระส่วนต่างของราคานำเข้ากับราคาควบคุมที่รัฐฯกำหนด โดยรัฐฯมิได้ชดเชยค่าใช้จ่ายด้านการเงินจากความล่าช้าของการคืนเงินชดเชย นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังจะมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการเก็บสำรอง LPG ที่สูงเกินความจำเป็น
•ปัจจุบัน ปตท.นำเข้า LPG ด้วยเรือ Refrigerated ขนาดประมาณ 22,000 ตันต่อเที่ยว ขนส่งเป็นลักษณะแยกถังบรรจุก๊าซโพรเพน (C3) และก๊าซบิวเทน (C4)
•ปตท.มีขีดความสามารถในการนำเข้า LPG ทางเรือและเข้าเทียบท่าเก็บสำรองที่คลังก๊าซเขาบ่อยาได้เต็มที่ 60,000 ตันต่อเดือน การเพิ่มขีดความสามารถรองรับการนำเข้าระดับมากกว่า 100,000 ตันต่อเดือนนั้น ขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดด้านเทคนิคและข้อกฎหมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับการนำเข้าดังกล่าว คาดว่าจะเป็นการนำเข้าด้วยเรือขนส่ง Refrigerated ขนาดใหญ่ประมาณ 40,000 ตัน โดยจอดลอยลำและทยอยขนถ่ายลงเรือเล็กส่งไปยังคลังต่างๆ ควบคู่กับการนำเข้าด้วยเรือขนาด 22,000 ตัน ในรูปแบบปัจจุบัน ทั้งนี้จำเป็นต้องหารือกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบของกฎหมาย ได้แก่ กรมธุรกิจพลังงาน กรมศุลกากร กรมสรรสามิต และพาณิชย์นาวี

2.ในกรณีที่คาดว่าจะเกิดการขาดแคลน LPG น่าจะเกิดขึ้นในช่วงไหน และ ปตท.มีแผนการบริหารการจัดการอย่างไร
ข้อเท็จจริง : จากการประเมินแผนการผลิต และประมาณการความต้องการใช้ปิโตรเคมีของประเทศ คาดว่าจะต้องนำเข้า LPG ในปริมาณสูงถึงกว่า 100,000 ตันต่อเดือนในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2552 ถึงไตรมาส 2 ของปี 2553 จากที่เคยนำเข้าโดยเฉลี่ย 70,000 – 100,000 ตันต่อเดือน ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2552 ซึ่งกลุ่ม ปตท.ที่เป็นผู้ผลิตและจัดหา LPG หลักของประเทศได้ดำเนินการจัดหา LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ทั้งได้มีการดำเนินการเพื่อลดการใช้ LPG ที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมในแต่ละภาคธุรกิจ เช่นการลงทุนสร้างเครือข่าย
ท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้เพื่อลดการใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรม และการลงทุน เพื่อส่งเสริมการใช้ NGV ในกลุ่มรถ TAXI และรถยนต์ขนาดเล็ก ทั้งนี้ยังได้ดำเนินการสื่อความกับภาครัฐฯ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบจากการบิดเบือนราคา LPG เพื่อปรับโครงสร้างราคาให้เกิดการใช้งานอย่างถูกต้องเหมาะสม และมีประสิทธิภาพในทุกภาคธุรกิจ

3.การชดเชยส่วนต่างของราคานำเข้ากับราคาขายในประเทศของ LPG โดยภาครัฐ โดยใช้เงินจากกองทุนสำรองน้ำมันนั้น มีความชอบธรรมในการดำเนินการหรือไม่ /เพียงใด
ข้อเท็จจริง : การที่รัฐบาลควรจ่ายชดเชยส่วนต่างของราคานำเข้ากับราคาขายในประเทศของ LPG โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันมาชดเชยเงินส่วนต่างเป็นการชอบธรรม เนื่องจาก ตั้งแต่ปี 2548 ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลยังคงตรึงราคา LPG ทำให้กลไกราคาไม่สอดคล้องกับราคาพลังงานชนิดอื่น เช่นน้ำมัน ส่งผลให้มีการบริโภคในแต่ละภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม และขนส่ง รวมถึงกลุ่มรถ TAXI อีกทั้งยังมีการลักลอบจำหน่าย LPG ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าในประเทศ สำหรับโครงการปิโตรเคมีที่มีการใช้ LPG เป็นวัตถุดิบ เกิดขึ้นมาจากผลการศึกษาที่ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ในขณะที่ทำการศึกษามีปริมาณ LPG เหลือจนต้องส่งออกมาก ดังนั้นการชดเชยการนำเข้าจึงเกิดจากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ อันเนื่องมาจากนโยบายของภาครัฐที่ต้องการตรึงราคา LPG

