เกียร์ออโต้ ขึ้น-ลง เขา

จาก queencab
222.123.120.135

พฤหัสบดีที่ ,27/9/2550
เวลา : 06:14

อ่านแล้ว = 1260 ครั้ง
แจ้งลบกระทู้ แจ้งลบกระทู้
       ขอคำแนะนำการใช้รถเกียร์ออโต้เวลาขับ ขึ้น-ลง เขา จะต้องใช้เกียร์ไหน หรือเกียร์ D ธรรมดา เพราะเกียร์ธรรมดา เขาให้ใช้เกียร์ต่ำ



 จาก wingwong
 พฤหัสบดี, 27/9/2550
 เวลา : 08:17

 IP :
203.149.16.36
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 1
       เอาเรื่องเกียร์ออโต้มาฝาก (ยาวหน่อย แต่เห็นว่ามีสาระดี) ผม Copy มาจากไหนจำไม่ได้แล้ว ขอบคุณคนเขียนด้วยครับ

ปัจจุบันรถยนต์ที่เป็นเกียร์ออโตเมติกเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากขับขี่สบายไม่ต้องเมื่อยเปลี่ยนเกียร์และเหยียบคลัตช์ (Clutch) ตลอดเวลายามรถติด แต่อาจมีบางท่านเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้เกียร์ออโต ส่งผลให้ทอนอรยุการใช้งานของรถโดยไม่รู้ตัว...

การเปลี่ยนเกียร์จาก D ไป N ในเวลาที่รถติดไฟแดงบ่อยๆ นั้นหลายคนคงเคยปฏิบัติกันอยู่ เนื่องจากเวลารถติดขี้เกียจเหยียบเบรกก็เข้าเกียร์ N ไว้ เมื่อรถเคลื่อนก็เปลี่ยนเป็น D ถ้าช่วงรถติดแล้วขยับเคลื่อนทีละนิดทีละหน่อย ทำให้ต้องเปลี่ยน D-N-D-N-D-N อยู่อย่างนี้เท่ากับคุณกำลังทำร้ายระบบเกียร์ของคุณอยู่

ระบบเกียร์ออโตเมติกนั้นจะประกอบด้วยชุดเกียร์ที่ขบกันตลอดเวลา การส่งแรงจาก N ไป Dจะต้องมีการสึกหรอของเฟืองนั้นต้องมีการปล่อยและจับอยู่ตลอดเวลา อายุการใช้งานก็จะสั้นลง เพราะถ้าเบรกอยู่เฉยๆ ระบบเบรกก็ไม่ได้ร้อนขึ้นเพราะว่าจานดิสเบรกหรือดุมเบรกไม่ได้หมุน ผ้าเบรกก็ไม่สึกหรอเพราะว่าล้อไม่หมุน แรงที่ใช้ในการเหยียบก็ไม่มากขนาดจะทำให้ชุมแม่ปั๊มเบรกพังหรือทำให้อายุการใช้งานน้อยลง

หลายคนที่เปลี่ยนเกียร์ D-N-D-N-D-N อ่านถึงบรรทัดนี้แล้วก็อยากจะเถียงว่าไม่เห็นมีการเปลี่ยนแปลงเลย รถยังคงสามารถขับได้ตามปกติ ระบบเกียร์ก็ยังปกติดอยู่ แต่พฤติกรรมอย่างนี้จะส่งผลแก่รถคุณในระยะยาว เปรียบเหมือนกับการสูบบุหรี่นั่นแหละ ระบบคลัตช์ของคุณจะลื่น ทำให้เวลาออกตัวคุณจะต้องเหยียบคันเร่งมากขึ้นทำให้รอบสูงขึ้น น้ำมันก็เปลืองขึ้น แต่รถกลับไม่ได้วิ่งอย่างนั้นเลยสูงขึ้น น้ำมันก็เปลืองขึ้น แต่รถกลับไม่ได้วิ่งอย่างนั้นเลย

การใช้เกียร์ออโตเมติค

ปัจจุบันรถยนต์เกียร์ออโตเมติคได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด เนื่องจากขับขี่ได้ง่ายสะดวกสบายเพราะใช้เพียงคันเร่งและเบรกเท่านั้น คันเกียร์ของเกียร์ออโตเมติคจะมีตำแหน่งสำหรับใช้งานต่าง ๆ กันดังนี้
ตำแหน่ง P

ใช้สำหรับจอดอยู่กับที่หรือบนพื้นที่ลาดเอียง โดยรถจะถูกล็อกให้หยุดอยู่กับที่ด้วยตัวล็อกภายในเกียร์

ตำแหน่ง R

ใช้สำหรับการถอยหลัง

ตำแหน่ง N

ใช้สำหรับการหยุดรออยู่กับที่บนพื้นราบ ซึ่งในตำแหน่งนี้รถสามารถเข็นให้เคลื่อนที่ได้

ตำแหน่ง D

ใช้สำหรับการขับขี่แบบอัตโนมัติโดยเกียร์จะเปลี่ยนไปเองโดยอัตโนมัติตามคันเร่งและความเร็วของรถ ใช้ขับขี่ได้ตั้งแต่การเริ่มออกตัวและเพิ่มความเร็วได้ไปเรื่อย ๆ จนถึงความเร็วสูงสุด การขับขี่โดยทั่วไปสามารถใช้เกียร์นี้เพียงเกียร์เดียวเท่านั้นก็ได้

หมายเหตุ สำหรับรถที่มีสวิตซ์โอเวอร์ไดร์ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษในเกียร์ออโต 4 สปีดบางรุ่น

เมื่อสวิตซ์โอเวอร์ไดร์วอยู่ที่ตำแหน่ง ON เกียร์ออโตจะสามารถทำงานได้ตั้งแต่เกียร์ 1 ถึงเกียร์ 4 โดยอัตโนมัติ

สวิตซ์โอเวอร์ไดร์วอยู่ที่ตำแหน่ง OFF เกียร์ออโตจะทำงานโดยอัตโนมัติได้ตั้งแต่เกียร์ 1 ถึงแค่เกียร์ 3 เท่านั้น

ฉะนั้นการปรับสวิตซ์โอเวอร์ไดร์วจากตำแหน่ง ON ไปเป็น OFF จึงเป็นการลดเกียร์จากเกียร์ 4 มาเป็นเกียร์ 3 เพื่อให้เหมาะกับการเร่งแซงขณะความเร็วสูง และเมื่อปรับสวิตซ์โอเวอร์ไดร์วจากตำแหน่ง OFF ไปเป็น ON จะทำให้เกียร์ 3 กลับไปเป็นเกียร์ 4 อย่างเดิม ทำให้การลดเกียร์เพื่อเร่งแซง หรือเข้าโค้งเป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น

ตำแหน่ง 2 ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่ไม่สูงมากนัก และสามารถใช้ความเร็วได้พอสมควร

