|
อึ้ง! ก๊าซ LPG ตลาดโลกอยู่ที่กิโลกรัมละ 10.63 บาท
แต่ก๊าซ LPG ไทยขายปลีกที่ 20.29 บาท !?
บทความ โดย อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
นักวิชการด้านพลังงานและผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)
ที่มา : http://www.manager.co.th/AstvWeekend/ViewNews.aspx?NewsID=9590000012864
ประเทศไทยถือว่าโชคดีมากที่ปิโตรเลียมที่ขุดพบได้นั้นมีปริมาณก๊าซธรรมชาติมาก ความโชคดีที่ว่านั้นนอกจากจะเป็นแหล่งพลังงานที่นอกจากจะนำเป็นพลังงานให้ความร้อนในการหุงต้มแล้ว ยังสามารถนำไปเป็นแหล่งพลังงานสำหรับภาคขนส่งได้อีกด้วย อีกทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้า ตลอดจนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล
มีรายงานจากงานวิจัยพบว่าการใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติในภาคขนส่งนั้นมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอกไซด์น้อยกว่าน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล และที่น่ายินดีไปกว่านั้นคือมีผลงานวิจัยว่านับตั้งแต่ที่ประชาชนชาวไทยหันมาใช้ก๊าซ LPG มาติดในรถยนต์ รถแท็กซี่ รวมถึงก๊าซ NGV ที่ติดในทั้งรถแท็กซี่ รถเมล์ และรถบรรทุก ปรากฏว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กทั้ง 2.5 ไมครอน และ 10 ไมครอน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งในปอดและโรคหัวใจในกรุงเทพมหานครนั้นลดลงไปด้วยอย่างมีนัยยะสำคัญ

ประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยจำนวนมากโดยเฉพาะในอ่าวไทย จากข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน พบปริมาณการจัดหาระหว่างเดือนมกราคม กันยายน 2558 มาจากโรงแยกก๊าซในประเทศไทยเองผลิตเป็นก๊าซ LPG ได้ประมาณ 51% (2.64 ล้านตัน) แถมโรงกลั่นน้ำมันไทยเมื่อกลั่นน้ำมันดิบแล้วยังสามารถผลิตก๊าซ LPG ได้อีกประมาณ 27% (1.43 ล้านตัน)
และนั่นหมายถึงว่าประเทศไทยมีแหล่งพลังงานที่เป็นก๊าซ LPG เป็นของตัวเอง และพึ่งพาตัวเองได้มากถึงประมาณ 78% (4.07 ล้านตัน) และต้องจัดหาด้วยการนำเข้าจากต่างประเทศเพียง 22% (1.16 ล้านตัน) เท่านั้น

ขอให้ช่วยจำตัวเลขนี้ให้ขึ้นใจก่อนว่าประเทศไทยมีก๊าซ LPG ผลิตได้จากในประเทศถึง 78% !!!
คำถามที่ตามมาก็คือ การที่เรานำเข้าจากต่างประเทศอีก 22% เพราะประเทศไทยมีก๊าซ LPG ไม่เพียงพอหรือ?
คำตอบที่ได้มีทั้งจริงและไม่จริง เพราะเมื่อพิจารณาปริมาณการใช้แก๊ส LPG ระหว่างเดือนมกราคม กันยายน พ.ศ. 2558 ก็จะพบว่า
ประเทศไทยใช้แก๊ส LPG เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกลุ่ม กล่าวคือ มีสัดส่วนเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสูงถึง 34% (1.75 ล้านตัน)
รองลงมาอันดับ 2 คือ ใช้ในครัวเรือน 31% (1.56 ล้านตัน)
อันดับที่ 3 คือ เพื่อเป็นพลังงานการขนส่งของภาคยานยนต์ 26% (1.32 ล้านตัน)
และอันดับที่ 4 คือเพื่อให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ 9% (7 แสนตัน)

ดังนั้นปริมาณการใช้ก๊าซ LPG จากภาคครัวเรือน ภาคการขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมรวมกันได้ 66% แต่ประเทศไทยมีก๊าซ LPG ผลิตได้จากในประเทศถึง 78% !!!
แสดงว่า ประเทศไทยมี ก๊าซ LPG เหลือเกินพอ ถ้าเพียงแค่บริหารจัดการแยกให้กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนำเข้าก๊าซ LPG จากต่างประเทศเอง และรับผิดชอบต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการนำเข้าจากต่างประเทศเองทั้งหมดด้วย จริงไหม?
การที่ประเทศไทยมีก๊าซ LPG มากเกินพอที่จะรองรับคนทุกเกือบกลุ่มในประเทศ (ยกเว้นกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) ย่อมแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในวิสัยที่จะกำหนดราคาก๊าซ LPG เป็นของตัวเองให้เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนในประเทศไทยได้
ดังนั้นอย่าให้ใครเขามาหลอกหรือมาบิดเบือนได้ว่าราคาขายปลีก LPG ประเทศไทย จะต้องนำไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาขายปลีกแพงกว่า เพราะคนหล่านั้นมักจะหยิบยกประเทศไม่มี LPG เหมือนกับประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่อ้างถึงเหล่านั้นยังต้องนำเข้าก๊าซ LPG จากประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ ที่ต้องรวมค่าขนส่ง และการดำเนินการอื่นๆก่อนจะไปขายปลีก ซึ่งย่อมมีราคาขายปลีกสูงกว่าประเทศไทยอยู่แล้ว

