จาก ก้อง
ศุกร์ที่ , 12/12/2551
เวลา : 16:57
IP: 117.47.221.9
อ่านแล้ว = 976 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2382 11 ธ.ค. - 13 ธ.ค. 2551
โยนกลองรัฐใหม่ล้มแอลพีจี 2 ราคาลอยตัวก๊าซหุงต้ม
กระทรวงพลังงาน เตรียมนัดกบง.หารือปล่อยราคาก๊าซหุงต้มลอยตัว คาดดำเนินการได้สิ้นม.ค.ปี 52 หลังราคาตลาดโลกตกฮวบมาอยู่ที่ระดับ 338 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ห่างจากราคาควบคุมเพียง 6 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องประกาศปรับ 2 ราคาขึ้นไป ส่วนเงินที่จะมาใช้หนี้คืน ปตท. 8,000 ล้านบาท จากการนำเข้าแอลพีจี ให้เก็บเงินเพิ่มเข้ากองทุนน้ำมันมาใช้หนี้แทน
น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาดูว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีตนเองนั่งเป็นประธานนั้น จะสามารถจัดการประชุมและพิจารณาที่จะประกาศลอยตัวก๊าซแอลพีจี หรือก๊าซหุงต้มได้หรือไม่ เพื่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพราะต้องดูว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายหรือเป็นงานที่อยู่ในกรอบกพช.พิจารณาได้หรือไม่ ซึ่งหากดำเนินการได้ ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะเวลานี้ ราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกได้ขยับเข้ามาใกล้ราคาควบคุมแล้ว ซึ่งถือเป็นราคาที่ไม่เคยตกต่ำมานานแล้ว เมื่อราคาเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมที่จะดำเนินการปล่อยลอยตัวก๊าซหุงต้มได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปประกาศปรับเป็น 2 ราคาอีกต่อไป ส่วนการนำเงินไปใช้หนี้คืนบมจ.ปตท. ที่แบกภาระอยู่จากการนำเข้าก๊าซหุงต้มนั้น แนวทางหนึ่งอาจจะไปขยับเพดานการเก็บเงินน้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น เพื่อมาใช้หนี้คืนได้ เพราะในอดีตก็มีการนำเงินจากกองทุนน้ำมันมาใช้ในการชดเชยราคาก๊าซหุงต้มอยู่แล้ว ซึ่งนับจากนี้ไปจะต้องดูว่าจะนัดหรือมีการประชุมกบง.ได้เมื่อใด หรือดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งหากดำเนินการไม่ได้ ก็คงต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาสานต่อแทน
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลให้เวลานี้ราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีในเดือนธันวาคม ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 338 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ซึ่งใกล้เคียงกับที่เพดานราคาควบคุมอยู่ที่ระดับ 332 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน หรือ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม จึงมีความเป็นไปได้ว่า หลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลา 6 มาตรการ 6 เดือน ในสิ้นเดือนมกราคม 2552 และมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ทางกระทรวงพลังงาน อาจจะมีการเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ให้มีการประกาศปล่อยลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม ซึ่งขณะนี้ได้มีการสั่งให้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) จัดทำรายละเอียดเตรียมพร้อมไว้นำเสนอแล้ว
เนื่องจากประเมินว่าราคาก๊าซหุงต้ม จะมีการปรับตัวลงอีกตามราคาน้ำมัน และตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ทำให้มีการปิดโรงงาน และลดกำลังการผลิตลง ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ มีการนำก๊าซหุงต้มไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตลดลง รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีอยู่ในช่วงขาลงตามภาวะเศรษฐกิจทำให้มีการนำแอลพีจีไปใช้ในการเป็นวัตถุดิบลดลงด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ จะส่งผลให้ราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกปรับตัวลงอีก มาอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าราคาควบคุมได้ จากปัจจุบันมีส่วนต่างกันเพียง 6 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันเท่านั้น ซึ่งราคาดังกล่าวถือว่าเป็นช่วงที่จะให้มีการปล่อยลอยตัวราคาก๊าซหุงต้มได้ โดยที่ไม่ทำให้กระทบต่อผู้บริโภคทุกภาคส่วน