ตำแหน่ง L

ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่สูงมาก และต้องใช้ความเร็วต่ำ

หมายเหตุ การสตาร์ทเครื่องยนต์ถูกออกแบบให้สามารถกระทำได้เฉพาะ ตำแหน่ง P กับ N เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก............กระทรวงคมนาคม

สาระควรรู้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

ที่ความเร็ว 20 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 7 เมตร

ที่ความเร็ว 40 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 18 เมตร

ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 34 เมตร

ที่ความเร็ว 80 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 54 เมตร

ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 80 เมตร

หลายคนมักเข้าใจว่า เกียร์ออโตเมติกสามารถตอบสนองการขับขี่ได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในความเร็วและอัตราเร่งขณะแซง หากคุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคต่าง ๆ ในการใช้เกียร์ออโตเมติก ผมเชื่อว่าคุณจะขับรถเกียร์ออโตเมติกได้อย่างสบาย และเพลิดเพลินด้วยความปลอดภัยไม่แพ้รถเกียร์ธรรมดาเลยครับ

ตามปกติเวลาขับรถเกียร์ออโตเมติก ผู้ขับขี่ส่วนมากใช้เกียร์อยู่เพียง 4 ตำแหน่ง นั่นคือ
"D4" เมื่อต้องการขับรถไปข้างหน้า
"R" เมื่อต้องการถอยหลัง
"N" หรือ "P" เมื่อต้องการจอด หรือสตาร์ตรถ
อันที่จริงแล้วคุณควรใช้เกียร์ตำแหน่งอื่น เพื่อเหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์เช่นกัน

สัปดาห์นี้ผมขอกล่าวถึง เทคนิคการขับรถเกียร์ออโตเมติกเมื่อลงทางลาดชัน และการคิก ดาวน์ (Kick Down) เมื่อต้องการเร่งแซงครับ สำหรับการขับรถลงทางลาดชัน ผมขอแนะนำให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง "D3" กรณีที่ทางลงนั้นมีระยะเวลายาวแต่ไม่ชันมากนัก แต่กรณีที่ทางลงนั้นชันมาก ๆ ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง "2" เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก (Engine Brake) ในขณะเดียวกันคุณควรเหยียบเบรกไปด้วย หรืออาจใช้เบรกมือ เพื่อช่วยในการหยุดรถที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้อย่าใช้เกียร์ "N" หรือ "D4" ในการขับรถลงทางชัน เพราะจะไม่มีกำลังเครื่องยนต์ช่วยเบรกและช่วยชะลอความเร็ว นับเป็นการขับที่ผิดวิธีและเป็นอันตรายอย่างมาก

กรณีที่ต้องการเร่งแซงรถคันอื่น หรือต้องการแรงเพิ่มขับเคลื่อนรถอย่างกะทันหัน คุณสามารถเพิ่มความเร็วของรถด้วยการคิก ดาวน์ (Kick Down) โดยเหยียบคันเร่งลงไปเกินกว่า 80% ในครั้งเดียวเกียร์จะเปลี่ยนลงอย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากรอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้น ในขณะที่รถจะมีความเร็วเพิ่มขึ้น

การคิก ดาวน์ (Kick Down) มี 2 ลักษณะคือ

1. คิก ดาวน์ (Kick Down) ลงมา 1 ตำแหน่ง เช่น รถที่ขับ ความเร็วประมาณ 120 กม./ชม.
(อัตราทดเกียร์ 4) แล้วเหยียบคันเร่งสุดเกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ลงเกียร์ 3 สังเกตจากรอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย
2. คิก ดาวน์ (Kick Down) ลงมา 2 ตำแหน่ง เช่น ขับรถที่ ความเร็วประมาณ 70 กม./ชม.
(อัตราทดเกียร์ 4) แล้วเหยียบคันเร่งสุดเกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ลงเกียร์ 2 ทันที เพื่อให้อัตราทดเกียร์เหมาะสมกับความเร็วขณะขับขี่ ทำให้เครื่องยนต์มีอัตราเร่งมากขึ้น สังเกตจากรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นมากกว่าการคิก ดาวน์ (Kick Down) 1 ตำแหน่ง

10 หนทางให้คุณวางใจ...เกียร์ออโตเมติก

เกียร์อัตโนมัติ "เกียร์ออโต้" ดูจะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งพวกเรามักจะมองหา... หรือเอามือไปคว้าไว้หลังพอๆกับพวงมาลัยรถก็ว่าได้ และแน่นอน เราจะมองหามันก่อนที่จะบิดสวิตช์กุญแจเสียอีก...

ยุคนี้เราจะชินกับ Automatic Transmission ซะยิ่งกว่า "เกียร์ธรรมดา" Manual Transmission ไปเสียแล้วละครับ ยิ่งจำพวกเกียร์ออโตเมติกแบบใหม่ๆ Lock-UP Torque Converter ที่มี CPU 8 BIT- 16 BIT เข้าไปช่วย Calculation การเปลี่ยนเกียร์ด้วยแล้วละก็ อู้ฮู ก็ยิ่งสะดวกไปกันใหญ่

ล่าสุด CVT หรือ Constantly Variable Transmission ยุคปี 2000 เป็นต้นมา ด้วยแล้วละก็ ยิ่งนุ่มนวลแม่นยำ และแสนจะง่ายดายในการทำงาน แถมยังไม่ยุ่งยากอย่างเกียร์ออโต้สมัยคุณลุง คุณน้า คุณอาซะด้วยละครับ

คอลัมน์ DIY คุณก็ทำได้.. มีจุดประสงค์ใหญ่ที่สำคัญคือ การนำเอาเรื่องราวบางเรื่องที่คุณอาจไม่เข้าใจ หรือไม่สนที่จะต้องเข้าใจ มาเล่าแจ้งแถลงไขให้เป็นเรื่องคุยกันสนุกๆ ตามประสาผู้ใช้มากกว่าจะให้ต้องลงมือซ่อมเอง (นั่นเป็นเรื่องของช่างเขา) เพื่อเป็นพื้นฐานสู่ความเข้าใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเจ้าของรถไม่ควรมองข้าม และน่าทำความเข้าใจ อย่างน้อยก็เอาไว้คุยกับช่างให้รู้เรื่อง (เขาจะได้หลอก "กินเปล่า" เราไม่ได้) เพราะพอเขาชี้แจงเรื่องอะไรๆ ที่เป็นปัญหา เราเจ้าของรถก็เข้าใจและลำดับขั้นตอนการซ่อมแซมได้ เวลาจ่ายค่าซ่อมก็สะดวก อย่างน้อยเราก็ช่วยช่างได้อีกวิธีหนึ่งละครับ