แต่การที่เรามีก๊าซ LPG ในประเทศมากขนาดนี้เราควรจะกำหนดราคาอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล
ถ้าผลประโยชน์ก๊าซ LPG ตกอยู่กับรัฐบาลทั้งหมด 100% แล้วให้ประชาชนชาวไทยทั้ง 65 ล้านคน ต้องยอมใช้ในราคาแพงกว่าตลาดโลกก็อาจจะพอทำใจได้ เพราะอย่างน้อยก๊าซ LPG ที่แพงเหล่านั้น ก็จะกลับมาเป็นรายได้คืนสู่รัฐและสามารถนำไปเป็นงบประมาณพัฒนาประเทศต่อไปได้
แต่ถ้าผลประโยชน์ก๊าซ LPG อยู่กับกลุ่มธุรกิจพลังงานที่มีเอกชนมาร่วมถือหุ้นเพื่อแสวงหาผลกำไรสูงสุด หรือมีข้าราชการบางคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งออกนโยบายแล้วไปมีผลประโยชน์กับธุรกิจพลังงานเหล่านั้นด้วยแล้ว การที่จะให้ประชาชนทั้ง 65 ล้านคนต้องทำใจยอมจำนนใช้ก๊าซ LPG ในราคาแพงกว่าตลาดโลกเพื่อให้คนบางกลุ่มร่ำรวยนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก

เมื่อธุรกิจก๊าซ LPG ในประเทศไทย เป็นระบบผูกขาด กึ่งผูกขาด หรือธุรกิจไม่กี่กลุ่มซึ่งสามารถชี้นำตลาดได้ จึงไม่ได้มีการแข่งขันราคากันอย่างเสรี ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องมีเกณฑ์กำหนดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรวมหัวเอารัดเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคได้ เพราะก๊าซ LPG ถือเป็นแหล่งพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนทุกหมู่เหล่า ด้วยเหตุผลนี้ประเทศไทยจึงมี "คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)" เข้ามาทำหน้าที่ในการกำหนด สูตรราคาพลังงาน
แต่สิ่งที่เกิดคำถามมาโดยตลอดก็คือ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนด สูตรคำนวณราคาพลังงาน ต่างๆ เหล่านั้นกลับปรากฏบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในคณะกรรมการในธุรกิจพลังงานด้วย
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) แต่ก็เป็นกรรมการ และประธานกรรมการกำหนดค่าตอบแทนใน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)ด้วย
นายทวารรัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) แต่ก็เป็นกรรมการและเลขานุการ กรรมการและกรรมการบริหารความเสี่ยง กรรมการและเลขานุการ บริษัท ปตท.สผ.จำกัด (มหาชน)อยู่ด้วย
นี่คือตัวอย่างข้างต้นถึงข้อสงสัยและคำถามในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งแม้จะข้ออ้างว่าสามารถทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถ้าหากมีคนในคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนมากขึ้นจากกิจการที่ตนเองเป็นกรรมการอยู่เมื่อมีกำไรมากขึ้นแล้ว จะให้ประชาชนเชื่อมั่นในการตัดสินใจในฐานะเป็นคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีความสำคัญในการกำหนดสูตรคำนวณราคาพลังงาน ได้อย่างไร?
ด้วยเหตุผลที่ธุรกิจก๊าซ LPG ในประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีลักษณะผูกขาด กึ่งผูกขาด และชี้นำตลาดได้ ดังนั้นเมื่อผนวกกับการที่ต้องมี สูตรคำนวณราคาพลังงาน และ สูตรคำนวณราคาพลังงาน ที่ว่านั้นก็มาจากคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ถูกตั้งคำถามว่ามีบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนร่วมด้วยหรือไม่? ดังนั้นประชาชนจึงจำเป็นจะต้องตรวจสอบอ้างอิงราคาตลาดโลกว่าประเทศไทยได้กำหนดสูตรราคาพลังงานเอาเปรียบประชาชนไปหรือไม่?
และการอ้างอิงที่น่าจะยอมรับได้ในฐานะราคาตลาดโลก ก็คือ ราคา CP (Contract Price) ซึ่งก็คือราคาประกาศเปโตรมิน ณ ราสทานูรา ประเทศซาอุดีอาระเบียในเดือนนั้นๆ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.)ของไทยก็ให้การยอมรับในการอ้างอิงด้วย จึงต้องยึดถือว่าราคาอ้างอิงนี้ก็คือการเทียบเคียงตลาดโลกที่คนไทยควรจะนำมาใช้อ้างอิงได้

ราคาตลาดโลก CP ประเทศซาอุดิอาระเบีย ณ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 พบว่าราคาก๊าซ LPG อยู่ที่ 297 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ 35.7994 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราคา LPG ตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 10.63 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น
ขอย้ำว่าราคา LPG ตลาดโลก ณ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 อยู่ที่ 10.63 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น !!!
ทั้งนี้การจัดหาก๊าซ LPG ของประเทศไทยมาจาก 4 แหล่งสำคัญ คือ มาจากโรงแยกก๊าซถึง 51.7% มาจากโรงกลั่นน้ำมันไทย 27.4% นำเข้าจากต่างประเทศอีก 20.9% และมาจาก ปตท.สผ.อีกเล็กน้อย กลุ่มธุรกิจพลังงานเหล่านั้นจะขายส่งเข้าคลังก๊าซเพื่อทำการคิดราคาจากทุกแหล่งที่แตกต่างกันแล้วมาถ่วงน้ำหนักหาค่าเฉลี่ยเป็นราคาจัดหา LPG
ดังนั้นราคาจัดหา LPG จะเป็นเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับราคาและน้ำหนักของที่มาในการจัดหา ซึ่งความจริงแล้วน้ำหนักจากโรงแยกก๊าซ และโรงกลั่นน้ำมันมีน้ำหนักรวมกันมากที่สุด ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้ในประเทศไทยเอง
ซึ่งราคาจัดหาก๊าซ LPG เฉลี่ยจากทุกแหล่งที่ประกาศโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.)เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 อยู่ที่ 13.7306 บาท ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า มีราคาสูงกว่าตลาดโลกได้อย่างไร?
คณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติกำหนดราคาขาย LPG เดือนมกราคม 2559 ของ โรงแยกก๊าซซึ่งผลิต LPG ถึง 51% ได้เงินประมาณ 436 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือคิดเป็นเงินประมาณ 15.60 บาทต่อกิโลกรัม ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 มีประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ฉบับที่ 5 พ.ศ.2559 โดยกำหนดให้โรงแยกก๊าซได้รับการชดเชยจากกองทุนน้ำมัน ในส่วนบัญชีที่เก็บจากผู้ใช้ LPG กิโลกรัมละ 1.7236 บาทต่อกิโลกรัม
มติดังกล่าวข้างต้นมีหมายความว่าคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.)ใช้เงินกองทุนน้ำมันในส่วนผู้ใช้ LPG ที่มีอยู่ประมาณ 7,287 ล้านบาท(ข้อมูล ณ 24 มกราคม 2559) ไปชดเชยรายได้หรืออุดหนุนให้ LPG ที่ขายจากโรงแยกก๊าซจากราคาจัดหาเฉลี่ยในประเทศประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่กำหนดไว้เพียงกิโลกรัมละ 13.7306 บาท (ซึ่งก็สูงกว่าราคาตลาดโลกอยู่แล้ว) ให้เพิ่มขึ้นไปอีก กิโลกรัมละ 1.7236 บาท
ผลของการชดเชยเช่นนี้ จึงทำให้โรงแยกก๊าซยังคงได้รับราคาขายสูงถึง 15.45 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าตลาดโลกที่ราคา 10.63 บาทต่อกิโลกรัม ถึง 4.82 บาทต่อกิโลกรัม!!!

