งานแถลงข่าว เปิดตัว กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน
 (31/5/2557)


ติดตามข่าวสารและข้อมูลได้ที่ http://www.energyreform.in.th/

แนวทางปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน ที่มา : http://www.energyreform.in.th/



แนวทางปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน

“การปฏิรูปพลังงาน” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสสังคมในการผลักดันการปฏิรูปประเทศ อย่างไรก็ตาม“กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน”ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่มีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวพันกับสาขาพลังงานหรือการพัฒนาที่ยั่งยืนมาเป็นเวลายาวนาน เห็นว่าสิ่งที่มีการนำเสนอบางอย่างโดยบุคคลบางกลุ่มนั้น อยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์และถูกต้องนัก แม้อาจเป็นที่ถูกใจแก่ประชาชนเพราะมีลักษณะคล้ายนโยบายประชานิยม อาทิเช่น น้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ราคาถูก การเก็บภาษีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้สูง หรือทวงคืน ปตท.มาเป็นของรัฐ เป็นต้น ซึ่งหากมีการนำไปปฏิบัติอาจสร้างความเสียหายอย่างมากแก่ประเทศโดยส่วนรวม แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าภาคพลังงานไม่มีปัญหา พวกเราเห็นว่ามีปัญหาหลายประการที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่ประเทศและประชาชนคนไทยในระยะยาว จึงได้รวมตัวกันขึ้นเพื่อจัดทำข้อเสนอนี้ต่อสาธารณชนทั่วไป โดยข้อเสนอนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ

ข้อเท็จจริง

ในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอข้อมูลจากบางภาคส่วนของสังคมที่อาจทำให้ประชาชนสับสนจนคิดว่า ประเทศไทยของเรามีแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียม (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) จำนวนมากมายมหาศาล จึงควรกำหนดราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ในประเทศให้ต่ำเข้าไว้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ •เราไม่ได้มีแหล่งพลังงานในประเทศโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบมากมาย แม้ว่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา การผลิตพลังงานเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นสู่ระดับหนึ่งล้านบาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ แต่การใช้พลังงานของไทยก็เพิ่มขึ้นด้วยอย่างมากเช่นกัน การผลิตจึงไม่พอใช้ ต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้พลังงานโดยรวมของไทย คิดเป็นมูลค่านำเข้าพลังงานปีหนึ่งเป็นเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท •ปริมาณสำรองปิโตรเลียม (Reserves) ในประเทศมีจำกัด น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงจากฟอสซิลที่ใช้แล้วหมดไป (Non-renewable Resources) เมื่อปริมาณสำรองและการผลิตปิโตรเลียมลดลง เราก็จะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในต้นทุนที่สูงกว่าที่ผลิตในประเทศมาก (โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาสูงกว่าก๊าซฯที่ผลิตในประเทศกว่าเท่าตัว) ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนพลังงานที่เป็นปัจจัยหลักในการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะคาดว่าค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นถึง 30% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า และจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

•รายได้ของรัฐจากการพัฒนาปิโตรเลียมในประเทศต่างๆทั่วโลกขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรใต้ดินเป็นหลัก ระบบบริหารและการจัดเก็บรายได้ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กำหนดระดับของรายได้

•เนื่องจากเราต้องพึ่งพาพลังงานจำนวนมากจากต่างประเทศ ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นจึงควรใช้พลังงานทุกชนิดอย่างประหยัด คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

•การกำหนดราคาพลังงานให้ต่ำเกินควรมีผลให้มีการใช้อย่างไม่ประหยัดและขาดประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน

•แม้ว่าเราส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเนื่องจากกำลังการกลั่นน้ำมันในประเทศสูงกว่าความต้องการ แต่วัตถุดิบเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไทยจึงเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ปัญหาของภาคพลังงานไทย