"DIY คุณก็ทำได้" ในฉบับที่แล้ว ผมได้พาทุกท่านล้วงลึกลงไปในห้องเกียร์ออโตเมติก โดยนำเอา VB (Valve Body) หรือ "สมองเกียร์" ออกมาให้ชมกันจะจะ พร้อมทั้งเพื่อนร่วมงาน อาทิ Torque Converter ชุด Vacuum Control วาล์ว Orifice ไปจนถึงคู่มือประจำรถ กำหนดให้ใช้น้ำมันเกียร์ หรือ ATF (Automatic Transmission Fluid) เกรดใด นัมเบอร์ไหน ซึ่งก็ควรใช้ตามนั้น สำคัญคือเปลี่ยนถ่ายก่อนกำหนดตามคู่มือสักหน่อย อย่างน้อยควรเปลี่ยนปีละ 2 หน คือต้นปีกับกลางปีก็จะดีไม่น้อยครับ ว่ากันว่า เกียร์ออโตเมติก หากเราดูแลรักษามันดีๆ จะมีอายุการใช้งานที่ทนทานถึง 20 ปี หรือไม่น้อยกว่า 10 ปี อย่างแน่นอนครับ และเพื่อยืนยันถึงอายุยืนนานของมัน ใน "DIY คุณก็ทำได้" ฉบับนี้ เราจึงควรมาคุยกันถึงหนทางที่เราผู้เป็นเจ้าของจะหาวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแท้จริง เพื่อความทนทานด้านการใช้งานของมันให้สมกับที่วิศวกรผู้ผลิตเกียร์ออโต้เขาได้ตั้งใจหวังไว้เถิดครับ

หนทางที่จะนำเราไปสู่อายุขัยยืนนานของการใช้เกียร์ออโตเมติกง่ายๆ ให้มีไว้สัก 10 เถอะนะครับ จำง่ายดี เริ่มกันที่

1. ควรเปลี่ยนถ่าย ATF ให้ได้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
แม้ตามกำหนดที่โรงงานได้กำหนดไว้ในสมุดคู่มือถึง 40,000-45,000 km หรือราว 2-2 1/2 ปี ก็อย่าได้วางใจตามนั้น ด้วยว่าการจราจรของกรุงเทพฯ เรา ติดๆ ขัดๆ ความร้อนสะสมสูงเกือบตลอดการใช้งาน เดี๋ยว ON Gear หรือ OFF Gear อยู่โดยตลอดทั้งวัน นานๆ ทีถึงได้มีโอกาสยืดเส้นยืดสายออกทางไกลหรือขึ้นทางด่วนวันหยุดกับเขาหน่อยนึง

ความร้อนสะสมจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูง และการใช้งานวิ่งๆ หยุดๆ ทำให้แรงดันน้ำมัน ATF สูง-ต่ำไม่คงที่ อุณหภูมิมักสูงตลอดเวลาจากแรงดันที่สูงๆ ต่ำๆ ดังนั้นการให้โอกาส AT (เกียร์ออโตเมติก) ได้ดื่มด่ำกับ ATF ใหม่ๆ สดๆ จึงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราปฏิบัติได้ไม่ยากครับ อย่าถือว่าสิ้นเปลืองเลยนะ

2. ไม่ควรโยกตำแหน่งเกียร์บ่อย

ควรให้โอกาสมันได้ทำ "หน้าที่อัตโนมัติ" ด้วยตัวของมันเองมากๆ หน่อย เพราะมันถูกออกแบบให้ทำงานตามลำดับขั้นตอนโดยใช้ความเร็วเป็นตัวกำหนดจังหวะการเปลี่ยนเกียร์อยู่แล้วเป็นปกติวิสัย

มีเจ้าของรถบางท่านที่เชื่อคำโฆษณาว่าเกียร์ออโต้สมัยใหม่สามารถโยกเปลี่ยนได้ตามใจชอบ ก็เลยเอานิสัยเดิมที่เคยใช้รถเกียร์ธรรมดามาใช้กับ AT คือเชนจ์ขึ้น-ลง ปรากฏว่า อายุเกียร์ไม่ข้ามปีที่ 2 หรือไม่เกิน 40,000 กม. ด้วยซ้ำครับ พัง! สาเหตุก็มาจากการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ทั้งวันจนเป็นนิสัย ชิ้นส่วนภายในเครียดตลอดเวลา ความร้อนสูงจากแรงดัน ATF ที่สูงเกินไป ทำให้สึกหรอสูง จนแรงดัน ATF ไม่คงที่ ทุกอย่างพังหมดครับ และพังอย่างเร็วซะด้วยครับ!

บางท่านที่ไม่มากประสบการณ์ก็อาจเผลอกด Overdrive (เกียร์สำหรับลดรอบเครื่องยนต์) ไว้ทั้งวัน โดยมิได้สังเกตอาการก็มีครับ

3. ยุคหนึ่งเชื่อกันว่า ถ้าติดไฟแดงก็ควร "พักเกียร์"

ใช่ครับ ผมเองในอดีต 10 ปีก่อนก็ทำเช่นนี้บ่อยๆ คือเต็มใจปลดเกียร์เป็น N ทุกครั้งที่ติดไฟแดง โดยหวังว่าจะช่วยเป็นการพักเกียร์! แต่ความจริงกลับไม่ต้องทำเช่นนั้น

การใช้งาน AT ให้ยืนนาน ควรเข้าใจว่าทุกครั้งที่เรา "OFF Gear" น้ำมัน ATF จะหยุดแรงดันของมันทันทีครับ จำ "หลุมฉิ่ง" Orifice Valve ที่มีลูกปืนเม็ดเล็กๆ ทนๆ กลิ้งอุดและเปิดวาล์ว ATF ได้ไหมครับ ยามใดที่ ON Gear ลูกปืนในหลุมฉิ่งเหล่านี้จะเปิดให้ ATF ผ่านด้วยแรงดันน้ำมัน ATF ที่อัดอยู่เต็ม VB ( Valve body สมองเกียร์) เพื่อ hold ตำแหน่งเกียร์ D อยู่

แต่หากเราเข้าตำแหน่ง N เจ้า ATF ก็หยุดเดิน และไม่ "Standby" ลูกปืนเปิด-ปิด Orifice Valve ก็ปิดตัวลงนอนแอ้งแม้งใน "หลุมฉิ่ง" พอเราเข้าเกียร์ D เพื่อออกตัวในจังหวะไฟเขียว ...เท่านั้นละครับ ATF มันก็แย่งกันสูบฉีดด้วยแรงดันให้ไหลวกวนใน VB สมองเกียร์ จงคิดเอาเถิดครับว่า วันหนึ่งๆ หรือครั้งหนึ่งที่คุณได้ทำเช่นนี้ แรงดัน ATF มันจะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ไม่ Constant สักที ของเหลว (ATF) เมื่อเคลื่อนตัวไหลไป-มาด้วยแรงดันบ่อยๆ ความร้อนก็ไม่คลายแต่กลับเพิ่มขึ้นๆ สี่แยกแล้วสี่แยกเล่า หยุดแล้วหยุดเล่า Orifice Valve ต้องทำงานตลอดเวลา เดี๋ยวไหลเดี๋ยวหยุดกะปริบกะปรอย มันจะทนไหวหรือครับ ต่อไปนี้ให้ทำอย่างนี้ครับ