ในส่วนของก๊าซ LPG จาก โรงกลั่นน้ำมัน นั้น คณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้เคยกำหนดราคาขาย ณ หน้าโรงกลั่น ในราคาสูตรไม่เกิน CP-20 หรือราคาตลาดโลก แล้วลดลงไปอีก 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (ซึ่งที่ผ่านมาโรงกลั่นก็ยังคงมีกำไร) แต่หากคิดไปตามสูตรนี้แล้ว ราคา LPG ตลาดโลกเดือนกุมภาพันธ์ ลดลงเหลือที่ 297 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อลดไปอีก 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ตามสูตรราคา CP-20 ก็ควรจะเหลือเพียง 277 เหรียญสหรัฐต่อตัน คิดเป็นเงินไทยได้ประมาณ 9.91 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น
แทนที่ราคาก๊าซ LPG ที่โรงกลั่นน้ำมันจะเหลือเพียง 9.91 บาทต่อกิโลกรัมตามสูตรดังกล่าวข้างต้น แต่เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 คณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) กลับได้มีมติ กำหนดราคาขาย ณ โรงกลั่นน้ำมัน ที่ราคา 15.706 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยจัดหาในประเทศ ที่กำหนดไว้ที่ 13.7306 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นจึงต้องกำหนดให้โรงกลั่นน้ำมัน ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ในส่วนบัญชีผู้ใช้ LPG กิโลกรัมละ 3.6683 บาท เมื่อหักลบกันแล้วทำให้โรงกลั่นมีราคาขายหรือรายได้สุทธิ์ 12.03 บาทต่อกิโลกรัม
นั่นหมายถึงเมื่อหักเงินเข้ากองทุนแล้วโรงกลั่นน้ำมันก็จะเหลือเงินประมาณ 12.03 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดโลกที่ราคา 10.63 บาทต่อกิโลกรัม ถึง 1.4 บาทต่อกิโลกรัม แต่หนักยิ่งไปกว่านั้นคือโรงกลั่นไม่ต้องลดตามสูตรเดิมให้เหลือเพียง 9.91 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้โรงกลั่นน้ำมันได้ราคาเพิ่มขึ้นจากสูตรเดิม (CP-20) ถึง 2.12 บาทต่อกิโลกรัมอีกด้วย
ความหมายจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) เหล่านี้ก็คือประชาชนเองจะต้องแบกรับในสัดส่วนราคาของโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่สูตรคำนวณราคาแบบเดิมโรงกลั่นน้ำมันก็ไม่ได้เกินราคาตลาดโลกด้วยซ้ำไป
สำหรับการนำเข้าก๊าซเพื่อมาผลิตเป็นก๊าซ LPG ในรูปของ ปิโตรเลียมเหลว ก๊าซโปรเปน และก๊าซบิวเทนนั้น ปตท.ผูกขาดการนำเข้าแต่เพียงรายเดียว ซึ่งจะนำเข้าในราคาเท่าใดก็ได้ แต่คณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ประกาศให้ใช้ราคาสูตร CP + 85 เพื่อให้ ปตท. ขายเข้าคลังก๊าซ หมายถึงราคาตลาดโลกแล้วบวกเพิ่มไปอีก 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ดังนั้นราคาตลาดโลกที่ 297 ดอลลาร์ต่อตัน เมื่อบวกไปอีก 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จึงเท่ากับ 382 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือคิดเป็น 13.675 บาทต่อกิโลกรัม ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 คณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้กำหนดราคาสำหรับ LPG ที่นำเข้า ที่ 13.7306 บาทต่อกิโลกรัม โดยประกาศให้ได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันในส่วนของผู้ใช้ก๊าซ LPG กิโลกรัมละ 0.1460 บาท หรือบวกเพิ่มไปอีกเป็น 13.8766 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งก็สูงเกินกว่าตลาดโลกด้วยการให้ ปตท. ผูกขาดรายเดียวอีกเช่นกัน
และภายใต้สารพัดสูตรตามที่กล่าวมาข้างต้นราคาเฉลี่ยรวมในการจัดหาจึงเริ่มต้นอยู่ที่ 13.73 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งก็ยังแพงกว่าราคาตลาดโลกซึ่งอยู่ที่ 10.63 บาทถึง 3.10 บาทหรือแพงกว่าตลาดโลกถึงประมาณ 29.162%!!!
ราคาจัดหาที่เริ่มต้นที่ 13.73 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อรวมกับภาษีสรรพสามิตอีก 2.17 บาทต่อกิโลกรัม ภาษีเทศบาลอีก 0.217 บาทต่อกิโลกรัม และได้รับชดเชยจากกองทุนน้ำมันสุทธิ 41 สตางค์ต่อกิโลกรัม ค่าการตลาดอีก 3.2566 และภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1.3275 บาทต่อกิโลกรัม จึงส่งผลทำให้ราคาขายปลีกกลายเป็น 20.29 บาทต่อกิโลกรัม
ซึ่งเจ้าของโรงแยกก๊าซที่ผูกขาด LPG ทั้งหมดและได้ราคาสูงกว่าตลาดโลกก็คือ ปตท. แต่เพียงผู้เดียว โรงกลั่นที่ได้สูตรราคาขาย LPG ใหม่ที่มากกว่าสูตรเดิมส่วนใหญ่ก็มี ปตท.ก็ไปถือหุ้นอยู่ด้วย และการนำเข้าก๊าซ LPG ทั้งหมดก็ถูกผูกขาดโดย ปตท.แต่เพียงผู้เดียว ประเด็นนี้จึงย่อมเกิดคำถามถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่คนที่นั่งเป็นกรรมการนโยบายพลังงงาน (กบง.) บางคนไปนั่งเป็นกรรมการและรับผลประโยชน์จาก ปตท. ด้วยนั้น เหมาะสมและมีความชอบธรรมแล้วหรือไม่?
ประเทศไทยโชคดีมากที่มีก๊าซ LPG อย่างมหาศาลซึ่งเกินพอที่จะใช้ได้เกือบทุกกลุ่มในประเทศนี้ (ยกเว้นกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี)
แต่ก็โชคร้ายที่ยังไม่ได้มีโอกาสใช้ในราคาตลาดโลกในภาวะที่ราคาตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง !!!