ภาคพลังงานไทยถือว่าได้พัฒนาก้าวหน้าไปมากในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาทั้งด้านการผลิต การจัดหา การจำหน่าย การขนถ่าย การบริหารจัดการ คุณภาพ ความปลอดภัย และการกำกับดูแล ประเทศไทยมีน้ำมันและก๊าซ LPG ใช้อย่างต่อเนื่องไม่มีขาดแคลน หรือต้องปันส่วนน้ำมัน ไฟฟ้ามีให้ใช้ทั่วถึงทุกหมู่บ้าน โดยไม่มีไฟตกไฟดับเช่นในหลายประเทศ สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มสูงขึ้นจนเป็นผู้นำในอาเซียน (ที่ร้อยละ 10 ของการใช้พลังงานโดยรวม) เรามีการรณรงค์ส่งเสริมเรื่องอุปกรณ์และการออกแบบอาคารและใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์ที่ประหยัดพลังงานมายาวนานจนเป็นที่ยอมรับ ภาคพลังงานโดยรวมของประเทศจึงถือได้ว่า มีประสิทธิภาพในการวางแผนและจัดการได้ดีกว่าภาคเศรษฐกิจอื่นๆ หลายด้าน (เช่น การคมนาคม หรือขนส่ง ที่ควรได้รับการปฏิรูปอย่างเร็วที่สุด)

นอกจากนั้นภาคพลังงานไทย ธุรกิจและรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไทยก็ยังถือว่ามีประสิทธิภาพและคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในเอเซีย ดังจะเห็นได้ว่าสาขาพลังงานของไทยถูกจัดอันดับเป็นที่ 3 ของเอเซียตะวันออก และที่ 1 ของอาเซียน ตาม Energy Architecture Performance Index ของ World Economic Forum และ Platts จัดให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (บมจ.ปตท.) เป็นบริษัทพลังงานอันดับที่ 18 ของโลก เป็นต้น

อย่างไรก็ตามภาคพลังงานไทยก็ยังมีปัญหาหลายประการที่ควรได้รับการแก้ไข เพราะหากทิ้งไว้จะทำให้ภาคพลังงานไทยมีความอ่อนแอลงและมีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยและฐานะการเงินระหว่างประเทศของไทย ดังนี้

•ราคาพลังงานไม่สะท้อนต้นทุนจริง ยังมีการอุดหนุนราคาพลังงานในเชื้อเพลิงจากฟอสซิลบางประเภท ที่ทำให้บิดเบือนกลไกตลาด เกิดการใช้สิ้นเปลืองและใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในภาคขนส่ง อีกทั้งยังไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคบางส่วนที่ต้องแบกรับภาระการอุดหนุน

•ขาดการบริหารความเสี่ยงในการกระจายประเภท (Types) และที่มา (Sources) ของแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว ทำให้ราคาไฟฟ้าของไทยผูกติดกับราคาก๊าซธรรมชาติมากเกินไป

•ขาดความเชื่อมั่นและความเข้าใจในเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารจัดการผลกระทบจากการผลิตพลังงาน อาทิ เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด การผลิตไฟฟ้าจากขยะ การสำรวจและพัฒนาก๊าซในชั้นหินดินดาน (Shale Gas) เป็นต้น จึงทำให้โครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และเป็นประโยชน์ต่อสภาวะแวดล้อมบางโครงการได้รับการต่อต้าน หรือล่าช้ามีอุปสรรค

•การแข่งขันในธุรกิจพลังงานบางส่วนน้อยเกินไป และในส่วนที่มีลักษณะการผูกขาดโดยธรรมชาติก็ยังไม่มีกฏเกณฑ์ที่รัดกุมและการกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะปรับโครงสร้างกิจการพลังงานให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมเท่าที่ควร

•องค์กรกำกับดูแลแม้มีอำนาจมากตามกฏหมาย แต่ยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอในการคุ้มครองผู้บริโภค

•ความสุ่มเสี่ยงของการมีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล และผู้ดูแลผลประโยชน์ของรัฐในฐานะผู้ถือหุ้น

•การแทรกแซงจากปัจจัยภายนอกในธุรกิจพลังงานที่รัฐถือหุ้นในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การลงทุนโครงการ การโยกย้ายแต่งตั้งผู้บริหาร ฯลฯ อันจะทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ขาดธรรมาภิบาล การรั่วไหลและจะทำให้องค์กรอ่อนแอลง

