จาก LPG
เสาร์ที่ , 6/10/2550
เวลา : 17:41
IP: 210.203.177.205
อ่านแล้ว = 6191 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2258 04 ต.ค. - 06 ต.ค. 2550
ก๊าซหุงต้มถังละ300 +ชง 'ปิยสวัสดิ์' ชี้ขาดเดือนนี้/จี้แท็กซี่ติดเอ็นจีวี รับเปลี่ยนตัวถังฟรี ***หัวหน้าข่าวต่อ::สินค้าจ่อปรับราคาอีก10รายการ
กระทรวงพลังงานยันพ.ย.นี้ ก๊าซหุงต้มขึ้นแน่ 2 บาทต่อกิโล "สนพ."ชงแผนให้"ปิยสวัสดิ์"พิจารณาต.ค.นี้ ระบุ ปริมาณการใช้ก๊าชแอลพีจี เพิ่มทุกเดือน เสี่ยงภาวะขาดแคลนสูง
งัดมาตรการวุ่น ห้ามส่งออก บีบผู้ค้าเร่งสต็อก "โชคดีติ่มซำ-แบล็คแคนยอน"ครวญกระทบเต็มๆ ทัพสินค้าอุปโภค-บริโภค ผสมโรงจ่อปรับราคาอีกนับ10รายการ
จากกรณีที่คาดการณ์กันว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ภายในเดือนตุลาคม 2550 นี้ อาจจะหยิบยกแผนการลอยตัวก๊าชหุงต้มมาพิจารณาเพื่อลดภาระการอุดหนุนจากภาครัฐบาลและโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นการสกัดกั้นการใช้ที่เพิ่มมากขึ้นในส่วนของรถยนต์ ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของการอุดหนุนราคาให้กับภาคครัวเรือน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา หลังจากนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกาศชัดถึงนโยบายการลอยตัวก๊าซแอลพีก่อนหน้านี้ว่าจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นในรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน
++ลุ้นประชุมกพช.ลอยตัวแอลพีจี
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้สนพ.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนการปล่อยลอยตัวก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีให้นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รมว.พลังงานพิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ หากว่าในเดือนตุลาคม 2550 นี้ มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ก็จะยกเรื่องการลอยตัวก๊าซหุงต้มมาพิจารณาต่อไป
ส่วนแนวทางจะออกมาอย่างไรนั้น ในแผนดังกล่าวได้มีการเสนอที่จะให้มีการทยอยปรับราคาก๊าซหุงต้มขึ้นไป เพื่อนำไปสู่การลอยตัวอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต ซึ่งได้รับการพิจารณาอนุมติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรมว.พลังงาน เพราะจะต้องมาดูเรื่องผลกระทบของราคาสินค้า รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยเป็นองค์ประกอบด้วย
สอดคล้องกับแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงพลังงาน ที่เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่กพช. จะพิจารณานโยบายการยกเลิกอุดหนุนราคาก๊าชหุงต้ม(แอลพีจี)ในช่วง1-2เดือนนี้ เพราะที่ผ่านมาภาคขนส่งได้ใช้ก๊าชแอลพีจีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของการนำเงินรัฐไปชดเชย
"จากการประเมินสถานการณ์ราคาแอลพีจีหลังการปล่อยลอยตัวจะทำให้ราคาก๊าซแอลพีจีเพิ่มสูงไปมากโดยจะมีส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 11 บาทต่อกิโลกรัมทำให้ราคาก๊าชแอลพีจีไต่ระดับตามราคาตลาดโลกเฉลี่ย 27.81 บาท/กิโลกรัม จากปัจจุบันราคาอยู่ที่ 16.81 บาท/กิโลกรัม ทำให้กระทรวงพลังงานเลือกทยอยปรับราคาขึ้นไปแทนเพื่อลดภาระการชดเชยเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก่อน"
++พ.ย.นี้จ่อขึ้นแน่2บาท/กิโล.