กองทุนน้ำมันในส่วนที่แยกเก็บจากผู้ใช้ LPG ภาคครัวเรือน ยานยนต์ อุตสาหกรรม (ยกเว้นกลุ่มปิโตรเคมีที่ มติ กบง. ได้ประกาศยกเลิกไม่ให้มีการจัดเก็บไปเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา) โดยเงินกองทุนดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อชดเชยการนำเข้าและรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงเวลาที่ราคาตลาดโลกผันผวนในทางสูงขึ้นอย่างผิดปกติและรุนแรง
แต่เมื่อทบทวนจาก มติคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.)พบว่า เงินกองทุนดังกล่าว กลับถูกนำมาชดเชยรายได้ให้ผู้ประกอบการในยามราคาตลาดโลกลดลง ทั้งยังเคยนำไปชดเชยค่าขนส่งให้ผู้ประกอบการ จากคลังก๊าซแหล่งผลิตไปยังคลังก๊าซในภูมิภาค เพื่อให้ราคาขายทั่วประเทศเท่ากัน แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถทำได้อย่างครบถ้วนและทั่วถึง จนเป็นที่มาให้ มิตคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.)ล่าสุดยกเลิกการชดเชยไปแล้ว
นั่นแสดงให้เห็นว่า มติต่างๆไม่สามารถจะเข้าถึงประชาชนผู้ที่ถูกจัดเก็บเงินเข้ากองทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นยังเป็นที่สงสัยของภาคประชาชน ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้นเป็นผู้ใช้ก๊าซ LPG จากโรงแยกก๊าซมากที่สุด จนทำให้มีก๊าซไม่พอใช้ในภาคประชาชนและอุตสาหกรรมซึ่งต้องใช้เป็นพลังงาน จนทำให้ต้องนำเข้า LPG และต้องแบกรับภาระการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลทำให้ผู้ใช้ก๊าซ LPG ถูกจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯมาอย่างต่อเนื่องและต้องซื้อ LPG ในราคาแพงขึ้นมากกว่าราคาตลาดโลก นั้นเป็นธรรมต่อประชาชนทั้ง 65 ล้านคนแล้วหรือไม่?
จึงขอตั้งคำถามว่า ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้นซื้อ LPG จากโรงแยกก๊าซในราคาเท่าใด และสมมุติว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 สมมุติว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซื้อในราคาจัดหา ที่ 13.7306 ต่อกิโลกรัม ส่วนต่างราคาที่ 1.7236 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งโรงแยกก๊าซจะได้รับที่ 15.45 บาทต่อกิโลกรัม นั้น ได้นำเงินจากกองทุนฯไปชดเชยหรือไม่ ?
ถึงเวลาที่คณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) จะต้องประกาศราคาขาย ณ โรงแยกก๊าซ และราคาขาย LPG ให้ภาคปิโตรเคมี อย่างชัดเจนและเปิดเผย
ถึงเวลาที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรจะได้แสดงความกล้าหาญในการเปลี่ยนโครงสร้างราคาใหม่ และสร้างบรรทัดฐานใหม่ไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนในคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้แล้ว!!!