•ความไม่ไว้วางใจและเข้าใจในภาครัฐและข้อมูลของภาครัฐนำไปสู่ความไม่เชื่อถือจากภาคประชาชน รวมทั้งมีการนำเรื่องพลังงานไปสร้างประเด็นทางการเมืองโดยบุคคลบางกลุ่ม จึงทำให้โครงการหรือนโยบายด้านพลังงานบางเรื่องไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน

•ความซ้ำซ้อนของกฏหมายหรืออำนาจในการอนุญาตของหน่วยราชการ กฎระเบียบของทางราชการที่ตีความขัดแย้งกัน ทำให้การขออนุญาตมีความล่าช้า และเกิดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจพลังงาน

•การพัฒนาปิโตรเลียมในประเทศขาดความต่อเนื่อง และบริเวณที่มีศักยภาพสูงที่ยังเหลืออยู่เช่นพื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนไทย-กัมพูชาในทะเลอ่าวไทยยังไม่สามารถเข้าไปสำรวจหรือพัฒนาได้เนื่องจากมีความไม่ไว้ใจในรัฐบาล และขาดความเข้าใจในขั้นตอนกระบวนการเจรจาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

•พื้นที่ในภาคเหนือบางส่วนที่มีศักยภาพทางธรณีวิทยาปิโตรเลียมถูกสงวนไว้ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงกลาโหม จึงทำให้การสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำมันดิบเป็นไปอย่างช้ามากและรัฐไม่ได้รับผลประโยชน์ทั้งทางด้านแหล่งพลังงานเพื่อความมั่นคงและรายได้ที่พึงได้รับ

•แม้ว่ารัฐจะมีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานในหลายด้าน แต่มาตรการบางเรื่องก็อาจสร้างอุปสรรค หรือเพิ่มต้นทุนพลังงานของประเทศได้มากเช่นกันหากไม่มีการทบทวนปรับปรุง

•รัฐและประชาชนทั่วไปขาดความตระหนักและไม่ค่อยสนใจปัญหาไกลตัวในระดับโลก อาทิเช่นภาวะโลกร้อน ซึ่งจะทำให้ไทยเราเตรียมตัวหรือปรับตัวไม่ทันกับมาตรการระดับโลกที่จะบังคับใช้ในอนาคต

ข้อเสนอการปฏิรูปพลังงาน

“กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” เห็นว่าปัญหาในภาคพลังงานไทยดังกล่าวข้างต้นควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วเพื่อให้เกิดประโยชน์ยั่งยืนในระยะยาว โดยอาจมีความแตกต่างจากสิ่งที่มีการนำเสนอโดยกลุ่มการเมืองหรือบุคคลบางกลุ่มของสังคม หรืออาจไม่เป็นที่ถูกใจของประชาชนเมื่ออ่านในครั้งแรก เพราะในหลายๆกรณีข้อเสนอจะสวนกับกระแสสังคม แต่พวกเราเห็นว่าในฐานะที่เป็นคนไทยและผู้ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงาน เราต้องกล้าที่จะเสนอความจริงและสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นแนวทางบริหารจัดการด้านพลังงานที่ดีที่สุดต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาวและมีความยั่งยืน

เราเห็นจากเหตุการณ์ในอดีตหลายครั้งที่นโยบายประชานิยม ทั้งในด้านพลังงานและสาขาอื่นๆในหลายประเทศ ที่ในช่วงแรกอาจสร้างความพอใจและความชื่นชอบของประชาชน แต่ในที่สุดนโยบายเหล่านี้ก็ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งเศรษฐกิจและโครงสร้างทางสังคมอย่างรุนแรง จนถึงขั้นเศรษฐกิจเกือบล่มสลาย อาทิเช่น ประเทศเวเนซูเอลาในปัจจุบัน ในประเทศเนเธอร์แลนด์ในอดีต (Dutch Disease) หรือประเทศอินโดนีเซียที่เคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบและสมาชิกกลุ่มโอเปคที่กลับกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันในปัจจุบัน:

(1) การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน

ราคาพลังงานประเภทต่างๆควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งต้นทุนทางตรงและทางอ้อม พยายามลดเลิกการอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบจักรวาล แต่ใช้วิธีสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะกลุ่มแก่ผู้มีรายได้น้อยของสังคม เพื่อให้มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาต้นทุนพลังงานของประเทศโดยรวมให้อยู่ในระดับต่ำสุด รวมทั้งเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้พลังงานกลุ่มต่างๆ โดยดำเนินการดังนี้