หากหยุดในชั่วแค่ 2-3 นาที ก็ควร "Hold D" เอาไว้ โดยเหยียบแป้นเบรกแทน แต่หากหยุดนานเกินกว่านี้ค่อยเข้า OFF Gear เป็น N อย่างน้อยก็ช่วยยืดอายุเกียร์ได้อีกโขเลยละครับ ด้วยวิธีง่ายๆนี้ จำไว้ต่อไปนี้หยุดแป๊บเดียวไม่ต้องปลดเกียร์

4. อย่าปลดให้เป็น N (ว่าง) เพื่อให้รถไหล เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันก่อนหยุดไฟแดง

วิธีช่วยประหยัดน้ำมันเช่นนี้ไม่ดีแน่ แม้จะดีบ้างกับความประหยัดเชื้อเพลิงลิตรละ 10-15 บาท แต่เกียร์ออโต้มันไม่ชอบ ควรปล่อยให้มัน ON Gear ไปจนถึงไฟแดงดีกว่าครับ แล้วแตะเบรกหยุดมันจะทนกว่ามากเลยครับ อีกอย่าง ความประหยัดเชื้อเพลิงด้วยวิธีไหลในตำแหน่ง N ก็ช่วยประหยัดแค่ 2-3% เท่านั้นเอง พูดถึงค่าซ่อมเกียร์ราว 2-3 หมื่น จะคุ้มหรือครับ!?

5. การ Take Off แบบในหนัง คือออกรถให้ล้อเอี๊ยดโชว์นั่นน่ะ อย่าทำเป็นอันขาด

สิ่งที่จะพังเร็วคือ FP (Friction Plate) ที่เรียงเป็นตับอยู่ในเรือนเกียร์ไงครับ มันจะสึกจากความร้อนที่เสียดสีฉับพลัน น้ำมัน ATF ก็ร้อนสูง (ฮีต) บ่อยๆ เข้า เจ้า FP ซึ่งหนาแค่ 2-3 มิลลิเมตร ก็ไหม้ได้ครับ นึกถึงภาพเบิ้ลคันเร่ง บรื้นๆๆ... ในขณะที่ AT อยู่ในตำแหน่ง N วัดรอบขึ้นไปตั้ง 3,000-5,000 rpm แล้วโยกมาที่ N ทันที "จ๊ากโชว์" ได้แน่ครับ แต่ตับไตไส้พุงของ AT มันจะพังคาที่ ในการทำเช่นนี้ไม่ถึง 10 ที ลำพังเจ้าของแบบเราๆ คงไม่ทำเช่นนี้ แต่กล่าวเผื่อไว้สำหรับวัยรุ่นรถซิ่งนะครับ แอบเอารถคุณพ่อคุณแม่ หรือเด็กอู่บางคนแอบเอารถลูกค้าไปซิ่งเล่น ปรากฏว่าพังครับ พังชั่วไม่ข้ามคืนนี้แหละครับ

ฉะนั้น อย่า Take Off เพื่อ Show Off เป็นอันขาดครับ!

6. ขณะลากจูง หรือใช้ระบบ "Fly in Four" หรือ "Shift on the Fly" ควรศึกษาคู่มือให้ดี

ก่อนอื่นให้ทราบจากผู้ขาย หรือคำโฆษณา หรือคู่มือประจำรถก่อนว่าเขากำหนดความเร็วในการเล่นฟังก์ชันไว้เท่าใด

ในเกียร์ AT ยุคก่อน ในกรณีต้องลากจูงรถ เขาจะกำหนดความเร็วมักไม่เกิน 40 กม./ชม. ซึ่งเร็วแค่นี้จะไม่เป็นการทำลายเกียร์ ในรถรุ่นใหม่ เกียร์ CPU อาจลากได้เร็วขึ้นถึง 60-80 กม./ชม. แต่หากไม่แน่ใจ ควรลากไปเรื่อยๆ ที่ความเร็ว 40-50 กม./ชม. แค่นี้ดีมากครับ ไม่ว่าเกียร์ออโต้ของเราจะเป็นยุคไหนๆ ปลอดภัย ถนอมมันเอาไว้ก่อนจะดีกว่าครับ

ส่วนรถ OFF Road 4x4 ประดามีที่โฆษณากันว่าเปลี่ยนเป็นขับ 4 ล้อได้ ในขณะที่วิ่งเร็วๆ เราเจ้าของรถก็ควรเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า ในคู่มือกำหนดไว้เช่นไร ที่ความเร็วไม่เกินเท่าไร ก็สมควรปฏิบัติตามนั้นครับ

ฟังก์ชันเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อ มาเป็น 4 ล้อ ขณะรถวิ่งถูกเรียกว่า "Fly in Four" หรือ "Shift on the Fly" จะกำหนดไว้เฉพาะการขับเคลื่อนจาก 2H มาเป็น 4H หรือจากขับเคลื่อนปกติ 2 High เป็น 4 High เท่านั้น ความเร็วที่โฆษณาไว้ก็แถวๆ 60-80 กม./ชม. ไม่ถึง 100 กม./ชม. เพราะอัตราทดเกียร์ของแต่ละยี่ห้อที่โฆษณา รวมถึงเส้นรอบวงจากขนาดของวงล้อก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงและถูกหลงลืม ดังนั้นควร "เมคชัวร์" ในการ Shift on the Fly หรือเปลี่ยนเกียร์จาก 2H มาเป็น 4H ด้วยการใช้ความเร็วต่ำๆ เข้าไว้จะชัวร์กว่า อย่าเปลี่ยนที่ความเร็วระดับ 100 เลยครับ เขาโฆษณาว่าทำได้จริงอยู่ แต่จะทำได้แค่ไหน หรืออายุเกียร์ AT จะทนในอายุการใช้งานเท่าใด เราผู้เป็นเจ้าของรถเท่านั้นที่รับผิดชอบ

หากทำอะไรในความเร็วที่เกินเลยไป บางทีรถอาจพลิกคว่ำในความเร็วขณะที่เปลี่ยน 2H เป็น 4H หรือไม่ก็เกียร์ AT อาจพังเร็วขึ้น

ที่แน่ๆ หากจะใช้ Shift on the Fly (เปลี่ยนจาก 2H เป็น 4H) ขณะรถวิ่ง ควรให้ตำแหน่งเกียร์อยู่ที่ D (อย่าไปที่ D อื่นๆ) และความเร็วแถวๆ 40-50 กม./ชม. ก็จะดี อย่าเชื่อโฆษณาอย่างเดียว ควรใช้หลักความจริงของเกียร์ AT เข้าไว้ครับ

7. ไม่ควรใส่อะไรผสมลงไปใน ATF ..หัวเชื้อน้ำมันเกียร์ AT ?!