ข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืน
ด้วยสภาพการทำธุรกิจด้านพลังงานในปัจจุบันไม่ได้มีการแข่งขันกันอย่างเสรีตามเจตนาการแปรรูป ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่หากเป็นการเข้าควบคุมการทำธุรกิจพลังงานทั้งระบบ อีกทั้งบุคคลากรของรัฐและเอกชนต่างมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันในทุกๆองค์กร ทั้งบอร์ดบริหาร บริษัทพลังงาน องค์การมหาชน และข้าราชการระดับสูงที่จะต้องเข้ามากำกับดูแล ควบคุมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน ทั้งหมดที่กล่าวจึงไม่ได้สร้างกลไกการทำธุรกิจอย่างเสรีและสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จึงมีข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืน

วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ยื่นหนังสือ ที่ คปพ. ๐๓๗-๐๕/๒๕๕๙
ต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านหม่อมหลวงปนัดดา ดิสกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เรื่อง ขอเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อลดราคาน้ำมัน ลดราคาแอลพีจี ลดราคาเอ็นจีวีสำหรับภาคขนส่ง ลดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับที่ขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และ ลดราคาไฟฟ้า เนื่องในโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาต่ำลงมากที่สุดในรอบ ๑๓ ปี
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ขอเสนอให้ตราพระราชบัญญัติ จัดตั้งกองทุนพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกาศในที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ ๒๑ และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโตสมัยที่ ๑๑ ที่กรุงปารีส ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ขอเสนอให้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนพลังงานหมุนเวียน เพื่อเป็นส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลที่ทำให้เกิดมลภาวะ และใช้แล้วหมดไป โดยให้โอนเงินจากกองทุนน้ำมันที่มากเกินสมควร มาประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จากยอดสะสมกองทุนน้ำมันทั้งหมดเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๙ ที่มีสูงถึง ๔๒,๔๖๙ ล้านบาท และสำหรับกองทุนอนุรักษ์พลังงานซึ่งสถานะกองทุน ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ มีมากถึง ๔๒,๙๙๓.๑๐ ล้านบาท ให้โอนเงินมาเฉพาะในส่วนที่เก็บจากผู้ใช้รถยนต์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไปลิตรละ ๒๕ สตางค์ ให้มาเป็นทุนประเดิมในการจัดตั้งกองทุนพลังงานหมุนเวียน โดยให้ดำเนินการตามแนวทางดังต่อไปนี้
ก. ให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนพลังงานหมุนเวียน จากปริมาณที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นเกณฑ์ ประเภทพลังงานใดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากให้เก็บเงินเข้ากองทุนดังกล่าวมาก สูงสุดไม่เกิน 3 บาทต่อลิตร เพื่อไปชดเชยให้พลังงานจากพืชที่ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะ เอทานอล และไบโอดีเซล
ข. การชดเชยให้พลังงานหมุนเวียนที่ได้จากพืชพลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้เปลี่ยนจากการชดเชยไปให้โรงกลั่นน้ำมันซึ่งมีเพียงไม่กี่ราย ซึ่งได้รับเงินตามสูตรคำนวณต้นทุนที่เกินความจริง มาเป็นการแบ่งชดเชยตรงไปที่โรงกลั่นน้ำมันตามค่าใช้จ่ายจริง และรวมถึงการชดเชยตรงให้โรงงานผลิตเอทานอล โรงงานผลิตไบโอดีเซล โรงงานผลิตน้ำตาล โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบ และเกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงาน เช่น มันสำปะหลัง อ้อย และ ปาล์ม อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
ค. ให้ชดเชยพืชพลังงานในราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้บริโภค โดยการอ้างอิงราคาวัตถุดิบที่แท้จริง ราคาตลาดโลก และราคาประเทศเพื่อนบ้านประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันนี้ราคาเอทานอลของประเทศไทยที่โรงกลั่นน้ำมันได้รับตามสูตรคำนวณอยู่ที่ ๒๓.๘๒ บาทต่อลิตร ในขณะที่ราคาเอทานอลของประเทศบราซิล และสหรัฐอเมริกาอยู่เพียงแค่ ๑๘-๑๙ บาทต่อลิตรเท่านั้น ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมันได้รับราคาไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์ม ลิตรละ ๓๒.๓๗ บาทต่อลิตร ในขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ(เกรดเอ) อยู่ที่ประมาณ ๒๘.๗๕-๓๐.๒๕ บาทต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าสูตรคำนวณราคาไบโอดีเซล และเอทานอลยังสูงเกินไป และจำเป็นต้องปรับให้มีราคาลดลงเสียก่อน ไม่ให้เกินราคาตลาดโลก ในเบื้องต้นนี้ให้ชดเชยการผลิตเอทานอล และไบโอดีเซลโดยตรงทั้งกระบวนการ ให้ไม่เกินลิตรละ 11 บาท เฉพาะในส่วนที่ ใช้สำหรับการเติมน้ำมันเป็นแก๊สโซฮอล และการผสมดีเซลเท่านั้น เพื่อให้มีราคาน้ำมันทุกประเภท มีราคาใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน บนฐานการคำนึงคุณภาพของสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป
ง. ในกรณีที่เงินเรียกเก็บเข้ากองทุนพลังงานหมุนเวียนจากชนิดน้ำมันที่ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากนั้น ไม่เพียงพอที่จะมาชดเชยตามที่กล่าวมาข้างต้น ให้นำเงินที่ได้รับโอนจากกองทุนน้ำมัน และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน มาสนับสนุนการชดเชยดังกล่าวในช่วงแรก หากมีแนวโน้มไม่เพียงพอ ให้เพิ่มการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนพลังงานหมุนเวียนด้วยอัตราที่สูงขึ้นในโอกาสต่อไป
ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวข้างต้น ก็เป็นการสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ของรัฐบาลที่กำหนดให้คิดคำนวณภาษีสรรพสามิตตามการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๙ อย่างไรก็ตาม เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ไม่เห็นด้วยที่จะใช้กลไกภาษีสรรพสามิต มาจัดเก็บกับพลังงานแต่ละประเภทตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะเงินเหล่านี้จะต้องนำส่งเข้ากระทรวงการคลัง และไม่ได้นำกลับมาช่วยเหลือพลังงานที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงควรใช้กลไกของกองทุนพลังงานหมุนเวียนให้ทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ ตามสูตรการคำนวณโดยปราศจากการใช้ดุลยพินิจและเลือกปฏิบัติในการส่งเสริมหรือไม่ส่งเสริมพลังงานใด