•ปรับโครงสร้างราคา ภาษีและเงินกองทุนฯเพื่อให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยคำนึงถึงผลกระทบทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (เช่น งบประมาณค่าสร้างและซ่อมถนน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม) และการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนด้วย เพื่อความเป็นธรรมและให้มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมคือ

o ปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล และลดราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล (E10 91 ออคเทน และ E20) ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันมากยิ่งขึ้น

o ปรับขึ้นราคาขายปลีก LPG ที่ใช้ในภาคขนส่งและก๊าซ NGV ให้สะท้อนต้นทุนจริง และเก็บภาษีสรรพสามิตด้วย รวมทั้งให้ราคาสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามสภาวะตลาด

o ขจัดการอุดหนุนราคา LPG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง ระหว่างกลุ่มการใช้ (Cross-subsidies) รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำก๊าซ LPG ออกสู่ประเทศเพื่อนบ้านโดยหลีกเลี่ยงภาษี

o ปรับราคา LPG ณ โรงแยกก๊าซฯให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

o พิจารณาทบทวนโครงสร้างราคา LPG ที่จำหน่ายเพื่อเป็นวัตถุดิบให้แก่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของเศรษฐกิจส่วนรวม ให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ใช้พลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และให้โครงสร้างราคามีความโปร่งใส ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มโดยรวมสูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ และอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

•ควรหลีกเลี่ยงการใช้ราคาพลังงานเป็นเครื่องมือในการให้สวัสดิการสังคมแก่ประชาชน ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีการอุดหนุนราคาพลังงานแก่ประชาชนบางกลุ่มตามนโยบายรัฐบาล ควรทำเท่าที่จำเป็นเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ให้กระทบต่อกลไกตลาด และให้ใช้งบประมาณแผ่นดินโดยกำหนดกรอบการใช้งบประมาณที่ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรม และเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง หรือให้เป็นส่วนหนึ่งของกฏหมายกำหนดกรอบการใช้งบประมาณเพื่อการอุดหนุนและสวัสดิการสังคม (Pro Poor Law)

•ใช้กองทุนน้ำมันในการรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงสั้นเท่าที่จำเป็นจริงๆ และเพื่อส่งเสริมน้ำมันสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น

(2) เพิ่มการแข่งขันและประสิทธิภาพในธุรกิจพลังงาน

เพิ่มการแข่งขันในธุรกิจพลังงานเพื่อมิให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยให้ราคาพลังงานสะท้อนอุปทานและอุปสงค์ของตลาดที่มีการแข่งขันอย่างแท้จริง และในกรณีที่ธุรกิจพลังงานมีลักษณะการผูกขาดโดยธรรมชาติ ให้ปรับโครงสร้างตลาดให้มีการแข่งขันมากขึ้น รวมทั้งกำกับดูแลกิจการอย่างเข้มงวด ซึ่งจะทำให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับที่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค โดยดำเนินการดังนี้

•เพิ่มการแข่งขันในธุรกิจน้ำมันโดยให้กิจการที่มีการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจ (ทุกแห่ง) เข้ามาอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ยกเว้นในกรณีที่มีกฏหมายเฉพาะดูแลอยู่แล้ว

•ลดการถือหุ้นของ บมจ.ปตท.ในกิจการโรงกลั่นหลายโรง โดยให้ บมจ.ปตท.ขายหุ้นทั้งหมด (Divest) ในโรงกลั่นบางจาก และ โรงกลั่น SPRC ออกไป

•แยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกจาก บมจ.ปตท.เพื่อความโปร่งใสและง่ายแก่การกำกับดูแล โดยในขั้นแรกให้ บมจ.ปตท.ถือหุ้น 100% และในขั้นตอนที่สองให้แยกความเป็นเจ้าของออกจากกัน (ownership separation) โดยรัฐถือหุ้นเกินกว่า 50% (ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ) ทั้งนี้ ผู้ที่ให้บริการส่งก๊าซฯห้ามทำธุรกิจที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ เช่น ไฟฟ้า

•เปิดให้มีการให้บริการใช้ท่อก๊าซธรรมชาติแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access) เพื่อให้ผู้ใช้มีทางเลือกในการซื้อก๊าซฯ