เพราะเกียร์ AT ต่างกับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (Manaul 5 Speed) ที่เราเคยใช้ เจ้าอย่างหลังนี่มีหัวเชื้อดีๆ (Additive Fluid) ก็จะช่วยให้ชุดเกียร์หมุนลื่น หมุนเงียบขึ้น แน่นอนครับ เกียร์ธรรมดาถ้าหมุนคล่อง ลื่นดี เกียร์เข้าง่าย เชนจ์เกียร์ได้ฉับไว ขับได้สนุก

แต่เกียร์ AT มันไม่สนครับ เพราะ FP Friction Plate ทำหน้าที่ตามชื่อของมันอยู่แล้ว ความลื่นเหลือล้นในน้ำมัน ATF จึงห้ามเด็ดขาด ควรยืนยันใช้เบอร์เดียว มาตรฐานเดียวกับที่สมุดคู่มือประจำรถกำหนดไว้เท่านั้น อย่างยิ่ง หรือหย่อนจากที่กำหนดในคู่มือโดยเด็ดขาด

อ้อ คำถามที่ว่าน้ำมัน ATF แบบสังเคราะห์สมัยใหม่ที่เหนือมาตรฐานกำหนด ใช้ได้หรือไม่นั้น ควรสอบถามศูนย์บริการหรือผู้ชำนาญดูก่อนครับ แต่หากเป็นผม ผมยังคงยืนยันใช้ตาม spec เดิมครับ เพียงแต่ขยันเปลี่ยนหน่อยเท่านั้นเอง

8. ก่อนเข้า D ควรเหยียบแป้นเบรกไว้ก่อนหรือไม่?

ก็ได้ครับ จะเหยียบก็ได้ หรือไม่ต้องก็ได้ ในกรณีที่เหยียบแป้นเบรกไว้ก็เพื่อไม่ให้รถกระตุกในขณะที่เข้า D เท่านั้นเอง หากเป็นรถเก่า เกียร์รุ่นเก่าๆ เวลา On gear จะกระตุกจนตกใจ ก็ควรเหยียบแป้นเบรกให้เป็นนิสัยก่อนเข้า D เพราะเกียร์ AT รุ่นเก่าจะกระตุกมากจนน่ารำคาญ รวมไปถึงเกียร์ AT ที่มีอายุการใช้งานมานมนานหลายปีอาจมีอาการสึกหรอให้เห็นชัดด้วยอาการกระตุกอย่างแรงน่ารำคาญ การเหยียบแป้นเบรกเพื่อช่วย On gear ด้วยความนุ่มนวลไว้ก่อนเข้า D ก็เป็นสิ่งที่น่าทำ ส่วนจำเป็นมากน้อยอย่างไรก็แล้วแต่กรณีครับ แต่ผมเหยียบแป้นเบรกจนเป็นนิสัยก็ไม่ลำบากแต่อย่างใดครับ

9. หมั่นสังเกตอาการกระตุกของ AT

ยามใดที่เรารู้สึกว่าเกียร์ AT ที่เราใช้อยู่ทุกวันมันเกิดกระตุกยิ่งกว่าเดิม อย่าวางใจนะครับ ควรพบช่างเพื่อปรับตั้ง "Vacuum Control : VC" ทันที อย่าแกล้งเมิน บางทีอาการกระตุกของ AT จะหายได้ง่ายๆ ด้วยการปรับตั้ง VC เท่านั้นเอง แป๊บเดียวก็เสร็จ

แต่ถ้าหาก VC ถูกใช้มานานหลายปีดีดักแล้วละก็ สมควรสั่งอะไหล่มาเปลี่ยนใหม่ครับ ไม่ควรซ่อม เพราะชื่อมันก็บอกครับว่าเป็น Vacuum ซึ่งความหมายก็คือ มันทำงานด้วยสุญญากาศเท่านั้น เสียแล้ว เสื่อมแล้ว รั่วแล้วซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนยกชุดของแท้ครับ

แต่หากเปลี่ยน VC ใหม่ยกชุดแล้ว ยังมีอาการ คราวนี้ก็ควรล้างสมองเกียร์ VB ด้วยน้ำยา Flush & Fill สักที หากไม่ปล่อยให้อาการนี้เกิดขึ้นนานจนลำบากยุ่งยากละก็ แค่ล้างด้วยน้ำมัน Flush & Fill เดี๋ยวเดียว ชุด VB สมองเกียร์ ก็สะอาดเอี่ยมอีกครั้ง ไม่กระตุกอีกต่อไปชั่วระยะเวลาอีกนานปี

10. หลังจากสตาร์ทรถเกียร์ AT แล้ว อย่าผละออกจากรถไปที่อื่น !

บางครั้งเจ้าของรถอาจเผลอเข้าตำแหน่ง D เอาไว้โดยไม่รู้ตัว ลำพังเมื่อเปิด แอร์ เอาไว้ เจ้าอุปกรณ์ Idle UP Speed หรือเรียกกันว่า "Vacuum Air" อาจตัดเอาดื้อๆ เพราะอุณหภูมิความเย็นหนาวของแอร์แต่ละเวลา เย็นเร็วเย็นช้าไม่เท่ากัน ที่ตำแหน่งเกียร์ D บางครั้งเมื่อมีโหลดแอร์ รถเราถูกโหลดด้วยการเปิดแอร์ รถก็อาจจะหยุดนิ่งได้ แต่พอ Vacuum Air ตัด เครื่องยนต์ก็ปลดโหลดแอร์ไปอีกหน่อย รอบเครื่องยนต์เร่งขึ้นเอง ราว 500-700 rpm ก็อาจจะส่งผลโดยตรงให้เกียร์ ON D ทันที รถอาจวิ่งออกไปได้ดื้อๆ

หรือบางทีโรงจอดรถเป็นเนินลาดขึ้น พอ Vacuum Air ตัด รอบก็เร่ง 500-700 rpm อาจจะทำให้รถวิ่งเองได้ด้วยเกียร์ D ที่เผลอเข้าเอาไว้ เรื่องไม่เป็นเรื่องก็มักเป็นเรื่องพาดหัวหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ ครับ ผมเคยโดนกับตัวคือ เผลอ ON D เอาไว้ แล้วรถมันวิ่งไปเอง! เร็วเสียด้วยครับ ในระดับความเร็วสัก 15 กม./ชม. ปีนฟุตบาทชนรั้วข้างบ้านเฉยเลยครับ ...เฮ้อ...