4.ทำไมการส่งสร้างโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 6 จึงแล้วเสร็จล่าช้าไม่ทันต่อความต้องการใช้ LPG ที่เพิ่มสูงขึ้น จนต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ
ข้อเท็จจริง : การขาดแคลน LPG ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากความต้องการ LPG ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมากกว่าอัตราการขยายตัวตามปกติ โดยในปี 2548 – 2551 ในขณะที่ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงสูงขึ้นถึง 15% โดยเฉพาะในภาคขนส่งสูงขึ้นถึง 37% ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมราคาของภาครัฐ และทำให้ราคาในประเทศต่ำกว่าราคาตลาดโลกและประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างโรงแยกก๊าซฯ เพิ่มขึ้นให้ทันต่อความต้องการดังกล่าว เนื่องจากการก่อสร้างโรงแยกก๊าซฯจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าและทำการก่อสร้างไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งถ้าหากย้อนหลังกลับไปในปลายปี 2547 ตอนเริ่มวางแผนสร้างโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 ความต้องการ LPG เป็นเชื้อเพลิงขณะนั้นอยู่ในระดับ 2.2 ล้านตัน และประเทศไทยยังมีการส่งออก LPG ปีละเกือบ 1 ล้านตัน ซึ่งคาดการณ์ในตลาดขณะนั้นว่า เมื่อโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 แล้วเสร็จประมาณปี 2553 ปริมาณส่งออกจะสูงถึง 1.8-2.0 ล้านตัน/ปี แต่ในปี 2551 ที่ผ่านมา ความต้องการ LPG เป็นเชื้อเพลิงสูงถึง 3.6 ล้านตัน ทำให้ต้องมีการนำเข้ากว่า 4 แสนตัน ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา ซึ่งหากการขยายตัวยังอยู่ในอัตราปัจจุบัน แม้จะมีการขยายโรงแยกก๊าซฯ ก็ไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และต้องมีการนำเข้า LPG ต่อไป หากไม่มีการแก้ปัญหาให้ถูกจุด

5.จากความต้องการใช้ LPG ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ ต้องนำเข้า ทำไม ปตท. จึงยังจะชะลอโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 7
ข้อเท็จจริง : การที่ ปตท.ยังไม่ตัดสินใจให้มีการก่อสร้างโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 7 เนื่องจากตามข้อมูลของปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปัจจุบันนั้น พบว่า มีปริมาณสำรองของก๊าซธรรมชาติที่จะสามารถป้อนให้โรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 7 เพื่อดำเนินการผลิตได้เพียง 5-10 ปี เท่านั้น และยังไม่มีความชัดเจนในการจัดหาก๊าซธรรมชาติมาได้เพิ่มเติม รวมทั้งการก่อสร้างโรงแยกก๊าซฯ ในประเทศเพิ่มขึ้นนั้นยังต้องหาความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมในปริมาณที่เพียงพอรองรับก๊าซมีเทนที่ผ่านการแยกก๊าซฯ ด้วย ในขณะที่ปัจจุบัน ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัว
ปตท.ตระหนักดีถึงความสำคัญในการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ จึงได้พยายามจัดหาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จากการนำเข้าจากต่างประเทศด้วยต้นทุนที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ประเทศต้องแบกรับภาระการนำเข้าที่สูงจนเกินไปและทันต่อความต้องการใช้ที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงที่สุดแก่ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศที่นับวันจะจัดหาได้ยากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตแล้ว การที่ภาครัฐยังคงควบคุมราคาในประเทศ จะส่งผลให้ความต้องการใช้ LPG มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งแม้ว่าจะมี LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 7 ก็จะสามารถรองรับความต้องการใช้ในประเทศได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น หากภาครัฐยังคงไม่มีนโยบายที่ชัดเจนและถูกต้องในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาการบิดเบือนการใช้พลังงานของประเทศ

...................................................................................................................



 แสดงความคิดเห็นย่อย แสดงความคิดเห็นย่อย






เพื่อความปลอดภัยในการนำเสนอข้อมูลของผู้ใช้ GasThai.Com สมาชิกเวบเท่านั้น จึงจะตั้งกระทู้ และ ตอบคำถามได้ครับ

สำหรับท่านที่สมัครสมาชิกแล้ว Login Click ที่นี่
สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิก สมัครสมาชิก Click ที่นี่








  



Last update : 23/9/2556


หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net  (Online  คน)