•ปรับปรุงบทบาทในการทำงานของ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้มีความเข้มแข็ง ในการคุ้มครองผู้บริโภค และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน

•ปรับปรุงระบบการคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการ กกพ.ให้มีความโปร่งใส และมีกลไกในการกลั่นกรองคุณสมบัติและความรู้ประสบการณ์ของผู้สมัครที่เข้มข้นขึ้น

•โอน การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มาอยู่ในสังกัดของกระทรวงพลังงาน เช่นเดียวกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกิจการไฟฟ้าและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่จำเป็นสำหรับในอนาคต (สายส่ง Smart Grid ระบบจำหน่ายและมาตรฐานการบริการ มาตรการ DSM) และการกำกับนโยบาย รวมทั้งปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าให้มีการแข่งขันโดยประชาชนมีทางเลือกในการซื้อไฟฟ้า อันจะทำให้ค่าไฟฟ้าสะท้อนการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพของกิจการไฟฟ้า

(3) ลดการแทรกแซงโดยมิชอบและแสวงหาประโยชน์ในกิจการพลังงานที่รัฐถือหุ้น และการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

แนวทางในการดำเนินการ คือดึงการดูแลผลประโยชน์ของรัฐในฐานะผู้ถือหุ้นออกจากการครอบงำและแทรกแซงจากปัจจัยภายนอกและลดช่องทางที่จะนำไปสู่การเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในกิจการพลังงานที่รัฐถือหุ้น ควบคู่กับการเพิ่มความโปร่งใสและระดับธรรมาภิบาลในกิจการพลังงานดังกล่าว ซึ่งจะมีผลให้กิจการพลังงานที่รัฐถือหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถจัดหาพลังงานให้แก่ผู้ใช้ในประเทศในต้นทุนที่ต่ำลง อีกทั้งเพิ่มขีดความสามารถมากขึ้นในการแข่งขันในเวทีโลก โดยดำเนินการดังนี้

•แยกการกำกับดูแล การกำหนดนโยบาย และการดูแลผลประโยชน์ของรัฐในฐานะของผู้ถือหุ้นออกจากกันอย่างชัดเจน รวมทั้งไม่ให้ข้าราชการที่มีหน้าที่กำกับดูแลหรือมีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดนโยบายที่อาจให้คุณหรือโทษต่อกิจการ เป็นกรรมการในบริษัทมหาชนที่รัฐถือหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

•ปรับปรุงระบบการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนและบริษัทที่รัฐถือหุ้นให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของบริษัทชั้นนำของโลก และให้กรรมการอิสระมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ โดยให้ระบบการสรรหาและแต่งตั้งมีความชัดเจน มีเหตุผลอธิบายต่อสาธารณะได้ และมีขั้นตอนในการกลั่นกรองคุณสมบัติและความเหมาะสมที่เข้มงวด รวมทั้งให้มีความโปร่งใส และให้ประชาชนสามารถรับรู้ได้

•ข้าราชการที่ไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือกรรมการในบริษัทมหาชนที่รัฐถือหุ้นในฐานะผู้แทนของรัฐ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการประจำ จึงควรได้รับผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสม หากมีผลตอบแทนส่วนที่เกินสมควรให้นำส่งคลัง เพื่อให้ข้าราชการสามารถทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ให้เกิดความขัดแย้งของผลประโยชน์ (Conflict of interest) ในการทำหน้าที่

•ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่ไปเป็นกรรมการในบริษัทในเครือควรได้รับผลตอบแทนตามวิธีปฏิบัติของบริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ฯ

•ปรับปรุงระบบการสรรหาผู้บริหารสูงสุด (CEO) ของกิจการพลังงานที่รัฐถือหุ้น (และรัฐวิสาหกิจอื่นด้วย) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ) เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความเหมาะสมและมีความสามารถอย่างแท้จริง แทนที่จะเป็นบุคคลที่มาจากการชี้นำของปัจจัยภายนอกองค์กร และปรับปรุงสัญญาจ้าง CEO ให้สอดคล้องกับรูปแบบสัญญาที่ใช้ในบริษัทเอกชนชั้นนำเพื่อเพิ่มความเป็นอิสระของผู้บริหารและป้องกันการครอบงำแทรกแซงกิจการจากปัจจัยทางการเมือง