 จาก queencab
 พฤหัสบดี, 27/9/2550
 เวลา : 09:05

 IP :
202.151.6.34
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 2
       ขอบคุณ คุณ wingwong มากครับ


 จาก K101
 พฤหัสบดี, 27/9/2550
 เวลา : 15:58

 IP :
203.151.46.130
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 3
       ขอบคุณมากครับ
เมื่อเร็วนี้แหล่ะ ผมดูรายการของ คุณพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ เกจิแห่งวงการรถ แนะนำว่าเวลาจอดรถติดไฟแดง ถ้าเกิน 15 วินาที ให้ใส่ N ไว้ เพื่อเป็นการรักษาเกียร์ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวขึ้น อะไรทำนองนี้แหล่ะ จำไม่ได้ถนัดนัก จำได้อย่างเดียวว่าถ้าจอดเกิน 15 วินาที ต้องใส่เกียร์ว่าง ผมเลยจำมาใช้จนทุกวันนี้

แล้วผมจะเชื่อใครดีนี่ !


 จาก Bas
 พฤหัสบดี, 27/9/2550
 เวลา : 22:00

 IP :
117.47.72.134
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 4
       ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง ย่อมพังไปตามกาลเวลา ใช้ดียังไงก็พังครับ สาธุ


 จาก Jack อุบล KE70
 พฤหัสบดี, 27/9/2550
 เวลา : 23:00

 IP :
125.26.123.87
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 5
       สงสัยจะ drift


 จาก ct_master
 พฤหัสบดี, 27/9/2550
 เวลา : 23:34

 IP :
58.8.84.107
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 6
       เอาเป็นว่าที่ว่ามาผมเห็นว่ามีทั้งถูกและผิดนะครับ เริ่มจาก ATF ไม่ใช่น้ำมันอย่างที่เข้าใจกัน เป็นของเหลวผสมที่มีน้ำมันอยู่น้อยมาก และมี dynamic viscosity ที่สูงมาก และมี static viscosity ต่ำ หมายความว่า ATF จะมีความหนืดเมื่อถูกทำให้เคลื่อนที่มากกว่าเมื่อหยุดนิ่ง ซึ่งทำให้ tourqe conveter ทำงานได้นั่นเอง
ปัจจุบันระบบเกียร์มีการถ่ายเทความร้อนกับหม้อน้ำกันหมดแล้ว หรืออาจเป็นรุ่นเก่าที่ยังคงต้องมีอุปกรณ์ระบายความร้อนเฉพาะ เรื่องเกียร์จะฮีตมีโอกาสน้อยมากถึงไม่มีเลย
การเปลี่ยนถ่ายให้ยึดตามคู่มือไว้ผมว่าเหมาะกว่า อย่าเอาความรู้สึกมาคิด หรือเอาความรู้เมื่อสิบปีที่แล้วมาเป็นบรรทัดฐาน เพราะเทคโนโลยีด้านโลหะวิทยาและการพัฒนา ATF ก้าวหน้าไปมากแล้ว อย่ามัวทำตัวล้าหลังสมัยเครื่องคาร์บิวกันเลย และจะเป็นการประหยัดทรัพยากรได้ รวมถึงเงินในกระเป๋าด้วย
การเข้าเกียร์ไว้ที่ N เมื่อติดไฟแดงอาจไม่เรียกว่าเป็นการถูกหรือผิด แต่ควรเรียกว่าเหมาะสมมากกว่า เพราะระหว่างที่เราเข้าเกียร์ D ไว้ แล้วเผลอก้มหรือหันเอี้ยวตัวแล้วเท้าหลุดออกจากเบรก อันนี้ได้เรียกประกันแน่ครับ แต่หากเข้าที่ P ไว้ อันนี้หากใครมากระแทกรถเรา เกียร์พังแน่นอนครับ เพราะสลักล็อกเกียร์ในตำแหน่ง P อันเล็กนิดเดียว และไม่ได้ออกแบบมาให้รับแรงกระแทก
ภายในเกียร์จะมีระบบรักษาแรงดันน้ำมันให้คงที่ครับ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนเกียร์ไปมาไม่ได้ทำให้ความดันตรงนี้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แต่สำหรับเรื่องความร้อนของ ATF มีผลต่อลักษณะการจับตัวของเกียร์เพราะเมื่อ ATF ร้อน ความหนืดและสมบัติบางประการจะเปลี่ยนไปจากเมื่อตอนยังเย็นอยู่ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเกียร์จะดีเมื่อ ATF ร้อนแล้วเท่านั้น
การล้างเกียร์ โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าไม่จำเป็น ยกเว้นมีสิ่งสกปรกเข้าไปภายในเกียร์ เพราะระบบเฟืองเกียร์เป็น planetary gear การทำงานไม่มีการสึกหรอมากนัก และภายในเกียร์ก็มีทั้งกรองละเอียดและแม่เหล็กที่คอยดูดเศษเหล็กที่เป็นอันตรายกับเกียร์ไว้แล้ว การล้างเกียร์จะแน่ใจได้อย่างไรว่า flush fluid ที่ใช้จะไม่ทำปฏิกิริยากับลูกยางและองค์ประกอบภายในเกียร์ และเมื่อล้างเสร็จแล้วเติม ATF ใหม่ลงไปสิ่งที่ได้คือ flush+ATF สรุปคือเกียร์พังครับ เพราะมีสิ่งแปลกปลอม

ก่อนจะจบแบบคร่าวๆ ผมขอรับรองว่าปัจจุบันผมใช้ VIOS J A/T ภายในสองปีกับอีกเก้าเดือน วิ่งมาทุกสภาพระยะทางรวม 25x,xxx กม.แล้ว น้ำมันเกียร์ไม่เคยเปลี่ยนสักครั้งเดียว สีและคุณสมบัติทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม การทำงานของเกียร์เป็นปกติ ประหยัดเงินค่าน้ำมันเกียร์แกลลอนละ 1700 ได้โข ส่วนใครจะไม่ชอบใจเรื่องจริงอิงวิทยาศาสตร์ ผมคงว่าไม่ได้ แต่เมืองไทยช่าง(เถอะ)มีเยอะ guru(กูรู้น่า) ก็มาก ใส่ใจค้นหาข้อมูลเชิงวิทยาศาตร์บ้างคงไม่เสียเวลา และมีส่วนลดมลภาวะได้


 จาก 4A Super ช้า
 พฤหัสบดี, 27/9/2550
 เวลา : 23:44

 IP :
125.26.248.163
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 7
       ถ้าไม่ชันอะไรมากนักก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมันครับ หรือ ใช้ OD/Off ก็พอครับ