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ระยะเวลาในการปรับราคาก๊าซแอลพีขึ้นไปนั้น อย่างเร็วสุดคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2550 นี้ โดยจะประกาศปรับราคาก๊าซแอลพีจีในอัตรา 2 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากในสัปดาห์นี้ หรือในสัปดาห์หน้าทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) จะนำแผนการปรับราคาดังกล่าวเสนอให้รมว.พลังงานพิจารณาเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ
ทั้งนี้ราคาก๊าซแอลพีจีที่จะปรับขึ้น จะเป็นการคำนวณมาจากการยกเลิกการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1 บาทต่อกิโลกรัม และจากการปรับราคาขายหน้าโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 315 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็น 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 18.81 บาทต่อกิโลกรัม จากที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 16.81 บาทต่อกิโลกรัม หรือก๊าชแอลพีจีที่ใช้สำหรรับเติมรถยนต์ปรับราคาขายหน้าปั๊มจาก 9.40 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 10.40 บาทต่อลิตร
++ลดใช้แอลพีจีกันเสี่ยงขาดแคลน
ส่วนสาเหตุหลักการขอปรับราคาก๊าชหุ้งต้มครั้งนี้ แหล่งข่าวระบุว่า เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี ได้เพิ่มสูงขึ้นทุกเดือน โดยเดือนสิงหาคม 2550 ขึ้นมาอยู่ที่ 320 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ก๊าซแอลพีจีทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการขนส่งมีอัตราสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับการใช้ในภาคอื่นๆ จนส่งผลให้เวลานี้ปริมาณการใช้และการจัดหาในประเทศในเดือนกันยายน ปี 2550 ขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
อีกทั้งเกรงว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นผลให้ประชาชนหันมาใช้ก๊าซแอลพีจีมากขึ้น เนื่องจากค่าติดตั้งถูกกว่าก๊าซเอ็นจีวี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายลง ซึ่งหากปริมาณความต้องการใช้แอลพีจีเป็นเช่นนี้ อาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนก๊าซหุงต้มในประเทศได้ และคงไม่สามารถนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศได้ เนื่องจากราคาในตลาดโลกสูงถึง 650 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เมื่อเทียบกับราคาจำหน่ายในประเทศที่ถูกควบคุมอยู่ที่ 315 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเท่านั้น
ที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักและให้มีการใช้ก๊าซแอลพีจีให้น้อยลง โดยเฉพาะรถยนต์และรถแท็กซี่ที่ติดตั้งก๊าซแอลพีจีอยู่แล้ว ให้หันมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีแทน เนื่องจากมีราคาถูกกว่าอยู่ที่ 8.50 บาทต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งกระทรวงพลังงานหวังว่าการปรับราคาขึ้นไปครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญช่วยให้การใช้ก๊าซแอลพีจีลดลงได้มาก
"เวลานี้มีรถแท็กซี่ที่ใช้ก๊าซแอลพีจีประมาณ 50,000 คัน ยังไม่รวมรถยนต์ส่วนบุคคลอีกส่วนหนึ่ง ที่มียอดการใช้แอลพีจีในแต่ละเดือนอยู่ที่ประมาณ 48-49 ล้านกิโกกรัมต่อเดือน ซึ่งเพิ่มสูงมากเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2550 อยู่ที่ 45.3 ล้านกิโลกรัม"
++เปลี่ยนถังให้ฟรีหากใช้NGV