•เมื่อแยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกไปจาก บมจ.ปตท.แล้ว ให้ลดการถือหุ้นของรัฐใน บมจ.ปตท.ให้ต่ำกว่า 50% เพื่อให้พ้นสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะช่วยลดการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอกองค์กรในระดับหนึ่งและในขณะเดียวกันช่วยให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในระยะต่อไปให้ศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการลดการถือหุ้นของรัฐให้ต่ำลงอีกเพื่อลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมืองในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล (ซึ่งจะตรงกันข้ามกับความเห็นหลายฝ่ายที่ต้องการเพิ่มบทบาทของรัฐในการบริหารจัดการ)

(4) กระบวนการในการกำหนดนโยบาย และการขออนุญาต

•ควรให้มีผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆที่หลากหลายมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายพลังงานมากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันรัฐควรคำนึงถึงมิติทางด้านพลังงานในการกำหนดนโยบายด้านอื่นๆ เช่น การส่งเสริมการลงทุน ◦ตั้งสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแบบ EIA ของสหรัฐฯ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องและทำหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูล โดยโอนงานและบุคคลากรการจัดเก็บข้อมูลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานมาที่องค์กรใหม่นี้ และขยายขอบเขตการจัดเก็บข้อมูลเพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูลด้านพลังงานและปิโตรเคมีจากส่วนราชการ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาค เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลด้านพลังงานที่สมบูรณ์ และเป็นที่ยอมรับ

•แก้ไขกระบวนการ กฏระเบียบ และกฏหมายที่มีความซ้ำซ้อน เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าในการขออนุญาตในกิจกรรมที่เกี่ยวกับพลังงาน และเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบทางการเมือง โดยเฉพาะความซ้ำซ้อนของพระราชบัญญัติโรงงาน กับพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน และพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง และปัญหาความล่าช้าในการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องจักร อุปกรณ์ และอาคาร โดยการแก้ไขพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น

(5) การสำรวจ พัฒนาและจัดหาแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงหลัก

ความไม่ไว้วางใจภาครัฐและไม่เข้าใจในข้อมูล รวมถึงลักษณะเฉพาะของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาปิโตรเลียม ซึ่งเริ่มส่งผลต่อการจัดหาปิโตรเลียมในประเทศและจะมีผลให้การนำเข้าปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเห็นควรดำเนินการดังนี้

•เพื่อสร้างความมั่นใจในข้อมูลด้านทรัพยากรพลังงานและความโปร่งใส ควรให้ประเทศไทยสมัครเป็นสมาชิกของ Extractive Industries Transparency Initiative (EITI) หรือโครงการเพื่อความโปร่งใสในภาคอุตสาหกรรมการสกัดทรัพยากร

•ตั้งคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากทุกฝ่ายเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของการปรับปรุงระบบการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในปัจจุบัน ให้ได้ข้อยุติใน 3 เดือน เพื่อมิให้การสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในประเทศขาดความต่อเนื่องและให้รัฐได้รับผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสมสอดคล้องกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรใต้ดิน และเดินหน้าเปิดพื้นที่สำรวจและพัฒนาปิโตรเลียม รอบ 21 โดยเร็ว เพื่อแสวงหาปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบมาทดแทนปริมาณที่ลดลงไปจากการใช้ที่เพิ่มขึ้นทุกปีในประเทศ

•ควรนำพื้นที่สงวนเพื่อการสำรวจปิโตรเลียมในภาคเหนือที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงกลาโหม เข้ามาอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติปิโตรเลียมและพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

•เร่งพิจารณาแนวทางในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมสำหรับสัมปทานในพื้นที่ผลิต ที่ไม่สามารถต่อระยะเวลาได้อีกตามกฏหมาย เพื่อให้ได้ข้อยุติอย่างน้อย 5 ปีก่อนการสิ้นสัมปทาน ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวควรครอบคลุมทั้งเรื่องวิธีการในการพัฒนาหลังการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานและการคัดเลือกผู้ดำเนินการที่เหมาะสม ผลประโยชน์ตอบแทนจากการผลิตต่อเนื่องที่รัฐควรได้รับ และโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ โดยคำนึงถึงปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่คาดว่าจะคงมีเหลืออยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