แต่ถ้าชันมากค่อยขยับลงมา D2 และ L ครับ คือ L เนี่ยใช้ในเคสที่ว่า ชันมากๆเท่านั้นครับ
ส่วน D2 ก็ ชันไม่มากครับ แต่ไม่สามารถใช้ความเร็วสูงได้

อย่าใช้เบรคมือเลยครับ เดี๋ยวผ้าเบรคจะร้อนพาลเบรคไม่อยุ่ครับ


 จาก queencab
 ศุกร์, 28/9/2550
 เวลา : 07:21

 IP :
124.157.141.12
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 8
       ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งครับ สำหรับคำตอบ
altis จะไปโคราชผ่านเขาปักธงชัย น่ะครับ


 จาก 4A Super ช้า
 ศุกร์, 28/9/2550
 เวลา : 16:17

 IP :

แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 9
       โคราชผ่านปักธงชัย ไม่ต้องยุ่งอะไรกับมันหรอกครับ เกียร์ น่ะ

ขับไปปรกติแหล่ะครับ
ก็จะมีช่วงขึ้นเนินบางช่วงก็แค่ ปลด O/D Off ซะเพื่อ ให้ได้กำลังในตอนขึ้นเขา ครับ มันจะมีอยู่ช่วงนึงอ่ะครับ เป็นโค้งๆๆ ชันๆหน่อย ก็ขึ้นตรงนั้นด้วยเกียร์ สามความเร็ว 60-120 ครับ

ส่วนรถผมไม่มี Overdrive ผมก็ขับไปปรกติ แหล่ะคับ เหยียบลึกหน่อยแค่นั้นเอง


 จาก ใจ
 เสาร์, 29/9/2550
 เวลา : 15:04

 IP :
61.19.165.252
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 10
       ขอบคุณครับ


 จาก จากคนที่รักรถมาก มาก (Civic 2007)
 เสาร์, 5/1/2551
 เวลา : 22:56

 IP :
202.91.19.206
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 11
       มีเรื่องอยากถามค่ะ พอดีว่าบางครั้ง ญาติ ๆๆ ยืมรถไปขับ แต่เขาไม่ค่อยได้ขับเกียร์ออโต้บ่อยเท่าไหร่ค่ะ เรามาสังเกตุระยะหลัง ๆๆ ว่าเวลาเขาขับรถเรา(ตอนที่เราไม่ได้นั่งไปด้วย) เขาจะเข้าเกียร์ เป็น D3 ตลอดเลยค่ะ ซึ่งปกติเวลาเราขับทั่วไป ก็จะใช้ ตำแหน่ง D เท่านั้น (เพราะว่าขับทางปกติ ไม่ได้ขึ้นเขา หรือว่าลงเขา) อยากรุ้ว่าถ้าเขาทำแบบนี้บ่อย ๆๆ รถเราจะเกียร์พังเร็วมั๊ยคะ แต่มาตอนหลังดิฉันจะพยายามสอนเขานะคะ ว่าถ้าขับทางปกติ ให้ ปรับเกียร์มาที่ตำแหน่ง D ก็พอ (ไม่รู้ว่าเวลาเขายืมรถเราไป ขับ D3 ไปไกลแค่ใหน) กลัวรถมีปัญหาน่ะคะ ช่วยตอบให้หายสงสัยด้วยนะคะ ขอบคุณมากนะคะที่กรุณา


 จาก 4A Super ช้า
 เสาร์, 5/1/2551
 เวลา : 23:14

 IP :
202.149.25.241
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 12
       ผมว่า คนที่เอารถคุณไปขับ คงเป็นขาซิ่งอ่ะครับ เลยลง D3 ไว้

คงไม่พังหรอกครับ แต่ มันเปลืองครับ และการสึกหรอก็สูงครับ
การใส่ D3 ก็คือ เกียร์จะ เข้าแค่ 1-2-3 เท่านั้นไม่ลง 4

ถ้าใส่ D จะมีเกียร์ 4 ด้วย แต่เกียร์ 4 ก็จะเร่งไม่ค่อยไป อืดๆๆๆหน่อย แต่ ได้รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำประหยัดน้ำมัน


 จาก เปี้ยก (มิตซู ท้ายเบ้นซ์)
 อาทิตย์, 6/1/2551
 เวลา : 16:55

 IP :
124.121.108.127
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 13
       จากประสบการณ์ ที่ผ่านมา ผม ไปเพชรบูรณ์ เมื่อ ปลายปีนี้ ไปขึ้นภูทับเบิก และไปพระตำหนักเขาค้อ ภูทับเบิก เป็นภูเขาที่ติดกัน 3 ลูกตอนขึ้น ขับขึ้นไปเลื่อยๆ ก็ใช้ ดี 3 พอถึงทางชันก็ต้องใช้ D 2 แต่บางครั้งเป็นทางชันและมีทาง ที่หักข้อศอกอาจต้องใช้ D 1 แต่พอหลุดทางข้อศอกแล้วก็เปลี่ยนเป็น D 2 แต่การขับขึ้นเขานั้นไม่ควรขับเร็ว เพราะอาจเจอ รถสวนลงมาเร็ว อ้อลีมไปรถผม กำลังเครื่องแค่ 1500 ซีซี เท่านั้น มิตซู ท้ายเบ๊นซ์ 1500 เลยอาจต้องใช้เกียร์ ต่ำมาก หน่อย และยิ่งขาลง ต้องใช้เกียร์ต่ำมาก ยิ่งขึ้น ใช้ D2 และ D1 เพราะทางลง มันชันมาก และเป็นรถเก๋งไม่ใช่ กะบะ จึงไม่กล้าวิ่งเร็ว กลัวเจอ หลุม พังแน่ๆ แต่ท่านอื่น อาจใช้งานแตกต่างกับผมก็ได้ แล้วแต่ความสามารถ เฉพาะตัวนะครับ


 จาก ขับรถช้า
 อาทิตย์, 6/1/2551
 เวลา : 18:33

 IP :
124.121.26.203
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 14
       ขึ้นเขาใช้รถเกียร์ธรรมดาเหมาะสมสุดครับ (ถ้ากำลังเครื่องยนต์ถึง) ยกตัวอย่างทางไปปาย-ปางมะผ้า รถเกียร์ออโต้ต้องใช้รอบถึง 3500 - 4000 รอบ ในการวิ่งขึ้นเขาที่ความเร็ว 60 km/hr ที่ D1 แต่ถ้าเป็นรถเกียร์ธรรมดาจะขึ้นได้ที่เกียร์ 2 ที่ความเร็ว 60 ได้ด้วยรอบเครื่อง 2800 - 3000 จะเห็นได้ว่าพลังงานสูญเสียไปเป็นอย่างมากกับระบบเกียร์อัตโนมัติ

เปรียบเทียบจากรถสองคัน Fortuner D4Dเกียร์ออโต้ และ D4Dเกียร์ธรรมดา เส้นทางวิ่งปาย-ปางมะผ้า โค้งตัว S ตลอดทางระยะทาง 50 กิโลเมตร