ข้อเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างราคา LPG
๑. ให้กำหนดราคาขาย LPG ณ โรงแยกก๊าซ ไม่เกินราคาสูตร cp-๒๐ หรือ ไม่เกินราคาตลาดโลกที่ประเทศไทยใช้อ้างอิงลดลงไปอีก ๒๐ ดอลลาร์ต่อตัน โดยราคาตลาดโลกหรือ cp คือราคาที่กระทรวงพลังงานใช้อิงราคาประกาศเปโตรมิน ณ ราสทานูรา ซาอุดิอาระเบีย (Contract Price: CP) ซึ่งปัจจุบัน โรงแยกก๊าซไทย เป็นผู้ผลิตก๊าซ LPG ทั้งหมดถึงร้อยละ ๕๑ ของการจัดหาก๊าซ LPG ทั้งประเทศ แต่กลับคิดราคา LPG ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในราคาขายของโรงแยกก๊าซที่ขายให้คลังก๊าซที่ ๔๓๖ เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ ประมาณ ๑๕.๗๗ บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาตลาดโลก (CP) ในเดือนมกราคม มีราคาอยู่ที่ ๓๖๓ ดอลลาร์ต่อตัน หรือ ประมาณ ๑๓.๑๓ บาทต่อกิโลกรัม(โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ๓๖.๑๗๖๑ บาทต่อเหรียญสหรัฐ) และล่าสุดราคาตลาดโลก(CP)ลดลงอีกในเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ มีราคา ๒๙๗ ดอลลาร์ หรือ ประมาณ ๑๐.๗๔ บาทต่อ กิโลกรัม จะทำให้ LPG ที่จัดหาโดยรวมถูกลงมาทันที ๔.๒๑ บาทต่อกิโลกรัม (จากราคา ๔๑๓ ดอลลาร์ต่อตัน หรือ ๑๔.๙๕๕๐ บาทต่อกิโลกรัม)
๒. ในส่วนของก๊าซ LPG ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน ปตท. เป็นผู้นำเข้าแต่เพียงรายเดียว โดยได้รับการชดเชยส่วนต่างของราคาจากกองทุนน้ำมันตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในราคาตลาดโลกบวกเพิ่มอีก 85 เหรียญสหรัฐต่อตัน CP+๘๕ (ราคาตลาดโลก+ค่าขนส่งและค่าดำเนินการนำเข้า ๘๕ ดอลลาร์ต่อตัน) เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ขอเสนอให้เปิดเสรีนำเข้าโดยการประมูลหาผู้นำเข้าที่ให้ราคาLPG รวมค่าขนส่งและค่าดำเนินการนำเข้า ต่ำที่สุด หรือตามสูตร CP+X ซึ่งจะต้องต่ำกว่า ราคา CP+๘๕
๓. LPG ที่ผลิตได้ในประเทศจากทุกแหล่งผลิตต้องมีราคาไม่เกินราคาตลาดโลก ลดลงไปอีก ๒๐ เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ CP-๒๐
๔. ให้จัดเก็บเงินจากผู้ใช้ LPG ทุกภาคส่วนรวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เข้ากองทุนพลังงานหมุนเวียน และกองทุนน้ำมัน ในอัตราเท่ากัน แต่ ณ ปัจจุบันนี้ สถานะเงินกองทุนน้ำมัน ในส่วนผู้ใช้ LPG มีถึง ๗,๒๘๗ ล้านบาท ข้อมูลวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๙ ซึ่งมีมากเกินความจำเป็น จึงขอให้ยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันไว้ชั่วคราว ซึ่งปัจจุบันถูกจัดเก็บในอัตรา ๐.๒๓๓๑ บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะทำให้ ราคาจัดหา LPG ลดลง ๐.๒๓๓๑ บาทต่อกิโลกรัม







จากมาตรการข้างต้น จะทำให้ ราคาจัดหา LPG ต่ำกว่า หรือใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ขอเสนอ
ซึ่งราคาขายปลีก LPG ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ ๒๒.๒ บาทต่อกิโลกรัม หากดำเนินการตามข้อเสนอข้างต้น และดำเนินการในการจัดเก็บเข้ากองทุนพลังงานหมุนเวียนตามการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน ๑.๒๕ บาท ต่อกิโลกรัม จากมาตรการยกเลิกการจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน ๐.๒๓๓๑ บาทต่อกิโลกรัม บาทต่อกิโลกรัม และ มาตรการปรับโครงสร้างราคาก๊าซที่คลังก๊าซ ไม่เกินราคาตลาดโลกและลดลงไปอีก ๒๐ ดอลลาร์ต่อตัน) จะลดลงไปรวม ๓.๕๐บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาขายปลีก ลดลงไปเหลือเพียง ๑๘.๗๙ บาทต่อกิโลกรัม (รวมภาษีสรรพสามิตร ๒.๑๗ บาทต่อกิโลกรัม ภาษีเทศบาล ๐.๒๑๗ บาทต่อกิโลกรัม ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าการตลาด ๓.๒๕๖๖ บาทต่อกิโลกรัม ตามสูตรโครงสร้างภาษี ค่าการตลาดเดิม)
ซึ่งจะส่งผลทำให้ ก๊าซ LPG ถังละ ๑๕ กิโลกรัม ปัจจุบันราคา ๓๓๔.๓๕ บาทต่อถัง จะลดเหลือ ๒๘๑.๘๕ บาทต่อถัง หรือลดลงไป ๕๒.๒๐ บาทต่อถัง หรือลดลงไปอีก ๑๕.๗๐%(ราคาLPG ข้างต้นยังไม่รวมค่าจัดส่งจากร้านค้าไปยังครัวเรือนผู้ซื้อถังละ ๓๕ บาทในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล)
สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีสัดส่วนการใช้ LPG สูงถึง ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าทุกกลุ่ม และเป็นการแสวงหาผลกำไรอย่างมหาศาลจากทรัพยากรของประเทศ โดยปราศจาก การจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมัน และค่าการตลาด แต่ก็เป็นการใช้ทรัพยากรที่สามารถใช้เป็นพลังงานในประเทศได้ด้วย จึงเท่ากับลดทอนการพึ่งพาพลังงานในประเทศให้ต้องนำเข้าทรัพยากรจากต่างประเทศมากขึ้น ในขณะเดียวกันยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีมลพิษ ทำลายสิ่งแวดล้อม อีกทั้งราคาปิโตรเคมีที่ลดหรือต่ำลงมากนั้นยังทำให้ยางสังเคราะห์ที่ผลิตจากปิโตรเคมีมีราคาลดลง ส่งผลทำให้ราคายางพาราลดลงไปด้วย ดังนั้นคุณค่าของทรัพยากรที่คิดกับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จึงต้องจัดเก็บเงินเข้ากองทุนพลังงานทดแทนที่ ๑.๒๕ บาทต่อกิโลกรัม และคิดภาษีสรรพสามิต ที่ ๓ บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะส่งผลทำให้กองทุนพลังงานทดแทนจะได้เงินจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปีละประมาณ ๓,๔๗๑ ล้านบาท (อ้างอิงปริมาณการใช้ปี ๒๕๕๗) ที่จะมาช่วยสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อผลิตไฟฟ้าจากการเสียโอกาสที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในส่วนดังกล่าว ส่วนภาษีสรรพสามิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จะได้ภาษีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงินประมาณ ๘,๓๓๑ ล้านบาท (อ้างอิงปริมาณการใช้ปี ๒๕๕๗) การที่ต้นทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสูงขึ้น ๔.๒๕ บาทต่อกิโลกรัม ย่อมส่งผลทำให้ราคายางสังเคราะห์สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะมีส่วนทำให้ยางพารามีโอกาสสูงขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน

วิเคราะห์ความคุ้มค่าในการเปลี่ยนเครื่องยนต์ระหว่าง LPG และ NGV ในสถานะการณ์ราคาน้ำมัน ณ วันนี้
ความคุ้มค่าในการเปลี่ยนเครื่องยนต์ระหว่าง LPG และ NGV ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ และเสี่ยงหรือไม่อย่างไรนั้น สำหรับการติดตั้ง LPG หรือ NGV ในรถยนต์นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามประเภทของเครื่องยนต์ดังนี้
1. ประเภทเคื่องยนต์ดีเซล
1.1 ระบบเชื้อเพลิงร่วม ในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล เช่น รถปิคอัพ รถตู้ รถ บรรทุก ที่ไม่ต้องแปลงเครื่องยนต์ จะติดตั้งระบบฉีดเชื้อเพลิงร่วม สัดส่วน ฉีดน้ำมัน 70 %ต่อ ฉีดก๊าซ 30% ส่วนมากจะเป็นดีเซลฉีดร่วมกับ NGV จากสถิติการทดสอบการใช้งานจริง หากเทียบราคาดีเซลต่ำกว่าลิตรละ 30 บาทและ NGV ราคาเกิน กิโลกรัมละ 8.50 บาท ถือว่าไม่คุ้มการลงทุนติดตั้งระบบนี้ โดยเฉพาะใช้งานในช่วงเวลารถติดหรือวิ่งช้า สัดส่วน น้ำมันจะเพิ่มเป็น 80% ก๊าซ 20%
สำหรับรถยต์ที่ติดตั้งในระบบนี้มีทั้งรถตู้โดยสารธารณะ ที่จำต้องติดตั้งเพื่อจดทะเบียนป้ายเหลืองกับกรมการขนส่งทางบกและรถบรรทุกขนาด 1 ตันหรือปิคอัพ ในระบบการติดตั้งนั้นสามารถ ปรับสวิซการใช้งานมาใช้น้ำมันดีเซลได้อย่างเดียวโดยไม่จำต้องต้องถอดอุปกรณ์ติดตั้งออก ใช้น้ำมันดีเซลอย่างเดียวคุ้มค่ากว่าประหยัดกว่า

1.2 ระบบเชื้อเพลิงเดียว ในรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล โดยดัดแปลงเครื่องยนต์ให้สามารถใช้แก๊สได้ 100% และตัดระบบน้ำมันออก ส่วนมากจะติดตั้งกับรถที่ใช้งานหนักและวิ่งระยะทางไกลๆหรือใช้ตลอดทั้งวันมักใช้กับระบบ NGV เช่น รถบรรทุก รถเมล รับจ้าง หากจะประเมินความคุ้มค่า ด้วยการลุงทุนแปลงเครื่องยนต์สำหรับรถบรรทุกขนาด 300 แรงม้า และติดตั้งระบบ NGV โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายประมาณ 5 แสนบาท โดยอัตราสิ้นเปลืองขณะยังใช้น้ำมันดีเซล 3 กิโลเมตรต่อลิตร และหลังจากแปลงใช้ NGV วิ่งได้ประมาณ 2 กิโลเมตรต่อ NGV 1 กิโลกรัม
เมื่อเทียบราคาน้ำมัน ดีเซล ณ วันที่ 21 มกราคม 2559 ลิตรละ 20.29 บาท หากเดินทาง 100 กิโลเมตรจะมีค่าน้ำมัน 675 บาทหรือ อัตราสิ้นเปลือง 6.75 บาทต่อกิโลเมตร และถ้าใช้ NGV ณ ราคาวันนี้ที่ 13.50 บาทต่อกิโลกรัม จะมีค่าเติม NGV 675 บาท ในระยะทาง 100 กิโลเมตร ซึ่งประหยัดเงินไปเพียง 1.33 บาทต่อ ระยะทาง 100 กิโลเมตร หากจะประเมินจากการติดตั้งที่ 5 แสนบาท ถือว่าไม่คุ้มค่าการลงทุนเพราะจะคืนทุนนั้นต้องใช้เวลา 375,000 วันเลยทีเดียว
สำหรับผู้ประกอบการที่ลุงทุนแปลงเครื่องไปแล้วและใช้ NGV ได้อย่างเดียวใช้ต่อไปค่าใช้จ่ายเท่าๆกับน้ำมันแต่จะเสียโอกาสในการแข่งขันเพราะต้องเสียเวลาจอดรถเติมก๊าซ NGV และค่าซ่อมบำรุงรักษารถที่สูงกว่ารถใช้ดีเซล อายุการใช้งานเครื่องยนต์น้อยกว่า รวมทั้งสมรรถนะด้อยกว่ารถใช้น้ำมันดีเซล ผู้ประกอบการบางส่วนได้ถอดระบบ NGV ออกแล้วซื้อเครื่องยนต์มือสองจากเซียงกงใส่กลับคืนในรุ่นเดิมค่าใช้จ่ายตรงนี้ประมาณ หนึ่งแสนถึงสองแสนบาท ส่วนผู้ประกอบการที่จะจัดหารถบรรทุกหรือรถเมลใหม่มาเพิ่ม นั้นการใช้รถยนต์แบบเครื่องยนต์ดีเซล ณ เวลานี้ถูกกว่าคุ้มค่ากว่า วิเคราะห์ตามแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกที่มีแนวโน้วลดต่ำลงไปอีกนาน