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีมีผลกระทบ ทางกระทรวงพลังงานได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว โดยจะขอความร่วมมือกับกลุ่มรถแท็กซี่ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลัก ให้เปลี่ยนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี(ก๊าซธรรมชาติ)แทน โดยทางกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนถังและอุปกรณ์ให้ฟรี โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้วมีบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นแกนหลักในการดำเนินการ ซึ่งจะเหลือระยะเวลาเพียงอีก 3 เดือนหรือสิ้นปีนี้เท่านั้น หากพ้นกำหนดจากนี้ไปแล้ว ผู้ประกอบการรายใดคิดจะเปลี่ยนเป็นเอ็นจีวีต้องออกค่าใช้จ่ายเอง โดยคาดว่าทางกลุ่มผู้ประกอบการรถแท็กซี่น่าจะให้ความร่วมมือ เพราะจะช่วยให้ประหยัดได้มากกว่าใช้ก๊าชแอลพีจี
"อย่างเร็วๆนี้จะเชิญบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย จำกัด มาหารือถึงความคืบหน้าในการติดตั้งก๊าซเอ็นจีวีจากโรงงานสำหรับรถแท็กซี่ใหม่ หากดำเนินการทั้ง 2 ส่วนนี้ได้ จะช่วยให้ปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจีลดลงได้มาก"
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาได้เคยเชิญกลุ่มรถแท็กซี่มาหารือบ้างแล้ว โดยให้เหตุผลถึงความจำเป็นว่า เวลานี้ความต้องการใช้กับการจัดหาก๊าซแอลพีจีกำลังจะสมดุลกัน และหากไม่ปรับราคาขึ้นไป จะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนได้ และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และคงไม่มีผู้ค้ารายใดจะนำเข้ามา ในเมื่อราคาต่างประเทศสูงกว่าราคาในประเทศ หากนำเข้ามารัฐบาลจะต้องหาเงินมาอุดหนุนราคาให้อีก ซึ่งจะมากกว่าเงินที่นำมาอุดหนุนราคาน้ำมันของรัฐบาลชุดที่แล้ว อีกทั้ง หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารเศรษฐกิจไปได้ดี จะส่งผลให้มีการใช้แอลพีจีเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาปรับราคาขึ้นเป็นจังหวะ และนำไปสู่การลอยตัวในที่สุด เพื่อลดการใช้แอลพีจีลงมา
++ภาคครัวเรือนใช้แอลพีจีมากสุด53%
สำหรับภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีสูงถึง 53 % นั้น จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีการใช้เฉลี่ยต่อเดือนไม่สูง หากปรับขึ้นไป 2 บาทต่อกิโลกรัม จะทำให้ก๊าซแอลพีจีถังละ 15 กิโลกรัมเพิ่มขึ้นไปเพียง 30 บาทต่อถังเท่านั้น จากปัจจุบันจำหน่ายอยู่ที่ 252 บาทต่อถัง เป็น 282 บาทต่อถัง หรือเฉลี่ยวันละ 1 บาทต่อกิโลกรัม เท่านั้น
อย่างไรก็ตามจากที่สนพ.เคยประเมินผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้นไป 1 บาท จะส่งผลให้อาหารสำเร็จรูป ซึ่งใช้ถังก๊าซแอลพีจี 15 กิโลกรัม ทำอาหารจะได้ 150 จานต่อวัน หรือทำให้ต้นทุนเพิ่มเพียง 0.03 บาทต่อจาน แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้บรรดาพ่อค้าแม้ค้าฉวยโอกาสปรับราคาอาหารขึ้นไปถึงจานละ 5 บาททันที่ ขณะที่รถแท็กซี่จะใช้ก๊าซแอลพีจีอยู่ที่ประมาณ 35-40 ลิตรต่อกะ(12 ชั่วโมง) หากปรับราคาก๊าซแอลพีจีขึ้นไป 1 บาท จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 17-20 บาทต่อกะเท่านั้น
++โรงกลั่นหยุดซ่อมหวั่นLPGขาด
แหล่งข่าวกล่าวเสริมอีกว่า นอกจากการปรับราคาขึ้นไปแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันการขาดแคลนก๊าซแอลพีจี ในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์จะหยุดซ่อมบำรุงประจำปีในช่วงวันที่ 6 ตุลาคม- 10 ธันวาคม 2550 จะทำให้ปริมาณก๊าซแอลพีจีหายไป 16,000 ตันต่อเดือนหรือ 16 ล้านกิโลกรัมต่อเดือน จึงได้ประกาศให้ผู้ค้าก๊าซห้ามทำการส่งออกแอลพีจีไปต่างประเทศแล้ว จากเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเคยส่งออกไปประมาณ 15.9 ล้านกิโลกรัม เพื่อสนองความต้องการใช้ในประเทศก่อน และได้ขอให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่จะซ่อมบำรุงประจำปี ที่จะดำเนินการในช่วงเดียวกับโรงกลั่นไทยออยล์ เลื่อนออกไปเป็นช่วงต้นปีหน้าแทน