 จาก ประสบการ
 อาทิตย์, 6/1/2551
 เวลา : 22:16

 IP :
124.120.127.59
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 15
       เกียร์ออโต้ขึ้นเขาสบายครับ ใช้เกี่ยร์ D ก็ได้
ถ้าขึ้นเนินไม่ไหว มันก็จะลดเกียร์ลงมาให้เอง ไม่ต้องกังวล
ง่ายกว่าเกียร์ธรรมดาด้วยซ้ำ
แต่ที่ต้องกังวลก็คือขาลงเขาครับ ต้องใช้เกียร์ต่ำที่สุด
จะได้มี engine brake และอย่าใช้เบรคยาวเป็นเวลานาน
จะทำให้ผ้าเบรคใหม้


 จาก ขับรถช้า
 อาทิตย์, 13/1/2551
 เวลา : 18:02

 IP :
124.121.16.254
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 16
       อยากฟังขอแชร์ประสบการณ์จากท่านอื่นบ้างครับ


 จาก KN
 จันทร์, 14/1/2551
 เวลา : 09:48

 IP :
58.10.68.163
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 17
       เกียร์ Auto คือเกียร์อัตโนมัติ
มันทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี ตามชื่อของมัน
เอาประสบการณ์จริงก็คือว่า กรุงเทพ-เชียงใหม่ ใช้ D ได้ไม่ต้องสนใจ ลงเขามันก็ engine break ให้
ถ้าไม่ค่อยชำนาญและใจไม่ค่อยดี อาจจะดึงเกียร์ลงมา 1 จังหวะ (ปรกติไม่ต้อง)
ยกเว้นขึ้นดอยสุเทพ ต้องใช้ Ds หรือ D2/D3

ทางปรกติใช้ D ล้วนครับ ยกเว้นอยากเปรี้ยวซัดขึ้นเขาด้วย Ds หรือ D2/D3


 จาก KN
 จันทร์, 14/1/2551
 เวลา : 09:51

 IP :
58.10.68.163
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 18
       กำไม่ได้อ่านจขกท ไปแค่เขาปักธงชัย ซัดได้ 140-150 บายๆเลยครับบางช่วง
ถ้าจะให้มันขึ้นภูพานไปเที่ยวหาสาวสกล สาวเรณู แล้วค่อยคิดมากเรื่องขึ้นเขาลงเขา (ลูกนั้นผมซัดมันๆ)


 จาก ตังเก 2j Ge
 จันทร์, 14/1/2551
 เวลา : 10:19

 IP :
117.47.64.68
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 19
       เกีย ออโต้ มันก็มีเกีย 1-2-3-4 นี่ครับเล่นตามบาย มันแค่เปลี่ยนออโต้เท่านั้น


 จาก ออโต้มือใหม่
 จันทร์, 15/9/2551
 เวลา : 02:29

 IP :
124.120.159.195
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 20
       เกียร์ออโต้เวลาถอยหลังมีปัญหา ถ้าเครื่องเย็นจะถอยหลังไม่ได้ต้อง START ทิ้งไว้แป๊บนึงก่อนถึงจะถอยได้ ใช้งานได้ตามปกติ ลองถามหลายๆคนดูเขาบอกว่าเป็นที่เฟืองเกียร์ให้ไปเปลี่ยนดู แบบนี้ต้องยกเกียร์ใหม่หรือเปล่าวครับ


 จาก น้องหมู
 จันทร์, 15/9/2551
 เวลา : 10:29

 IP :
58.8.29.226
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 21
       เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ดู ก่อนครับ
ถ้า ไม่หาย
ซื้อมือสอง ใส่ดีกว่า
เพราะ ซ่อม เป็น หมื่น ครับ


 จาก ออโต้มือใหม่
 จันทร์, 15/9/2551
 เวลา : 13:22

 IP :
124.121.224.71
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 22
       จะลองเปลี่ยนนำมันเกียร์ดูคับ ถ้าไม่หายก็ค่อยว่ากันใหม่


 จาก SupOmaN
 จันทร์, 15/9/2551
 เวลา : 14:21

 IP :
58.64.64.216
แจ้งลบ แจ้งลบคำตอบ

 คำตอบที่ 23
       รถผมวีออสป้ายแดงไปดอยแม่สลอง-ดอยอ่างข่างมาใช้D2-D1ครับเหมือนเกียร์กระปุกเลย...ถ้าใช้แต่เกียร์ D ขึ้นไม่ไหว แนะนำเลย D2-D1

เงื่อนไขในการโพสคำตอบ
• ร้านค้า อู่ หรือ ผู้ประกอบการ ถ้าจะประกาศขายของหรือโฆษณากรุณาใช้กระดานซื้อขาย เท่านั้นเราขออนุญาตลบออกหากโพสในกระทู้นี้
• สมาชิกและผู้ใช้ GasThai.Com กรุณาหลีกเลี่ยงการนำชื่อร้านค้า หรือผู้ประกอบการ มาโพสหากไม่จำเป็น
• การโพสให้ร้ายหรือทำให้บุคคลที่ 3 เสียหาย เราอาจจะพิจารณาลบออก เพื่อให้ความเป็นธรรมทุกๆฝ่าย
• คำตอบที่สร้างความเสียหายให้บุคคลอื่นโดยไม่มีมูลความจริง หากสามารถสืบหาความจริงได้ เราขออนุญาตลบออก
• ควรใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะทุกๆท่าน ล้วนมีทั้งวุฒิภาวะ ด้วยกันทั้งนั้น
• สมาชิกที่ลงทะเบียนเอาไว้ ควรจะใช้ชื่อที่ท่านลงทะเบียนไว้ทุกครั้ง
• การ Post รูปกภาพควรจะให้ตรงกับเรื่องที่นำเสนอ รูปภาพสตรี หรือ ภาพลามก ควรหลีกเลี่ยง
• การ Post ข่าวควรจะทำลิงค์หรือ copy หน้าจอมาด้วยเพื่อยืนยันข้อมูลข่าวนั้นๆ เพื่อความชัดเจนและน่าเชื่อถือของข่าว
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
ตอบคำถาม
รูปภาพ :
นามสกุล GIF/JPG เท่านั้น
  จำกัดขนาดไม่เกิน 100K
คำตอบ :  

  ชื่อ :
   


 
สงวนลิขสิทธิ์ ข้อความ บทความ ภาพถ่าย โดย GasThai.Com คลิ๊กที่นี่เพื่อดูรายละเอียด
Copy Right © Gasthai.com December 2005  :::  ไทยแลนด์เวบออนไลน์ดอทคอม ::: Email : webmaster@gasthai.com View My Stats ติดต่อโฆษณา