นอกจากนี้ หากรัฐบาลใหม่ไม่เห็นด้วยต่อการปล่อยลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม และยังยืนยันที่จะปรับราคาก๊าซหุงต้มในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมขึ้นไปอีก 6 บาทต่อกิโลกรัม หรือ ปรับ 2 บาทต่อกิโลกรัมทุก 1 เดือน ตามมติ กพช.ที่ได้เห็นชอบไปเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น ทางกระทรวงพลังงาน ก็จะมีการเสนอให้กพช.ทบทวนราคาก๊าซหุงต้มที่จะปรับขึ้นไปใหม่ ซึ่งอาจจะปรับไม่ถึง 6 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากสถานการณ์ราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ใช้ราคาอ้างอิงในการปรับราคาที่ 650 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน โดยคำนึงถึงการนำเงินไปใช้คืนบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ที่ต้องแบกรับภาระจากการนำเข้าก๊าซหุงต้มตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันอยู่ในระดับ 450,000 ตัน หรือคิดเป็นเงินประมาณ 8,000 ล้านบาท
ประกอบกับผู้ใช้ก๊าซแอลพีจี ซึ่งเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นส่วนใหญ่ หันไปใช้น้ำมันแทน ส่งผลให้ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มลดลง โดยจะเห็นได้จากในเดือนธันวาคมนี้ มีการนำเข้าก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศเข้ามาประมาณ 66,000 ตัน จากที่ประเมินไว้ 73,000 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงที่ 1 และ 5 และโรงกลั่นน้ำมันเอสพีอาร์ซี หยุดปิดซ่อมบำรุง
ดังนั้น การนำเงินจะไปใช้คืนบมจ.ปตท.จึงมีความจำเป็นลดน้อยลง โดยไม่ต้องปรับราคาก๊าซหุงต้มขึ้นไปถึง 6 บาทต่อกิโลกรัม และหากรัฐบาลใหม่เห็นชอบที่จะให้มีการปล่อยลอยตัวก๊าซหุงต้มทุกภาคส่วน ภาระในส่วนที่บมจ.ปตท.รับอยู่ 8,000 ล้านบาท ก็สามารถนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่อาจจะขยายเพดานการเก็บเงินเพิ่มมาใช้หนี้คืนได้
นายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ได้ส่งผลให้ยอดปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มในภาคอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี จากเดิมที่อยู่ในสัดส่วน 17 % ลดลงค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งหากรัฐบาลประกาศปรับราคาภาคขนส่งและอุตสาหกรรมขึ้นไปอีก ก็จะส่งผลให้ปริมาณการใช้ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเวลานี้ทำให้ยอดการนำเข้าที่บมจ.ปตท.ต้องแบกรับในแต่ละเดือนลดลงแล้ว ทั้งจากราคาตลาดโลกและปริมาณนำเข้าที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม จากผลของราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนั้น ได้ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันกำลังประสบปัญหาการขาดทุนจากที่นำน้ำมันดิบมากลั่น โดยจะเห็นได้จากราคาน้ำมันดิบดูไบขณะนี้อยู่ที่ 40.95 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 36.30 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่เมื่อนำน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันเบนซินทำให้ขาดทุนถึง 4.65 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แล้วในเวลานี้ ส่วนน้ำมันดีเซลยังอยู่ที่ระดับ 57.97 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ที่ยังพอทำให้โรงกลั่นมีกำไรอยู่บ้าง
ด้านพล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยถึง มาตรการการลักลอบส่งออกแอลพีจีไปต่างประเทศว่า ในหลายๆมาตรการที่ผ่านมาค่อนข้างมีช่องว่างและควบคุมยาก โดยเฉพาะการลักลอบส่งออกไปประเทศกัมพูชา ที่พบการลักลอบ 100-200 ถังต่อเที่ยว จึงจำเป็นต้องเร่งหาเครื่องมือในการตรวจจับ อย่างการประกาศเขตควบคุมการส่งออกแอลพีจีของกรมศุลกากร และการควบคุมภาษีสรรพากรการจำหน่ายแอลพีจีในครัวเรือนจากผู้ค้ารายย่อยถึงผู้ซื้อ ด้วยการออกเป็นระเบียบและกฎหมายควบคุมในการนำไปกำกับดูแล เนื่องจากแอลพีจีที่ใช้ในครัวเรือนอยู่ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ของถังก๊าซและเป็นสินค้าชายแดนจึงทำให้ควบคุมยากในการขนส่งและไม่มีอุปกรณ์ตรวจจับการลักลอบขนย้าย โดยระหว่างนี้จะมีการศึกษารวบรวมข้อมูลการลักลอบขนย้ายและความ
|