•ให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน และคณะกรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภา ร่วมกันวางแนวทางและมอบหมายให้มีคณะเจรจาของส่วนราชการที่มีความรู้และความเป็นมืออาชีพ เพื่อเจรจาหาข้อยุติกับกัมพูชา ในการเข้าไปสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมเพื่อพัฒนาพื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนไทย-กัมพูชาในทะเลอ่าวไทย โดยสร้างกลไกในการเจรจาที่โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบได้ผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภา และเป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ

•ส่งเสริมให้มีการขยายการลงทุนธุรกิจพลังงานไปในต่างประเทศมากยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน

(6) การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด

•ขจัดอุปสรรคการขออนุญาตจากภาครัฐ ในการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กและเล็กมาก (SPP/VSPP) โดยสร้างกระบวนการที่เปิดกว้าง โปร่งใส และขจัดการเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะ

o แก้ไขกฏกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน ให้การผลิตไฟฟ้าเป็นโรงงานจำพวกที่ 1 (คือไม่ต้องขอใบอนุญาตการประกอบกิจการโรงงาน) เพราะต้องขออนุญาตจาก กกพ. อยู่แล้ว และเกณฑ์ในการพิจารณาของ กกพ.มีความละเอียดและเข้มงวดมากกว่ากรมโรงงานฯ

o ยุบเลิกคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยโอนภารกิจไปให้ กกพ.ภายใต้กรอบนโยบายที่ชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

o แก้ปัญหาโครงการ SPP/VSPP ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ยังค้างการพิจารณาอยู่โดยเจรจาปรับเงื่อนไขและราคารับซื้อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน และปฏิบัติต่อผู้ประกอบการผู้ยื่นคำขอทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน

•มาตรการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ต้นทุนและศักยภาพของวัตถุดิบในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายระยะยาวให้กิจการพลังงานหมุนเวียนสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีการอุดหนุนหรืออุดหนุนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่เป็นภาระเกินสมควรต่อผู้ใช้ไฟฟ้า และใช้ระบบการแข่งขันด้านราคาในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนบางประเภท (เช่นฟาร์มแสงอาทิตย์) รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการดำเนินการใดที่เป็นการสร้างโควต้าการผลิต

•กำหนดมาตรการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่เหมาะสมสำหรับโครงการขนาดเล็กในท้องที่ห่างไกลและโครงการชุมชน

•แก้ไขปัญหาอิทธิพลในท้องถิ่นหรือกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ที่เป็นอุปสรรคหลักต่อการพัฒนาโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน

•เร่งกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานขั้นต่ำของเครื่องจักร อุปกรณ์ และอาคาร ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น และกำหนดเป้าหมายในการประหยัดพลังงานในระยะยาวที่ชัดเจน

•จัดทำแผนระยะสั้นและระยะยาวในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และแผนการจัดหาพลังงานเพื่อใช้ในยานยนต์ อย่างเป็นระบบเพื่อให้มีการดำเนินการที่สอดคล้องกันในทุกภาคส่วน ทั้ง เทคโนโลยีและความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ มาตรฐานไอเสีย ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน คุณภาพของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และการจัดหาและจำหน่ายพลังงานเพื่อใช้ในยานยนต์ โดยคำนึงความจำเป็นในการลดผลกระทบของการใช้ยานยนต์ต่อสภาวะแวดล้อม การเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนค่ารักษาพยาบาลที่พึงประหยัดได้

•ปฏิรูประบบขนส่งมวลชน ระบบรางและระบบผังเมือง รวมทั้งการบูรณาการระหว่างกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้พลังงานในสาขาขนส่งมีประสิทธิภาพและมีลดต้นทุนพลังงานของประเทศในระยะยาว