2. ประเภทเครื่องยนต์เบนซิน
สำหรับเครื่องยนต์เบนซินนั้นสามารถติดตั้งแบบเลือกใช้ได้ทั้ง 2 ระบบ คือ เลือกใช้ว่าจะใช้น้ำมันอย่างเดียวหรือแก๊สอย่างเดียว มีการติดตั้งระบบตาม ชนิดของเชื้อเพลิง ก๊าซ คือ
2.1 ติดตั้งสองระบบในแบบใช้ LPG ส่วนมากจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล ขนาด 4 สูบ 6 สูบ และ 8 สูบ เครื่องยนต์ 1300cc-4500cc หากจะประเมินในส่วนรถยนต์ที่ติดตั้งมากที่สุดจะเป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ซึ่งมีค่าติดตั้งในระบบดูด เพียง 10,000 บาท และระบบหัวฉีดแก๊สที่ควบคุมด้วยกล่อง ECU 25,000 บาท หากจะเทียบค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 100 กม.โดยเทียบเคียงรายงานการทดสอบโดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หากรถยนต์วิ่งน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ได้ 10.39 กิโลเมตรต่อลิตร วิ่งแก๊ส LPG ได้ 8.93 กิโลเมตรต่อลิตร และใช้ราคาน้ำมัน ณ วันที่ 21 มกราคม 2559 ที่ราคา น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ลิตรละ 22.68 บาท ราคาLPG ณ วันนี้ ที่ กิโลกรัมละ 20.29 บาท(หรือ 10.97 บาทต่อลิตร) พบว่าในระยะทาง 100 กิโลเมตรนั้น ถ้าใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 จะสิ้นเปลือง 218 บาท ส่วน LPG จะสิ้นเปลือง 1.23 บาทต่อ กิโลเมตร หรือ ใช้เงินไป 122.82 บาท ประหยัดไป 95.47 บาท หากติดตั้ง LPG ในระบบหัวฉีดที่ราคา 25,000 บาทจะถึงจุดคุ้มทุน 262 วัน
2.2 ติดตั้งสองระบบในแบบใช้ NGV ส่วนมากจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล ขนาด 4 สูบ 6 สูบ และ 8 สูบ เครื่องยนต์ 1300cc-4500cc รวมถึงรถตู้โดยสารสาธารณะ ที่เป็นเครื่องเบนซินมาจากโรงงาน หากจะประเมินในส่วนรถยนต์ที่ติดตั้งมากที่สุดจะเป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบในรถแท็กซี่ ซึ่งมีค่าติดตั้งในระบบดูด 30,000 บาท และระบบหัวฉีดแก๊สที่ควบคุมการฉีดก๊าซด้วยกล่อง ECU 40,000 บาท
หากจะเทียบค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 100 กิโลเมตร เทียบรายงานการทดสอบโดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หากรถยนต์วิ่งน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ได้ 10.39 กิโลเมตรต่อลิตร วิ่งแก๊ส NGV ได้ 12.11 กิโลเมตรต่อNGV 1 กิโลกรัม เมื่อเทียบเคียงกับราคาน้ำมัน ณ วันที่ 21 มกราคม 2559 ที่ราคา น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ลิตรละ 22.68 บาท NGV กิโลกรัมละ 13.50 บาท พบว่าในระยะทาง 100 กิโลเมตรนั้น ถ้าใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 จะสิ้นเปลือง 218 บาท ส่วน NGV จะสิ้นเปลือง 1.11 บาทต่อ กิโลเมตร หรือ ใช้เงินไป 111.48 บาท ประหยัดไป 106.81 บาท หากติดตั้ง NGV ในระบบหัวฉีดก๊าซ ที่ราคา 40,000 บาทจะถึงจุดคุ้มทุน 375 วัน
สรุปโดยภาพรวม ของรถยนต์เครื่องยนต์แบบเบนซิน ณ ราคาน้ำมัน LPG NGV ณ วันนี้รถที่ติดตั้งระบบ LPG NGV ไปแล้วการใช้งานต่อ ก็ยังประหยัดกว่าการใช้น้ำมัน ส่วนรถยนต์ที่กำลังจะตัดสินใจติดตั้งทั้ง LPG NGV นั้น หากใช้รถมากและติดตั้งตอนนี้จะถึงจุดคุ้มทุนใน 1 ปี หากใช้งานน้อยก็เป็นดุลพินิจของผู้ใช้รถยนต์ในแต่ละบุคคลในเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางแต่ละวันลงได้
|