เพื่อไม่ให้การผลิตก๊าซแอลพีจีหายไปจากระบบเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังสั่งการให้ผู้ค้าก๊าซ โรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซ เร่งทำการสต็อกก๊าซแอลพีจีเพิ่มมากขึ้น รวมถึงให้จัดทำแผนการผลิตในแต่ละเดือนส่งให้กรมธุรกิจพลังงานทราบ เพื่อที่ผู้ผลิตจะได้ไปวางแผนว่าจะผลิตก๊าซแอลพีจีในปริมาณที่เท่าใด หรือจะนำก๊าซแอลพีจีมาจากส่วนใดได้บ้าง เช่น กรณีของโรงกลั่นน้ำมันจากเดิมที่นำก๊าซแอลพีจีไปใช้ในขบวนการผลิต ก็หันไปใช้ก๊าซธรรมชาติแทน เพื่อให้นำแอลพีจีมีออกมาสต็อกไว้มากขึ้น ในช่วงระหว่างที่โรงกลั่นไทยออยล์หยุดซ่อมบำรุง เป็นต้น
++"ปิยสวัสดิ์"ยันไม่ลอยตัวทั้งระบบ
อนึ่งก่อนหน้านี้ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เคยกล่าวถึงนโยบายการลอยตัวก๊าซแอลพีจีว่า จะไม่ลอยตัวทั้งระบบเนื่องจากจะทำให้ราคาก๊าซแอลพีจีเพิ่มสูงไปมากและการลอยตัวทั้งระบบนั้น คงไม่สามารถดำเนินการได้ทันในรัฐบาลชุดนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะดำเนินงาน แต่การพิจารณาปรับราคาแอลพีจีครั้งนี้ อาจจะมีการพิจารณาปรับราคาก๊าซแอลพีจีหน้าโรงกลั่นน้ำมันขึ้นไปด้วย
++"โชคดีติ่มซำ-แบล็คแคนยอน"ครวญ
นายธีรภพ ศิรประภาธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท โชคดีอินเตอร์ฟู้ด จำกัด ผู้บริหารลิขสิทธิ์และระบบแฟรนไชส์ "โชคดีติ่มซำ"กล่าวว่า หากก๊าซหุงต้มปรับขึ้นอีก 2 บาทต่อกิโลกรัมจริง ก็จะส่งผลต่อการดำเนินการของทางร้านอย่างแน่นอน โดยในปัจจุบันก๊าซหุงต้มคิดเป็น 2-4% ของต้นทุนทั้งหมด ทั้งนี้อาจจะมีการพิจารณาปรับราคาสินค้าขึ้นอีกในช่วงต้นปีหน้าเพราะทางร้านไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางร้านอยู่ระหว่างปรับการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อช่วยลดต้นทุน
เช่นเดียวกับนางกรรณิการ์ ชินประสิทธิ์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุว่า แบล็คแคนยอนคงได้รับผลกระทบมากหากราคาก๊าซหุงต้มมีการปรับตัวขึ้น ทั้งนี้ทางร้านก็จะต้องปรับตัวโดยการบริหารจัดการการใช้ก๊าซหุงต้มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนของการปรับราคาสินค้านั้นคงจะต้องมีการพิจารณาในระยะยาวเนื่องจากปัจจุบันร้านแบล็คแคนยอนมีแฟรนไชส์มากถึง 160 สาขาทั่วประเทศ
++สินค้าจ่อขึ้นราคาอีก 10รายการ
แหล่งข่าวจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้กรม ได้พิจารณาอนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคาสินค้า 3 รายการปรับราคา เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจริง ประกอบด้วย นมพร้อมดื่ม น้ำปลา และกาแฟสำเร็จรูป ล่าสุดมีผู้ประกอบการได้ทำหนังสือขอให้ทางกรมพิจารณาปรับขึ้นราคาสินค้าอีกประมาณ 10 รายการ ในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบในตลาดโลก อาทิ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และโลหะต่างๆ ได้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายการสินค้าได้
อย่างไรก็ดีจากกรณีที่มีกระแสข่าวราคาก๊าซหุงต้มจะปรับราคาขึ้นอีก 2 บาท/กก.ในเดือนพฤศจิกายนทางกรมคงต้องหารือกับกระทรวงพลังงานว่าจะให้ปรับขึ้นเท่าใด ซึ่งทุกรายการจะได้พิจารณาปรับอย่างสมเหตุสมผลตามตามต้นทุนที่สูงขึ้นจริง
"จากดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(เงินเฟ้อ)ในเดือนกันยายน 2550 ที่ปรับตัวสูงขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมก่อนหน้า และภาพรวม 9 เดือนแรกของปีนี้สูงขึ้น 2% เมื่อรวมกับราคาสินค้าหลายรายการที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นคาดสิ้นปีนี้เงินเฟ้อจะสูงไม่เกิน 2.5% ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน"
|