กระบวนการสู่ภาคปฏิบัติ

เราเชื่อว่าข้อเสนอของ “กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” จะทำให้ภาคพลังงานของประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ผู้ใช้พลังงานไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้จำหน่ายพลังงานและได้ซื้อพลังงานในราคาที่เป็นธรรม มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ มีการจัดหาพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรพลังงานในประเทศ มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันช่วยทำให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในโลกที่มีปริมาณจำกัด อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความพร้อมต่อมาตรการบังคับในระดับสากลในอนาคตอันใกล้นี้

การปฏิรูปพลังงานต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริง หากข้อมูลพื้นฐานไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน ข้อเสนอการปฏิรูปพลังงานก็จะไม่เหมาะสมและสร้างความเสียหายต่อประเทศ แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดในระยะสั้นก็คือการที่เราหลงประเด็น ทำให้เราละเลยปัญหาที่แท้จริง ได้แก่

•แหล่งปิโตรเลียมในประเทศจะมีน้อยลงและการนำเข้าจะสูงขึ้นมาก ต้นทุนพลังงานของประเทศจะแพงขึ้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

•เปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก มีการกอบโกยและแสวงผลประโยชน์โดยมิชอบในกิจการพลังงานของรัฐได้ง่ายขึ้นเพราะสังคมมัวแต่ไปสนใจประเด็นอื่น

ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาปฏิบัติ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำก่อนการนำข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติคือการเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักวิชาการ ส่วนราชการ ผู้ประกอบการด้านพลังงาน ผู้ใช้พลังงาน และภาคประชาชน ทั้งนี้ต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร โดยผู้ร่วมแสดงความเห็นต้องแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยเหตุผล เปิดใจฟังความเห็นของผู้อื่น และเคารพในความเห็นที่แตกต่างกัน การปฏิรูปพลังงานไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ยอมฟังความเห็นที่แตกต่างกัน แต่กลับใส่ร้ายป้ายสีผู้ที่คิดต่าง

12 พฤษภาคม 2557





“กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน”
(ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2557)
1.นางกรรณิการ์ ศรีธัญญลักษณา อดีตข้าราชการกระทรวงพลังงาน
2.นายกวี จงคงคาวุฒิ อดีตข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
3.นางสาวกฤติยา เพ็ชรศรี กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
4.นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด
5.ดร.คุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน
6.นายชยุตพงศ์ นันท์ธนะวานิช กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
7.นายชาย ชีวะเกตุ อดีตผู้บริหาร กฟผ.และกรรมการมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม
8.ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
9.คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต อดีตผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
10.ดร.เทียนไชย จงพีร์เพียร นักวิชาการพลังงาน
11.นางสาวเนตรนฤมล ศิริมณฑล อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการ UNDP ประเทศไทย
12.นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน)
13.ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
14.นางปรียาภรณ์ วิเวกาภิรัต อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน/รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน
15.นางสาวพนิดา อมรศักดิ์ รักษาการผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม
16.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
17.นายมณฑล วสุวานิช อดีตข้าราชการกระทรวงพลังงาน
18.นายมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
19.นายมนูญ ศิริวรรณ อดีตผู้บริหาร บมจ.บางจาก
20.นายเมตตา บันเทิงสุข อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน/ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน
21.ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ธนาคารแห่งประเทศไทย
22.นางสาววิไลพร ลิ่วเกษมศานต์ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
23.ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
24.นางสาวสุจิตร เข็มมี กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
25.นายสิริวัต วิทูรกิจวานิช วิศวกรปิโตรเลียม บมจ.ปตท.สผ.
26.ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการสถาบัน Sasin Institute for Global Affairs (SIGA)
27.นางสาวสุวพร ศิริคุณ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
28.รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
29.นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.สผ.และ PTTGC
30.นายอนันต์ เกษเกษมสุข อดีตผู้บริหาร บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย
31.นายอนุชิต ลิ้มสุวัฒน์ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
32.นางอานิก อัมระนันทน์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร
ที่มา : http://www.energyreform.in.th/signatories/

5 มิ.ย. 2557 พบกับ "ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่มาตอบทุกโจทย์ ทุกคำถาม ในประเด็น "ข้อเสนอปฏิรูป"พลังงาน"ถึง คสช." ในรายการ เผชิญหน้า Face Time กับ "ดนัย เอกมหาสวัสดิ์"



หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || โปรแกรมย่อรูปภาพ || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน website GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net